กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 122 : เทียน อี้จุน
ยอดเขาแก้วสวรรค์ ณ วังผลึกสวรรค์
บนภูเขาหิมะแห่งนี้ มีผลึกน้ำแข็งปกคลุมไปทั่วทาง
พระราชวัง เมื่อยืนอยู่บนยอดของหุบเขาเซียนแห่ง
นี้ จะให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังยืนอยู่ในวิหาร
เซียนที่แท้จริง และคนที่เดินอยู่ภายในวิหารเซียน
แห่งนี้ ก็เปรียบเสมือนดั่งเทพเซียนผู้ลงมาจาก
สวรรค์
ภายในวังผลึกสวรรค์ มีสตรีสองนางกำลังยืน
พูดคุยกันอยู่ หนึ่งงดงามปานเทพธิดา แผ่
ความรู้สึกน่าเกรงขามอยู่เหนือผู้อื่น สตรีผู้นี้ก็คือ
หลาน ฮั้วหยุน ส่วนสตรีอีกนางให้ความรู้สึกอบอุ่น
อ่อนโยน ควรค่าแก่การตราตรึงนางคือ หลาน
หลิวหลี่
ทั้งสองพูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง หลังจากนั้น หลาน
หลิวหลี่ ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดปนหดหู่ขึ้น
ว่า ” ท่านปั้าพรรคจงหยวนตอนนี้ช่างเหิมเกริมยิ่ง
นัก ถึงได้กล้าสมคบคิดกับพวกนอกรีต และ ปีศาจ
เช่นนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถจัดการพวกมันได้หรือ? ”
หลาน ฮั้วหยุน หัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า ” อาณา
เขตของเราแห่งนี้ ตั้งอยู่บนขอบของสุดทิศ
ตะวันออก ของทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง อยู่
ห่างไกลจากดินแดนภาคกลาง ถูกกล่าวขานว่าเป็น
ดินแดนรอบนอกของทวีปแห่งนี้ สำหรับเหล่าผู้
บำเพ็ญตนในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ดินแดนรอบ
นอกแห่งนี้ไม่ควรค่าแก่การกล่าวขวัญถึงแม้แต่
น้อย ดังนั้นแล้ว ด้วยสถานที่อันแร้นแค้นอัน
ห่างไกลเช่นนี้ ทำให้ภายในช่วงเวลาอันสั้น ถือเป็น
การยากอย่างยิ่ง ที่จะส่งคนมาช่วยเราจัดการ”
” หากไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ เป็นไปได้ว่าเทือกเขา
ครามแห่งนี้อาจจะถูก เจียง เซี่ย ครอบครองใน
ที่สุด” หลาน ฮั้วหยุนกล่าวเพิ่มเติม
” แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ ว่า ‘สถานที่แห่งนั้น’ จะ
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ? ในเมื่อนิกายกระบี่สวรรค์
ถือเป็นส่วนหนึ่งของมัน”
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์นี้ หลาน ฮั้วหยุน ก็ส่าย
หัวแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ด้วยระยะทางที่ไกลมาก
เกินไป กว่าพวกเขาจะมาถึงก็คงจะสายเกินไป คน
เหล่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจหรือให้ความสำคัญ
กับเรา แต่ถึงพวกนั้นมาช่วยจริง ๆ ข้าเกรงว่าเวลา
จะไม่พอ ”
” แต่มันเป็นเรื่องเร่งด่วนเพียงนั้นเชียวหรือ ? ”
หลาน หลิวหลี่ ค่อนข้างวิตกเกี่ยวกับเรื่องนี้
“อืม ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกมันเตรียมตัวกันแค่ไหนแล้ว
ความจริงแล้ว พวกมันควรจะเริ่มโจมตีตั้งแต่ก่อน
หน้านี้ อย่างไรการที่พวกมันสังหาร หยานชิง ก็
เป็นเสมือนดั่งสัญญาณเตือน ข้าเดาว่าอีกไม่กี่วันนี้
พวกมันคงบุกมาเป็นแน่…”
หลาน ฮั้วหยุน แสดงสีหน้าน่าเกลียด นางต่อสู้แย่ง
ชิงกับ เฟิง ซัวหยา มาหลายปี แต่ไม่คาดคิดว่า
ในตอนนี้ จะต้องมาถูกกองกำลังจากภายนอกเข้า
รุกราน
“เราควรทำอย่างไรดีท่านอาจารย์?” หลาน หลิวหลี่
ถามขึ้น
หลาน ฮั้วหยุน เหลือบมองไปที่นางแล้วกล่าวว่า
“ส่วนนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องของเจ้าแล้ว การขับไล่คน
พวกนั้นออกไป เป็นหน้าที่ของพวกเราเหล่าอาวุโส
เท่านั้น”
“แต่ท่านปั้า ข้าบรรลุสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ
ระดับ 8 แล้ว”หลาน หลิวหลี่ กล่าวขึ้นอย่างไม่
ยินยอม
“แล้วยังไง?” หลาน ฮั้วหยุน ยังคงยืนยันเช่นเดิม
เนื่องจากนางไม่ต้องการให้ หลาน หลิวหลี่ เข้า
ร่วมสงครามในครั้งนี้ นางหลี่ตาลงแล้วถามขึ้นว่า
” หลิวหลี่ เจ้าชอบพอในตัว หวันเทียน หยู๋เซวีย
ใช่หรือไม่?”
“เอ่อ…” หลาน หลิวหลี่ตกใจเล็กน้อย พร้อมกับ
กล่าวตอบด้วยท่าทางอึกอักบางส่วนว่า ” ไฉนอยู่
ๆ ท่านปั้าถึงได้ไต่ถามเช่นนี้ขึ้นมา มันไม่มีอะไร
น่าสนใจ”
“ตอบมาเดี๋ยวนี้” หลาน ฮั้วหยุนลุกขึ้นยืนทันที
พร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างรุนแรง
หลาน หลิวหลี่ กล่าวอ้อมแอ้มว่า “นี่เป็นแค่
ความรู้สึกส่วนตัวของหลาน เมื่อเทียบกับความอยู่
รอดของ นิกายกระบี่สวรรค์ แล้ว ถือเป็นเรื่อง
เล็กน้อยมากนัก…”
“ข้าไม่เห็นด้วย” หลาน ฮั้วหยุน กล่าวเด็ดขาด
จากนั้นนางก็กล่าวชี้แนะอย่างอ่อนโยนว่า “หลิวห
ลี่ เจ้ากับเขาอยู่กันคนละโลก เมื่อข้ามผ่านหายนะ
ครั้งนี้ ข้าจะส่งเจ้าไปยังสถานที่แห่งนั้น เมื่อถึง
เวลานั้นเจ้าก็จะถูกแยกจากเขาไปตลอดกาล หนึ่ง
ยืนอยู่บนท้องนภาราวกับเทพสวรรค์ อีกหนึ่งเป็น
เพียงมนุษย์ปถุชนธรรมดา นี่เป็นความรักที่ไม่มี
ทางเป็นไปได้!”
“ข้า… ” หยาดน้ำตาส่องประกายขึ้น จากภายใน
ดวงตาของ หลาน หลิวหลี่
หากนางถูกส่งไปยังสถานที่แห่งนั้นจริง ๆ ตลอด
ชีวิตนี้ของนางจะไม่มีทางได้พบเจอกับเขาอีกงั้น
หรอ? ถึงแม้จะได้พบกัน แต่ก็ยังมีความต่างที่ไม่
อาจเอื้อมอยู่
……
พรรคจงหยวน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ
เทือกเขาครามซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า ‘หุบเขา
เซียนจงหยวน’ จุดสูงสุดของ ‘หุบเขาเซียนจง
หยวน’ นั้นมีความสูงยิ่งกว่ายอดเขาทงเทียนถึง 2
เท่า ผู้คนมากมายจากพรรคจงหยวน ได้มารวมตัว
กันที่ใจกลางของ ‘หุบเขาเซียนจงหยวน’ ใน
สถานที่แห่งนี้มีพระราชวัง และ อารามถูกสร้างขึ้น
มากมาย
ถัดไปทางฝังตะวันตก ‘หุบเขาเซียนจงหยวน’ มี
‘พระราชวัง’ ตั้งอยู่ ภายใน ‘พรรคจงหยวน’
สถานที่แห่งนี้คือสถานที่อยู่ของ ‘บุตรชาย’ อย่าง
เจียง จุนหลิน
ตั้งแต่กลับมาจากนิกายกระบี่สวรรค์ ภายใน
พระราชวังมีเสียงก่นด่าสาปแช่งดังสะเทือนเลือน
ลั่นไปทั่วพรรค จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ เสียงนั้นได้
เงียบลง
มีแผ่นยันต์มากมายถูกแปะไว้ทั่วทั้งพระราชวัง
ตรงจุดกึ่งกลางมีสัญลักษณ์หลัวผาน(แปดเหลี่ยม)
ขนาดใหญ่ ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความเที่ยง
ธรรมแพร่กระจายไปทั่วทุกแห่งหน กลิ่นอายนี้ทำ
ให้รู้สึกราวกับว่านี่คือพรรค ซึ่งเต็มไปด้วยความ
เที่ยงธรรม และ น่านับถือ
อย่างไรก็ตาม ภายในพระราชวังนี้มีคน 7 คนซึ่ง
สวมใส่ชุดคลุมสีดำกำลังยืนอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นสตรี
ที่แต่งกายคล้ายคลึงกับ โย่ว หลิงจี เป็นอย่างยิ่ง
รูปร่างผอมสูง เหล่าบุรุษและสตรีในสถานที่แห่งนี้
ต่างมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกคนได้
ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้าย ซึ่งเหนือยิ่ง
กว่า โย่ว หลิงจี ถึง 10 เท่าออกมา ทั้งกลิ่นอาย
สังหาร และ ปราณแห่งความชั่วร้ายที่ปลดปล่อย
ออกมา เมื่อเทียบกันแล้ว โย่ว หลิงจี กลายเป็น
เพียงแค่เด็กน้อยเท่านั้น
เมื่อพวกเขายืนรวมตัวกันอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็ทำ
ให้รู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งพระราชวังต่างหนาแน่นไป
ด้วยวิญญาณแค้น และ ปราณแห่งความชั่วร้าย
หากตั้งใจฟังให้ดี จะได้ยินเสียงคร่ำครวญของ
วิญญาณแค้น ดังออกมาจากทั่วทุกแห่งหนทั้ง
ผ้าม่าน เตียง เสา มุมประตู และ มีแม้กระทั่ง
วิญญาณที่ล่องลอยผ่านไปมา นอกจากนี้ด้านล่าง
ใต้พื้นปฐพียังมีเสียงของบางอย่างสะเทือนให้ได้ยิน
ขึ้นมา ราวกับว่ามีสัตว์เดรัจฉานขนาดยักษ์กำลัง
รวมตัวกันอยู่ใต้ฝั่าเท้าของพวกเขา
ถึงแม้ พวกมันจะสวมเสื้อคลุมปิดซ่อนตัวตนเอาไว้
แต่ก็ไม่อาจปกปิดกลิ่นอายโลหิต ที่ยังคงแผ่ออกมา
อย่างคละคลุ้ง ซึ่งบ่งบอกว่าพวกมัน ได้เข่นคร่า
ชีวิตของผู้คนมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน คนเหล่านี้
คือผู้ฝึกตนนอกรีตซึ่งอยู่ในวิถีแห่งมาร และ พำนัก
พักพิงอยู่ในทะเลตงไห่ ในพื้นที่แถบนั้นชื่อเสียง
ของมันเลื่องลือกระฉ่อนไปทั่ว นามว่า ปีศาจเจ็ด
ทะเลแดง ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
แต่กระนั้นพวกมันกลับอ้างตนว่าเป็น ‘ เซียนเจ็ด
ทะเลแดง ‘
ภายในพระราชวังแห่งนี้ ปิศาจเจ็ดทะเลแดงกำลัง
ยืนอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านมีคนผู้หนึ่งกำลังยืนเอา
มือไพล่หลัง คนผู้นี้สวมใส่ชุดคลุมสีดำสลับขาว
ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความเที่ยงธรรมออกมา
อย่างหนาแน่น คนผู้นี้คือ เจียง เซี่ย เขากำลังจับ
จ้องไปเบื้องหน้า มีร่างของ เจียง จุนหลิน ที่ขณะนี้
พึ่งจะบ่มเพาะพลังเสร็จสิ้น มันปาดเหงื่อบน
หน้าผากออก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน
” ฟืนฟูได้หรือไม่? ” เจียง เซี่ย รีบไต่ถามขึ้นมา
ทันที
” ได้ขอรับท่านพ่อ เม็ดยาหลอมชีวิต ทรงอนุภาพ
ยิ่งนัก ช่างสมดั่งคำร่ำลือจริง ๆ หลังจากที่บุตร
สามารถกู้คืน จุดถานจง กลับมาได้ บัญญัติ
ก่อกำเนิดของบุตร ก็หลอมรวมก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามบุตรอาจจำเป็นต้องใช้เม็ดยาหลอม
รวมลมปราณ เพื่อทำให้อำนาจพลังของบุตร
กลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนหน้านี้ แต่บุตรไม่ทราบว่า
จะเกิดปัญหา หรือ ผลกระทบใดตามมาอีกหรือไม่
เนื่องจากจุดบัญญัติก่อกำเนิดเคยถูกทำลายมาแล้ว
ครั้งหนึ่ง ” เจียง จุนหลิน ยังคงจดจำภาพที่มัน
พ่ายแพ้ให้แก่ อู่ อวี้ ได้อย่างขึ้นใจ เมื่อมันนึกถึงสี
หน้าของมันก็แปรเปลี่ยนในทันที จากที่เคยเรียบ
เฉยก็แปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมโหด และ บ้าคลั่งยิ่งขึ้น
” ท่านพ่อ! อู่ อวี้ มันหยามเกียรติ สร้างความอับ
อายให้แก่ข้า ถึงสองครั้งสองครั้ง ! อีกทั้งในครั้งที่
สองมันเกือบทำให้ข้าพิกลพิการ ไม่อาจฝึกยุทธได้
อีกต่อไป! ความเกลียดชัง และ ความโกรธแค้นที่
ข้ามีต่อมันนั้นช่างลึกซึ้ง ข้าจะคิดบัญชีแค้นครั้งนี้
ด้วยโลหิตของมัน ข้าจะต้องสังหารมันให้ได้
จากนั้นจะสับร่างของมันให้แหลกเป็นหมื่น ๆ ชิ้น
ข้าจะให้มันได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวด และ ความ
ทุกข์ทรมานอย่างสุดแสนสาหัสก่อนที่มันจะตกตาย
ลง มีเพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้น ถึงจะสาแก่ใจกับความ
เกลียดชัง ที่ข้ามีต่อมัน! ”
เมื่อครั้งที่มันอยู่ใน พรรคจงหยวน มันก็เป็นผู้ที่ไร้
ศีลธรรม ไม่เคารพกฎเกณฑ์ จวบจนกระทั่ง
ปัจจุบันในเส้นทางแห่งการฝึกตนของมัน ยังไม่เคย
มีผู้ใดหน้าไหน กล้าสร้างความอัปยศอดสูให้กับมัน
ได้เช่นนี้มาก่อน
เจียง เซี่ย เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นว่า ”
อย่าปล่อยให้ความเกลียดชัง มาบดบังดวงตาของ
เจ้าจนมืดบอด ความเป็นจริงแล้วหน่วยก้านของ อู่
อวี้ ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว ถ้าจะผิดก็คงต้องโทษที่
มันเป็นคนของ นิกายกระบี่สวรรค์ ปล่อยมันไป
ก่อนเถอะ เมื่อเวลานั้นมาถึง … มันจะกลายเป็นผู้
ไร้ซึ่งอนาคต ต่อจากนั้นมันจะไม่ใช่ผู้ควรค่า แก่
สายตาของเจ้าที่จะต้องเหลือบแลอีกต่อไป บุตรข้า
เจ้าจงมุ่งมั่นบำเพ็ญตน ก้าวเดินไปในเส้นทางแห่ง
เต๋าอันยิ่งใหญ่! ”
” ขอรับท่านพ่อ! แต่บุตรจะต้องสังหารมันให้ได้
ก่อน ถึงจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว
มันจะกลายเป็นจิตมารของข้าไปตราบชั่วนิรันดร์!
” จากเสียงที่แผ่วเบาของ เจียง จุนหลิน กลับ
กลายเป็นแผดเสียงคำรามขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เจียง เซี่ย ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า ” เพิ่งผ่านไป
เพียงไม่นาน ความหวาดกลัวที่เจ้าต้องต่อสู้กับ อู่
อวี้ หายไปหมดแล้วรึ?”
เจียง จุนหลิน แสยะยิ้มพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ”
ตราบใดที่บุตรสามารถฆ่ามันได้ ข้าก็หาได้สนใจว่า
ตนเองจะใช่คู่ต่อสู้ของมันไม่! เมื่อใดที่พวกเราเข้า
โจมตีเทือกเขาคราม เมื่อนั้นจะถึงเวลาที่เจ้า อู่ อวี้
จะได้รับความทุกข์ทรมานจากสุดแสนสาหัสราว
กับอยู่ในขุมนรก! ”
” หึ หึ… ” ทันใดนั้นหนึ่งใน ปีศาจเจ็ดทะเลแดง ก็
หัวเราะออกมา มันผู้นี้ยืนอยู่เบื้องหลัง รูปร่างของ
มันต่ำเตี้ยราวกับเด็กน้อยวัยเพียง 10 ขวบปี แต่
เสียงหัวเราะของมันกลับหยาบกระด้างแฝงไปด้วย
ความชั่วร้าย ราวกลับเป็นน้ำเสียงของชายวัย
กลางคน
” ท่าน เทียน อี้จุน มีวิธีใดจะชี้แนะหรือไม่ ?” เจียง
เซี่ย หันหลังกลับไปมองหนึ่งใน ปีศาจเจ็ดทะเล
แดง ผู้มีนามว่า เทียน อี้จุน ท่าทางของมันในเวลา
นี้ดูสง่างามอย่างยิ่ง บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามัน
คือหัวหน้าของ ปีศาจเจ็ดทะเลแดง
” จะว่าไปก็มีอยู่หนทางหนึ่ง วิธีนี้จะช่วยให้
บุตรชายของเจ้า สามารถสยบศัตรูตรงหน้า ด้วย ‘
ร้อยภูตกัดกินร่าง ‘ มันจะทำให้ศัตรูได้รับความ
ทุกข์ทรมานอย่างสุดแสนสาหัส อย่างไม่มีวันหวน
กลับไปจนตราบชั่วชีวิต หึ หึ หึ ” เทียน อี้จุน
หัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย
” ยอดเยี่ยม! ข้าขอขอบคุณอย่างยิ่ง ท่าน เทียน อี้
จุน! ” เจียง จุนหลิน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียง
ยินดีอย่างที่สุด
ความขัดแย้งระหว่างมันกับ อู่ อวี้ ตราบจนถึง
ปัจจุบันนี้ ผลแพ้ชนะที่ออกมาก็คือ พ่ายแพ้ให้แก่
อู่ อวี้ ไปแล้วถึงสองครั้งสองครา มันจึงไม่อาจ
ปล่อยผ่านบัญชีแค้นนี้ไปได้ มันจึงต้องรีบสยบ อู่
อวี้ ลงเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่ อู่ อวี้ จะอยู่ในระดับที่
ไม่สามารถสยบลงได้
ในยามนี้เพียงมันแค่นึกถึง อู่ อวี้ ก็ทำให้ร่างกาย
ของมันถึงกับสั่นเทาด้วยเพลิงแห่งความแค้น และ
ชิงชัง
” ท่านผู้นำ เจียง ปีศาจจิ้งจอกจิ่วเซียนยังมาไม่ถึง
อีกเช่นนั้นเหรอ ? พวกเราไม่อาจรอได้อีกต่อไป
แล้ว ” ท่ามกลางปีศาจเจ็ดทะเลสีแดง ก็ปรากฏ
เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของสตรีนางหนึ่ง ซึ่ง
ไพเราะหวานหูละเมียดละไมราวกับหยดน้ำค้าง
เป็นเสียงที่ไพเราะยิ่งกว่า โย่ว หลิงจี
เจียง เซี่ย ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ท่าน ฉี หยุนจี ไม่ต้อง
วิตกกังวลไป หากข้าคาดเดาไม่ผิด ภายในไม่กี่วันนี้
คนผู้นั้น ก็จะมาถึง … ”
……
ณ วังเทพสวรรค์!
ตอนนี้เหล่าอาวุโสผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน นิกายกระบี่
สวรรค์ ทั้งหมดต่างมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว
เจ้านิกาย เฟิง ซัวหยา ผู้พิทักษ์สูงสุด หลาน ฮั้ว
หยุน ผู้อาวุโสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโส เซินถู ผู้
อาวุโส ตูกู๋ ผู้อาวุโสกงซุน ถือเป็นการรวมตัวของ
ผู้อาวุโสทั้ง 5
นอกจากนี้ยังผู้อาวุโสจ้วนกง และ ผู้อาวุโสคุมกฎ
คนทั้ง 9 เป็นเสมือนหัวใจหลัก ที่ทำให้ นิกาย
กระบี่สวรรค์ ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่ง
” ปีศาจเจ็ดทะเลแดง หากผนึกกำลังเข้าด้วยกัน
มันจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในขั้น
สร้างแกนนภา อีกทั้งยังมี เจียง เซี่ย และ ปีศาจ
จิ้งจอกจิ่วเซียน อีกทั้งพวกมันยังมีผู้ที่อยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 9 และ ขั้นที่ 10 อย่าง
น้อยประมาณ 10 คน และ ถึงแม้ว่าพวกเราจะ
แข็งแกร่งกว่า พรรคจงหยวน แต่หากกองกำลัง
ทั้งหมดของพวกมันได้จับมือผนึกกำลังกันเช่นนี้
แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของมันย่อมเหนือกว่า
พวกเรา ” ท่านผู้อาวุโส มู่เกอ จำใจปั่าวประกาศ
ออกมา พร้อมกับส่ายศีรษะ และ ถอนหายใจ
ผู้อาวุโส เซินถู กล่าวว่า ” เห็นทีเรื่องราวคราวนี้
คงต้องขึ้นอยู่กับ ผู้พิทักษ์สูงสุด และ เจ้านิกาย ทำ
การคัดลอกข่ายอาคมปั้องกัน ‘ค่ายกลหมื่นกระบี่ ‘
เพื่อปกปั้องประตูทางเข้าเทือกเขาจากผู้บุกรุกแล้ว
เมื่อไหร่ที่ ‘ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ‘ ถูกทำลาย เห็นที
คราวนี้เหล่าศิษย์ของ นิกายกระบี่สวรรค์ ทั้งหลาย
คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า กับสงครามการ
ต่อสู้แห่งเซียนเต๋า … ”
ยิ่งกล่าวออกมา ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกวิตกกังวลใจ
อย่างนี้เอง
” ความเยอะทะยานของพวกมันจะต้องถูกดับฝัน
ลง หากผู้สูงสุดทั้งสอง ผนึกกำลังวางข่ายอาคม
ปั้องกัน ค่ายกลหมื่นกระบี่ ศัตรูย่อมไม่อาจทำลาย
หรือ ย่ามกรายเข้ามาได้ หากท้ายที่สุดแล้วจำต้อง
ต่อสู้ปะทะขึ้นมาจริง ๆ พวกเราทุกคนก็จะลุกขึ้นสู้
แบบพลีกายถวายชีวิต ดั่งคำกล่าวที่ว่า มัจฉาตาย
ตาข่ายขาด เช่นนี้แล้วไฉนพวกเราจะต้องยำเกรง
พวกมัน? ข้าไม่เชื่อหากมีการปะทะกันเกิดขึ้น คน
อย่าง เจียง เซี่ย จะไม่หวาดกลัวว่าพรรคจงหยวน
ของมันจะต้องประสบความสูญเสียอย่างหนักจนไม่
คุ้มเสีย! ” ผู้อาวุโส กงซุน กล่าวด้วยโทสะอันเดือด
พล่าน
” พวกมันเองก็กลัวสูญเสียอย่างสาหัสไม่แพ้กัน
หากคิดจะกำจัดเรา มันก็ต้องทุ่มหมดหน้าตัก
เช่นกัน ข้าจะรอดูว่าพวกมันจะเกิดความ
หวาดกลัวขึ้นมาด้วยหรือไม่! ส่วนข้าไม่ว่าจะมี
อะไรเกิดขึ้นข้าผู้นี้ก็พร้อมที่จะสู้จนตัวตาย! ” ผู้
อาวุโสกูตู๋ กล่าวออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว
พวกเขาเปรียบเสมือนดั่งไม้ใกล้ฝัง ผู้ไร้ซึ่ง
ความหวังที่จะเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภา อีกไม่นาน
หลังจากนี้ พวกเขาก็จะสิ้นสุดอายุขัย ฉะนั้นพวก
เขาเหล่านี้จึงไม่หวั่นเกรงต่อความตาย
หลังจากได้ฟังความคิดเห็นของทุกคนแล้ว หลาน
ฮั้วหยุน ก็กล่าวว่าขึ้นว่า ” ในความเป็นจริง พวก
เราก็ยังเหลืออีกหนทางหนึ่ง ศึกสงครามครั้งนี้
พวกเราอาจไม่จำเป็นต้องต่อสู้ปะทะ แต่ข้าเองก็ยัง
ไม่ทราบผลเช่นกัน ว่ามันจะออกมาเป็นเช่นไร ยาม
นี้กำลังรบของฝั่ายเราจัดว่าด้อยกว่ามาก ส่งผลให้
เทือกเขาครามกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ต่อให้เรา
วางข่ายอาคม ‘ค่ายกลหมื่นกระบี่ ‘ เพื่อปั้องกัน
แต่ภายใต้สงครามการต่อสู้ที่แขวนไว้ด้วยความ
เป็นตายเท่ากัน ผลชนะแพ้ย่อมไม่อาจคาดเดาได้
ดังนั้นข้าจึงมีข้อเสนอ ”
ทุกคนรับฟังในสิ่งที่นางกล่าวอย่างตั้งใจ
หลาน ฮั้วหยุน กล่าวว่าต่อ ” หาก ‘ ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ‘ ถูกศัตรูทำลาย พวกเราก็จะสิ้นหวังในการ
ศึกครั้งนี้ ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องส่งเหล่าเมล็ด
พันธุ์ของนิกายกระบี่สวรรค์ออกไป ถ้าหากพวกเรา
ต้องพ่ายแพ้ พวกเขาก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาอีก
ครั้ง แทนที่จะปล่อยให้พวกเขา ยืนหยัดต่อสู้จนตัว
ตาย อยู่ภายในเทือกเขาคราม สู้เก็บรักษาพวกเขา
ไว้ไม่ดีกว่างั้นหรือ อีกทั้งพวกเขาเพิ่งอยู่ในวัยหนุ่ม
สาว คงช่วยเหลืออะไรพวกท่านได้ไม่มากนัก
สำหรับตอนนี้ ไม่ดีกว่าหรอกหรือถ้าเราให้พวกเขา
ซ่องสุมกำลังจนกว่าจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น
มากว่านี้ หากเทือกเขาครามรอดพ้นวิกฤตของ
สงครามครั้งนี้ไปได้ ก็ยังไม่สายเกินไปที่พวกเขาจะ
มาอีกครั้ง ”
ผู้อาวุโส เซินถู ลืมตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น
ขึ้น ” หมายความว่าผู้พิทักษย์สูงสุด ปรารถนาให้
สาวกผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น หลบหนีออกจาก
เทือกเขาคราม เจตนาก็เพื่อไม่ต้องการให้พวกเขา
เข้าร่วมสงครามกับผู้พิทักษ์สูงสุดใช่หรือไม่? ”
“ใช่”
เนื่องจาก หลาน ฮั้วหยุน ได้หารือกับผู้อาวุโสทั้ง 4
ดังนั้นพวกเขาจึงรอให้นางกล่าวจบเสียก่อน และ
ยังไม่ได้ซักถามอะไรมากนัก
นางยังคงกล่าวอย่างต่อเนื่อง ” ในบรรดาเหล่า
ศิษย์สาวก ผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมากที่สุด อายุ
น้อยมากที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากศิษย์ของ
เจ้านิกาย และ ศิษย์ของข้า ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่
8 คนเท่านั้น นอกจาก หวันเทียน หยู๋เซวีย และ
หลาน หลิวหลี่ แล้ว พลังของคนอื่นๆก็คงจะไม่
สามารถช่วยอะไรได้ในสนามรบ และในระหว่าง
ช่วงสงครามเป็นตาย ข้าคงไม่มีเวลามากพอที่จะ
ปกปั้องพวกเขาได้ แต่ถ้าเราส่งพวกเขาไป ถึงแม้
พวกเราจะพ่ายแพ้ ในภายภาคหน้าพวกเราก็ยังมี
หวัง ที่จะทวงคืนเทือกเขาครามอีกครั้ง ”
สิ่งที่ หลาน ฮั้วหยุน กล่าวออกมานั้นถือได้ว่า
เหมาะสมยุติธรรมอย่างยิ่ง พวกเขาต่างมองหน้า
กัน และ กัน โดยที่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
สงครามแห่งเซียนเต๋าในครั้งนี้ เหล่าศิษย์ทั้งหลาย
ไม่อาจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาได้จริง ๆ รั้ง
แต่เพิ่มจำนวนของผู้บาดเจ็บล้มตายก็เท่านั้น
แต่สุดท้ายบทสรุปก็ต้องขึ้นอยู่กับ เฟิง ซัวหยา
ทั้งสิ้น เพราะยังไงแล้วในศิษย์ที่ถูกเลือกให้หลบหนี
ไปนั้น ก็มีศิษย์ของเขาอยู่ด้วยนั่นเอง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ