กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 118 : รากฐานเซียนลึกลับ
สำหรับเคล็ดวิชาเต๋า กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด
เป็นแค่วิชาเต๋าอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น ยังมีเรื่องลึกลับ
อีกมากมายที่ อู่ อวี้ ยังไม่ล่วงรู้ และ ยังไม่
สามารถทำความเข้าใจได้
สำหรับเขาตอนนี้ ถือว่าเป็นเพียงแค่ความสำเร็จ
เล็ก ๆ เท่านั้น กล่าวได้ว่าแทบจะไม่สามารถ
นำมาโอ้อวดได้เสียด้วยซ้ำ ถึงแม้ในความเป็นจริง
แล้วมันจะไม่เป็นเช่นนั้น
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่การโจมตีของเขาก็จัดได้ว่า
เหนือธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ หรือ
พลังทางกายเนื้อ มันทำให้เขาเจาะทะลวงผ่าน สิ่ง
ที่ เจียง จุนหลิน ภาคภูมิใจอย่าง ‘ กายาทองคำ
มหาตะวัน ‘ ได้เป็นผลสำเร็จ
มันคือ เคล็ดวิชาเต๋ากระบี่ อีกหนึ่งวิชาที่มีความ
แข็งแกร่ง และ ประสิทธิภาพการทำลายล้าง
รุนแรงอย่างยิ่ง !
วิถีแห่งเต๋าโบราณ ย่อมไม่ธรรมดาเหนือสามัญ!
เนื่องจากว่าวรยุทธของ อู่ อวี้ นั้นเหนือกว่าฝั่าย
ตรงข้าม ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้กำชัยชนะ
อ๊ากกกกก ∼ม่ายยยจริงงง!!!
เจียง จุนหลิน ในเวลานี้อยู่ในสภาพที่เรียกว่าน่า
อนาถอย่างยิ่ง เนื่องจากจุดบัญญัติก่อเกิดของมัน
ถูกทำลายลง ทำให้มันจึงได้กรีดร้องโอดครวญด้วย
น้ำเสียงโหยหวนชวนน่าอเนจอนาถ แต่ อู่ อวี้
กลับแสดงท่าทางไม่แยแสแม้แต่น้อย! ฝูงชนต่าง
ตกตะลึงนิ่งค้างไปชั่วขณะจิต เนื่องจากจิตใจของ
พวกเขาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงราวกับถูกอัด
กระแทกจากผลลัพธ์ที่ออกมา
“ขอบคุณที่ชี้แนะ!”
อู่ อวี้ ดึงกระบี่ ‘แสงตะวันส่องอำพัน’ ออกมาจาก
ร่าง เจียง จุนหลิน ทันใดนั้นเขาก็ทำสิ่งที่ไม่คาดฝัน
โครมมม!!!! เขาเตะซ้ำเข้าไปที่ร่างของ เจียง จุน
หลิน จนร่างของมันกลิ้งม้วนกระเด็นไม่เป็นท่า มา
หยุดอยู่ตรงด้านหน้า เจียง เซี่ย
บัดนี้ ผู้ใดแพ้ ผู้ใดชนะ ถูกแบ่งแยกให้เห็นได้อย่าง
ชัดเจน
ไม่เพียงแต่ อู่ อวี้ จะทำให้ธารกำนัลได้เห็นอย่าง
ชัดเจนว่าผู้ใดคือแพ้ ผู้ใดคือชนะ เขายังทำลายจุด
บัญญัติก่อกำเนิดของ เจียง จุนหลิน อีกด้วย การ
กระทำเช่นนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสเสียยิ่งกว่า การ
เข่นฆ่าให้อีกฝั่ายตกตายลงไป
ส่วนผลกระทบหลังจากอีกฝั่าย ได้ถูกทำลายจุด
บัญญัติก่อกำเนิด จนพังทลายแตกซ่านไปแล้วนั้น
พลังศักดิ์สิทธิ์ของมันก็จะสลายหายตามไปด้วย อีก
ทั้งระดับพลังของมันก็จะลดลง ซึ่งระดับพลังของ
เจียง จุนหลิน ในเวลานี้ได้ลดลง เหลือเพียงแค่
ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4
ถึงแม้ เจียง จุนหลิน จะถูกทำลายจุดบัญญัติ
ก่อกำเนิด มันก็ยังสามารถหลอมรวมลมปราณ
ต่อไปได้ ด้วยการฝึกตนบ่มเพาะทะลวงจุดบัญญัติ
ก่อกำเนิดที่เหลือ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้จะยังคงตรา
ตรึงอยู่ภายในใจของมันไปตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็น
ความอัปยศ หรือ ความโศกเศร้าเสียใจ และ สิ่ง
สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คุณสมบัติของการฝึกตนที่
จะก้าวสู่ขั้นต่อไปที่จะต้องเปิดจุดบัญญัติก่อกำเนิด
ให้ครบทั้ง 10 จุด แต่เนื่องจุด ซานจง ที่เป็นหนึ่ง
ในจุดบัญญัติก่อกำเนิดของมันถูกทำลายลงไป จึง
ทำให้มันต้องติดอยู่ใน หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 9
ตลอดไป ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภาได้!
เพราะผู้ที่จะเข้าสู่ระดับ สร้างแกนนภา ได้นั้น
จะต้องเปิดจุดบัญญัติก่อกำเนิดให้ครบถ้วนบริบูรณ์
ทั้ง 10 จุด เสียก่อน
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น อู่ อวี้ เคยได้ยินมาว่า สำหรับผู้
ที่ถูกทำลายจุดบัญญัติก่อกำเนิด ยังมีอีกหนทางให้
ไขว่คว้า ไม่ถึงกับมืดบอดซะทีเดียว ว่ากันว่า
วิญญาณเซียนบางชนิด จะมีเส้นวิญญาณอยู่บน
ผลของมัน หากนำมากลั่นสกัดหลอมเป็นเม็ดยา
อมตะ ที่มีชื่อเรียกว่า ‘ เม็ดยาหลอมชีวิต ‘ ซึ่งจะ
สามารถช่วยให้ จุดบัญญัติก่อกำเนิด ที่ถูกทำลาย
ลงไปฟืนตัวขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็จะสามารถหลอม
รวมลมปราณต่อไปได้
แต่ปัญหาสำคัญก็คือ ‘ เม็ดยาหลอมชีวิต ‘ จัดว่า
เป็นเม็ดยาอมตะ ซึ่งมีค่ามากกว่าเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ 100 เม็ด เสียอีก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่มี
คนทั่วๆไปที่คิดจะซื้อมาไว้ในครอบครอง
” ข้าต้องขออภัย กระบี่ไม่มีตา ข้าจึงไม่อาจแน่ใจ
ว่ามันจะไปโดนส่วนใดบ้าง แต่ข้าก็คิดว่าท่าน
เจียง เซี่ย คงจะมี ” เม็ดยาหลอมชีวิต ” อยู่
เช่นนั้น เจียง จุนหลิน ท่านก็ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ
ไป ” อู่ อวี้ กล่าวขึ้น ราวกับว่าเรื่องนี้สามารถ
จัดการลงได้อย่างง่ายดาย เสมือนดั่งพลิกฝั่ามือ
อู่ อวี้ ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถกู้คืนศักดิ์ศรี
ให้กับ นิกายกระบี่สวรรค์ ได้อย่างหมดจดสมบูรณ์
จนถึงขณะนี้เหล่าสาวกของ นิกายกระบี่สวรรค์
ยังคงส่งเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง
หากตัดภาพมองกลับไปยัง เจียง จุนหลิน ที่กำลัง
กลิ้งตัวอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวดเสียใจ มันช่าง
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และ หลังจากฟืนคืนสติได้
บ้างเล็กน้อย มันก็รู้สึกราวกับว่าจิตใจพังทลาย มัน
จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยแววตาว่างเปล่า เพราะบัดนี้
ความเชื่อมั่น และ เกียรติยศศักดิ์ศรี เพียงหนึ่ง
เดียวของมัน ได้ถูกบดขยี้จนแหลกเละไม่มีเหลือชิ้น
ดี
อู่ อวี้ ใช้เพียงหนึ่งกระบี่ ก็สามารถคว้าชัยชนะจาก
ศัตรูมาได้ ซึ่งถือเป็นผลงานที่สร้างความประหลาด
ใจ ให้แก่พวกเขาอย่างยิ่ง
แน่นอน ด้วยการพูดจายั่วยุถากถางของ เจียง จุน
หลิน ต่อหน้าธารกำนัล โดยอาศัยรากฐานเซียน
เป็นเครื่องมือ แน่นอนว่าผู้คนของนิกายกระบี่
สวรรค์ ไม่มีผู้ใดเห็นใจสงสารมัน
ความบาดหมางขัดแย้งที่สั่งสมมาเนิ่นนาน ได้ถูก
ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันเป็นที่เรียบร้อย
อู่ อวี้ มองไปที่ เจียง เซี่ย เพื่อดูอากัปกิริยาการ
แสดงออกว่าจะมีท่าทีเช่นไร หลังจากเห็นบุตรชาย
ของตนถูกทำลายจุดบัญญัติก่อกำเนิด แต่ เจียง
เซี่ย กลับเหลือบมองไปที่บุตรชายด้วยท่าทีอย่างไม่
แยแส จากนั้นมันก็หันกลับมาสบตา อู่ อวี้ เห็นได้
ชัดว่าภายในแววตาของมัน แฝงไปด้วยจิตสังหาร
อย่างแรงกล้า
นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น
“จุนหลิน!”
ผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังของ เจียง เซี่ย หลายคน
ออกมาช่วยพยุงแขน เจียง จุนหลิน พวกมันจ้อง
มอง อู่ อวี้ ศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ด้วยดวงตาเคียดแค้น
จนแทบจะลุกเป็นไฟ จากนั้นก็แผ่แรงกดดัน
มหาศาลออกมาสะกดข่มลงบนร่างของเขา
จากนั้น เจียง จุนหลิน ก็เปิดตาขึ้นด้วยความ
สับสน ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ล้นหลามภายใน
มันจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยดวงตาเคียดแค้นชิงชัง
อย่างขีดสุด ชายผู้ทำให้มันต้องพ่ายแพ้ถึงสองครั้ง
สองครา บางทีอาจจะกล่าวได้ว่า บาดแผลที่ถูก
สร้างไว้จิตใจ คงไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ไปจน
ตราบชั่วชีวิตของมันจะหาไม่
ในวันนี้ มันต้องอับอายขายหน้า ทั้งศักดิ์ศรี และ
ความมั่นใจของมันถูกบดขยี้จนสิ้น
ในตอนนี้ แม้กระทั้งมันก็ยังรู้สึกอยากร่ำไห้ออกมา
แต่มันทำได้แค่เพียงอดกลั้นสะกดข่มเอาไว้
แม้แต่ หลาน ฮั้วหยุน ยังตกตะลึงกับผลงานของ อู่
อวี้ ทันใดนั้นนางก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวว่า ”
ผู้นำ เจียง การประลองชี้แนะของเหล่าสาวกรุ่น
เยาว์ในครั้งนี้ แม้แต่ข้าเองก็ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะ
รุนแรงถึงเพียงนี้ ข้าก็หวังว่าท่านจะไม่ถือสาหา
ความ นี่คือ ‘ เม็ดยาหลอมชีวิต ‘ ในฐานะ นิกาย
กระบี่สวรรค์ ขอรับผิดชอบในเรื่องนี้ ”
” ใครบอกว่าเราต้องรับผิดชอบ ? ไม่ว่าจะแพ้ หรือ
ชนะ ย่อมเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อ ผู้นำ เจียง มั่งคั่ง
ร่ำรวยถึงเพียงนี้ กับแค่ ‘ เม็ดยาหลอมชีวิต ‘ ทำไม
พวกเขาต้องอยากได้จากเราด้วย ? ” ทันทีที่สิ้น
เสียงของ หลาน ฮั้วหยุน เสียงของ เฟิง ซัวหยา ก็
ดังขึ้น และคำพูดนี้ต้องทำให้ดวงตาของทุก ๆ คน
ต้องเบิกโพรง
ไม่ช้าก็เร็วทั้งสองฝั่ายก็ต้องเริ่มทำสงคราม และ
ต่อสู้กัน ในวันนี้ อู่ อวี้ ได้คว้าเกียรติ์ และ ศักดิ์ศรี
นำมาให้แก่ นิกายกระบี่สวรรค์ ด้วยการคว้าชัย
ชนะมาได้ ดังนั้น เฟิง ซัวหยา จึงขี้เกียจที่จะต้องเส
แสร้งทำตัวสุภาพกับ เจียง เซี่ย อีก เพราะไม่ว่าจะ
อย่างไรผลที่ออกมาก็จะเป็นอีหรอบเดียวกัน
แน่นอนว่า เฟิง ซัวหยา ย่อมเข้าใจในสันดารของ
เจียง เซี่ย มากกว่า หลาน ฮั้วหยุนอยู่แล้ว
” ฮ่า ๆ! ” อยู่ ๆ เจียง เซี่ย ก็หัวเราะออกมาเสียง
ดังพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” พี่ชายเฟิงนั้นกล่าว
ถูกต้อง การต่อสู้ของรุ่นเยาว์ในครานี้ ล้วนเป็น
พลังของหนุ่มสาวอันเร่าร้อน เป็นเรื่องปกติ
ธรรมดา ที่จะมีการพลั้งพลาดกันไปบ้าง อีกอย่าง
พรรคจงหยวนของข้า ก็ไม่ได้ขาดแคลน ” เม็ดยา
หลอมชีวิต ” แต่ประการใด คงต้องขอขอบคุณใน
เจตนาดีของท่าน ที่หยิบยื่นไมตรีให้ข้า โดยข้ายัง
ไม่ได้เรียกร้อง เอาล่ะ… เห็นทีคงถึงเวลาอันควร
แล้ว ที่พวกข้าจะต้องขอตัวอำลากลับก่อน ”
เป็นคำกล่าวที่ดูสุภาพอ่อนนุ่ม ราวกลับเป็นเพียง
แค่แขกผู้หนึ่งที่มาเยี่ยม โดยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า
ภายในใจมันนั้น ได้ปิดซ่อนวิธีสังหารเอาไว้
หลากหลายวิธี
พวกมันกลับไป พร้อมกับการความคับคั่งแค้น
และ โทสะ ที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใน
” ข้าขอส่งพวกท่านทุกคน ” หลาน ฮั้วหยุน เอ่ย
วาจาน้อมส่งอย่างสุภาพ
” ขอขอบคุณท่านมาก …” จากนั้น เจียง เซี่ย
กล่าวขึ้นอย่างสุภาพ ขณะเดียวกันนั้นเอง เมื่อ อู่
อวี้ เห็นว่าพวกมัน และ เจียง จุนหลิน กำลังจะ
จากไป เขาจึงกล่าวขึ้นว่า ” ช้าก่อน … ทุก ๆ ท่าน
ในเมื่อ เจียง จุนหลิน ได้พ่ายแพ้เดิมพันแล้ว แต่ว่า
ข้ายังไม่ได้รับของเดิมพันนั้นเลย ”
หลาน ฮั้วหยุน รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างช่วย
ไม่ได้ เนื่องจาก อู่ อวี้ และ เฟิง ซัวหยา นั้นช่างมี
นิสัยคล้ายคลึงกัน ความขัดแย้งของทั้งสองฝั่าย
เรียกได้ว่าบาดลึกจนเกินเยียวยา อู่ อวี้ ยังคงไม่
ยอมลดราวาศอก แม้ว่า เจียง จุนหลิน แทบจะไม่
สามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้แล้ว แต่ในเวลานี้เขา
กลับยังทวงถามถึง เม็ดยาหลอมรวมปราณ
ออกมาเสียอย่างนั้น
” อ้อ… จริงสิข้าเกือบลืม ” ขณะนี้ กล้ามเนื้อบน
ใบหน้าของ เจียง เซี่ย กระตุกอย่างเห็นได้ชัด แต่
มันก็ยังคงเก็บอาการเอาไว้เล็กน้อย มันดึงถุง
จักรวาลออกมา โดยไม่สนคำคัดค้านของ เจียง จุน
หลิน จากนั้นก็นับเม็ดยา และ สิ่งของอื่น ๆ ที่อยู่
ในถุงเล็กน้อย แล้วโยนเข้าไปในมือของ อู่ อวี้
พร้อมกับกล่าวว่า ” ภายในนั้นมีเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ 30 เม็ด ส่วนถุงจักรวาลถือว่าข้าแถมให้
เจ้าก็แล้วกัน ”
” ขอบคุณ ผู้นำ เจียง ท่านช่างเป็นผู้ที่รักษาคำพูด
อย่างแท้จริง เช่นดังคำกล่าวที่ว่าคำพูดนั้นมีค่าดั่ง
ทอง ผู้เยาว์รู้สึกเลื่อมใสชื่นชมท่านเป็นอย่างยิ่ง ”
อู่ อวี้ ยิ้มอย่างชื่นมื่น หลังจากได้รับกำไรจากการ
ต่อสู้
เจียง เซี่ย มองไปที่เขาแล้วกล่าวขึ้นว่า ” อู่ อวี้
เจ้าถือเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์น่าสนใจ ภายในเทือกเขา
ครามแห่งนี้ ในภายภาคหน้าหนุ่มน้อยอย่างเจ้า
จะต้องกลายมาเป็นเสาหลักของ นิกายกระบี่
สวรรค์ ทิวทัศน์ภายในเทือกเขาคราม ช่างงดงาม
ตระการตายิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ หรือ ผู้คนที่
อยู่ที่นี่ก็ดี ล้วนน่าสนใจอย่างยิ่ง ข้าจะตั้งตารอคอย
ที่จะกลับมาเยือนที่แห่งนี้อีกครั้ง”
หลังจากกล่าวจนจบประโยค พวกมันก็ทยอยขึ้นไป
บนอาชาวิหคทีละคน ๆ หลาน ฮั้วหยุน และ เหล่า
ผู้อาวุโสจำนวนหนึ่ง ก็ขึ้นไปนั่งบน ปักษาเมฆา
สวรรค์ เช่นเดียวกัน จากนั้นนางก็พาพวกเขา
ออกไป ในยามนี้ สนามประลองเซียนไท่ เหลือ
เฉพาะแค่เหล่าสาวกของ นิกายกระบี่สวรรค์
เท่านั้น
“อู่ อวี้ ∼อู่ อวี้!”
สำหรับเวลานี้ เหล่าสาวกในนิกายต่างตื่นเต้น
คึกคักเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาวิ่งกรูเข้าไปหา อู่ อวี้
พร้อมกับยกร่างของ อู่ อวี้ โยนลอยขึ้นสูง
เหล่าสาวกของ นิกายกระบี่สวรรค์ ที่อยู่ภายใน
เทือกเขาครามตอนนี้ ล้วนเต็มไปด้วยความกลม
เกลียวรักใคร่ และ ความอบอุ่น มันทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกเหมือนได้อยู่บ้าน เขาหันไปมอง ซู หยานหลี่
และ เฟิง ซัวหยา ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองกำลัง
จ้องมองมาทางเขา พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นให้
“พวกเราปล่อย!”
โม่ ซือซู หัวโจกของเหล่าสาวก ที่คิดริเริ่มจับ อู่ อวี้
โยนตัวลอยขึ้นลง ในตอนนี้เขาจึงสั่งให้เหล่าสาวก
โยนร่างของ อู่ อวี้ ลงอย่างกระทันหัน จน อู่ อวี้
เกือบจะตกลงไปในโคลน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ !”
ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เป็นไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะเย้ย แต่เป็นเสียง
หัวเราะของความสุข และ ความปิติยินดี จนรับรู้
ได้
การฝึกตนบ่มเพาะวิชาก็เรื่องหนึ่ง ความกล้าหาญ
ก็เป็นเรื่องหนึ่ง และ ในวันนี้ อู่ อวี้ ได้ใช้ความกล้า
หาญของเขา กู้ศักดิ์ศรีของทุกคนให้กลับคืนมา
” พวกเจ้าทุกคนกลับไปฝึกตนต่อได้แล้ว ส่วน อู่
อวี้ ตามข้ามาที่วังเทพสวรรค์ ” ในที่สุด เฟิง
ซัวหยา ก็พาตัว อู่ อวี้ ออกมาจากฝูงชน จากนั้น
ก็โยนเขาไปบนกระบี่บินจักรพรรดิ เพื่อพา อู่ อวี้
ไปยังวังเทพสวรรค์ ในยามนี้ อู่ อวี้ กำลังนั่งอยู่บน
กระบี่ แม้จะหันหน้าต้านพายุที่แปรปรวน มีทั้ง
เสียงฟั้าร้อง และ สายฟั้าที่ฟาดผ่าลงมา แต่เขาก็
ไม่หวาดหวั่น เนื่องจากภายในหัวใจของ อู่ อวี้
เปียมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ เป็นเหมือนดั่งจิต
วิญญาณของวีรชน ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ
เด็ดเดี่ยว
” สักวันหนึ่งในภายภาคหน้า ข้าจะต้องบินด้วย
กระบี่จักรพรรดิให้ได้ เหมือนดั่งเช่นกระบี่เล่มนี้
จากนั้นข้าก็จะไปสำรวจโลกกว้าง!”
นี่คือเปั้าหมายแรกของเขา
หนทางสู่การบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะยังอีกยาว
ไกล ก่อนอื่นเขาต้องก้าวเข้าสู่ขั้น สร้างแกนนภา
จนกลายเป็นเซียนเหริน(เทพเซียน)ผู้ใช้เพลิงอมตะ
หลอมสร้างโอสถอมตะ ซึ่งถือเป็นก้าวแรก!
ยามนี้เขาได้ส่งคืน กระบี่แสงตะวันส่องอำพัน
ให้แก่ ซู หยานหลี่ แล้ว
การต่อสู้ในวันนี้ของ อู่ อวี้ ทำให้เขาได้ตระหนักถึง
ฝีมือ และ พรสวรรค์ในการใช้กระบี่ของเขาอีกครั้ง
หลังจากเดินทางมาถึงวังเทพสวรรค์ เฟิง ซัวหยา
ได้หันหลังกลับไปมอง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวว่า ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหุบเขาโชคชะตาเซียน ทั้งตัว
ข้า และ เซินถู ย่อมไม่อยากให้เกิด และไม่ได้
อยากให้เจ้า ต้องประสบกับความทุกข์ทรมานอัน
เลวร้ายเช่นนี้”
อู่ อวี้ ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า ” หาไม่ท่านอาจารย์
ข้าไม่ได้ทนทุกข์ทรมานแต่ประการใด ตั้งแต่ข้าเข้า
สู่วิถีแห่งการฝึกตนนี้ เอาจริงๆข้าก็ยังไม่ได้พบเจอ
กับวิกฤตอย่างแท้จริง การที่ได้พบเจอกับ
ประสบการณ์เช่นนี้ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะถ้าหาก ข้า
ได้ก้าวย่างอยู่บนเส้นทางแห่งเซียนที่ยากลำบาก
ข้าจะได้มีภูมิต้านทาน และ สามารถผ่านพ้นวิกฤต
นั้นไปได้ อีกทั้งข้ายังได้รับสิ่งของบางอย่าง ติดไม้
ติดมือมาด้วย ซึ่งอาจจะดีกว่าเดิมก็เป็นได้ ”
” อืม… หากเจ้าสามารถคิดได้เช่นนี้ ข้าเองก็สบาย
ใจ ” เฟิง ซัวหยา ผายมือแล้วก้าวเดินนำหน้าไป
หากพิจารณาจากสีหน้าและท่าทางของเขา ก็
สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขากำลังวิตกกังวล
ใจ เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างอยู่
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เคล็ดวิชาเต๋า
โบราณที่เจ้าได้แสดง และ ใช้ปกปั้องนิกายของเรา
ในวันนี้ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าใช้มันมันก่อน มันมีชื่อ
เรียกว่าอะไร ”
“กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด ขอรับท่านอาจารย์”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะ
กล่าวขึ้นว่า ” เนื่องจากว่ามันเป็นเคล็ดวิชาเต๋า
โบราณ ย่อมมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน คาดว่าใน
ภายภาคหน้า เมื่อเจ้าเข้าสู่ระดับ สร้างแกนนภา
มันจะต้องมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ข้าเองก็ได้
ศึกษาเคล็ดวิชาเต๋าโบราณมาบ้างเล็กน้อย เคล็ด
วิชาเต๋าโบราณเหล่านี้ล้วนมีความล้ำลึกจนยากแท้
จะหยั่งถึง เรียกได้ว่ายากเกินกว่าที่ข้าจะเข้าใจมัน
ได้ทั้งหมด ล้ำลึกเสียยิ่งกว่า ‘เคล็ดวิชาเต๋าสร้าง
แกนนภา’
เคล็ดวิชาเต๋าสร้างแกนภา นั้นอยู่นอกเหนือไปจาก
วิชาระดับสามัญทั่วไป ถือได้ว่ามันเป็นเคล็ดวิชาที่
น่าสะพรึงกลัวกว่ามาก
ฟังจากสิ่งที่ เฟิง ซัวหยา ได้บอกกล่าว ดูเหมือนว่า
เคล็ดวิชา กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด จำเป็นต้องใช้
ความเข้าใจสูงล้ำยิ่งกว่า เคล็ดวิชาเต๋า ทั้งหมดที่
เขาเคยพบพานมาเสียอีก
อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้ายาวเหยียด เขาไม่คาดคิดว่า
เคล็ดวิชาโบราณจะทรงพลังถึงเพียงนี้
“เจ้าจำเป็นต้องใช้มันอย่างระมัดระวัง อย่าทำให้
ท่านอาวุโสที่ถ่ายทอดวิชาให้แก่เจ้าต้องผิดหวัง”
เฟิง ซัวหยา กล่าว
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ปีศาจวานรบอกว่านิกาย
กระบี่สวรรค์กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ อีก
ทั้งการที่ เจียง จุนหลิน เข้ามายั่วยุพวกเขาในวันนี้
ทำให้อู่ อวี้ ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างเป็นอย่างดี ใน
อนาคตนิกายกระบี่สวรรค์อาจต้องพบเจอกับ
ปัญหาครั้งใหญ่ ซึ่ง เฟิง ซัวหยา ต้องแบกรับแรง
กดดันมหาศาล ดังนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่าน
อาจารย์ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาให้แก่ท่าน เพื่อให้
ท่านได้ฝึกฝน และ เพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอีก
เล็กน้อย”
เฟิง ซัวหยา ช่วยชีวิตเขาไว้หลายต่อหลายครั้ง ทำ
ให้เขาได้ถือกำเนิดใหม่ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา
ไม่ต้องพูดถึงแค่เคล็ดวิชาเต๋าโบราณ แม้กระทั่ง
สิ่งของล้ำค่ายิ่งกว่านี้ อู่ อวี้ ยินดีจะมอบให้ เพื่อ
เป็นการตอบแทน ต่อความเมตตา และ บุญคุณที่
เฟิง ซัวหยา ได้มอบให้แก่เขา
อย่างไรก็ตาม เฟิง ซัวหยา ส่ายหัวแล้วกล่าวขึ้นว่า
” อย่ามาล้อข้าเล่นเช่นนี้ ข้า เฟิง ซัวหยา เป็น
อาจารย์ของเจ้า ข้าย่อมไม่แย่งชิงสิ่งของจากศิษย์
ของตนเอง”
อาจารย์ เฟิง ซัวหยา ลักษณะนิสัยแน่วแน่เด็ด
เดี่ยว ไม่มีทางเลยที่จะหารือเรื่องนี้ได้ เมื่อ อู่ อวี้
คิดถึงลักษณะนิสัยของอาจารย์แล้ว ตัวของเขาก็
ไม่อยากหาความยาวสาวความยืดอีกต่อไป
เฟิง ซัวหยา คือบุคคลซึ่งควรค่าแก่การเชื่อถือ
นับตั้งแต่เขาตัดสินใจรับ อู่ อวี้ เป็นศิษย์ เกรงว่า
เขาได้นับ อู่ อวี้ เป็นครอบครัวคนนึงไปแล้ว
“กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด จำเป็นต้องใช้พลัง
ศักดิ์สิทธิ์หยินหยางในการบ่มเพาะฝึกฝน สำหรับ
ท่านอาจารย์แล้ว ข้าคาดว่าเขาไม่น่าจะสามารถ
เรียนรู้เคล็ดวิชานี้ได้” ทันใดนั้น อู่ อวี้ ได้ครุ่นคิด
อยู่กับตนเอง
ในตอนนั้นเองเขาก็ฉุกคิดถึงบางอย่าง อู่ อวี้
ล้วงมือลงไปในถุงจักรวาล และ หยิบผลึกที่ดูคล้าย
กับรากฐานเซียนออกมาทันที จากนั้นก็ส่งมอบมัน
ให้กับ เฟิง ซัวหยา แล้วกล่าวถามขึ้นอีกครั้งว่า
” ท่านอาจารย์ สิ่งนี่คืออะไร?”
อู่ อวี้ ปรารถนาให้อาจารย์ยืนยันว่าสิ่งนี้คืออะไร
กันแน่
เฟิง ซัวหยา ขมวดคิ้วแล้วตรวจสอบมันอยู่นาน
พร้อมกับเปลี่ยนสีหน้าไปมาหลายครั้ง แต่โดยรวม
แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เขากล่าวขึ้นมาว่า
“เจ้าคงได้รับโชคลาภในคราวเคราะห์ เท่าที่ข้ารู้
รากฐานเซียนไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน
เช่นนี้ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่
หลังจากถูกปลูกฝังแล้ว จะกลับคืนสู่สภาพรากฐาน
เซียนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลึกศิลานี้ควรจะเป็น
รากฐานเซียนที่ได้รับการยกเว้น นี่อาจเป็นหนึ่งใน
ความสามารถของมัน ยิ่งไปกว่านั้น ผลึกนี้ย่อมเป็น
รากฐานเซียนชนิดพิเศษอย่างแน่นอน แม้แต่ข้าก็
ไม่เคยเห็นรากฐานเซียนที่แปลกประหลาดพิสดาร
เช่นนี้มาก่อน แต่ถ้าให้ข้าเดา สิ่งนี้ควรจะเป็นของ
วิเศษล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้เหลือทิ้งเอาไว้ ล้ำค่ายิ่ง
กว่าเคล็ดวิชาเต๋าบรรพกาลที่เจ้าได้รับมาเสียอีก! ”
“จริงหรือนี่?”
อู่ อวี้ รู้สึกสับสน เขาไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะ
ได้รับรากฐานเซียนมาเช่นนี้
“เจ้ายังเหลือเวลาอีกมาก จงศึกษาและตรวจสอบ
มัน เมื่อเจ้าบรรลุสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5
ข้าจะมอบรากฐานเซียนชนิดอื่นให้เจ้าเลือก
ท้ายสุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าว่าจะเลือกปลูกฝัง
รากฐานเซียนชนิดใด นอกจากนี้ยังมีความเป็นไป
ได้ว่า มันอาจจะไม่ใช่รากฐานเซียน ถ้าสิ่งที่เจ้า
ปลูกฝังลงไป เกิดไม่ใช่รากฐานเซียนขึ้นมา ก็ถือว่า
เป็นเรื่องลำบากสำหรับตัวเจ้าแล้ว”
สำหรับเรื่องนี้ เฟิง ซัวหยา ต้องการให้ อู่ อวี้
พิจารณาด้วยตนเอง
แน่นอนว่ายังเหลือเวลาอีกมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้
กังวลอะไรมากนัก
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ