กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 121 : สายสัมพันธ
“หยาง ชิง ตายแล้ว!”
ท่ามกลางสายตาของคนนับพัน แสดงออกถึง
ความรู้สึกเสียใจและเจ็บปวด
ในเวลานี้ความเศร้าโศกเข้าปกคลุมทุกแห่งหนจน
แทบจะกลายเป็นหมอกหนาทึบภายในจิตใจของ
เหล่าผู้คน
“หยาง ชิง…”จ้าว ฉางเทียนและอี้ ชิงเฟิง สบตา
กัน จากสายตาของพวกเขาทั้ง 2 นั้น สามารถ
มองเห็นถึงร่องรอยของความเศร้าโศกเสียใจได้
เช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าสำหรับพวกเขาแล้ว ชื่อนี้ถือได้ว่าเป็น
ส่วนหนึ่งในความทรงจำ
“หวันเทียน หยู่เซวียและหลาน หลิวหลี่ตอนนี้
พวกเขาอยู่ที่หน้าประตูศิลาหมื่นกระบี่ ท่านเจ้า
นิกาย ผู้พิทักษ์สูงสุดและเหล่าผู้อาวุโส ตอนนี้ได้ไป
ถึงที่นั่นแล้ว”ศิษย์วัยกลางคนกล่าวขึ้น
“เช่นนั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ”จ้าว ฉางเทียนและ
อี้ ชิงเฟิง กล่าวจบก็รีบร้อนจากไป
ไม่ใช่แค่พวกเขา2คน มีศิษย์หลายก็ขึ้นขี่นก
กระเรียนสวรรค์ มุ่งตรงไปที่นั่น
“ไป”
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่
อู่ อวี้นั้นยังไม่เคยได้พบกับหยาง ชิง แต่เขาเป็น
ศิษย์พี่สองของเขา
พวกซู หยานหลี่ สมควรจะเป็นคนที่เสียใจมาก
ที่สุด
กระเรียนสวรรค์และปักษาเมฆาสวรรค์นับร้อยตัว
บินผ่านกลุ่มเมฆตัดผ่านท้องนภา เพื่อมุ่งไปยัง
ประตูศิลาหมื่นกระบี่ เมื่อมองดูแล้วมันช่างดู
ตระการตาราวกับเป็ฯเทพแห่งสวรรค์ลงมาจุติ
“จ้าว ฉางเทียน”
อู่ อวี้รีบไล่ตามหลังจ้าว ฉางเทียนและอี้ ชิงเฟิงทั้ง
สอง
เมื่อต้องเจอกับเรื่องใหญ่เช่นนี้ พวกเขาทั้ง2ก็ไม่
สนใจเรื่องของอู่ อวี้อีก
“อู่ อวี้ เมื่อนึกถึงเจ้าก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า เมื่อก่อน
หยาง ชิง กับ เจ้าในวันนี้ดูคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง
พวกเจ้าทั้งสองเริ่มต้นจากงานของศิษย์รับใช้
ได้รับการสั่งสอนจากท่านเจ้านิกาย จนทำให้โบย
บินบนท้องฟั้าเฉกเช่นทุกวันนี้ได้”
“แม้แต่นิสัยเจ้าก็ดื้อด้านคล้ายกันมาก แต่ว่า หยาง
ชิง นั้นโหดเหี้ยมยิ่งกว่า ไม่ว่าใครหน้าไหนเขาก็
กล้าที่จะสังหาร เขามีเรื่องกับศิษย์ภายในสำนัก
หลายคน มีศัตรูทุกหนแห่ง จนทำให้ท่านเจ้านิกาย
จึงต้องเนรเทศเขาออกไป”
จากการอธิบายของพวกเขา จึงทำให้อู่ อวี้
จินตนาการภาพของศิษย์พี่สองของเขา
เหมือนกับตัวเขา เริ่มต้นจากศิษย์รับใช้ หลังจาก
นั้นพรสวรรค์ของเขาก็เผยออกมา นิสัยดื้อด้าน ฝั่า
ฝืนกฎของนิกาย ดังนั้นจึงถูกเนรเทศ แต่ว่าเขา
ยังคงเคารพ เฟิง ซัวหยา ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กลับ
ตัวกลับใจ
นกกระเรียนสวรรค์ที่โบยบินไปทางประตูศิลาหมื่น
กระบี่ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมองจากที่ไกลๆ จะมองเห็นว่ามีผู้คนอยู่เต็มไป
ทุกหนแห่งในประตูศิลาหมื่นกระบี่
“ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรากลับมาแล้ว ขอให้ข้าได้
ไปพบหน่อย”
จ้าว ฉางเทียนและอี้ ชิงเฟิงทั้ง2คน เดินแหวกฝูง
ชนเข้าไปข้างใน
“เจ้ารออยู่ข้างนอกนี่ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปก่อน” อู่ อวี้
บอกกล่าวกับชิงเหมิงให้แยกกันชั่วคราว แล้วจึง
เดินตามจ้าว ฉางเทียนเข้าไปข้างใน
“ตกลง”ชิงเหมิงตอบ
เหล่าศิษย์ทั้งหลายเมื่อเห็นว่าศิษย์ของท่านเจ้า
นิกายและผู้พิทักษ์สูงสุดมาถึงแล้ว จึงรีบแหวก
ทางออกให้พวกอู่ อวี้เดินเข้าไป
“อาจารย์ ศิษย์พี่หญิง”
จ้าว ฉางเทียนและอี้ ชิงเฟิงทั้ง2คนรีบเข้าไปคารา
วะแล้วยืนอยู่ด้านข้าง
ทั้ง เฟิง ซัวหยา หลาน ฮั้วหยุน ต่างก็อยู่ที่นี่
กระทั่ง ซู หยานหลี่ และ โม่ ซื่อซูก็อยู่ที่นี่ด้วย
เช่นกัน
ตอนนี้อู่ อวี้ มาถึงตำแหน่งตรงกลางฝูงชน สายตา
ของเขาจับจ้องไปที่พื้น ซึ่งตรงบริเวณนั้นมีร่างร่าง
หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ แต่ได้ถูกผ้าขาวปกคลุมไว้ จึง
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์หรือใบหน้าได้
ขณะที่ อู่ อวี้ มาถึง เฟิง ซัวหยา ก็กำลังแง้มเปิด
ผ้าคลุมขาวออกพอดิบพอดี ทำให้ อู่ อวี้ มองเห็น
เป็นบุรุษผู้หนึ่ง แต่ด้วยตัวศพที่แห้งเหี่ยว จึงทำให้
ดูไม่ออกว่าจริงๆแล้วเขารูปร่างเป็นเช่นไร
อา….
ผ้าขาวถูกปิดลงอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์”อู่ อวี้สามารถมองเห็นไหล่ของเฟิง
ซัวหยานั้นสั่นเทา
เขาหันหลังให้อยู่ ทำให้อู่ อวี้ ไม่สามารถมองเห็นสี
หน้าของเขาได้ แต่จากมือที่กำลังสั่นและแผ่นหลัง
ที่ดูโดดเดี่ยวนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่อง
ใหญ่สำหรับเขา
“หยาง ชิง…..”เฟิง ซัวหยาเอ่ยอย่างแผ่วเบา ชื่อ
ทั้งสองคำนี้เป็นสิ่งที่เขายากจะเอื้อนเอ่ยในเวลานี้
“อาจารย์…”ซู หยานหลี่รีบเข้าไปกุมมือของเขาไว้
เมื่อมองจากฝังของอู่ อวี้ สามารถมองเห็นดวงตาที่
แดงก่ำและใบหน้าที่เปือนน้ำตาของนางได้
“มันเป็นใคร ใครกันที่สังหารเขา!”โม่ ซื่อซูเกิด
ความบ้าคลั่งขึ้น แล้วสายตาที่แดงก่ำของเขา ก็
จ้องมองไปที่คนทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านนอก
พวกเขาทั้งหมดเข้ามาในนิกายก่อน อู่ อวี้ จึงเป็น
ธรรมดาที่พวกเขาจะเสียใจกับเรื่องการจากไป
ของหยาง ชิง
เมื่อเห็นพวกเขาโศกเศร้า อู่ อวี้ก็กัดริมฝีปาก ในใจ
ของเขาไม่มีคำพูดใด
คนทั้งสองนี้ หนึ่งในนั้นมีดวงตาสีดำและมีผมสีเทา
ถ้าหากไม่ได้มองหน้าของเขา ก็อาจจะคิดว่าเขา
เป็นชายชราคนหนึ่ง
ชายคนนี้มีใบหน้าที่สง่างาม ให้ความรู้สึก
เหมือนกับ เฟิง ซัวหยา จนราวกับถอดแบบ
ออกมาจากเฟิง ซัวหยา ก็มิปาน ทุกๆการ
เคลื่อนไหวล้วนมีความคล้ายคลึงกับ เฟิง ซัวหยา
อย่างมาก ทำให้ อู่ อวี้ไม่แปลกใจเลยที่ ซู หยานห
ลี่ ได้กล่าวว่าเขานั้นเหมือนกับ เฟิง ซัวหยา ราว
กับถอดแบบมา แน่นอนว่าเขาคนนั้นก็คือศิษย์
ลำดับหนึ่งของเขา ‘หวันเทียน หยู๋เซวีย’
ส่วนหญิงสาวอีกคนหนึ่ง นางนั้นมีความคล้ายคลึง
กับหลาน สุ่ยเยว่ เพียงแต่ใบหน้านั้นดูเป็นผู้ใหญ่
มากกว่า แถมเสน่ห์ของนางก็ยังดูมีความเป็น
ผู้ใหญ่มากกว่า จนเมื่อมองไปก็ทำให้ได้ความรู้สึก
กันคนละแบบกับอย่างสิ้นเชิงกับ หลาน สุ่ยเยว่ ซึ่ง
นางผู้นี้ก็คือศิษย์ลำดับหนึ่งของหลาน ฮั้วหยุน
หรือก็คือพี่สาวของหลาน สุ่ยเยว่ “หลาน หลิวห
ลี่”
“เป็น ปีศาจจิ้งจอกพันปี จิ่วเซียน”หวันเทียน หยู๋
เซวียกล่าวคำนี้ออกมา
“ที่แท้ก็เป็นนาง” เมื่อฝูงชนได้ยินชื่อนี้มันทำให้
พวกเขาตกใจ
ภายรัศมีหมื่นลี้ ชื่อเสียงของปีศาจจิ้งจอกพันปีเป็น
ที่รู้จักกันดี มันเป็นเหมือนกับฝันร้ายของผู้ฝึกตน
โดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกตนบุรุษเพศ
ถึงแม้ หวันเทียน หยู๋เซวีย จะไม่กล่าวออกมา เฟิง
ซัวหยา ก็ย่อมรู้อยู่แล้ว
“การที่โดนสูบพลังชีวิตจนทำให้กลายเป็นซากศพ
ที่แห้งเหี่ยวเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นฝีมือของ
ปีศาจจิ้งจอกพันปี”
อู่ อวี้ได้พบกับปีศาจจิ้งจอกในหุบเขาโชคชะตา
เซียน รู้จักความน่ากลัวของมัน แต่ว่านี่คือปีศาจ
จิ้งจอกอายุพันปี เมื่อเปรียบเทียบกับปีศาจจิ้งจอก
ที่เขาเจอ ไม่รู้ว่ามันจะน่ากลัวมากกว่าเท่าใด
“นี่เป็นการประกาศสงครามกับนิกายกระบี่
สวรรค์” หลาน ฮั้วหยุนกล่าวด้วยดวงตาที่มืดมน
และสั่นเทา
ถึงแม้ หยาง ชิง จะเป็นคนเลือดร้อนและชอบใช้
ความรุนแรง เขาได้สังหารศิษย์ในนิกายไปหลาย
คน นี่จึงทำให้หลาน ฮั้วหยุนเห็นด้วยเกี่ยวกับการ
เนรเทศเขาออกไป แต่ว่าหลายปีมานี้ หยาง ชิงได้
สำนึกตัวและกลับใจ จนสามารถที่จะกลับมาที่
เทือกเขาครามได้อย่างไร้ข้อกังขา แต่คิดไม่ถึงเลย
ว่าเขาจะได้กลับมาในสภาพเช่นนี้
อู่ อวี้นั้นค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับ เฟิง ซัวหยา
สำหรับเขาแล้วศิษย์ทุกคนต่างก็สำคัญสำหรับเขา
อย่างยิ่ง การที่ หยาง ชิง จากเขาไปในวันนั้น แต่
แล้วเมื่อยามที่จะได้พบกันอีกครั้ง หยาง ชิง ก็กลับ
กลายเป็นสภาพเช่นนี้ แล้วอาจารย์ผู้เปรียบดั่งพ่อ
จะทนไหวได้เยี่ยงไร?
เห็นได้ชัดว่า เฟิง ซัวหยา ค่อยๆถอนมือออกจาก
ซู หยานหลี่ แล้วลงไปโอบกอดร่างกายที่ไร้ซึ่งการ
ตอบสนองของ หยาง ชิงบนพื้น
“ถึงบ้านแล้ว จงพักผ่อนอย่างสงบเสียเถิด”
เขาทอดถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าใจ จากนั้น
ปราณกระบี่ที่ใต้ฝั่าเท้าของเขาได้ลอยตัวขึ้น จน
กลายเป็นกระบี่ยักษ์ ต่อมา เฟิง ซัวหยา ก้าวขึ้นไป
บนกระบี่ และกล่าวกับทุกคนว่า “ที่นี่ไม่มีอะไรน่า
มอง พวกเจ้าจงแยกย้ายกลับไปซะ”
หลังจากที่เขากล่าวจบ ก็ได้พาร่างของ หยาง ชิง
จากไป
มุ่งหน้าสู่งวังเทพสวรรค์!
“อาจารย์น่าจะนำเขาไปฝังไว้ที่ยอดเขา”
ซู หยานหลี่นั้นยังคงไม่สามารถหายเศร้าโศกได้
ความจริงแล้ว ในช่วงเวลาที่อู่ อวี้ ยังติดอยู่ในหุบ
เขาโชคชะตาเซียน เฟิง ซัวหยาได้สร้างหลุมฝังศพ
ให้กับเขา แต่เมื่ออู่ อวี้กลับมาแล้ว เขาได้ทำลาย
หลุมฝังศพทิ้ง ภายใต้ความสุขนี้ เขากลับต้องมา
พบเจอกับเรื่องการตายของ หยาง ชิง
“พวกเจ้าทั้ง 4 คน ดูแลอาจารย์ของเจ้าให้ดี อย่า
ปล่อยให้อารมณ์ของเขาครอบงำ แล้วบุกไปตาม
หาปีศาจจิ้งจอกเพียงลำพัง บางทีนี่อาจเป็นกับดัก
ของปีศาจจิ้งจอก เจียง เซี่ย และเจ็ดปีศาจทะเล
แดง รอจนกว่าสภาพจิตใจของอาจารย์พวกเจ้าดี
ขึ้นเสียก่อนแล้วค่อยมาหารือกันอีกครั้ง”หลาน ฮั้ว
หยุน กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา หลังจากนั้นนางจึง
หันไปกล่าวกับหลาน หลิวหลี่ “เนื่องจากกลับมา
แล้ว ก็ตามข้ามา”
หลาน หลิวหลี่ก็มองไปทางฝัง หวันเทียน หยู๋เซวีย
แล้วพูด “ตกลง ท่านอาจารย์”
บุคลิกของนางนั้นดูให้ความอบอุ่น อ่อนโยน
“แยกย้ายไปได้แล้ว”
เมื่อหลาน ฮั้วหยุน ได้ตะโกนขึ้น หลังจากนั้นเหล่า
ฝูงชนจึงรีบออกจากที่นี่ในทันที ทุกคนต่างพากัน
ขึ้นนกกระเรียนสวรรค์เพื่อจากไป อย่างไรก็ตาม
เมื่อได้เจอกับเรื่องการตายของ หยาง ชิง จิตใจ
ของทุกคนรู้สึกหนักอึ้ง ก่อนหน้านี้เรื่องการตาย
ของศิษย์หลายคนที่หุบเขาโชคชะตาเซียน มันก็ทำ
ให้พวกเขากังวลมากอยู่แล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่อง
ในครั้งนี้แต่อย่างใด ขณะนี้พวกเขาสามารถเห็นถึง
ความน่ากลัวของปีศาจได้ด้วยตาของพวกเขาเอง
ยามนี้ทุกคนต่างทยอยกันจากไป ทางด้านหลาน
ฮั้วหยุน ได้นำ หลาน หลิวหลี่,จ้าว ฉางเทียนและอี้
ชิงเฟิง จากไปแล้ว ทำให้ตอนนี้ผู้ที่อยู่บริเวณประตู
ศิลาหมื่นกระบี่จึงเหลือเพียง อู่ อวี้ และเหล่าศิษย์
สายตรงเท่านั้น อู่ อวี้ จึงได้บอกให้ชิงเหมิงกลับไป
ก่อน
อู่ อวี้นั้นไม่เคยรู้จัก หยาง ชิง มาก่อน ดังนั้นจึงไม่
รู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกับศิษย์พี่ของเขา แต่ว่า
ตอนนี้ความเกลียดชังนั้นกลับอัดแน่นอยู่ภายใน
จิตใจของเขาเช่นกัน
ความเงียบเข้าปกคลุม จากนั้น หวันเทียน หยู๋เซ
วีย มองไปที่ อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า “อู่ อวี้ ตอนที่ข้า
อยู่ข้างนอก ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามาบ้าง
ก่อนที่ข้าจะกลับมา ข้าก็ยังคิดว่าเจ้านั้นได้ตกตาย
ไปในหุบเขาโชคชะตาเซียนเสียแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่า
เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อ หยาง ชิง รู้ว่าเจ้านั้นยังมีชีวิต
อยู่ เขาคงจะดีใจเป็นอย่างมาก ”
ตั้งแต่ที่ เฟิง ซัวหยา รับ อู่ อวี้ เข้ามาเป็นศิษย์
พวกเขาทั้งหมดต่างก็รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น
“ศิษย์พี่ใหญ่”
มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับศิษย์ลำดับหนึ่งของ
นิกายกระบี่สวรรค์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม
ทั้งสิ้น
“ไหนมาให้ข้าดูหน่อย ตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับหลอน
รวมลมปราณขั้นที่4แล้วใช่หรือไม่ อีกไม่นานก็จะ
ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับ หยานหลี่ และเพาะปลูก
รากฐานเซียนแล้ว”หวันเทียน หยู๋เซวียมองเข้าไป
ในตัว อู่ อวี้ และรู้สึกถึงจุดบัญญัติก่อกำเนิดทั้ง4
ของเขาได้อย่างชัดเจน
“อยู่ในขั้นที่ 4?” ซู หยานหลี่และโม่ ซื่อซูเพิ่งจะ
ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของอู่ อวี้
“ศิษย์พี่ เมื่อตอนที่อู่ อวี้อยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 3 เขาก็สามารถล้มเจียง จุนหลินที่
อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 ได้แล้ว ”
โม่ ซื่อซูกล่าว
“โอ้ว?”เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจยิ่ง
ในขณะที่พูดอยู่นี้ หวันเทียน หยู๋เซวียก็สัมผัสไปที่
ถุงจักรวาล แล้วหยิบขวดหยกสีขาวบริสุทธิ์ มอบ
ให้กับอู่ อวี้แล้วกล่าวว่า “สำหรับการพบกันครั้ง
แรก ศิษย์พี่ไม่ได้เตรียมตัวมา นี่เม็ดยาคืนชีวิตเม็ด
นี้ ข้าขอมอบให้เจ้า ถือว่าเป็นของขวัญจากข้า ”
เมื่อได้ยินคำว่าเม็ดยาคืนชีวิต 3 คำนี้ อู่ อวี้ได้นึก
ย้อนเข้าไปในความทรงจำของเขา เมื่อตอนที่ได้
อ่านแผนภูมิแดนเทพตงเสิ้ง เขาจำได้ว่ามียาชนิดนี้
อยู่ นี่เป็นยารักษาชนิดหนึ่ง แม้ว่าจะได้รับความ
เสียหายมามากขนาดไหนก็ยังสามารถรักษาได้
และยังสามารถบำรุงอวัยวะภายในรวมถึงกระดูก
ได้ด้วย ในหุบเขาอัญมณีเพียงเม็ดยาคืนชีวิตหนึ่ง
เม็ด มีมูลค่าเทียบเท่ากับเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ 13 เม็ด แน่นอนว่ายาเม็ดนี้มีคุณค่า
มากมายมหาศาล
ในการเจอกันครั้งนี้ หวันเทียน หยู๋เซวียได้มอบมัน
ให้เป็นของขวัญกับอู่ อวี้
อู่ อวี้ยังคงลังเลอยู่ แต่ซู หยานหลี่ก็กล่าวขึ้น “รับ
ไว้เถอะ พวกเราล้วนแต่เป็นคนกันเอง และศิษย์พี่
ใหญ่ก็ได้ให้ของขวัญกับพวกเราไปแล้ว”
ก่อนหน้านี้ที่อู่ อวี้ได้ลงเขาไปยังอาณาจักรบูรพา
เยว่อู่ ซู หยานหลี่และโม่ ซื่อซู เองก็ได้มอบ
ของขวัญให้กับเขา
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่”
เมื่อเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้จึงรับเม็ดยาคืนชีวิตเอาไว้
แน่นอนว่าเขาจะจำสายสัมพันธ์พี่น้องเช่นนี้ไว้ใน
หัวใจของเขา
“ศิษย์น้องเล็ก นับจากนี้ไป เหลือเพียงพวกเรา4
คน อย่างไรก็ตามพวกเราต้องอยู่เคียงข้างกัน เดิน
ตามรอยเท้าของอาจารย์ และต่อสู้กับพวกปีศาจ”
หวันเทียน หยู๋เซวีย นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาเกลียด
ชังปีศาจมากกว่าอู่ อวี้ เพียงใด
“ศิษย์น้องจะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ!”
การที่จะสามารถพบเจอสายสัมพันธ์พี่น้องอัน
บริสุทธิ์เช่นนี้ในนิกายกระบี่สวรรค์ได้ สำหรับอู่ อวี้
แล้วถือเป็นโชคดีของเขา และเปรียบดั่งสมบัติ
อย่างหนึ่งของเขา
“ไป พวกเราไปพบท่านอาจารย์และช่วยกันทำให้
เขาออกจากความทุกข์ทรมานเช่นนี้กัน หยาง ชิง
เป็นศิษย์ที่ทำให้เขากังวลน้อยที่สุด แต่ก็เป็นคนที่
เขาเป็นห่วงมากที่สุดเช่นกัน” หวันเทียน หยู๋เซวีย
ได้กล่าวออกมาจากความรู้สึก
พวกเขาทั้งหมดเดินทางไปยัง วังเทพสวรรค์
ศิษย์พี่ทั้ง3นำไปข้างหน้า ส่วนอู่ อวี้นั้นรั้งท้ายอยู่
ทางข้างหลัง
อู่ อวี้มองไปยังแผ่นหลังของพวกเขา และจากนั้นก็
ได้หันไปมองยังเทือกเขาคราม มันได้ทำให้ อู่ อวี้
ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า“สายสัมพันธ์”
สายสัมพันธ์ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ช่วยเหลือเกื้อกูล
เดินบนเส้นทางแห่งความเที่ยงธรรมเคียงคู่ไปกับ
สายใยอันอบอุ่น!!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ