กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1209: อเวจีเกาชั้น
ในเวลานี้ร่างอันใหญ่ยักษ์ของ ‘ราชินีเทพปีศาจ’ ได้
แผ่ขยายปกคลุมควบคุมพื้นที่เปั้าหมายเป็นที่
เรียบร้อย ส่วนเทพจิ่วอิงก็กำลังบินพล่านอาละวาด
อยู่เหนือศีรษะ
“ผู้ใด?” เทพจิ่วอิงตระหนักถึงการมีอยู่ของนางใน
ทันที
” ข้าเอง ”
หลังจากนั้นร่างกายขนาดใหญ่ของ อู่ อวี้ ก็โผล่ขึ้นมา
จากพื้นดินออกมาปรากฏตัวให้เทพจิ่วอิงได้เห็น
“ ปีศาจกุหลาบ? ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้วเสียอีก แล้ว
เจ้ามัวทำอันใดอยู่? ” เทพจิ่วอิงรู้สึกหงุดหงิด
เล็กน้อย
“ มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ข้าลองใคร่ครวญเกี่ยวกับการแบ่งปันเรื่อง
นี้ให้กับเทพปีศาจตนอื่น ๆ ดูแล้ว สำหรับเทพปีศาจ
สมุทรทั้ง 4 พวกเราต่างมีความบาดหมางไม่ลงรอย
กันเสมอมาเป็นเสมือนดั่งน้ำกับไฟ ส่วนเทพตั๊กแตนก็
ตลบตะแลงปลิ้นปล้อน ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจว่าจะ
แบ่งปันให้แก่ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น รับรองว่ามัน
ต้องเป็นการค้นพบครั้งสำคัญอย่างแน่นอน ”
อู่ อวี้ เริ่มเข้าสู่แผนการยั่วยุ
“ มีอันใดเปลี่ยนแปลงงั้นรึ? ” เทพจิ่วอิงไม่ได้รู้สึกแก่
ใจแม้แต่น้อยว่าราชินีปีศาจกุหลาบที่อยู่ตรงเบื้อง
หน้าของมันไม่ใช่ตัวจริง
แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ราชินีปีศาจกุหลาบได้รับ
บาดเจ็บสาหัส ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าจะมีกำลังต่อต้าน
มันได้
และด้วยเพราะเทพจิ่วอิงไม่ได้รู้สึกระแคะระคายใด
ๆ ดังนั้นมันจึงลงมาเบื้องหน้า อู่ อวี้ แล้วใช้ดวงตาทั้ง
เก้าคู่จับจ้องมองร่างกลืนสวรรค์ในคราบของราชินี
ปีศาจกุหลาบ อย่างไร้ซึ่งความกังวล
ทักษะ ‘การคัดลอก’ ของอสูรกลืนสวรรค์นับเป็น
ทักษะที่สุดยอดอย่างแท้จริง เวลานี้ฝั่ายตรงข้ามมิได้
สงสัยระแคะระคายใด ๆ ในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่เทพปีศาจตนนี้ที่ค่อนข้างสนิทคุ้นเคยกับราชินี
ปีศาจกุหลาบไม่มีอาการระแคะระคายใด ๆ สามารถ
หลอกมันได้อย่างแนบเนียนสมบูรณ์ สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกใจชื้นว่าในอนาคตเขาไม่ต้องกังวลว่าผู้ใดจะจับ
ได้ ถ้ามีเหตุการณ์เช่นดั่งวันนี้
ด้วยความสามารถดังกล่าว ทำให้เขาแฝงตัวกลมกลืน
อยู่ในโลกใดก็ได้
รวมถึงยังมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย
เช่นดั่งยามนี้เขามีประสบการณ์ชีวิตของราชินีแห่ง
กุหลาบ
“เทพตั๊กแตนหูตาเป็นสับปะรด จะพูดจะจาอะไรก็
ต้องระวัง ” อู่ อวี้ สยายเครือเถาวัลย์ออกมามากมาย
เทพจิ่วอิงกล่าวอย่างหงุดหงิด ” ไม่ต้องมาพูดเยิ่นเย้อ
พูดเข้าประเด็นมาเลย ”
“ตกลง” อู่ อวี้ แสดงท่าทางไม่พอใจเล็กน้อย ขณะที่
เขากำลังกล่าวถึงดวงเนตรของเขาไปอยู่ใกล้กับเทพจิ่
วอิงมาก แล้วทันใดนั้นเขาก็รีบใช้แก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ของราชินีปีศาจกุหลาบโจมตีเข้าใส่มันอย่าง
รวดเร็ว
“เนตรมรณะ”
นี่คือแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับดวงเนตร
เนตรมรณะของราชินีปีศาจกุหลาบถือเป็นอาวุธ
สำคัญเช่นกัน
ฉับพลันดวงเนตรก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมกับ
ทอประกายแสงเจิดจ้าระเบิดออกมา ด้วยเพราะเทพ
จิ่วอิงอยู่ใกล้เกินไป จึงทำให้มันไม่สามารถตอบสนอง
ใด ๆ ได้ทันท่วงที ส่งผลให้ยามนี้มันไม่สามารถขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายได้
เมื่อร่างกลืนสวรรค์อยู่ภายใต้คราบของราชินีปีศาจ
กุหลาบเขาจะไม่สามารถระเบิดพลังของตนเอง
ออกมาได้เต็มที่ ด้วยเพราะข้อจำกัดบางอย่าง ถึง
กระนั้นระดับความแข็งแกร่งที่สามารถปลดปล่อย
ออกมาได้ก็เหนือกว่าตามจริงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามหลังจากประสบความสำเร็จ ร่างกลืน
สวรรค์ก็กลับคืนสู่ร่างเดิมทันที
รูปร่างของเขายามนี้เหมือนมนุษย์อสูรที่มีรูปลักษณ์
คล้ายกับ เทพจิ่วอิง มีเกล็ดสีดำห่อหุ้มทั่วทั้ง
สรรพางค์ร่างเหมือนกัน นอกจากมีกระดูกแหลมคม
งอกออกมามากมาย ยังมีปีกขนาดใหญ่อีกด้วย
แต่ดูเหมือนว่าแรงกดดันและจิตสังหารทาง อู่ อวี้
เหนือล้ำกว่ามันมากนัก
หลังจากร่างกลืนสวรรค์กลับคืนสู่ร่างของตนเอง พลัง
ของเนตรมรณะก็ระเบิดเพิ่มพูนสูงขึ้นมากในทันที ซึ่ง
ในขณะนี้เทพจิ่วอิงกำลังจะหลุดจากการควบคุม และ
ถามขึ้นว่าเหตุใดราชินีปีศาจกุหลาบถึงได้ทำเช่นนี้
ทว่าพลังอำนาจของเนตรมรณะก็ระเบิดเพิ่มพูน แสง
สีเขียวสาดประกายเข้าสู่ร่างของมัน ท่ามกลาง
สายตาที่จับจ้องของร่างกลืนสวรรค์ เวลานี้เกล็ด
มังกรของมันกำลังถูกหลอมละลาย!
นี่คือพลังของราชินีปีศาจกุหลาบกับปีศาจปักษา
สมุทรโลหิต
“เจ้า!” ภายใต้แสงสว่างอันเจิดจ้านั้นเทพจิ่วอิง ไม่
สามารถมองเห็นคู่ต่อสู้ของตนเองได้ บรรยากาศ
ในตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายทำให้มันรู้สึก
หวาดกลัวอย่างจับใจ
มันไม่รู้ว่ายามนี้กำลังเกิดอันใดขึ้น และมันพยายาม
เร่งรีบหลบหนี
ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่วายมีโทสะเดือดดาลขึ้นเป็น
อย่างมาก
“ ราชินีปีศาจกุหลาบเจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือไร
ไฉนเจ้าถึงกล้าทำกับข้าเยี่ยงนี้! ”
แม้แต่ความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ ก็ยังพ่ายแพ้
ให้แก่โทสะอันเดือดดาลของมัน มันค่อนข้างเป็นห่วง
เรื่องศักดิ์ศรีและหน้าตาของตนเองเป็นอย่างยิ่ง ณ
เวลานี้ภายในใจของมันจะรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
แต่ก็ยังไม่เท่าการเสียศักดิ์ศรีที่มันค้ำคอจนไม่อาจ
ยอมได้
“จงตายซะ!” เทพจิ่วอิงพ่นไฟสีดำออกมา และ
หลากหลายพลังด้านลบต่าง ๆ เพื่อฉีกกระชากแสง
อันเจิดจ้าที่เปล่งประกายออกมาจากดวงเนตร
จนสามารถรับรู้ได้ถึงแสงจากภายนอก
เพราะว่าเสี้ยวลมหายใจต่อมา มันก็แลเห็นสายอัสนี
โลหิตไร้สิ้นสุดปรากฏขึ้นบนท้องฟั้า ฉับพลันสาย
อัสนีโลหิตก็แปรเปลี่ยนเป็นอสูรกาย บัดนี้เทพจิ่วอิงก็
ได้เห็นพูดที่ยืนอยู่ท่ามกลางห่าสายอัสนีคนผู้นั้นก็คือ
อู่ อวี้
เขากำลังแลมองมันอยู่
นี่คือ ‘อัสนีโลหิตนิรันดร์’ แต่มีพลังเหนือล้ำยิ่งกว่า
ปีศาจปักษาสมุทรโลหิตมากนัก พลังดังกล่าวกำลัง
ระเบิดเข้าใส่ร่างเทพจิ่วอิง
“เกิดอันใดขึ้น … ”
เทพจิ่วอิงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
มันย่อมรู้ว่านี่คือพลังอิทธิฤทธิ์ของปีศาจปักษาสมุทร
โลหิต ด้วยเพราะตัวมันกับปีศาจปักษาสมุทรโลหิต
แข่งขันกันเสมอมา เพื่อที่จะได้เป็นเทพปีศาจอันดับ
1 ของผืนพิภพแห่งนี้
ซึ่งมันก็รู้ว่าอัสนีโลหิตนิรันดร์ทรงพลังอย่างยิ่ง
มันไม่สามารถต่อต้านการโจมตีนี้ได้ ส่งผลให้มันถูก
สายอัสนีฟาดผ่า ร่างกายอัดกระแทกลงสู่พื้นปฐพี
ล้อมรอบด้วยอัสนีอันไร้สิ้นสุด
ทว่าสิ่งสำคัญก็คือ: มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ใน
หัวใจเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
ตอนแรกราชินีปีศาจกุหลาบได้ร้องขอความช่วยเหลือ
แต่เมื่อมาถึงนางก็หายหัวไป หลังจากนั้นนางก็มา
แอบเจรจากับมันเพียงลำพัง ต่อมาอยู่ ๆ นางก็โจมตี
มันแล้วก็กลายเป็นผู้อื่น แต่ที่แน่ ๆ แก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ที่โจมตีใส่มันต้องเป็นของปีศาจปักษาสมุทร
โลหิตอย่างแน่นอน!
มันพยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก!
สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือมันไม่มีเวลาคิดมาก
สายตาของ อู่ อวี้ ที่จ้องมองมันไร้ซึ่งความยาวแสน
เย็นชาราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจับจ้องเหยื่อผู้อ่อนแอ
ในสายตาของเขายามนี้พิภพใบนี้ก็คือวิถีแห่งปั่า ส่วน
เทพปีศาจก็คือเหยื่ออันโอชะของเขา
ไม่ว่าเทพจิ่วอิงจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาก็จะไม่มีทาง
ผ่อนปรนพลังอำนาจแม้เพียงเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็ระเบิดพลังอัสนีโลหิตนิรันดร์เทพจิ่วอิง
ในขณะที่มันได้ถูกสกัดกั้นโดยอัสนีโลหิตนิรันดร์ มันก็
แทบไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ ในขณะที่มัน
กำลังจวนเทียนใกล้ตาย อู่ อวี้ ก็ใช้พลังอิทธิฤทธิ์ห้วง
คะนึงกำเนิดปีศาจประเคนเข้าใส่มันซ้ำอีกครั้ง
กล่าวได้ว่าอัสนีโลหิตนิรันดร์และห้วงคะนึงกำเนิด
ปีศาจกำลังโจมตีลงมาจากฟากฟั้า แม้กายเนื้อของ
มันจะแข็งแกร่งแต่เมื่อโดนพลังมหาศาลฉีกกระชาก
พร้อมกันเยี่ยงนี้ก็สุดจะทานทนไหว ฉะนั้นมันจึงตก
อยู่ในสภาพจวนเจียนใกล้ตายอีกครั้ง
“เจ้าเป็นใครกันแน่! เจ้าไม่ใช่ราชินีปีศาจกุหลาบ!
แล้วก็ไม่ใช่ปีศาจปักษาสมุทรโลหิต! เจ้าเป็นใครมา
จากไหน ” ในที่สุดเทพจิ่วอิงก็ได้เห็น อู่ อวี้ อย่าง
ชัดเจน เวลานี้มันหวาดกลัวจนแทบปัสสาวะราด
“ ข้าก็เป็นเจ้าไง ” หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ตวัดฟาดเสา
สวรรค์ชมพูทวีปในมือลงมาจากฟากฟั้า ในเวลานี้
เทพจิ่วอิงกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง
ฉับพลันเสาสวรรค์ชมพูทวีปก็ถูกทุบฟาดลงมาบน
ศีรษะของเทพจิ่วอิงด้วยเวลาอันสั้น!
“อู่ อวี้!”
เมื่อเทพจิ่วอิงได้เห็นเสาสวรรค์ชมพูทวีปมันก็เป็น
เวลาที่สายเกินไปแล้ว อู่ อวี้ สังหารมันด้วยท่าทาง
ผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
นี่ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวคือ อู่ อวี้ จะทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะเขาเข้าใจในพลังอิทธิฤทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ และ
วิธีดูดซับมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งความทรงจำที่
เปียมล้นประสบการณ์ของเหยื่อทั้งหมดด้วย
เขายังสามารถเปลี่ยนร่างเป็นเทพจิ่วอิงได้อย่าง
แนบเนียนจนไม่มีผู้ใดสามารถแยกแยะได้ว่าจริงหรือ
เท็จ
ในเวลานี้ความแข็งแกร่งของร่างกลืนสวรรค์ เหนือล้ำ
กว่าร่างต้นมากนัก เรียกว่าอยู่ในระดับที่น่า
สะพรึงกลัวอย่างแท้จริง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ร่างต้นก็ยิ่ง
รู้สึกหวั่นใจเป็นอย่างมาก เขากลัวว่าหากร่างกลืน
สวรรค์ยังกลืนกินต่อไปได้เรื่อย ๆ เขาจะไม่สามารถ
ควบคุมมันได้ แต่เมื่อคิดถึงการตายของอาจารย์เฟิง
ซัวหยา คิดถึงคำมั่นสัญญาที่เขาได้ให้กับคนที่รัก
คิดถึงความปลอดภัยของทุก ๆ คน เขาก็ไม่สามารถ
หยุดมันได้ คงต้องกล่าวว่าเป็นไงเป็นกัน
ในเวลานี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายโลหิต
สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหารแห่งการฆ่าฟัน เขาตั้งใจ
ไว้ว่าจะกลืนกินเฉพาะเทพปีศาจเพียงเท่านั้น
เทพปีศาจทั้งหมดจะต้องตาย
เปั้าหมายต่อไปของเขาก็คือเทพตั๊กแตน
ปัจจุบันระดับความเร็วในการกลืนกินของร่างกลืน
สวรรค์รวดเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าไล่ลำดับความเร็วในการเกินกินแค่ปีศาจแต่ละตน
คงต้องกล่าวว่า ปีศาจปักษาสมุทรโลหิตใช้เวลาใน
การกลืนกินช้าที่สุด รองลงมาก็เป็นราชินีปีศาจ
กุหลาบซึ่งเวลาลดลงมากว่าครึ่งจากเดิม จากนั้นก็
เป็นเทพจิ่วอิงเวลาก็ลดเร็วลงมากว่าครึ่งของราชินี
ปีศาจกุหลาบ
กล่าวได้ว่าความสามารถในการกลืนกินของร่างกลืน
สวรรค์น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
การกลืนกินและย่อยสลายเทพจิ่วอิงใช้เวลาต่ำกว่า
สองก้านธูป หลังจากเหยื่อถูกย่อยสลายก็จะหายจาก
โลกนี้ไปตลอดกาล นอกจากนี้เขายังได้ครอบครอง
พิภพเทพสงคราม
สำหรับตอนนี้ อู่ อวี้ สามารถเดินทางไปโลกใดก็ได้
แต่อนิจจาเขาถูกบีบบังคับว่าต้องให้กลับไปที่ชมพู
ทวีปโลกธาตุ เขาจะต้องไปต่อสู้ เพื่อความสุขในภาย
ภาคหน้า และชีวิตอันเป็นอิสระไม่โดนกดขี่ข่มเหง
จากผู้ใด
เวลานี้ทุกอย่างของเทพจิ่วอิงอยู่ภายใต้การควบคุม
ของ อู่ อวี้ ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ ,
ความทรงจำ , เต๋า , ประสบการณ์
หลังจากรวมความสามารถของเทพปีศาจทั้งสามเข้า
ด้วยกันแล้ว รับรองว่าเทพปีศาจอื่น ๆ จะต้องถูกบด
ขยี้ง่ายดายแน่นอน
อย่างไรก็ตามเทพตั๊กแตนมีร่างกายอยู่เป็นจำนวน
มาก ฉะนั้น อู่ อวี้ จะต้องดึงดูดมัน
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการปลอมตัวเป็นเทพจิ่วอิง
ความสัมพันธ์ระหว่างเทพตั๊กแตนกับเทพจิ่วอิงอยู่ใน
สถานภาพไม่มีปัญหาขัดแย้งอะไรกัน
การที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับราชินีปีศาจกุหลาบ การ
เกาะกลุ่มกับเทพจิ่วอิงก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ส่วน
หนึ่งคงเป็นเพราะพวกมันเป็นปีศาจบนบกด้วยกันทั้ง
คู่
และความสามารถอย่างหนึ่งของเทพตั๊กแตนคือมัน
สามารถแยกร่างได้เป็นล้าน ๆ ตัว ซึ่งเขาค่อนข้าง
ริษยากับความสามารถนี้ของมันมาก และถึงแม้ว่า
ร่างอวตารของเขาจะมีจำนวนและพลังฝีมือไม่
เท่าไหร่ แต่ก็ยังพอใช้งานได้ด้วยกันให้ไปสืบข่าว
คราวบางอย่าง และเป็นในข้อนี้ถือว่ามีประโยชน์เป็น
อย่างมาก
ส่วนความสามารถในด้านหลบหนีของเขาก็ยอดเยี่ยม
เช่นกัน
และ อู่ อวี้ ได้เตรียมการเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
หลังจากเทพจิ่วอิงส่งข่าวไป ฝูงตั๊กแตนจำนวนมากก็
บินทะยานมายังทิศทางของเทพจิ่วอิง หลังจากนั้น
พวกมันก็รวมร่างกันกลายเป็นเทพตั๊กแตน
” เกิดอันใดขึ้น ? เจ้าได้กุญแจแล้วหรือ? ”
” ใช่ แต่ข้าไม่ต้องการใครเทพปีศาจสมุทรทั้ง 4 ตนรู้
เรื่องนี้ ในเมื่อปีศาจกุหลาบไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว
เช่นนั้นเราไปหาที่คุยกันสองคนจะดีกว่า! ” อู่ อวี้
กล่าว
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนที่เตรียมไว้
อย่างไรก็ตามตอนนี้ อู่ อวี้ มีความแข็งแกร่งอย่าง
สมบูรณ์ ต่อให้ไม่ต้องเตรียมตัว เขาก็ไม่ได้รู้สึก
หวาดกลัว
เขาไม่กลัวว่าเทพตั๊กแตนมันจะไปแจ้งข่าวให้เทพ
ปีศาจอีก 4 ตนได้รับรู้ นอกจากนี้พิภพปีศาจบรรพ
กาลยังกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง และไม่ว่ามหาสมุทร
กว้างใหญ่ไพศาลมากเพียงใดก็ไม่สามารถสกัดกั้น อู่
อวี้ ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก อู่ อวี้ จัดการหลังเทพ
ตั๊กแตน
“ ข้ามีเคล็ดวิชาแปลงกายเจ้าอยากเห็นหรือไหม? ”
อู่ อวี้ ยิ้มขณะกล่าวกับกล่าวกับเทพตั๊กแตน
“เช่นนั้นก็แสดงให้ข้าดูเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเทพตั๊กแตนตื่นตัวเป็นอย่างมาก ใน
เวลานี้มันพร้อมจะหลบหนีได้ทุกเมื่อ เพราะมันรู้สึก
ว่า อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันกุญแจให้กับมัน
นอกจากนี้มันค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเทพ
ปีศาจอีกเจ็ดตน
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเทพจิ่วอิงไป
เป็นอสูรกลืนสวรรค์ เปลี่ยนจากร่างของสัตว์อสูร
กลายเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ จากมังกรที่มี 9 หัวทุกหัว
ก็ค่อย ๆ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และมีอยู่แค่บุคคล
เดียวเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหาได้เปลี่ยนแปลงไป
มากมายนัก ถึงกระนั้นเทพตั๊กแตนก็ยังตกตะลึงแล้ว
กล่าวว่า ” ไฉนถึงมีรูปลักษณ์เช่นนี้ได้ ข้าไม่เคยเห็น
และไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
” เพื่อสังหารเจ้าอย่างไรล่ะ ข้าถึงต้องเปลี่ยนเป็นร่าง
นี้ ”
ก่อนที่จะกล่าวคำนี้ อู่ อวี้ ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
แล้ว หลังจากนั้นเขาก็แสดงพลังอิทธิฤทธิ์ของเทพจิ่
วอิง
“อเวจีเก้าชั้น!”
ทันใดนั้นก็ปรากฏวงแหวนทมิฬเก้าชิ้น โดยเรียงตัว
จากล่างขึ้นไปสู่ด้านบน ก่อตัวเป็นรูปแบบ 9 ชั้น พุ่ง
ทะยานเข้ามาปิดล้อมทั่วทั้ง 4 ทิศ ตรึงร่างของเทพ
ตั๊กแตนไว้ท่ามกลางอเวจี 9 ชั้นอย่างสมบูรณ์
“กลั่นสกัด” แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของ อู่ อวี้ น่า
สะพรึงกลัวอย่างมาก
“ เทพจิ่วอิงหมายความว่าอันใด? เจ้ามันเสียสติไป
แล้ว!”
อันที่จริงพวกมันก็ต่อสู้แข่งขันกันเองภายในอยู่แล้ว
ฉะนั้นมันจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับพลังอิทธิฤทธิ์ ‘อเวจี
เก้าชั้น’ ด้วยเหตุนี้มันจึงแสดงท่าทางตื่นตระหนก
ตกใจผสมงงงวยเมื่อแรกเห็น
เทพตั๊กแตนยังคงเห็น อู่ อวี้ เป็นเทพจิ่วอิง
เขาตระหนักได้ทันทีว่าพลังของเทพปีศาจทั้งสาม
เมื่อผสานรวมกันมันย่อมร้ายแรงกว่าเทพปีศาจตน
เดียวอย่างแน่นอน
เทพตั๊กแตนตกอยู่ในสภาวะที่น่าสังเวช สุรเสียงที่มัน
กรีดร้องเต็มไปด้วยความหดหู่ผสมงงงวย ในเวลานี้
มันได้ตกตายอยู่ภายในอเวจี 9 ชั้นของ อู่ อวี้ ไปแล้ว
กล่าวได้ว่าร่างแยกของ อู่ อวี้ มีพลังอิทธิฤทธิ์เพิ่ม
สูงขึ้น อีกทั้งพลังอิทธิฤทธิ์ดังกล่าวยังทรงอำนาจ
และครอบคลุมรูปแบบทุกสรรพสิ่ง
———————
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ