กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 125 : ปศาจศิลา
อู่ อวี้ ที่ได้เดินทางไปบนเทือกเขาพร้อมกับทุกคน
หลังจากเห็นความกว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุดของอาณา
เขตปั่าสวรรค์แล้ว เขาก็ไม่สามารถปกปิดอาการ
ตกตะลึงไว้ได้
“โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ สิ่งที่ข้าได้เห็นมาตราบชั่ว
ชีวิตล้วนเป็นเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น” เขาอดไม่ได้ที่
จะพึมพำออกมา
เมื่อมองไปรอบๆ กลับไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุด
ของอาณาเขตปั่าสวรรค์ได้ สิ่งที่สามารถมองเห็น
ได้มีเพียงต้นไม้ที่สูงใหญ่ตระการตา และเกือบจะ
ทุกต้นนั้นล้วนเป็นต้นไม้ชนิดเดียวกันเสียส่วนใหญ่
เมื่อกลุ่มของพวกเขาเข้าสู่ใจกลางอาณาเขตปั่า
สวรรค์ ก็เปรียบดั่งกลุ่มมดที่กำลังคลานอยู่บนพื้น
เพียงต้นไม้แค่ต้นเดียว เกรงว่าก็คงจะสามารถ
สร้างหมู่บ้านได้ถึง 1 หมู่บ้าน
ไม่ว่าเป็นพุ่มไม้หรือว่าต้นไม้ มันได้ซ้อนทับกันจน
ทำให้ทัศนวิสัยถูกจำกัดไว้อย่างมาก
สามารถมองเห็นได้แค่สีเขียว ที่ปกคลุมกันอย่าง
หนาแน่น ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์
ได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าภายในปั่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ย่อมต้องมี
สัตว์แปลกๆอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่แน่ว่าพวก
มันอาจจะสามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจ
แล้วปกครองส่วนใดส่วนหนึ่งของอาณาเขตปั่า
สวรรค์ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามอาณาเขตปั่าสวรรค์นั้นก็มีขนาดใหญ่
มาก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้พบเจอพวกมัน
เฟิง ซัวหยา หลาน ฮั้วหยุน ได้คุ้มครองทุกคนมา
ส่งถึงที่นี่ ด้วยความระมัดระวังตัวของพวกเขา จน
สามารถแน่ใจได้แล้วว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นถึง
พวกเขา
สิ่งที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในแผนการนี้ คือการ
รับประกันความปลอดภัยของพวก อู่ อวี้
ในความเป็นจริง ในอาณาเขตปั่าสวรรค์ที่ไม่มีที่
สิ้นสุดนี้ มันได้ปิดกั้นการแลกเปลี่ยนสื่อสาร
ระหว่าง อาณาจักรมนุษย์ และ อาณาจักรเซียน
โดยรอบกว่า10อาณาจักร มันจึงทำให้พื้นที่แห่งนี้
กลายเป็นพื้นที่ปิดบนทะเลตะวันออก
ด้วยความที่ยากที่จะสามารถแยกแยะทิศทางได้
เพราะในส่วนลึกของปั่านี้ มันเต็มไปได้ใบมากมาย
ทำให้ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา แสงสว่างจึงยาก
ที่จะส่องเข้ามาถึง ปั่าแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่อัน
มืดมิดเฉกเช่นยามราตรี เมื่อเข้ามาถึงข้างในแล้ว
สภาพอากาศแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยกลิ่นของรากไม้
และซากสัตว์ที่เน่าเปือยอีกทั้งยังมีความอับชื้นที่ให้
ความรู้สึกเปียกแฉะตลอดเวลา
“แยกกันตรงนี้ก็แล้วกัน” สายตาของ เฟิง ซัวหยา
และ หลาน ฮั้วหยุน จ้องมองไปที่ทุกคน
ผู้อาวุโสเซินถู ได้เอ่ยขึ้นว่า “ท่านเจ้านิกาย ท่านผู้
พิทักษ์สูงสุด เทือกเขาครามเวลานี้ไม่สามารถขาด
พวกท่านได้ ที่เหลือฝากให้ตาเฒ่าผู้นี้ดูแลเถิด พวก
ท่านรีบกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“ตกลง” พวกเขายังไม่ได้รีบจากไป
“พวกเจ้าทุกคนจงเชื่อฟังท่านผู้อาวุโสเซินถูให้ดี
ใครที่ไม่ฟังคำสั่งเขา ก็เท่ากับไม่ฟังคำสั่งข้าเช่นกัน
เข้าใจหรือไม่?” เฟิง ซัวหยา ก็มองทุกคนหลังจาก
นั้นก็ถอนหายใจ
ทุกคนพยักหน้า
หลังจากนั้น เฟิง ซัวหยา และ หลาน ฮั้วหยุน ก็
หันหลังแล้วบินจากไป
ชั่วขณะที่เขาหันหลัง สามารถมองเห็นว่าภายใน
ดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
พวกเขาจะอยู่หรือจะตายก็ไม่สามารถรู้ได้
เพียงผ่านไปชั่วครู่ ยามนี้ อู่ อวี้ ก็มองไม่เห็นพวก
เขาแล้วเสียแล้ว
หลังจากที่ เฟิง ซัวหยา บินจากไปไกลแล้ว ผู้
อาวุโสเซินถู ก็หันกลับมามองที่ทุกคนแล้วกล่าวว่า
“เอาล่ะ ตามข้ามา เราต้องเดินไปตามภูเขาที่สูงชัน
และบนหนทางที่ยากลำบาก ถ้าหากว่าใครไม่ไหว
ก็ให้รีบบอกกล่าวแก่ข้า”
เขาดูเหมือนจะเป็นกังวลมาก ดังนั้นหลังจากที่เขา
กล่าวจบ เขาก็รีบร้อนมุ่งตรงเข้าไปภายในอาณา
เขตปั่าสวรรค์อย่างรวดเร็ว
“ไปกันเถอะ” หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็กล่าวกับทุก
คน
เพื่อความปลอดภัยแล้ว เขากับ หลาน หลิวหลี่ จะ
อยู่รั้งท้าย
ในกลุ่ม ผู้ที่ช้าที่สุดนั้นก็คือ หลาน สุ่ยเยว่ ดังนั้น
การเดินทางในครั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเร็วของนาง
ด้วย
ในการเดินทางนี้จะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อู่
อวี้ ซู หยานหลี่ และ โม่ ซื่อซู จะตามอยู่ด้านหลัง
ของผู้อาวุโสเซินถู จ้าว ฉางเทียน และ อี้ ชิงเฟง
จะประกบอยู่ด้านข้างของ หลาน สุ่ยเยว่ และที่อยู่
ท้ายสุดคือผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่
8 ทั้ง2คน
อู่ อวี้ สามารถรู้สึกได้ว่า หลาน สุ่ยเยว่ กำลังมอง
มาทางเขาอยู่ นางใส่ใจตัวนางเองบ้างเป็นครั้ง
คราว แต่ส่วนใหญ่แล้ว นางก็ยังคงอยู่ในความ
เงียบ
ด้านข้างของเขาก็มีกลิ่นหอมลอยออกมาจาก ซู
หยานหลี่ ทำให้ลืมกลิ่นสาปที่อยู่ในปั่า เมื่อหันไป
มองก็สามารถมองเห็นใบหน้าที่ขาวผ่อง ผมที่ยาว
สลวย และชุดสีขาวที่ลอยละล่องไปกับสายลม
เปรียบดั่งภาพวาดของนางเซียนสวรรค์
“อู่ อวี้” ทันใดนั้น ซู หยานหลี่ ก็อุทานขึ้นมา
“ศิษย์พี่ มีอะไรหรือ?”
อู่ อวี้ ฟืนคืนสติจากความเคลิบเคลิ้ม
ซู หยานหลี่ กล่าวขึ้นด้วยความสงสัยว่า “เรื่อง
ใหญ่เช่นนี้มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป แถมมันมีบางอย่าง
ผิดปกติ ข้าค่อนข้างที่จะรู้จักท่านอาจารย์เป็น
อย่างดี ทำไมถึงไม่เคยรู้ว่าท่านมีสหายเก่าอยู่ใน
เมืองตงหวง?”
จากนั้น โม่ ซื่อซู ก็กล่าวขึ้นมาว่า “ศิษย์น้อง เจ้า
คิดมากเกินไปแล้ว ท่านอาจารย์อายุมากขนาดไหน
เรื่องที่เราไม่รู้จักสหายบางคนของเขาก็ไม่ใช่เรื่อง
แปลกอันใด ตอนนี้ นิกายกระบี่สวรรค์ อยู่ในวิกฤต
ความเป็นความตายอยู่ ก็เป็นธรรมดาที่ต้องไปขอ
ความช่วยเหลือจากสหายที่อยู่ห่างไกล”
ที่ โม่ ซื่อซู กล่าวมานั้นมันก็มีเหตุผล
อู่ อวี้ เข้ามาเป็นศิษย์ของเขาเพียงเวลาสั้นๆ
ดังนั้นจึงไม่ค่อยรู้จักอดีตของ เฟิง ซัวหยา มากนัก
เขาจึงใช้โอกาสนี้กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราไป
ถามท่านผู้อาวุโสเซินถูกัน”
“ตกลง”
ทั้ง3คนจึงรีบก้าวขึ้นไป พยายามตามผู้อาวุโสเซินถู
ที่อยู่ข้างหน้าให้ทัน จากนั้น ซู หยานหลี่ ก็เอ่ยถาม
ขึ้นด้วยเสียงอันแผ่นเบา “ท่านผู้อาวุโส คนที่พวก
เราไปจะไปตามหาที่เมืองตงหวง มีนามว่าอะไร
อย่างนั้นหรือ?”
ผู้อาวุโสเซินถูจึงหยุดเดิน แล้วกล่าวขึ้นว่า “เขาชื่อ
จาง……เจินเหริน”
“จาง เจินเหริน?”
ทั้ง 3 คนไม่เคยได้ยินชื่อดังกล่าวมาก่อน
“ท่านผู้อาวุโสเซินถู แล้วศิษย์ของ จาง เจินเหริน
ตอนนี้พวกเขาอยู่ในระดับใดแล้ว ตอนนี้พวกข้าที่
ไม่ทราบอะไรเลย แล้วจะมีโอกาสชนะหรือไม่” อู่
อวี้ ถาม
ผู้อาวุโสเซินถูตอบว่า “ได้ยินมาว่าก็ไม่ต่างกับพวก
เจ้าเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าต้องมีโอกาสชนะ
มิฉะนั้นพวกเราคงไม่ถ่อมาถึงเมืองตงหวง พวกเจ้า
วางใจได้”
ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากกล่าวอะไรมากนัก ดังนั้นจึง
รีบตอบไปโดยที่ไม่หันหลังกลับมาตอบ
“ตกลง”
พวก อู่ อวี้ มองหน้ากันและกันจากนั้นก็ไม่ถามเขา
อีก
การเดินทางของพวกเขาทำให้ทุกคนต่างเมื่อยล้า
ผ่านไปประมาณครึ่งวันแล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์ของ
ทางด้าน หลาน สุ่ยเยว่ ก็เริ่มเหือดแห้งลงจนรู้สึก
เหนื่อยหอบและไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ซึ่งคน
อื่นๆสภาพก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะอยู่เพียงระดับหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่4 แต่เขากลับฟืนตัวได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก
เป็นเพราะว่าสมรรถภาพทางด้านร่างกายของเขา
มีความแข็งแกร่งยิ่ง กระทั่งสภาวะทางจิตใจเองก็
ยังเหนือชั้นกว่า โม่ ซื่อซู
“งั้นพักผ่อนบนต้นไม้นี้เถอะ”
ดูเหมือนว่าท้องฟั้าจะเริ่มมืดแล้ว ผู้อาวุโสเซินถู จึง
ได้เริ่มเสาะหาต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งเพื่อพำนัก พวก อู่
อวี้ และแต่ละคนต่างเลือกกิ่งไม้ของตัวเอง ส่วน
พวก หลาน สุ่ยเยว่ ก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน
สำหรับ หวันเทียน หยู๋เซวีย และ หลาน หลิวหลี่
ทั้ง2คนอยู่ด้วยกันนั้น จึงยากมากที่จะหาพวกเขา
ได้เจอ
พวกของ อู่ อวี้ ได้เดินเข้าไปหา ผู้อาวุโสเซินถู
และจ้องมองอย่างมีนัยยะบางอย่าง
เมื่อ ผู้อาวุโสเซินถู มองเห็นพวกเขา จึงกล่าว
ออกไปว่า “ข้านั้นก็ไม่รู้อะไรมากนัก ข้ารู้เพียงแค่
ที่ตั้งของเมืองตงหวงเท่านั้น พวกเราแค่เข้าไปใน
เมืองแล้วตาม จาง เจินเหริน ซึ่งตามข้อตกลงแล้ว
พวกเจ้าจะต้องประลองกับกับศิษย์ของเขา และ
พวกเจ้าต้องชนะเท่านั้น จาง เจินเหริน ผู้นี้ถึงจะ
ตามพวกเรากลับไปที่เทือกคราม ท่านเจ้านิกาย
บอกข้ามาเพียงแค่นี้”
เมื่อเป็นเช่นนี้นี้ อู่ อวี้ และพรรคพวกจึงไม่เอ่ยถาม
สิ่งใดขึ้นมาอีก
“ผู้อาวุโสเชิญพักผ่อน พวกข้าขอตัวก่อน”
พวกเขาต่างอยู่กันคนละกิ่งก้าน ซู หยานหลี่ และ
โม่ ซื่อซู ต่างก็รีบฟืนฟูพลังของตนเอง จากนั้น อู่
อวี้ ก็พบตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป เมื่อทำการ
ตั้งถิ่นฐานเรียบร้อย เขาก็ได้จินตนาการถึง
พระพุทธรูปทองคำที่อยู่ในร่างของเขา อย่างไรก็
ตามวิธีนี้สามารถเห็นเด่นชัดมากเกินไปจนง่ายต่อ
การเปิดเผยตัวของเขา เพราะยามเมื่อทำการ
ฝึกฝน วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร จะเกิดประกายแสง
สีทองสว่างเจิดจ้าออกมาจนเป็นที่สะดุดตา
นอกจากนี้เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง จึงทำได้เพียงดูด
ซับพลังฟั้าดิน ฟืนฟูพลังศักดิ์สิทธิ์
“จาง เจินเหริน”
อู่ อวี้ ได้หันไปมองทางทิศตะวันตก ซึ่งที่น่าจะเป็น
ที่ตั้งของเมืองตงหวง
กระบี่หยินหยาง
จากนั้นเขาก็หยิบกระบี่หยินหยางขึ้นมา เขาไม่
สามารถละสายตาไปจากมันได้ เขาได้ทำการสัมผัส
มัน และทำความเข้าใจกับมันเป็นเวลาอยู่นาน
“ศิษย์พี่กล่าวว่า คุณค่าของกระบี่หยินหยางเล่มนี้
เทียบได้กับ คันเบ็ดปีศาจ ของผู้อาวุโสเซินถู ไม่คิด
ว่าท่านอาจารย์จะมอบมันให้กับข้า”
เขารู้สึกละอายใจ ในฐานะที่เป็นศิษย์ เขากลับยัง
ไม่ทันจะได้ทำสิ่งใดเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ
ให้แก่อาจารย์ของตนเลย กลับได้รับของขวัญที่
แสนยิ่งใหญ่เช่นนี้
กระบี่หยินหยางเล่มนี้ กล่าวได้ว่ามันอยู่ห่างจาก
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิต เพียงแค่ก้าวเดียว ศิษย์พี่
ใหญ่ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า มีศาสตราเต๋าระดับ
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตเพียงแค่2เล่มอยู่ในนิกาย
กระบี่สวรรค์ หนึ่งเป็นกระบี่ของท่านอาจารย์ อีก
หนึ่งเป็นของ หลาน ฮั้วหยุน
“ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตและวิชาเต๋าขั้นสร้างแกน
นภา ล้วนมีความแข็งแกร่งมากกว่าศาสตราเต๋า
และวิชาเต๋าในระดับสามัญ ไม่รู้ว่าเมื่อใดข้าถึงจะมี
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตและวิชาเต๋าขั้นสร้างแกนนภา
ไว้ในครอบครองได้ ว่ากันว่าศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
สามารถจดจำเจ้าของได้ และมีเพียงผู้เป็นนาย
เท่านั้นที่สามารถใช้งานมันได้”
ในค่ำคืนที่มืดมิดนี้ เขาได้ครุ่นคิดสิ่งต่างๆมากมาย
ที่อยู่ในหัว
และช่วงกลางดึกนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
“กลิ่นอายปีศาจ?”
เขาลืมตาขึ้นพร้อมทั้งเกิดความรู้สึกกังวล เพราะ
ยังไงแล้วที่นี่ย่อมไม่ใช่ภายใน นิกายกระบี่สวรรค์
ในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ ใครจะรู้ว่ามีปีศาจอะไร
อาศัยอยู่บ้าง
ขณะที่ อู่ อวี้ ตระหนักได้ถึงกลิ่นอายปีศาจ ทันใด
นั้นเหนือหัวของเขา ก็มีแสงกระพริบสีทองข้าม
ผ่านเขาไป จากนั้นก็มีชายคนหนึ่งได้พุ่งดิ่งลงมาสู่
พื้น คนผู้นั้นก็คือ หวันเทียน หยู๋เซวีย นั่นเอง
จากนั้นก็พลันปรากฎ หลาน หลิวหลี่ อยู่ที่
เบื้องหลังของเขา
“มีปีศาจโจมตี!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกน
อู่ อวี้ ตกใจมาก
นี่เป็นภารกิจลับของพวกเขา มันไม่ดีนักถ้าหากพบ
กับปีศาจเข้า ในกรณีที่ได้เจอกับปีศาจที่ติดต่อกับ
โลกภายนอก แล้วส่งข่าวให้พวกมันที่อยู่ด้านนอก
จะเกิดหายนะเช่นไรตามมาย่อมไม่มีใครล่วงรู้?
โอ้ววว
“จับมัน”
เห็นได้ชัดว่า อู่ อวี้ นั้นเป็นคนที่มีความรู้สึกไว มัน
ไม่ใช่ปีศาจที่แข็งแกร่ง ดังนั้นเมื่อมันปรากฏตัวก็
สามารถจับมันได้ทันที
เมื่อ อู่ อวี้ ลงมาถึงพื้น เขาก็เห็นคันเบ็ดปีศาจของ
ผู้อาวุโสเซินถูกำลังพัวพันกับยักษ์ตนหนึ่งอยู่ มัน
สูงถึง2จ้าง ซึ่งตามร่างกายของมันได้มีตะไคร่ติดตัว
อยู่เป็นไรๆ
“ปีศาจศิลา”
ตอนนี้ อู่ อวี้ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว
“เมื่อดูดซับกลิ่นอายฟั้าดินเป็นเวลานาน ทุกสิ่งทุก
อย่างบนโลกก็สามารถกลายเป็นปีศาจได้ นอกจาก
นก แมลง อสุรกายและสัตว์ที่อยู่ในน้ำแล้ว หิน
ต้นไม้ ก็สามารถกลายเป็นปีศาจได้ เพียงแต่ว่า
จำนวนของพวกมันค่อนข้างจะน้อยนิดจึงไม่ค่อย
เป็นภัยคุกคามเท่าไหร่นัก”
ปีศาจศิลาตนนี้ไม่ได้มีสติปัญญาที่สูงนัก มันยังไม่
สามารถแปลงร่างกลายเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์ แขน
ขา และศีรษะของมันทั้งหมดยังคงเป็นหิน บน
ใบหน้าที่มีปาก ดวงตาและจมูก ได้ร่ำไห้และอ้อน
วอนขึ้น กล่าวว่า ”ท่านซ่างเซียน ทุกท่าน ข้า
ปีศาจผู้ต่ำต้อยพียงแค่ผ่านทางมา ไม่ได้ตั้งใจจะไป
รบกวนเหล่าซ่างเซียน ได้โปรดซ่างเซียนโปรด
เมตตาข้าด้วย”
ในเวลานี้ ทุกคนต่างลงมาเรียบร้อยแล้ว ก็มา
ล้อมรอบปีศาจศิลาตนนี้
“ปีศาจยังไงมันก็คือปีศาจ สังหารมันเสียเถอะ”
หลาน สุ่ยเยว่ หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่หุบเขา
โชคชะตาเซียนนางก็เปลี่ยนไป ปัจจุบันนางได้
เกลียดปีศาจจนเข้าไส้ ถึงแม้มันจะเป็นเพียงปีศาจ
ศิลาก็ตาม
หลังจาก หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวจบ หลาน หลิวหลี่ ก็
ได้ชูกระบี่ขึ้น
“หวา ท่านซ่างเซียนทั้งหลาย ปีศาจผู้ต่ำต้อยอยู่
อย่างสุขสงบในอาณาเขตปั่าสวรรค์มานาน ไม่เคย
ได้ออกไปจากที่นี่ ไม่ได้ทำร้ายใคร และไม่ได้ทำสิ่ง
ที่ไม่ดี ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ”
ปีศาจศิลาตัวสั่นสะท้านและร้องไห้อย่างหนัก
หวันเทียน หยู๋เซวีย ยิ้มขึ้นและบอกกล่าวให้ หลาน
หลิวหลี่ ลดกระบี่ของนางลง จากนั้นก็กล่าวว่า
“โดยทั่วไปแล้ว ปีศาจชนิดนี้ไม่ได้มีนิสัยดุร้าย
เช่นนั้นก็ปล่อยมันไปเถอะ”
“ไม่ได้ จิตใจคนเรายากแท้จะหยั่งถึง ไม่ต้อง
กล่าวถึงปีศาจ ถ้าหากมันไปแพร่งพรายเรื่องของ
พวกเราขึ้นมา มันจะทำให้พวกเราตายกันหมด”
หลาน หลิวหลี่ ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายแสนจะ
หนาวเหน็บอันน่าหวาดกลัวออกมา ในเวลานี้
หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็ไม่สามารถที่จะหยุดนางได้
จึงทำได้เพียงมองไปยังเงากระบี่ของนางที่ตวัด
ออกไปจนปีศาจศิลาตนได้กลายเป็นเศษก้อนหินที่
พังทลายจนกระจัดกระจายออกไป
มันตายแล้ว
“เอาเถอะ” หวันเทียน หยู๋เซวีย ที่เกิดความรู้สึก
อันไม่พอใจขึ้น ทำให้ก่อนจะจากไป พวกเขาได้
แยกกันไปคนละทิศคนละทาง
“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความขัดแย้งกัน” อู่ อวี้
เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ไม่ได้กล่าวอะไรถึงมัน การที่
คู่รักทะเลาะกันมันเป็นเรื่องปกติ ในวันรุ่งขึ้นพวก
เขาก็เดินทางต่อ
กระทั่งสองวันต่อมา
ในวันหนึ่ง ผู้อาวุโสเซินถูทันใดนั้นก็หยุดเดิน และ
มองไปบนท้องฟั้าด้วยความตื่นตระหนก
ทันใดนั้นพลันเห็นฟั้าแลบกระพริบขึ้นบนท้องนภา
“เป็นปีศาจอีก?”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ