กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1183: ภูเขาในมหาสมุทร , มหาสมุทรใน
หุบเขา
ขณะที่จิ่วอิงเริ่มมาเข้าใกล้วิหารจิตเทวะสวรรค์ เขาก็
พบว่าโลกนี้หาได้แตกต่างจากทวีปแห่งทวยเทพตง
เสิ้ง มากสุดก็แค่พืชพรรณหมู่มวลพฤกษามีขนาด
ใหญ่สูงชูชันกว่าปกติ
ส่วนความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือพลังฟั้าดิน
อู่ อวี้ เองที่เพิ่งมาจากนครเทวะ แล้วมาเหยียบที่นี่
ครั้งแรก ก็ตกตะลึงกับพลังฟั้าดินเช่นกัน จิ่วอิงกับซู
หยานหลี่ที่มาจากทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งก็ตกตะลึง
เช่นกัน
ความห่างชั้นระหว่างทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งกับที่นี่
แตกต่างราวฟั้ากับเหว
สำหรับพวกเขาแล้วพลังฟั้าดินอันท่วมท้นมหาศาล
ของที่นี่ เกินกว่าวังสวรรค์เสียอีก
ยามนี้จิ่วอิงเป็นเสมือนชายหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก กำลัง
กวาดสายตามองพิภพปีศาจบรรพกาล ด้วยภวังค์
ความรู้สึกอันแสนปลื้มปิติ แม้แต่ซูหยานหลี่ผู้มี
อุปนิสัยเย็นชายังถึงขนาดร่ำไห้ออกมาด้วยความสุข
อันแสนเปียมล้น
อู่ อวี้ พาพวกเขามาดูโลกอันกว้างใหญ่ที่อยู่เบื้อง
ล่าง หลังจากนั้นทั้งสามก็หันหลังกลับไปยังวิหารจิต
เทวะ สถานที่พำนักสำหรับพวกเขาทุกคน
เมื่อมาถึง อู่ อวี้ ก็แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกับหนานซาน
หวางเยว่และเย่ซีซี
สำหรับสหายเก่าของ อู่ อวี้ พวกเขาก็ยินดีที่ได้พาน
พบอย่างมากเช่นกัน
ในวันต่อมา อู่ อวี้ ก็ชี้แนะการฝึกตนให้กับ จิ่วอิง
และ ซูหยานหลี่ ส่วนหนานซานหวางเยว่กับเย่ซีซี
ยังคงฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ล่องกำเนิดเช่นเดิม
ซึ่งในเวลานี้พวกเขาทั้งสอง ฝึกฝนวิธีการใช้และ
ควบคุมศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภากันได้อย่าง
เชี่ยวชาญคล่องแคล่วแล้ว
ซึ่งถ้าหาก อู่ อวี้ ไม่มีเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับคอย
ช่วยเหลือแล้วล่ะก็ เกรงว่าทั้งสองคงเชี่ยวชาญวง
เวทย์ยิ่งกว่าเขาซะอีก
ส่วนระดับฝึกตนของจิ่วอิงกับซูหยานหลี่ที่ค่อนข้าง
ต่ำ อยู่ใกล้เคียงกับระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
เท่านั้น อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ มีทรัพยากรมากมายเกิน
พอสำหรับการบ่มเพาะบำเพ็ญเพียรของพวกเขา
โดยเฉพาะจิ่วอิง เดิมทีเขาก็มีสายโลหิตที่พิเศษมาก
อยู่แล้วฉะนั้นเมื่อมาฝึกฝนอยู่ในโลกแห่งนี้ จะทำให้
เขาก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว การที่เขาจะกลายเป็น
ปีศาจระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าเมื่อใด ล้วนขึ้นอยู่
กับเวลาเพียงเท่านั้น
” ข้าสามารถอยู่ที่พิภพปีศาจบรรพกาลเลยได้
หรือไม่? ในอนาคตข้าไม่คิดที่จะกลับไปยังทวีปแห่ง
ทวยเทพตงเสิ้งอีก ” จิ่วอิง ถาม อู่ อวี้
นั่นเพราะคนที่เขารักเพียงคนเดียวไม่อยู่ในโลกนี้อีก
ต่อไป
“ ได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือปีศาจในโลกนี้ล้วนมีฝีมือ
ของแข็งแกร่ง เจ้าจะต้องแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ถึง
จะออกจากวิหารจิตเทวะนี้ไปได้ ด้วยสายโลหิตที่หา
ยากและพลังฝีมือในปัจจุบันของเจ้า หากออกไป
ตอนนี้มีหวังได้ตกเป็นเปั้าหมายถูกพวกมันจับตัวเอา
ง่าย ๆ อย่างแน่นอน ”
” ขอบคุณ ”
จิ่วอิงไม่ได้พูดคุยอันใดกับ อู่ อวี้ ถึงแม้เขาจะสนิท
สนมกับ อู่ อวี้ แต่ด้วยระดับของเขาตอนนี้ เลยทำให้
จิ่วอิงรู้สึกตื่นเต้นและแอบประหม่าเล็กน้อย
อันที่จริงแม้แต่ซูหยานหลี่ นางก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่
ไม่น้อยเช่นกัน แต่โชคดีที่นี่มีเฟิงซัวหยาอยู่
เปรียบเทียบกับ 2 คนก่อนหน้านี้แล้ว การมีคนเพิ่ม
เข้ามา ทำให้บรรยากาศดูคึกคักน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น
พวกเขาสามารถพูดคุยกันได้อย่างสนุกสนาน ซึ่งมัน
ทำให้ อู่ อวี้ ครุ่นคิดว่าควรพาคนอื่น ๆ มาฝึกด้วยดี
หรือไม่?
ด้วยความช่วยเหลือของ อู่ อวี้ ทำให้ระดับพลังของ
พวกเขาก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วมาก เรียกได้ว่า
เร็วยิ่งกว่า อู่ อวี้ ก่อนหน้านี้เสียอีก
สำหรับคนที่มาทีหลังพวกเขากำลังไล่ตาม อู่ อวี้ มา
อย่างช้า ๆ ด้วยเพราะภายในวิหารจิตเทวะนั้นอุดม
สมบูรณ์พร้อมสรรพไหนจะพลังฟั้าดิน ไหนจะสมบัติ
สำหรับการฝึกตน สามารถทำให้พวกเขาแต่ละคน
ก้าวหน้าขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ พบว่าพลังฟั้าดินของพิภพปีศาจบรรพกาลดู
เหมือนจะเหมาะสมมากสำหรับการเติบโตของปีศาจ
เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นความคืบหน้าของจิ่วอิงจึงสูงล้ำ
กว่าก่อนหน้านี้หลายร้อยเท่า คาดว่าในอีกไม่กี่ปีเขา
จะสามารถปกปั้องตัวเองได้ เมื่ออยู่ในพิภพปีศาจ
บรรพกาลแห่งนี้
ด้วยเพราะว่าอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสงบสุข จึงทำ
ให้บรรยากาศภายในพิภพบรรพกาลสงบสุขเป็น
อย่างมาก
หลังจากถูก อู่ อวี้ ถูกพวกเขาฝึกฝนติดตามมาอย่าง
ต่อเนื่อง ส่วน อู่ อวี้ ก็เข้ามาบำเพ็ญเพียรอยู่ภายใน
เจดีย์ล่องกำเนิดเช่นกัน ด้วยเพราะภายในเจดีย์ล่อง
กำเนิดมีเวลามากกว่าภายนอกหรือ 10 เท่า ด้วย
เวลาที่เหนือกว่าทำให้หนานซานหวางเยว่กับเย่ซีซี
แทบไม่อยากจะออกไปจากที่นี่เลยด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่างเช่นเย่ซีซีนอกจากนางจะมีความชำนาญ
ในการควบคุมวงเวทย์ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา
เพิ่มขึ้นแล้ว นางยังก้าวหน้าในมรดกที่ขุนพลเจวี่ยน
เหลียนมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ทรายทมิฬ
เงาอสูร รวมถึงกายาวัฏจักรแดนอเวจีล้วนยกระดับ
ขึ้นอย่างก้าวกระโดด
กายาจักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยนของหนานซาน
หวางเยว่ก็พัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นกัน
เรียกได้ว่าอยู่ในเจดีย์ล่องกำเนิด 10 เดือน เท่ากับ
เวลาด้านนอกขาด 1 เดือน ฉะนั้นหากฝึกฝนอยู่
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดกว่าปีครึ่ง ด้านนอกจึงผ่านไป
สองสามเดือนแล้ว
จากนี้ไปหนานซานหวางเยว่รู้สึกตนเองมีเวลามากขึ้น
ถึงแม้ว่านี้จะดูเหมือนเป็นการหยิบยกเวลามาใช้ก่อน
แต่อย่างน้อยการฝึกฝนของเขาก็เร็วขึ้นถึงสิบเท่า
นับตั้งแต่เขามาถึงพิภพปีศาจบรรพกาล ต้องหมั่น
ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง และในยามนี้ก็ฝึกฝนไปได้
ระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้นหนานซานหวางเยว่จึงอยาก
หยุดพักสมองสักระยะหนึ่ง อีกทั้งเขายังเป็นผู้ควบคุม
‘เรือรบอนันต์กาล’ ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า ” เห็นทีข้า
จะต้องไปปลดปล่อยหน่อยแล้ว ภายในวิหารจิตเทวะ
ไม่มีอะไรสนุก ๆ ให้ข้าทำเลย ไม่ได้ออกไปยืดเส้นยืด
สายจนตอนนี้น้องชายสุดที่รักของข้าจะขึ้นสนิมอยู่
แล้ว ”
” ยามนี้เทพปีศาจทั้ง 8 ยังตามหาตัวข้าให้ควักอยู่ทั่ว
ทุกมุมโลก เจ้าแน่ใจแล้วเช่นนั้นหรือ? ” อันที่จริง
หนานซานหวางเยว่ต้องการออกไปคนเดียว แต่ อู่
อวี้ รู้ว่าต่อให้มีเขตแดนสวรรค์ไร้รอย แต่ก็ยากจะ
ซ่อนตัวจากเทพปีศาจทั้งแปดได้
” ไหน ๆ ก็มีคนมากมายอยู่ที่นี่แล้ว พาพวกเขาไปดู
โลกภายนอกด้วยกันเถอะ ถ้าใช้เรือรบอนันต์กาลก็ไม่
น่าจะมีอันตรายอะไรอยู่ข้างนอก หลังจากกลับมา
เจ้าค่อยออกไปเที่ยวเล่นคนเดียวก็ได้ ”
อู่ อวี้ ต้องการตรวจสอบให้แน่ใจ ฉะนั้นหากปล่อยให้
หนานซานหวางเยว่ออกไปผู้เดียว แล้วเกิดเรื่องอะไร
ขึ้น พวกเขาคงแย่แน่
“เช่นนี้นี่เอง”
การที่หนานซานหวางเยว่จะต้องอุดอู้ถือสันโดษอยู่
กับที่ นับว่าขัดแย้งกับนิสัยใจคอแท้จริงของเขาอย่าง
มาก ฉะนั้นความตื่นเต้นของโลกภายนอกไม่ว่าจะ
เป็นบุปผาหรือสาวงามล้วนดึงดูดใจเขาทั้งสิ้น
ด้วยเพราะปีศาจที่นี่ไม่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์
ได้ ฉะนั้นสำหรับเขาแล้ว การสื่อสารจึงนับเป็น
ปัญหาที่ค่อนข้างยากลำบาก
พอได้ยินมาว่ามีคนจะออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ใดก็ต้องตื่นเต้นกันทั้งนั้น แม้แต่เฟิงซัวหยาก็มี
ท่าทางตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในเวลานี้หนานซาน
หวางเยว่ได้หยิบเรือรบเรือรบอนันต์กาลออกมา อัน
ที่จริงเรือรบอนันต์กาลนั้น มีความปลอดภัยสูงยิ่งกว่า
วิหารจิตเทวะมากนัก ดังนั้นการอยู่ภายในเรือรบจึง
น่าจะปลอดภัยยิ่งกว่า แต่เมื่อใดที่มันมีการ
เคลื่อนไหวระดับความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้น
เรือรบอนันต์กาลมีสถานะล่องหน เมื่อบินทะยาน
ออกไปด้านนอกจะไม่มีผู้ใดสามารถพบเห็นผู้ที่อยู่
ด้านในหรือเรือรบได้ ส่วนผู้ที่อยู่ด้านในกับสามารถ
มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้อย่างชัดเจน
ดินแดนพิภพปีศาจบรรพกาลนั้นช่างงดงามอย่าง
มาก!
หลังจาก อู่ อวี้ ก็บอกหนานซานหวางเยว่ว่ามีหลายที่
ที่ไม่สามารถไปได้ เขาจึงหันหัวเรือไปทางอื่น
สรุปได้ว่าตอนนี้มีเพียงไม่กี่ที่ที่สามารถไปเยี่ยมชม
ท่องเที่ยวได้ อย่างพื้นที่ของเทพปีศาจทั้งแปด
แน่นอนว่าสถานที่เหล่านี้พวกเขาไม่สามารถเฉียดเข้า
ใกล้ได้
นอกจากนี้ยังมีสถานที่อีก 2 แห่งซึ่งเป็นสถานที่
ต้องห้าม
รูปแบบของพิภพปีศาจบรรพกาลเป็นรูปแบบหยินห
ยาง เป็นรูปมัจฉา 2 ตัวหัวหางสลับกัน ตำแหน่ง
ดวงตาของมัจฉาทั้งสองนี้มีชื่อว่า ‘ภูเขาในมหาสมุทร’
กับ ‘มหาสมุทรในหุบเขา’
อู่ อวี้ ใช้เวทย์อสูรวิญญาณควบคุมหัวใจเต๋า เพื่อไต่
ถามความคืบหน้าของข่าวคราว เกี่ยวกับสถานที่
ต้องห้ามทั้ง 2 แห่งบนพิภพปีศาจบรรพกาล ที่นั่น
เป็นสถานที่ที่แม้แต่เทพปีศาจก็ยังไม่เฉียดเข้าใกล้ ซึ่ง
ถ้าเฉียดเข้าใกล้จะต้องถูกสังหารจากภัยพิบัติต่าง ๆ
นานา ว่ากันว่ามีทั้งเปลวเพลิง ลมพายุ สายอัสนี
ความรุนแรงของมันไม่ได้ด้อยไปกว่ามหาภัยพิบัติ
แห่งเซียนเลย
แม้ อู่ อวี้ จะอยากรู้อย่างมาก แต่ถ้าจะไปล่วงล้ำ
เวลานี้ก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก แม้แต่ปีศาจ
ธรรมดาก็ยังรู้ว่า ‘ภูเขาในมหาสมุทร’ กับ ‘มหาสมุทร
ในหุบเขา’ นั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเทพปีศาจ
ถึงอย่างไรก็ยังมีสถานที่อื่น ๆ ที่สามารถไปได้
นอกจากสถานที่ต้องห้าม
พิภพปีศาจบรรพกาลมีขนาดใหญ่มาก โดยเฉพาะผืน
แผ่นดินมีขนาดใหญ่กว่าดินแดนโบราณเหยียนหวง
มากนัก โดยปกติแล้วดินแดนโบราณเหยียนหวงมี
ขนาดใหญ่กว่าทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง 20 เท่า ซึ่งก็
เท่ากับว่าพื้นแผ่นดินของพิภพปีศาจบรรพกาลมี
ขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งถึง 60
เท่า พวกเขาที่ได้เห็นยังคงรู้สึกตื่นตาตื่นใจตกตะลึง
กับความใหญ่โตของมันเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้
ทิวทัศน์ต่าง ๆ ยังเต็มไปด้วยความงดงามไม่ว่าจะเป็น
ภูเขาหรือต้นไม้ล้วนแปลกประหลาดไร้สิ้นสุด
โดยเฉพาะผู้มาใหม่กำลังดื่มด่ำไปกับความงดงาม
เหล่านี้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งตอนนี้เขาอยู่ในอาณาเขต
ของผืนแผ่นดิน หลังจากนั้นหนานซานหวางเยว่ก็พุ่ง
ทะยานข้ามมหาสมุทรไป เมื่อมาอยู่ในอาณาเขต
มหาสมุทรสิ่งที่เขาพบก็คือความงดงามอย่างน่า
เหลือเชื่อ
แน่นอนว่าปีศาจบนผืนแผ่นดิน ไม่ค่อยชอบลง
มหาสมุทรมากนัก
บางครั้งเมื่อมาถึงพื้นที่แห่งหนึ่งพวกเขาก็จะหยุดให้
ดื่มด่ำบรรยากาศของพื้นที่นั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่นยาม
นี้ พวกเขาอยู่ภายใต้ภูผาเขียวชอุ่ม ซึ่งดูแล้วก็เสมือน
ดั่งอัญมณีขนาดใหญ่ก็ไม่ปาน นอกจากนี้ยังมีธาร
น้ำตกไหลลงมาจากยอดเขา ด้วยเพราะระยะห่าง
จากพื้นปฐพี สายน้ำที่ตกกระทบลงมา กลายเป็น
กลุ่มละอองไอน้ำม่านหมอกเมฆาปกคลุมไปทั่วทุก
แห่งหน เสมือนดั่งแดนสวรรค์
“ บอกตามตรงหากมีผู้ใดมาบอกเรื่องของโลกอื่น
แล้วถ้าข้าไม่เห็นด้วยตาของตนเอง ต่อให้สังหารข้า
จนตายก็ไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด ” จิ่วอิงแลมองโลกที่ไม่
มีที่สิ้นสุดนี้ ด้วยความทึ่งตะลึงอดไม่ง่ายที่จะแสดง
อารมณ์เช่นนี้ออกมา
“ข้าก็เหมือนกัน” อู่หยูรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
เพราะนางเป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอ ซึ่งมีต้นกำเนิด
เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ ทว่าปัจจุบันพื้นฐานฝึกตนของ
นางหาได้ต้อยต่ำอีกต่อไป เวลานี้นางค่อย ๆ เข้าสู่
เส้นทางของผู้ฝึกตน นางจึงไม่ใช่คนจากโลกฆราวาส
อีกต่อไป
หลังจากได้เห็นสถานที่ยอดเยี่ยมมากมาย หนานซาน
หวางเยว่ก็พูดคุยกับ อู่ อวี้ ว่า ” ตลอดทางข้าพบเห็น
ปีศาจมากมาย แต่ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ถ้า
เช่นนั้นข้าขอไปสำรวจรอบ ๆ หน่อยได้หรือไม่ ? ”
” จะไปหาประสบการณ์กับปีศาจสาวๆสวยๆใช่
หรือไม่ ? ” อู่ อวี้ ยิ้ม
“ พูดจาเหลวไหลน่า ข้าจะไปทำอะไรได้ตอนนี้พวก
เจ้าทุกคนสามารถมองเห็นข้าได้หมด ” หนานซาน
หวางเยว่กล่าว
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวว่า ” ก็ได้…แต่
ระวังตัวด้วยล่ะ เจ้าพาพวกเขาเที่ยวชมอีกสักพัก
แล้วก็จะพากลับ พยายามอยู่แถว ๆ วิหารจิตเทวะ
แล้วกัน จะได้กลับเข้ามาง่าย ๆ หน่อย ”
” ก็ได้ ๆ ไม่เคยคาดคิดว่าบุรุษผู้แสนยอดเยี่ยมอย่าง
ข้า ต้องมารับคำสั่งจากเจ้า ”
แน่นอนว่าทุกคนต่างรู้กันดีว่านี่คือการพูดเล่น เพราะ
พิภพปีศาจบรรพกาลนั้นวุ่นวายเป็นอย่างมาก ฉะนั้น
อู่ อวี้ จำต้องนึกถึงความปลอดภัยของทุกคน แล้วเขา
ก็ไม่รู้ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร
หลังจากพาพี่น้องศิษย์พี่แลอาจารย์ท่องเที่ยวเยี่ยม
ชมไปยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตา
อย่างมาก ในอนาคตพวกเขาจะฝึกฝนอย่างมี
จุดหมายมากขึ้น แต่เวลานี้ถึงเวลาที่ อู่ อวี้ จะต้องพา
ทุกคนกลับแล้ว
อย่างไรเสียวิหารจิตเทวะก็ยังปลอดภัยมากกว่า
แทนที่จะท่องไปมาแบบนี้เรื่อย ๆ นอกจากนี้ต่อให้
พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากเหล่าเทพปีศาจทั้ง
แปดพอสมควร แต่ถึงจะปลอดภัยก็ยังมีความเสี่ยง
ซ่อนอยู่
เรือรบอนันต์กาลแล่นออกไปได้อย่างราบรื่นตลอด
ทาง ด้วยเหตุนี้หนานซานหวางเยว่จึงรู้สึกผ่อนคลาย
เล็กน้อย เขาควบคุมเรือรบหยอกล้อพวกปีศาจไป
ตลอดทาง เมื่อพวกปีศาจหันไป แล้วพบว่าตนเองไม่
เห็นสิ่งใด ๆ เลย ทำให้พวกมันรู้สึกหวาดกลัวอย่าง
ที่สุด
นี่คืออุปนิสัยของหนานซานหวางเยว่ เขาไม่ชอบ
พูดจาดีทำอะไรที่มันดูจริงจังนัก สิ่งที่เขาชอบคือการ
ไขว่คว้าหาความสุขหฤหรรษ์ตอบสนองตนเอง ดังนั้น
อู่ อวี้ จึงรู้สึกขี้เกียจที่จะหยุดยั้งห้ามปรามเขาไว้ ด้วย
เพราะมันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะที่เรือรบอนันต์
กาลกำลังล่องไปอย่างราบรื่น ทันใดนั้นก็บังเกิดการ
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่งผลให้นาวาเสียหลักไป
กระทบต้นไม้โดยบังเอิญ แล้วทันใดนั้นต้นพฤกษาก็
ระเบิด ปรากฏเป็นเถาวัลย์หนามมากมายออกมารัด
พัดเรือรบอนันต์กาลไว้ทันที จากนั้นเถาวัลย์จำนวน
นับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดิน และสร้าง
ความเสียหายให้กับเรือรบอนันต์กาลขึ้นหลายจุด!
มันจะต้องเป็นฝีมือของเทพปีศาจ!
แล้วครั้งนี้ อู่ อวี้ ไม่ได้อยู่คนเดียว
—————
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ