กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 120 : ทะลวงจุดทายฉง
ในเวลานี้ บรรยากาศในเทือกเขาครามได้ถูก
บรรยากาศแห่งความเงียบงันเข้าปกคลุม
ยอดเขาเทียมฟั้าของ อู่ อวี้ ถือได้ว่าเป็นสถานที่
หนึ่ง ที่มีพลังฟั้าดินรุนแรงมากที่สุด ในเทือกเขา
คราม
อย่างไรก็ตามในเวลานี้เขาไม่ได้อยู่ภายในยอดเขา
เทียมฟั้า แต่ว่าเขานั้นอยู่ที่หลุมฝังศพของ เสิ่น อู่
เต้า แน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่
พลังงานฟั้าดินได้เกิดการปะทุขึ้น
พลังงานฟั้าดินที่ปะทุออกมาอย่างมหาศาลนั้น
ชำระล้างร่างกายของเขาตลอดเวลา
อู่ อวี้ นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในปั่าของภูเขานี้ มันช่าง
เงียบและสงบยิ่งนัก
ท่านลุงเสิ่น ข้าหวังว่าจะมาอยู่เคียงข้างกับท่านที่นี่
สำหรับภายในใจของอู่ อวี้แล้วชายชราคนนี้เป็นผู้
ที่มีพระคุณกับเขามากที่สุดในชีวิต
ในยามนี้ อู่ อวี้ ฝึกวิชา “กระบี่ก่อกำเนิดหยินห
ยาง”และ “เก้ามังกรพันเสา”เกือบจะสำเร็จแล้ว
ส่วน “เคล็ดตรึงกายา”ของ “72รูปแบบอิทธิฤทธิ์”
ยิ่งเขาเติบโตขึ้น อัตราการใช้วิชาสำเร็จก็ยิ่งจะมาก
ขึ้นตามไปด้วย
แน่นอนว่าเขาได้ฝึกฝนวิชาเหล่านี้แบบไม่ขาดตก
บกพร่อง
แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดก็ยังเป็นการฝึกฝน
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร และ มหาเคล็ดวิถีเทียน
เซียน
ในเคล็ดวิชาทั้งหมดนี้ ความคืบหน้าของวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตรจะทำให้เลือดและเนื้อแข็งแกร่งขึ้น
ด้วยวิธีนี้จะทำให้เขาสามารถดูดซับพลังของเม็ด
ยาหลอมรวมวิญญาณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
หากไม่มีกายาเพชรอมตะขั้นที่2 เนื่องด้วยการที่
ต้องดูดซับพลังกลิ่นอายจากฟั้าดินไปด้วย และ
กลั่นเม็ดยาหลอมรวมลมปราณไปด้วย จะทำให้
เขาสามารถกินเม็ดยาหลอมวิญญาณไปได้แค่ทีละ
แค่ 1-2 เม็ดเท่านั้น
ขอบเขตขั้นหลอมรวมลมปราณ หลักๆแล้วก็คือ
ดูดซับพลังวิญญาณ ทำให้มันมีความหนาแน่นมาก
ขึ้น แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานศักดิ์สิทธิ์ คนส่วนใหญ่
แล้ว ไม่ได้ฝึกฝนกายานี้ จึงไม่สามารถทำได้เช่นนี้
คนส่วนใหญ่นั้นเน้นไปที่การฝึกฝนพลังงาน
ศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้กายเนื้อไม่แข็งแกร่งพอที่จะดูด
ซึมพลังของเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ
ถ้าหากว่าทุกคนรู้จักวิธีบ่มเพาะแบบนี้ บางที
ความเร็วของการฝึกตนในโลกแห่งเซียนนี้จะต้อง
เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
นี่เป็นสิ่งที่ อู่ อวี้คาดการณ์ไว้
แต่ว่านอกจากตัวเขาแล้ว จะไม่มีใครที่จะฝึกฝน
เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ทางด้านร่างกายเลยเชียว
หรือ?
แน่นอน ความเร็วเช่นนี้ได้ทำก็ต่อเมื่ออยู่ในการบ่ม
เพาะขอบเขต ขั้นหลอมรวมลมปราณ เท่านั้น เมื่อ
เข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภา ก็ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้อีก
ต่อไปแล้ว ว่ากันว่าการจะเดินหน้าต่อไปใน ขั้น
สร้างแกนนภานั้น จะต้องก้าวไปทีละก้าวอย่างค่อย
เป็นค่อยไป
ตามหลักแล้ว ยิ่งอยู่ในขอบเขตลำดับขั้นที่สูงมาก
เท่าไหร่ ก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น การฝึก
ตนก็เหมือนเช่นกับกำลังข้ามแม่น้ำ แต่ทว่าคนส่วน
ใหญ่ไม่สามารถข้ามไปได้ ได้แต่จมน้ำตายอยู่กลาง
แม่น้ำ
หนึ่งพันคำในวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ทุกครั้งที่อ่าน
ก็เหมือนกับถูกทรมานไปทั้งร่างกาย กระบวนการนี้
ยากที่จะทนรับไหว ไม่ค่อยมีคนที่จะสามารถยืน
กรานฝึกต่อไปได้
ในพื้นที่ที่มีพลังฟั้าดินหนาแน่น อู่ อวี้ อ่านถ้อยคำ
ใน วัชระแก่นแท้ธรรมสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทุกคำที่อ่าน มันก็จะกลายเป็นใบมีดสีทองกรีด
เฉือนอยู่ภายในร่างกายของเขา
มันได้กรีดเฉือนตัดทำลาย อวัยวะภายใน เลือด
เนื้อและกระดูก จนยากแก่การจะทานทน
ในทุกครั้งที่อ่าน วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
พระพุทธรูปทองคำในร่างกายก็จะขยายใหญ่ขึ้น
และมีความแข็งแกร่งขึ้น
ภายในพระพุทธรูปทองคำก็คือศูนย์รวมเลือด เนื้อ
กระดูกและอวัยวะภายในของข้า ยิ่งเลือดเนื้อของ
ข้าแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ พระพุทธรูปทองคำที่อยู่
ภายในร่างกายก็ยิ่งสูงขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น
พระพุทธรูปทองคำยิ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ มันก็เปรียบ
เป็นแรงจูงใจให้ อู่ อวี้ สามารถทนต่อไปได้
การฉีกขาดภายในร่างกายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่
ครู่เดียว
“ การฝึกตนไม่มีทางลัด แต่ข้าฝึก“วัชระแก่นแท้
ธรรมสูตร”นี่ถือว่ามันเป็นทางลัด ดังนั้นจึงต้องพบ
กับความเจ็บปวดทรมานมากกว่าผู้อื่น ”
ทุกๆครั้งที่ร่างกายเสียหาย ก็เหมือนกับมีการเกิด
ใหม่ในทุกๆครั้ง เหมือนกับโดนใบมีดนับไม่ถ้วน
กรีดเฉือนภายในร่าง ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
แล้ว แต่อู่ อวี้ ยังคงยืนหยัดอดทนต่อไป อาจจะ
ผ่านไปเพียง1เดือน หรืออาจจะผ่านไปหลายเดือน
แล้ว
ผ่านไปเป็นเวลานาน ตอนนี้อู่ อวี้ เริ่มที่จะทนไม่
ไหวอีกต่อไป จึงเริ่มไปสนใจวิชา กระบี่หยินหยาง
ก่อกำเนิด และทำการกลั่นพลังจากเม็ดยาหลอม
รวมลมปราณ ซึ่งก่อนอื่นต้องควบแน่นจุดบัญญัติ
ก่อกำเนิดจุดที่ 4 ก่อน
ด้วยการที่พระพุทธรูปทองคำภายในร่างเติบโตขึ้น
มาก ทำให้เลือดเนื้อแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อร่างเนื้อ
ทั้งหมดแข็งแกร่งขึ้น การจะสกัดกลั่น เม็ดยา
หลอมรวมลมปราณ ก็จะเป็นไปได้ราบรื่นมากขึ้น
เม็ดยาทั้ง 30 เม็ด ที่ได้จากการเอาชนะมานั้น เขา
ค่อยๆปั้อนมันเข้าสู่จุดบัญญัติก่อกำเนิดในร่างกาย
ของเขาทีละเม็ดๆ
จุดบัญญัติก่อกำเนิดที่ 4 ก็คือเท้าทั้งสองข้าง“จุด
ท่ายฉง”ได้เริ่มก่อรูปร่างขึ้น
ทั้งการกลั่นสกัดเม็ดยา และ ทั้งพลังจากฟั้าดิน ที่
ถาโถมเข้ามา ทำให้ อู่ อวี้ ถึงกับต้องกัดฟันอดทน
ทั่วทั้งร่างกายเปล่งประกายแสงสีทอง สามารถ
มองเห็นอักขระสีทองบนร่างกายของเขาได้อย่าง
ชัดเจน
เหมือนกับว่ามันจะกระโจนออกมาจากร่างกาย
บนหัว หน้าอก มือ เท้า ได้ปรากฎข้อความสีทองนี้
ขึ้นมาอย่างเด่นชัด จากนั้นมันได้แตกกระจายออก
และหลอมรวมเข้ากับเลือดและเนื้อของอู่ อวี้
หลังจากนั้นไม่กี่วัน อู่ อวี้ ก็สามารถกลั่นสกัดเม็ด
ยาเหล่านี้ได้จนหมด
ด้วยระยะเวลาในการกลั่นสกัด เม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ 2 เม็ดนี้ สามารถกล่าวได้ว่าเร็วกว่าทุก
คนที่อยู่ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ จนไม่มีใครเทียบ
ได้
“การบ่มเพาะพลังด้วยความรวดเร็วของศิษย์น้อง
เช่นนี้ เกรงว่าคงจะไม่มีใครสามารถทำได้ ถึงแม้จะ
มีก็คงไม่มีใครกล้าจะเสี่ยงทำเช่นนี้เป็นแน่”ซู
หยานหลี่ ยืนอยู่บนยอดต้นไม้ แล้วมองไปทางอู่
อวี้
“เขาเป็นคนที่มุทะลุ และ มีความแข็งแกร่งเหนือ
มนุษย์ แถมยังได้รับมรดกที่ล้ำเลิศอีก อนาคตภาย
ภาคหน้าของเขาจะสามารถไปได้ไกลยิ่ง หวังว่า
หายนะในครั้งนี้ จะไม่ทำให้เขาตกต่ำลง ตราบใดที่
เขามีเวลาที่มากพอ เขาย่อมทะยานโบยบินขึ้นสู่
ท้องนภาเป็นแน่ ”โม่ ซื่อซู ถอนหายใจแล้วกล่าว
ออกมา
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” ภายในเวลาตาของซู
หยานหลี่เกิดความเป็นห่วง
ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ที่ได้ยืนหยัดภายใต้การทำลายแล้ว
ชะล้างใหม่ของ “วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร” ก็
ล่วงเลยมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว แม้ว่า
พระพุทธรูปทองคำภายในร่างกายจะยังสูงไม่ถึง 2
จั้ง แต่ก็สูงมากกว่า 1 จั้ง 8 ฉื่อ ซึ่งห่างจาก 2 จั้ง
ไม่ไกลแล้ว
โดยขณะนี้ อู่ อวี้ ได้กลั่นสกัดเม็ดยาหลอมรวม
วิญญาณไปทั้งหมดถึง 15 เม็ดด้วยกัน
เมื่อเขาได้ทำการกลั่นสกัดเม็ดที่16 จุดบัญญัติ
ก่อกำเนิด “ท่ายฉง” ก็ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์
พลังศักดิ์สิทธิ์ของอู่ อวี้ เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
เมื่อในยามนี้เขาได้เข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ 4
มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียนเพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นเพียง
เท่านั้น นี่คือเคล็ดลับของความเป็นอมตะ แต่สิ่งที่
สำคัญมากที่สุดของมันในตอนนี้ก็คือ เป็นพลังหยิน
และหยางที่ช่วยให้อู่ อวี้สามารถฟืนฟูพลัง
ศักดิ์สิทธิ์
“ก่อนหน้านี้ พลังรบของข้าอยู่ในระดับเดียวกับ
ศิษย์พี่ซูแล้ว แต่ว่าตอนนี้ พลังศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น
ภายในยังมีพระพุทธรูปทองคำที่แข็งแกร่ง ข้า
น่าจะแซงหน้านาง และไปอยู่ในระดับเดียวกับศิษย์
พี่โม่แล้ว และข้าคิดว่าน่าจะสามารถต่อสู้กับระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 6 ได้ เพราะยังมีตัวช่วย
ทั้ง “เคล็ดตรึงกายา”และวิชา “กระบี่ก่อกำเนิดห
ยินหยาง” จนทำให้ลดช่องว่างระหว่างกันจนไม่
ต่างกับพวกเขาเหล่านั้นมากเท่าไหร่นัก ”
ภายในระยะเวลาไม่นาน คงจะยากที่ใครสามารถ
จะจินตนาการได้ว่า ความแข็งแกร่งของเขา
สามารถก้าวมาถึงระดับนี้ได้
วันนี้ ถ้าหาก ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนมาอยู่ต่อหน้าเขา
ก็คงจะเป็นได้แค่มดปลวกในสายตาเท่านั้น
แค่พลังศักดิ์สิทธิ์ ของ อู่ อวี้ ก็ล้ำหน้าตัวมันไปไกล
โขแล้ว
สำหรับเจียง จุนหลิน ในชั่วชีวิตนี้ก็ไม่สามารถตาม
อู่ อวี้ได้ทัน
หลังจาก อู่ อวี้ ลุกขึ้นยืน ในหัวใจของเขาเต็มไป
ด้วยความภาคภูมิใจ
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะช่วย…”
ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่มพูนขึ้น ความกล้าหาญ
ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เขา
ยืนอยู่บนยอดเขา และมองไปรอบเทือกเขาคราม
เทือกเขาที่สูงตระหง่านนี้ มันกลายเป็นบ้านของ
เขาแล้ว
“อาจารย์ ศิษย์พี่โม่ ศิษย์พี่ซู ชิงเหมิง… ”ใบหน้า
ของพวกเขาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่จริงจัง
ตลกขบขัน อ่อนโยน หรือพึ่งพา ปรากฏอยู่ภายใน
หัวใจของอู่ อวี้ ตลอดเวลา
“ทนต่อไป!”
ตราบใดที่ยังมีเวลา เขาจะทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับ
การฝึกตน
ใครเล่าจะรู้ หายนะจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่?
มีอยู่วันหนึ่ง อู่ อวี้ เดินเล่นกับ ชิงเหมิง อยู่ในหุบ
เขาอัญมณี ตอนนี้เขาเป็นคนสำคัญของนิกาย
กระบี่สวรรค์ เพียงแค่เขาปรากฏตัวในสถานที่ที่มี
ผู้คนมากมาย แน่นอนเขาจึงย่อมกลายเป็นที่สนใจ
ของใครหลายคน
บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาสามารถล้ม เจียง จุน
หลิน ได้ เขาจึงได้รับการเคารพจากเหล่าศิษย์
จำนวนไม่น้อย ทุกๆคนต่างยิ้มให้กับเขา
อย่างไรก็ตาม ยังสามารถมองเห็นความโศกเศร้า
ภายในหุบเขาอัญมณีได้อย่างชัดเจน ในยามนี้
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีความคึกคักเฉกเช่นเมื่อ
วันวาน
“อู่ อวี้!”ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกชื่อเขาจากข้าง
หลัง เมื่อฟังจากน้ำเสียงแล้ว มีบางอย่างผิดปกติ
เมื่อมองแล้วมันคือ จ้าว ฉางเทียน และ อี้ ชิงเฟิง
ซึ่ง จ้าว ฉางเทียน เป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ และ ดู
มีพลังอำนาจอันแข็งแกร่งยิ่ง ส่วนอี้ ชิงเฟิง รูปร่าง
เพรียวบาง ดูสูงส่งและสง่างาม ฝีมือของพวกเขา
ทั้งคู่ต่างไม่ธรรมดา มิฉะนั้นแล้ว หลาน ฮั้วหยุน
คงไม่รับพวกเขาเข้าเป็นศิษย์สายตรง
หลังจากที่พวกเขาเรียก อู่ อวี้ เขาก็เดินก้าวไป
ข้างหน้า ใบหน้าของทั้ง 2 ไม่สู้ดีนัก ดวงตาของ
จ้าว ฉางเทียนดูดุดันและกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ต่ำ “
เจ้าทำอะไรกับ หลาน สุ่ยเยว่ ในหุบเขาโชคชะตา
เซียน ทำไมในวันนี้นางถึงดูผิดปกติไป ”
“อู่ อวี้ เจ้าต้องตอบความจริงมา” อี้ ชิงเฟิงกล่าว
เตือนด้วยโทนเสียงต่ำ
ตอนนี้สถานะของ อู่ อวี้ ในนิกายกระบี่สวรรค์
แตกต่างจากเมื่อก่อน ในอดีต เขากลัวว่าจะถูก
คุกคาม
แต่ว่าในวันนี้ อู่ อวี้ ไม่มีอารมณ์ที่จะต่อสู้กับลูก
ศิษย์ของ หลาน ฮั้วหยุน ก็เลยกล่าวไปว่า “นาง
แปลกไปยังไง?”
“นางไม่สนใจพวกข้า จนถึงวันนี้ นางยังไม่คุยกับ
พวกข้าสักคำ” จ้าว ฉางเทียนตอบ
“นี่ไม่ใช่เรื่องดีรึไง?” อู่ อวี้เข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว
“เรื่องดี? เจ้า! หากไม่ใช่ว่านางถูกเจ้ายั่วยุหรือ
กระตุ้นบางอย่างก็คงไม่เป็นเช่นนี้ เพราะนางไม่เคย
มีท่าทีเช่นนี้มาก่อน”อี้ ชิงเฟิงโกรธมาก
อู่ อวี้ กล่าวออกไปว่า “ถ้าพวกเจ้าอยู่ในหุบเขา
โชคชะตาเซียน มองเห็นปีศาจวานรสังหารลูกศิษย์
ทั้งหมดต่อหน้าต่อตา แล้วเหลือเพียงแค่ตัวเอง
เท่านั้นที่รอด หลังจากออกมามันก็จะเป็นเช่นนี้แห
ล่ะ”
เขาขี้เกียจมากเกินไปที่จะยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน
เมื่อก่อนเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน อาจจะเป็น
เพราะความหวาดกลัว แต่ตอนนี้เขาอยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ทำให้พลังรบของตน
ไม่ได้ต่างกับพวกเขาแม้แต่น้อย
“เจ้า!”
อี้ ชิงเฟิงไม่พอใจในสิ่งที่เขาพูดออกมา อย่างไรก็
ตามในมุมมองของเขา ในเวลานี้อู่ อวี้หันศีรษะ
ของเขาเพื่อบอกให้ ชิงเหมิง เดินไปต่อ
“ ห้ามไปนะ!”
ทั้งสองคนได้เดินตามไปในทันที
บทสนทนาของพวกเขาดึงดูดความสนใจผู้คนไม่
น้อย
“อู่ อวี้ จะต่อสู้กับพวกเขารึเปล่า?”
“อู่ อวี้ ที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขา
มาได้ตลอด แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้กับพวก
เขาอย่างนั้นรึนี่…..”
อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่นนี้มันทำให้เหล่าผู้คน
ที่เฝั้าดูต่างพากันผิดหวัง ส่วน จ้าว ฉางเทียน และ
อี้ ชิงเฟิง ได้สบถออกมาอย่างเสียงดัง ถึงแม้ว่าบน
ใบหน้าจะปรากฏความไม่พอใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่
จากไป
เห็นได้ชัดว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของเหล่าฝูง
ชนในเวลานี้ ทำให้ จ้าว ฉางเทียน และ อี้ ชิงเฟิง
รู้ดีว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักหากจะอยู่ต่อ
“ทุกคน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นราวกับฟั้าผ่า
มีศิษย์วัยกลางที่มีความแข็งแกร่งคนหนึ่ง ระเบิด
ความเร็วเข้าไปใน หุบเขาอัญมณี
ในเวลาเดียวกับที่ได้ยินเสียงนี้ ลูกศิษย์ทุกคนต่างก็
เข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ ,จ้าว ฉางเทียน ,อี้ ชิงเฟิง และคน
อื่นๆต่างก็ได้ยินเสียงนี้เช่นกัน ผู้คนนับพันเข้ามา
รวมกันอยู่ในที่แห่งนี้ในทันที
เมื่อดูจากสีหน้าของศิษย์คนนั้นแล้ว เห็นได้ชัดว่า
ไม่ใช่ข่าวดี
“ใช่พวกปีศาจ ผู้ฝึกตนนอกรีต และพรรคจงหยวน
เข้ามาโจมตีเราอีกรอบหรือไม่”มีศิษย์คนหนึ่ง
ตะโกนถาม
“ไม่…ไม่ใช่”
ศิษย์คนนั้นปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนโล่งใจ
แต่เหล่าฝูงชนต่างกลั้นหายใจไว้
เขากล่าวว่า “ท่านเจ้านิกาย และ ศิษย์ลำดับหนึ่ง
ของผู้พิทักษ์สูงสุดได้กลับมาแล้ว ส่วน หยาง ชิง
เองก็กลับมาแล้วเช่นกัน แต่ว่าบัดนี้เขาได้สิ้นลม
หายใจลงแล้ว!”
สีหน้าของอู่ อวี้ เปลี่ยนไป
ศิษย์ลำดับหนึ่งของ เฟิง ซัวหยา กับศิษย์ลำดับ
หนึ่ง และศิษย์ลำดับสองของ หลาน ฮั้วหยุน
ตลอดเวลามานี้พวกเขาล้วนไม่ได้อยู่ในเทือกเขา
คราม อู่ อวี้ จึงไม่เคยเห็นหน้าของพวกเขา
อู่ อวี้เคยได้ยินเกี่ยวกับศิษย์พี่ทั้งสองมาก่อน ซึ่ง
ศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ในลำดับหนึ่งนั้น มีนามว่า หวัน
เทียน หยู๋เซวีย เขายังอายุไม่มากนัก ซึ่งเขาได้ถูก
ยกย่องว่าให้เป็นศิษย์อันดับ 1 ของนิกายกระบี่
สวรรค์ ว่ากันว่าเขาอยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 8 พลังบ่มเพาะเปรียบได้กับผู้
อาวุโส
ส่วนศิษย์คนที่2 ชื่อว่า หยางชิง เขามีพรสวรรค์ที่
หาได้ยาก แต่ได้ยินมาว่าเขาเป็นพวกหัวรั้น แถม
ยังมีนิสัยชอบความรุนแรง จนถึงขนาดเคยต่อสู้
กับเฟิง ซัวหยา ซึ่งมีครั้งหนึ่งเขาได้ทำผิดใหญ่
หลวง จึงถูกเฟิง ซัวหยา เนรเทศออกไป ไม่ให้เข้า
ใกล้เทือกเขาครามเป็นเวลา 10 ปี ว่ากันว่าเมื่อ
เร็วๆนี้เขาได้ทะลวงไปในอยู่ระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 7
ส่วนศิษย์ลำดับหนึ่งของหลาน ฮั้วหยุน มีนามว่า
หลาน หลิวหลี่ ว่ากันว่านางเป็นพี่สาวแท้ๆของ
หลาน สุ่ยเยว่ นางเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างมาก
ตอนนี้นางเพิ่งจะทะลวงระดับพลังไปได้ ทำให้
ตอนนี้นางบรรลุสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 8
กล่าวได้ทั้ง 3 คนเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
นิกายกระบี่สวรรค์ แห่งนี้
ว่ากันว่า หยาง ชิง เกือบจะบรรลุเข้าสู่ระดับหลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 8 แล้วด้วยเช่นกัน
จวนจนถึงปัจจุบัน เขานั้นได้ถูกเนรเทศเป็นเวลา 8
ปีแล้ว อีกเพียง 2 ปีก็ครบกำหนด จนสามารถกลับ
เทือกเขาครามได้อีกครั้ง ได้ยินมาว่าใน 8 ปีที่ผ่าน
มาเขาได้เริ่มสำนึกในความผิดของตน และในตอน
ที่อยู่โลกภายนอกเขาได้สังหารปีศาจมากมาย จน
ทำให้ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อน แม้แต่ เฟิง
ซัวหยา ก็ยังพึงพอใจอย่างมาก
หยาง ชิง ตายแล้ว?
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ