กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 119 : จิตใจที่ปรารถนาตอสูจนตัวตาย
” ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง
นี้อีกแรงก็แล้วกัน ” เฟิง ซัวหยา กล่าว
จากนั้น อู่ อวี้ ก็ส่ง ‘รากฐานเซียน’ ให้กับ เฟิง
ซัวหยา
เกี่ยวกับ รากฐานเซียน นั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
จะเป็นการดี ถ้าเขาจะไตร่ตรอง มันอย่างละเอียดถี่
ถ้วนชัดเจนให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
” จากสิ่งที่เจ้าได้แสดงให้เห็นในวันนี้ กล่าวได้ว่า
เคล็ดวิชา ‘กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด’ พลังของมัน
ไม่ได้ด้อยกว่าตอนที่เจ้าใช้พลองพิชิตมารแต่
ประการใดเลย เพียงแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ตัว
เจ้าเท่านั้นมีพรสวรรค์ในด้านกระบี่ แล้วถ้าสิ่งนี้มัน
คือ ‘รากฐานเซียน’ จริง ๆ ก็น่าจะเกี่ยวกับกระบี่
อย่างแน่นอน เพราะมันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ
กระบี่อย่างยิ่ง หากในภายภาคหน้าเจ้าได้ปลูกฝัง
มันเข้าไป บางทีเส้นทางสายนี้เจ้าอาจจะสามารถ
ใช้กระบี่ได้ ยิ่งถ้าเจ้าสามารถใช้ศาสตราทั้ง 2
ประเภท โจมตีได้ โดยที่ไม่มีความขัดแย้งกัน มันจะ
ยิ่งเป็นการดีเข้าไปใหญ่ ”
” ขอรับท่านอาจารย์ ”
ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ ก็แอบคาดหวังมันอยู่บ้าง
เล็กน้อย
ถึงแม้ว่าประเภทของศาสตราเต๋าที่เหมาะสมกับ
เขามากที่สุด จะยังคงเป็นพลองพิชิตมาร แต่ถ้า
ครั้นสามารถฝึกฝนกระบี่ได้อีกครั้ง โดยที่ไม่ขัดแย้ง
หรือ มีผลกระทบ ต่อการใช้งานพลองพิชิตมาร คง
จะเป็นเรื่องดีไม่น้อย
” หากกล่าวถึงศาสตราเต๋าที่ข้านั้นมีอยู่ ข้าคงต้อง
บอกเจ้าว่าประเภท พลอง ข้าไม่มีอยู่เลยจริง ๆ แต่
ถ้ากล่าวถึงกระบี่ ข้ามีอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว
รอเจ้าให้บรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ 5
เสียก่อน ข้าจะมอบมันให้แก่เจ้าซักเล่ม คุณค่าของ
มันเรียกได้ว่ามากกว่า พลองพิชิตมารถึง 20 เล่ม
มารวมกันเสียอีก ” อยู่ ๆ เฟิง ซัวหยา ก็กล่าว
ขึ้น
อู่ อวี้ ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วเขาก็
กล่าวขึ้นว่า ” ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตา!”
พลองพิชิตมาร คือ สิ่งที่เขามอบให้แก่ อู่ อวี้ แล้ว
ในครานี้เขาจะมอบกระบี่ที่มีคุณค่ายิ่งกว่า พลอง
พิชิตมาร 20 เล่มมารวมกัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นความ
เมตตาอย่างยิ่ง
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ในยามนี้เขาไม่ล่วงรู้เลยว่า
พอจะมีหนทางใดที่ตนเอง จะสามารถตอบแทน
บุญคุณอันใหญ่หลวงที่ เฟิง ซัวหยา หยิบยื่นมอบ
ให้แก่เขามากมายนี้ได้อย่างไร
ดูเหมือนว่า เฟิง ซัวหยา เอง ก็ล่วงรู้ว่า อู่ อวี้
กำลังคิดเช่นไร เขาจึงเอ่ยว่า ” เจ้ากับข้านั้นมี
วาสนาต้องกัน สำหรับตอนนี้สิ่งที่ข้าอยากจะเห็นก็
คือ การที่เจ้าเติบใหญ่ขึ้นได้อย่างปลอดภัย ยิ่งไป
กว่านั้น หากข้าตกตายไป ก็คงต้องพึ่งพาชนรุ่น
หลังอย่างเจ้า ที่จะมาพิทักษ์ดูแล นิกายกระบี่
สวรรค์ ต่อไป ”
” ท่านอาจารย์ นิกายของเราจะต้องคงอยู่ต่อไปได้
อย่างแน่นอน ” เส้นทางชีวิตตามวิถีแห่งผู้ฝึกตน
ของ เฟิง ซัวหยา ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้
” เจ้าไปเถอะ ”
แม้มองเพียงผิวเผินก็ยังสามารถเห็นได้ชัดว่า เฟิง
ซัวหยา มีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ แต่ อู่ อวี้ ไม่
สามารถคาดเดาได้ว่ามันคือเรื่องใด แต่ด้วยพลัง
ระดับปัจจุบันของเขาที่มีอยู่ หากเป็นเรื่องใหญ่
หลวง เขาคงยังไม่มีปัญญายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
ได้ ในตอนนี้สิ่งที่เขาพอจะทำได้ก็คือ ตั้งหน้าตั้งตา
ฝึกฝนบำเพ็ญตน
” ถ้าเช่นนั้น … ศิษย์ขอลาท่านอาจารย์ ”
หลังจากนั้นเขาก็จะเดินทางกลับมายัง ‘ หุบเขา
เทียมฟั้า ’ ทันทีที่เขาเดินทางมาถึงสวนพฤกษา
สวรรค์ เขาก็ได้พบกับ ชิงเหมิง ผู้ที่ไม่ได้พบเจอกัน
มาเป็นเวลานานแล้ว
“อู่ อวี้ เจ้านี้ช่างเปรียบเช่นดั่ง มังกรเห็นหัวมิเห็น
หาง[1] ในครั้งนี้เจ้าทำให้ข้าคิดว่า เจ้าตายไปแล้ว
จริง ๆ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ข้าร้องไห้ไปตั้งหลาย
วัน ไอ้เจ้าบ้านี่… ในที่สุดเจ้าก็กลับมา เจ้ายังไม่
ตาย! ” ชิงเหมิง กล่าวขึ้นด้วยความโกรธ ท่าทาง
และ สีหน้าของนาง ในตอนมีโทสะนั้นช่างดูน่ารัก
น่าชังเป็นอย่างยิ่ง
ถือว่านางเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพรสวรรค์ไม่เลวเลย
ทีเดียว ในยามนี้ นางบรรลุถึงชั้นฟั้าระดับที่ 10 ซึ่ง
เข้าสู่ขั้นทะลวงจิตเสียแล้ว
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป แม่นางตัวน้อยในอดีต
บัดนี้เติบใหญ่ขึ้นมาก จนกลายเป็นสาวงามสดใส
น่ารัก อันน่าติดตาตรึงใจ
เนื่องจาก อู่ อวี้ เพิ่งกลับมาถึง อาณาจักรบูรพา
เย่วอู่ ได้ไม่นาน เขาก็ต้องเข้าสู่ หุบเขาโชคชะตา
เซียน จึงไม่มีเวลามากพอที่จะได้มาพบเจอกับนาง
หากนับถอยหลังย้อนเวลากลับไป เขาไม่ได้พบเจอ
กับ ชิงเหมิง มานานมากกว่า 1 ปี
” วันนี้ข้าเห็นเจ้ากำชัยชนะจาก เจียง จุนหลิน มัน
เป็นอะไรที่น่าทึ่งจริงๆ นับวันเจ้าก็ยิ่งเหมือนสัตว์
ประหลาดเข้าไปทุกที ข้านั้นสู้อุตส่าห์ฝึกฝนตนเอง
อย่างหนัก ด้วยหวังว่าจะสามารถเอาชนะเจ้าได้ใน
ภายภาคหน้า เหอะ! แต่ที่ไหนได้ ชิงเหมิง เอ๋ย∼
เจ้านี่มันฝันเฟืองเสียจริง”
หลังจากที่ อู่ อวี้ ได้พบเจอกับนาง มันก็ทำให้
อารมณ์ของเขานั้นดีขึ้นมาก ทั้งสองคนต่างพูดคุย
หวนรำลึกถึงความหลัง เดินชมพฤกษาพงไพร
ท่ามกลางหุบเขาไปด้วยกัน
พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงเรื่องระหว่าง 2 ปี
ที่ผ่านมานี้ ต้องได้ประสบพบเจอกับอะไรบ้าง
” ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากับ หลาน สุ่ยเยว่ คบหากันเป็น
ความจริงหรือไม่?” ชิงเหมิง ไต่ถาม
” ไม่ ”
“ข้าจะบอกอะไรให้ ก่อนหน้านี้ ข้าแอบเหลือบมอง
หลาน สุ่ยเยว่ด้วยหละ นิสัยเกเรสติไม่สมประกอบ
ของนาง ไม่เหมาะสมกับเจ้าแม้แต่น้อย”
” ฮ่า ๆ ๆ ”
สำหรับ อู่ อวี้ นั้น ชิงเหมิง น่ารักกว่า หลาน สุ่ย
เยว่ มากนัก
ทั้งสองนั่งพูดคุยกันอย่างมีความสุข อยู่บนก้อน
ศิลาจนดึกดื่น ในราตรีนั้น ชิงเหมิง ได้จ้องมองไป
ยังเทือกเขาครามอันกว้างใหญ่ ดวงตาของนาง
แฝงไว้ความกังวล นางจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ แล้ว
ถามขึ้นว่า ” อู่ อวี้ ข้าได้ยินข่าวมาว่า นิกายกระบี่
สวรรค์ จะถูกทำลาย พวกเราจะตายเร็ว ๆ นี้ใช่
ไหม ”
น้ำเสียงของนาง แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
เล็กน้อย อาจเป็นเพราะว่านางยังเยาว์
” ทำไมเจ้าถึงกล่าวเช่นนั้นนั้น? ” อู่ อวี้ ถามอย่าง
จริงจัง
” เจ้าไม่รู้หรอกหรือ ? เขาลือกันให้ทั่ว ว่าตอนนี้
พรรคจงหยวน กับ ปีศาจเจ็ดทะเลแดง จับมือกัน
เนื่องจากที่เทือกเขาครามของเรามี กลิ่นอายพลัง
ฟั้าดิน หนาแน่นขึ้นมากจนผิดหูผิดตา อีกทั้ง
ในตอนนี้ปีศาจจิ้งจอกพันปี กำลังรวบรวมไพร่พล
กองทัพจำนวนมาก ร่วมกันจัดตั้งกองกำลัง
ไตรภาคีทั้ง 3 เพื่อมาถล่ม นิกายกระบี่สวรรค์ ของ
พวกเรา ข้ายังได้ยินมาอีกว่า เหตุผลที่ ปีศาจเจ็ด
ทะเลแดง เข้าร่วมศึกสงครามครั้งนี้ เป็นเพราะว่า
เจ้าไปสังหารศิษย์ของพวกมัน ”
” โอ้ว! ”
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็เข้าใจ ถึงวิกฤตอันใหญ่หลวงที่
นิกายกระบี่สวรรค์ กำลังเผชิญหน้าอยู่
ดั่งคำกล่าวที่ว่า คนไม่ผิด ผิดที่มีหยกติดตัว
คำกล่าวของปีศาจวานรที่ว่า นิกายกระบี่สวรรค์
กำลังจะล่มสลาย ไม่ใช่เรื่องเกินเลยแม้แต่น้อย
พรรคจงหยวน ปีศาจเจ็ดทะเลแดง ปีศาจจิ้งจอก
พันปี จิ่วเซียน …
” ข้าเป็นคนสังหารศิษย์ของพวกมันก็จริง แต่เห็น
ได้ชัดว่าพวกมันเอาเรื่องที่ข้าสังหารลูกศิษย์ของ
พวกมัน มาเป็นข้ออ้าง ” อู่ อวี้ กล่าว
” พรรคจงหยวน บอกว่าแค่มาเยี่ยมเยือนพวกเรา
ในวันนี้ เจ้าเชื่อหรือไม่ ? ” ชิงเหมิง ไต่ถาม
อู่ อวี้ ส่ายหัว แล้วกล่าวว่า ” แน่นอนว่าข้าย่อมไม่
เชื่ออยู่แล้ว มันแค่มาตรวจสอบ และ ประกาศ
ศักดาให้เรารู้เท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่าน
อาจารย์จะต้องพบเจอกับวิกฤตใหญ่หลวง ในเร็ว
ๆ นี้ เป็นเพราะกลิ่นอายพลังฟั้าดินที่หนาแน่น
เพิ่มขึ้น ภายในเทือกเขาครามแท้ ๆ ถึงได้ชักนำ
ศัตรูที่มองไม่เห็นมากมายเข้ามาถึงเพียงนี้ ”
” ไอ้หยา! ทีแรกข้าเองก็ไม่เชื่อว่าพรรคจงหยวน
ปรารถนาที่จะครอบครองเทือกเขาครามแห่งนี้
ส่วน ปีศาจเจ็ดทะเลแดง นั้นข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกมัน
ต้องการครอบครองทรัพยากรทั้งหมดของเรา
อย่างเช่น ศาสตราเต๋า และ เคล็ดวิชาเต๋า แต่ข้าไม่
รู้ว่าปีศาจพันปีจิ่วเซียน ปรารถนาจะครอบครอง
อะไรจากเรา? ” เสียงของ ชิงเหมิง ค่อนข้าง
หม่นหมอง เหมือนดั่งสาวกคนอื่น ใน นิกายกระบี่
สวรรค์ ภายในหัวใจของพวกเขาคงกังวล และ
หวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะว่า พวกเขาทุกคนยังเยาว์
มากนัก
สามารถนึกภาพถึงหายนะที่มาจากกองกำลังทั้ง 3
ฝั่ายได้เลย เทือกเขาครามที่เคยสงบสุข ในเวลานี้
ได้ชักนำภัยพิบัติมาสู่บ้านของพวกเขา ไม่รู้ว่าหาก
เกิดสงคราม จะมีสักกี่ศพที่ต้องล้มตายเกลื่อน
กลาด จะมีโลหิตมากมายเท่าไหร่ที่ต้องหลั่งไหลลง
สู่แม่น้ำ
“ปีศาจวานร เป็นสมุนของปีศาจพันปีอย่างนั้นเอง
หรอกหรือ? ”
” จริงสิ อู่ อวี้ ข้าได้ยินว่า สาวกคนอื่น ๆ ที่เข้าไป
ภายในหุบเขาโชคชะตาเซียน ล้วนถูกปีศาจจับกิน
จนหมด มัน…” ในยามนี้ ชิงเหมิง ใบหน้าซีดเผือด
ร่างกายสั่นเทา และ หดตัวเองราวกับเป็นลูกบอล
เนื่องจากนางอดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพสยดสยอง
เหล่านั้น
“เอ่อ … ”
เมื่อได้ได้ยินคำถาม ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ราวกับว่ากำลังถูกอัดกระแทกอย่างรุนแรง
เขายังจำเรื่องราว และ ภาพเหตุการณ์ที่เหล่า
สหายสาวกถูกสังหารได้เป็นอย่างดี ! พวกเขาไม่ใช่
คนไม่ดี แต่พวกเขาเป็นเพียงเหล่าหนุ่มสาว
เลือดร้อน ที่ต่างมีอนาคตสดใสรอพวกเขาอยู่ใน
ภายภาคหน้า
สิ่งที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้น เขาได้เห็นภาพเหตุการณ์
อันน่าสยดสยองของเหล่าสหาย ถูกสังหาร และ
จับกินต่อหน้าต่อตาทีละคน ๆ
ภาพโลหิตที่ไหลริน เกรงว่าความเกลียดชังนี้จะถูก
สะสางลง ได้โดยการทำศึกสงครามกันเท่านั้น
” อืม ” อู่ อวี้ ไม่อาจหลอกลวง หรือ ปิดบังนาง ตัว
ของเขานั้นเคยทำศึกสงครามในโลกมนุษย์ ทำให้
ล่วงรู้ดีว่า เพื่อแย่งชิง น้ำพุพลังฟั้าดิน ที่ปรากฏขึ้น
เฟิง ซัวหยา จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอันน่า
สะพรึงกลัว ซึ่งมันคือมหาสงครามทั้ง 4 ทิศ ที่
กำลังจะมาถึง เป็นการต่อสู้ที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิต!
” ข้ากลัวเหลือเกิน ” ชิงเหมิง โผเข้ากอด อู่ อวี้
นางซบหน้าอันขาวซีด ลงบนไหล่ของเขา ร่างกาย
ของนางสั่นเทา ดวงตาทั้งคู่เอ่อล้นไปด้วยหยาด
น้ำตา
บางทีสาวกวัยหนุ่มสาวหลายคน ก็คงกำลังอยู่ใน
สภาพเช่นเดียวกับนาง
” ศิษย์รับใช้จำนวนมาก เริ่มทยอยหลบออกจาก
ที่นี่แล้ว หากข้ายังคงเป็นเพียงแค่ศิษย์รับใช้ ข้าก็
ยังหลบหนีออกไปจากที่นี่ได้ แต่ตอนนี้ข้าทำไม่ได้
แล้ว ข้าไม่อาจไปจากที่นี่ แต่ข้าก็ยังไม่อยากตาย
…”
เสียงของนางสั่นเครือน่าเวทนายิ่งนัก
โดยปกติแล้วนางจะมีนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูดคุย
กับคนอื่นเท่าไหร่นัก คนที่จะพูดคุยกับนางนั้นเรียก
ได้ว่านับหัวได้ จวบจนปัจจุบันนางก็ยังคงเป็น
เช่นนั้น
” ไม่ต้องกังวลไป ”
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าควรจะปลอบโยนนางอย่างไร
เนื่องจากว่าสงครามในครั้งนี้ ถือเป็นมหาสงคราม
แห่งวิกฤตอย่างแท้จริง ตัวเขาเอง ก็มิอาจควบคุม
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสงครามได้
เมื่อถึงยามรุ่งอรุณของวันรุ่งขึ้น ดวงตะวันก็ยังคง
สาดส่อง ขึ้นตามปกติ
อู่ อวี้ ได้ส่ง ชิงเหมิง กลับไปยัง ยอดเขาหวังเทียน
ฉับพลันเขาก็นึกถึงถุงจักรวาล ของ โย่ว หลิงจี
ขึ้นมาได้
นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจจะมอบให้กับ ชิงเหมิง มานาน
มากแล้ว แต่เขาไม่มีโอกาสส่งมอบมันให้กับนาง
หลังจากนั้นเขาก็หยิบ ถุงจักรวาล ของ โย่ว หลิงจี
ออกมา จากด้านหลังที่เขาแขวนเอาไว้ แล้วกล่าว
ว่า ” นี่คือ ถุงจักรวาล ของสาวก ปีศาจเจ็ดทะเล
แดง ข้าตั้งใจจะมอบมันให้แก่เจ้านานแล้ว เกือบ
ลืมไปเสียได้ ”
” ไหน ? อ๊ะ ข้าอยากได้! ” ชิงเหมิง รู้ดีว่าของสิ่งนี้
ล้ำค่ามากเพียงใด
อู่ อวี้ อมยิ้ม แล้วกล่าวขึ้นว่า ” ก่อนหน้านี้ โยว่
หลิงจี ใช้เก็บชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์ อย่างเช่น
เศษกระดูก นิ้วมือ นิ้วเท้า แล้วพวกแขนขา ที่นาง
ตัดมา นอกจากนี้ก็ยังมีของเปือนมลทินอยู่เป็น
จำนวนมาก”
” ห๊า!” ชิงเหมิง ตกตะลึงกับสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าว และ
ดูเหมือนว่าตอนนี้นางชักไม่ต้องการมันแล้ว
อู่ อวี้ ยิ้มหลังจากหยอกเย้านางเล็กน้อย จากนั้น
เขาก็หยิบถุงจักรวาลอีกใบหนึ่งขึ้นมา มันคือถุง
จักรวาลที่เขาได้รับมาจาก เจียง จุนหลิน เมื่อวาน
นี้ ภายในถุงมีเม็ดยาหลอมรวมลมปราณอยู่เป็น
จำนวนมาก เขาล้วงมือเข้าไปหยิบเม็ดยาขึ้นมา 2
เม็ด จากนั้นก็ใส่เข้าไปในถุงจักรวาลใบที่เขาจะ
มอบให้ ชิงเหมิง พร้อมกล่าวว่า ” ข้าหวังว่าเม็ด
ยาหลอมรวมลมปราณนี้ จะช่วยให้เจ้าหลอมรวม
ลมปราณได้ในเร็ววันนะ”
” ขอบคุณ ขอบคุณเจ้าจริงๆ อู่ อวี้! ” กำลังใจของ
ชิงเหมิง ฟืนคืนกลับมาในทันที
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นนางกลับมาสดใสอีกครั้ง เขาก็รู้สึก
พึงพอใจเป็นอย่างมาก แต่ภายในใจของเขาก็ล่วงรู้
ดีว่า นิกายกระบี่สวรรค์ ไม่มีทางรอดพ้นจากวิกฤติ
อันตรายในไปได้ นี่คือความชื่นมื่นที่จะอยู่กับเขา
เพียงแค่ชั่วขณะเท่านั้น
ในยามนี้เมฆหมอกแห่งความหวาดกลัวโศกเศร้า
ได้ถูกปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง และ ภายในหัวใจ
ของทุกคนบนเทือกเขาคราม
……
ไม่กี่วันต่อมา อู่ อวี้ ซู หยานหลี่ โม่ ซือซู ได้พูดคุย
เกี่ยวกับพรรคจงหยวน พวกผู้ฝึกตนนอกรีต และ
เรื่องเกี่ยวกับปีศาจ
ซู หยานหลี่ และ โม่ ซือซู ได้แต่มองหน้ากัน
ขณะนั่งจิบชากันอยู่นั้น ถึงแม้ ซู หยานหลี่ จะมีสี
หน้ากังวล แต่นางก็กล่าวขึ้นด้วยความมุ่งมั่นว่า ”
ศิษย์น้อง เรื่องนี้มันใหญ่เกินกำลังของพวกเรา
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านอาจารย์กับพวกผู้
อาวุโสเถอะ สถานการณ์ของสงครามนั้นยากจะ
ควบคุม เดี๋ยวท่านอาจารย์ ก็จะมอบหมายภารกิจ
ที่จะทำให้พวกเราเติบโตขึ้นด้วยตัวเองมาเอง
ถึงแม้เราอาจจะต้องพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ แต่
เมื่อพวกเราเติบใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ในอนาคต
ภายหน้าหากพวกเราจะกลับมาแก้แค้น และ ทวง
คืน นิกายกระบี่สวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน
ของเราก็ยังไม่สาย … ”
“ทำได้แค่นี้เองนั้นรึ? ” อู่ อวี้ รู้สึกไม่ยินยอมอยู่
บางส่วน เฟิง ซัวหยา มอบความเมตตา และ มี
บุญคุณต่อเขามหาศาล เขารู้สึกว่าตนเองควร
สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
ลุง เสิ่น อู๋เต้า ก็เป็นอีกคนที่ดีต่อเขามาก แต่น่า
เสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณลุงเสิ่น
อีกแล้ว
โม่ ซือซู ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่ต้อง
กังวลไป แท้จริงแล้วเรายังสามารถเข้าร่วม
สงครามในครั้งนี้ได้ ถ้ามาหนึ่งเราก็จะฆ่ากลับไป
หนึ่ง ถ้ามาสอง เราก็จะฆ่ากลับไปสอง!”
“เลิกกล่าวไร้สาระเสียที” ซู หยานหลี่ ส่ายหัวอย่าง
หนักใจ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้แต่นางเองก็ยังไม่มี
คำตอบอยู่ภายในใจ
” ศิษย์น้อง ข้าเข้าใจถึงความรู้สึกอึดอัด ที่อยู่
ภายในใจของเจ้าเป็นอย่างดี มันคือความรู้สึกว่า
ตนเองนั้นช่างไร้พลัง แม้จะอยากยื่นมือเข้า
ช่วยเหลือมากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริง
ในข้อนี้ได้ พวกเราเอง … ก็รู้สึกไม่ต่างไปจากเจ้า
บุญคุณ และ ความเมตตา ที่ท่านอาจารย์มีให้แก่
พวกเรา ดุจดั่งภูเขาที่หนักอึ้ง ข้าเติบใหญ่ขึ้นมา
ในสถานที่แห่งนี้ ท่านอาจารย์ก็เปรียบได้ดั่งบิดา
ผู้ให้เกิด ท่านมอบชีวิตใหม่ให้แก่ข้า เพื่อนพ้องน้อง
พี่ที่อยู่ที่นี่ทุกคน เป็นเสมือนดั่งเครือญาติ เปรียบ
ดั่งมือ และ เท้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวข้า แม้
หัวใจของข้าจะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าก็ตาม แต่ข้า
ไม่อาจทนดู ปีศาจใจอำมหิตมาบดขยี้ทำลาย
สถานที่แห่งนี้ได้!”
ซู หยานหลี่ จ้องมองไปยังดวงตะวัน ซึ่งกำลังโผล่
พ้นขอบฟั้าจากทิศบูรพา ภายในดวงตาของนาง
แฝงไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เป็น
ความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้จนตัวตาย ไปพร้อม ๆ กับ
เทือกเขาครามแห่งนี้
” เฮ้อ∼ เอาล่ะๆ … ข้าคงต้องทุ่มเททำอะไรสัก
อย่างแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตามชีวิตเน่า ๆ และ
แสนเส็งเคร็งของข้า ก็ได้ตาเฒ่าเฟิงมาช่วยไว้ ” โม่
ซือซู โบกสะบัดพัดในมือ พร้อมกับแสดงท่าทางไม่
แยแส
“ข้าขอลา” อู่ อวี้กล่าวลา
“เจ้าจะไปไหน” โม่ ซือซู ถาม
“บำเพ็ญตนฝึกฝนบ่มเพาะ ตอบแทนความกตัญู
ต่อสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
นี่คือคำตอบของ อู่ อวี้
ไม่ว่าตัวเขาจะมีพลังมากน้อยเพียงใด แต่เขาก็จะ
พยายามทำทุกหนทางที่สามารถทำได้ เพื่อปกปั้อง
พิทักษ์ดินแดนกระบี่แห่งนี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ