กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 130 : สะบั้นเจียง ติง!
ลำแสงสีทองนั้น ได้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าพวกเขาได้
หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่สิ้นหวังแล้ว
“ต้องเป็นเพราะตราคำสั่งผู้พิทักษ์ที่แจ้งให้เขารู้
แม้แต่ผู้อาวุโสเซินถูก็เพิ่งสังเกตเห็น ถึงจะไม่
สามารถส่งสัญญาณเตือนไปถึงเทือกเขาครามได้
แต่ถ้าท่านอาจารย์นั้นอยู่ในละแวกนี้ ก็สามารถ
ระบุตำแหน่งได้”
ลำแสงสีทองนั้นจะต้องเป็น เฟิง ซัวหยา อย่าง
แน่นอน
เพราะว่า หลาน ฮั้วหยุน ในเวลานี้จะต้องอยู่
เทือกเขาครามเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้าย
และนอกจาก เฟิง ซัวหยา ก็ยังเหลือผู้ฝึกตนขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 10 อีก 3 คนที่ทำการ
ปกปั้องเทือกเขาครามอยู่ จึงย่อมไม่มีปัญหา
ตามมาอย่างแน่นอน
“หืม” ปักษาคลื่นอัสนีกำลังเตรียมตัวจัดการกับ
หวันเทียน หยู๋เซวีย
เนื่องจากว่าเขาอยู่เหนือต้นไม้ของอาณาเขตปั่า
สวรรค์ ดังนั้นการเคลื่อนไหวจากภายนอกจึงง่ายที่
จะสังเกตเห็น หลังจากอู่ อวี้ มองเห็นลำแสงสีทอง
ของ เฟิง ซัวหยา มันก็สามารถมองเห็นเขาได้
อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
“ยอดฝีมือขั้นสร้างแกนนภา? เฟิง ซัวหยา!”
ปักษาคลื่นอัสนีไม่พูดพร่ำทำเพลง มันได้หันไปมอง
รอบๆและเริ่มล้มเลิกความตั้งใจที่จะโจมตี หวัน
เทียน หยู๋เซวีย มันกระพือปีกยักษ์ของมัน ปล่อย
สายฟั้านับพันนับหมื่นเส้น แล้วบินหนีไป
แน่นอนว่ามันย่อมหวาดกลัวต่อตัวตนของ เฟิง
ซัวหยา
เมื่อตอนที่ เฟิง ซัวหยา ได้มาถึงที่นี่ ปักษาคลื่น
อัสนีได้หนีห่างออกไปหลายสิบลี้แล้ว
อู่ อวี้ จึงทำได้เพียงแค่มอง เฟิง ซัวหยา ที่ค่อยๆ
อยู่ห่างไกลเข้าไปทุกขณะ
เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น
ดูเหมือนว่า ตราคำสั่งผู้พิทักษ์จะช่วยทุกคนไว้ได้
แต่ว่าปักษาคลื่นอัสนีนั้นบินเร็วเกินไป ทำให้ไม่
สามารถตามมาช่วยเขาได้ทัน
ด้วยระยะทางไกลขนาดนี้ ทำให้ขณะที่ เฟิง
ซัวหยา กำลังจะช่วยคนอื่นๆอยู่นั้น จึงไม่ได้
สังเกตเห็นถึงปักษาคลื่นอัสนีที่กำลังพาร่างอัน
เล็กๆของตนจากไป
ตอนนี้ อู่ อวี้ คาดเดาว่า เฟิง ซัวหยา นั้นคงจะมอง
ไม่เห็นเขา
“ปักษาคลื่นอัสนีหนีไปแล้ว” ในขณะที่ เสิน เอ้อ
จุน ที่กำลังต่อสู้กับ ผู้อาวุโสเซินถู อย่างเอาเป็นเอา
ตาย มันก็มองเห็นปักษาคลื่นอัสนีกำลังบินจากไป
ซึ่งตัวมันเองก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าทำไม
“น้องเจ็ด!”
เสิน เอ้อจุน นั้นถึงแม้ดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่มี
ปัญญาเท่าไหร่นัก แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือผู้
ที่เฉลียวฉลาดมาก ทันใดนั้นมันก็หยุดมือ แล้ว
หลบหนีออกจากการต่อสู้ในทันที จากนั้นมันก็รีบ
พุ่งเข้าไปหา ฉี หยุนจี อย่างรวดเร็ว ส่วน ฉี หยุนจี
นั้นก็ผล่ะออกมาจากการต่อสู้เช่นเดียวกัน จากนั้น
ก็พุ่งไปหา เสิน เอ้อจุน ทันใดนั้นทั้งสองคนก็มา
รวมตัวกัน แล้วกลายร่างเป็นควันสีดำ กระจายไป
คนละทิศคนละทาง เพียงพริบตาร่างของทั้งคู่ก็ได้
หายไปจากอาณาเขตปั่าสวรรค์
เขาเป็นผู้ฝึกตนวิถีมาร ทำให้สามารถรับรู้ถึงแรง
กดดันของผู้แข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลาง
ความวุ่นวาย เขารู้ว่าทางฝังของนิกายกระบี่
สวรรค์ ได้มีผู้แข็งแกร่งอันน่ากลัวกำลังมา
อย่างไรก็ตาม เจียง ติง ยังคงไม่รับรู้ถึงสิ่งใด
“ปักษาคลื่นอัสนี เสิน เอ้อจุน พวกเจ้า!” เขานั้น
รู้สึกตกใจมาก และทันใดนั้นสัญชาตญาณได้บอก
เขาว่า ตอนนี้เขาควรจะรีบหนีออกไป แต่ เจียง
จุนหลิน ได้ตายไปแล้ว ถ้าหากว่าเขาต้องกลับไป
มือเปล่า ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับ เจียง เซี่ย ว่า
อย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่เต็มใจจะหนีไป
ในขณะที่เขากำลังลังเล
ฟรึ่บ
ทันใดนั้น แสงสีทองได้แตกกิ่งก้านสาขาออกมานับ
ไม่ถ้วน มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของ เจียง ติง
จากนั้นเพียงพริบตา ร่างของ เฟิง ซัวหยา ที่กำลัง
อาบไล้ไปด้วยแสงสีทองก็ปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้า
เฟิง ซัวหยา นั้น แสดงสีหน้าเย็นชาออกมา กระบี่
ในมือปลดปล่อยปราณอันน่าสะพรึงสะท้านไปทั่ว
ทั้งท้องนภา
“หนี!”
เจียง ติง ถึงแม้เขาจะไม่ยินยอม แต่หลังจาก
มองเห็น เฟิง ซัวหยาแล้ว มันก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก
จากนั้นจึงรีบร้อนหนีไปอย่างบ้าคลั่ง
“คิดจะหนีรึ”
เฟิง ซัวหยา กลายเป็นเส้นแสงติดตามไป เพียงชั่ว
พริบตาเดียว ปั่าขนาดใหญ่ด้านหน้าก็กลายเป็น
เพียงซาก เมื่อคลื่นกระบี่สีทองกวาดผ่าน ภายใน
รัศมีสามลี้ ทั้งหมดถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง
“อาจารย์!”
“ท่านเจ้านิกาย!”
เมื่อมองเห็น เฟิง ซัวหยา ก็เปรียบเหมือนคนที่
กำลังจะตายพบเห็นทางรอด พวกเขาไม่สามารถ
ทนได้อีกต่อไป น้ำตาได้ไหลลงมาอาบแก้มของ
พวกเขา
พวกเขานั้นกำลังก้าวขาข้ามผ่านประตูแห่งความ
ตายไปแล้ว แต่ถูก เฟิง ซัวหยา มาฉุดลากพวกเขา
กลับไป
นี่เป็นเหมือนกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน
แม้แต่ผู้อาวุโสเซินถู ก็ไม่คิดว่าจะได้พบ เฟิง
ซัวหยา ในที่แห่งนี้ เขาทำได้แค่พยายามสู้จนสุด
ฝีมือ
ตูม ตูม ตูม
ทางปั่าฝังตรงข้ามยังคงมีเสียงคำรามดังออกมา
อย่างต่อเนื่อง คลื่นกระบี่สีทองนั้นยังคงไล่ตามบด
ขยี้ศัตรูอยู่
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็เงียบลง
พลั่ก!
มีเงาร่างหนึ่งถูกโยนลงไปกองกับพื้น ซึ่งก็คือ เจียง
ติง ที่ถูกศาสตราเต๋าพันธนาการร่างเอาไว้ ร่างกาย
ของมันเต็มไปด้วยเลือด เมื่อมองดูดีๆ มือและเท้า
ทั้งคู่ของมันถูก เฟิง ซัวหยา สะบั้นลงจนไม่เหลือ
เค้าโครงเดิม!
ตอนนี้มันกำลังเกลือกกลิ้งอยู่ที่พื้น ใบหน้าของมัน
ซีดราวกับกระดาษ ร่างมันยังคงสั่นสะท้าน และไม่
สามารถขยับตัวไปไหนได้
เฟิง ซัวหยา รีบตรวจดูทุกคน พบว่า หวันเทียน
หยู๋เซวีย ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนอื่นยังคงปกติดี แต่
เมื่อนับจำนวนคนแล้วกลับพบว่า เหล่าลูกศิษย์ได้
หายไป 3 คน อู่ อวี้ จ้าว ฉานเฟิง และ อี้ ชิงเฟิง
จนกระทั่งตอนนี้ ซู หยานหลี่ เพิ่งจะฟืนตัวและ
กล่าวกับเขาว่า
“ท่านอาจารย์ อู่ อวี้ ถูกปักษาคลื่นอัสนีจับตัวไป”
“อะไรนะ!”
ในบรรดาทั้ง3คน เฟิง ซัวหยา ย่อมต้องเป็นห่วง อู่
อวี้ มากที่สุด ในเวลานี้ ผู้อาวุโสเซินถู เพิ่งจะฟืน
คืนกำลังมาได้บางส่วน เฟิง ซัวหยา ไม่สามารถ
กล่าวอะไรออกมาได้ ในตอนที่กระบี่จักรพรรดิ์ บิน
มาถึงอาณาเขตปั่าสวรรค์ เขาก็ได้ไล่ติดตาม เจียง
ติง ไปอย่างบ้าคลั่ง จึงทำให้ไม่รู้ว่าปักษาคลื่นอัสนี
ได้บินหนีไปทางทิศใดแล้ว
เมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่พบร่องรอยใดๆของปักษา
คลื่นอัสนีหลงเหลือไว้แล้ว
แม้แต่ผู้ฝึกตนวิถีมาร ก็ยังหลบหนีเข้าไปเข้าไปใน
ส่วนลึกของอาณาเขตปั่าสวรรค์ การที่จะหาพวก
มันนั้นจึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
ใบหน้าของ เฟิง ซัวหยา นั้นน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่ไล่ตามไปทุกทิศทางเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม
ก็ไม่พบเบาะแสอันใด เห็นได้ชัดว่าอีกฝั่ายได้
เปลี่ยนทิศทางขึ้นกลางคัน
ในตอนนี้ยังมีศิษย์คนอื่นๆ และยังมี อาวุโสเซินถู
อีก เฟิง ซัวหยา เพราะจึงต้องล้มเลิกการตามหาไป
ก่อน เพราะเกรงว่าอาจจะมีศัตรูคนอื่นๆที่กำลังซุ่ม
โจมตีอยู่ก็เป็นได้
เมื่อทุกคนเห็นว่า เฟิง ซัวหยา กลับมามือเปล่า ก็
พอที่จะคาดเดาผลลัพธ์ได้แล้ว
“ท่านเจ้านิกาย” ผู้อาวุโสเซินถูก็คุกเข่าลงไปกับ
พื้น ดวงตาแดงก่ำ แล้วกล่าวว่า “เป็นเพราะว่าข้า
ไร้ความสามารถ ไม่สามารถที่จะปกปั้องเขา
ทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของข้าเอง”
เฟิง ซัวหยา ถอนหายใจออกมา ถ้ามองเข้าไปใน
ดวงตาของเขาก็จะเห็นไฟโทสะกำลังลุกโฉนอยู่
แน่นอนว่าไฟโทสะไม่ได้เกิดจากผู้อาวุโสเซินถู แต่
ไฟโทสะนี้เกิดจากศัตรู
“ทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
เขาประคองผู้อาวุโสเซินถูขึ้น
ในความเป็นจริง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มัน
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้อาวุโสเซินถูจะสามารถยอมรับ
การให้อภัย
แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังคงปกปั้องเหล่าศิษย์ไว้ได้ 5
คน
โม่ ซื่อซู เป็นคนแรกที่สามารถทำใจให้สงบลงได้
จึงกล่าวเรื่องที่เกี่ยวกับถุงจักรวาลของ อู่ อวี้
ออกไป ทำให้ เฟิง ซัวหยา สามารถเข้าใจเรื่อง
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้
“อาจารย์ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกเรากำลังเผชิญ
กับวิกฤต” โม่ ซื่อซู ถามขึ้น
เฟิง ซัวหยา เงียบเป็นเวลานานก่อนที่จะกล่าว
ขึ้นมาว่า “อู่ อวี้ ได้บดขยี้ตราคำสั่งผู้พิทักษ์ที่ข้า
เคยให้เขาไว้ก่อนหน้านี้”
ทุกคนจึงเข้าใจ อู่ อวี้ ถึงแม้ว่าเขาจะถูกจับตัวไป
แต่เป็นเขาที่ช่วยพวกเราไว้
“จ้าว ฉานเฟิง และ อี้ ชิงเฟิง ทั้ง2คนถูกปักษา
คลื่นอัสนีสังหารตกตายไป ส่วน อู่ อวี้ ก็ถูกมันจับ
ตัวไปใช่ไหม” เฟิง ซัวหยา ถามขึ้น
ดวงตาของ ซู หยานหลี่ ในเวลานี้เต็มไปด้วยคราบ
น้ำตา นางสั่นสะท้านและเข้าไปจับแขนของ เฟิง
ซัวหยา แล้วกล่าวว่า “ข้า….ท่านรีบไปช่วยพา อู่
อวี้ กลับมาเถิด พวกข้าทางนี้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
พวกมันคงไม่กล้าที่จะกลับมาอีก”
เรื่องนี้ทำให้นางนั้นตกใจกลัวเป็นอย่างมาก
เฟิง ซัวหยา ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ความเร็วของ
ปักษาคลื่นอัสนีนั้นไม่ด้อยไปกว่าข้า ถ้าหากจะให้
ตามไปตอนนี้ก็คงจะไปไม่ทันแล้ว เนื่องจากการที่
มันไล่ล่าพวกเจ้าโดยที่ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด เห็นได้
ชัดว่ามันไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับภารกิจนี้เท่าไรนัก”
เฟิง ซัวหยา รู้จักปักษาคลื่นอัสนีมากกว่าพวกเจียง
ติง เสียอีก
แต่ก็ยังมีข้อสงสัยบางอย่าง
ผู้อาวุโสเซินถู กล่าวขึ้น “ใช่แล้ว อู่ อวี้ ได้สังหาร
เจียง จุนหลิน แทนที่มันจะสังหารเขา แต่กลับจับ
ตัวเขาไปแทน แม้ เจียง ติง จะถามไปแล้ว แต่มัน
กลับไม่ยอมส่งมอบให้ แต่หลังจากนั้นปักษาคลื่น
อัสนีกลับไม่ลังเลที่จะสังหาร จ้าว ฉานเฟิง และ อี้
ชิงเฟิง แม้แต่น้อย แสดงว่า อู่ อวี้ มีประโยชน์
บางอย่างสำหรับพวกมัน เพราะฉะนั้นในตอนนี้ อู่
อวี้ น่าจะยังไม่ถูกสังหารไป”
เรื่องนี้ฟังแล้วน่าจะเป็นไปได้
เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ทำให้ ซู หยานหลี่ ทำใจให้สงบ
ขึ้นได้บ้าง
เฟิง ซัวหยา มองไปที่เหล่าผู้เยาว์ เมื่อพบเจอกับ
การไล่ล่าสังหารเช่นเหตุการณ์นี้ ตอนนี้พวกเขา
น่าจะกำลังขวัญเสียอยู่
เฟิง ซัวหยา หยิบดาบขึ้นมาแล้วจ่อไปที่คอของ
เจียง ติง แล้วพูดว่า “บอกข้ามา เพราะเหตุใด
ปักษาคลื่นอัสนีถึงจับตัว อู่ อวี้ ไป”
เจียง ติง หัวเราะขึ้นและกล่าวว่า “พวกเจ้ากำลัง
จะตายในไม่ช้าแล้ว ใยข้าจะต้องให้คำตอบด้วย”
อีกด้านหนึ่ง ซู หยานหลี่ กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันเย็น
ชา “ท่านอาจารย์ ในตอนที่มันกำลังไล่ล่าพวกข้า
อยู่ มันและปักษาคลื่นอัสนีได้ทะเลาะ เพราะว่า
ปักษาคลื่นอัสนีไม่ยอมส่ง อู่ อวี้ ให้กับมัน แน่นอน
ว่า มันย่อมไม่รู้สาเหตุ เรื่องนี้น่าจะเป็นเหตุผล
ส่วนตัวของปักษาคลื่นอัสนี”
เฟิง ซัวหยา ขมวดคิ้วขึ้น จากนั้นจึงกล่าวว่า
“สำหรับปักษาคลื่นอัสนี อู่ อวี้ ไม่ควรจะมี
ประโยชน์อันใด ฉะนั้นน่าจะเป็นคำสั่งของ จิ่
วเซียน เสียมากกว่า แน่นอนนี่ย่อมไม่เป็นเรื่องดี”
“ท่านอาจารย์ เช่นนั้นควรจะทำอย่างไรดี”
เฟิง ซัวหยา เหลือบไปมองทาง เจียง ติง แล้ว
กล่าวขึ้นมา “สำหรับ เจียง เซี่ย มันยังถือว่าพอมี
ประโยชน์กับเราอยู่ ข้าจะเขียนข้อความ ส่งไปถึง
เจียง เซี่ย ให้มันรู้ว่า เจียง ติง นั้นตกอยู่ในมือของ
เรา ไม่ต้องพูดถึงการแลกเปลี่ยนแม้แต่น้อย มัน
ย่อมเข้าใจดีว่าถ้าหากมันอยากจะรักษาชีวิตของ
น้องชายมันไว้ มันก็ห้ามแตะต้อง อู่ อวี้ เป็นอัน
ขาด มิฉะนั้น…..”
มิฉะนั้น น้องชายของมันก็ต้องตายอย่างทนทุกข์
ทรมาน
มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
ความสำคัญของ อู่ อวี้ สำหรับ เฟิง ซัวหยาแล้ว ก็
เป็นเช่นเดียวกันกับ เจียง ติง และเจียง เซี่ย
เพียงแต่ว่าหลังจากที่ เจียง ติง บรรลุถึงระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 10 แล้ว ก็เป็นเหมือน
กุญแจสำคัญในการควบคุมสงครามครั้งนี้
เมื่อพิจารณาดูแล้ว นิกายกระบี่สวรรค์ นั้นถือว่า
ไม่ได้พ่ายแพ้ต่อสงครามรอบนอกครั้งนี้ แถมยังถือ
ว่าได้รับชัยชนะมาแบบโชคช่วยอีกด้วย
แต่สำหรับชีวิตของ จ้าว ฉานเฟิง และ อี้ ชิงเฟิง
แล้ว ย่อมไม่สามารถช่วยอันใดได้จริงๆ
เฟิง ซัวหยา มองไปยังทิศทางที่ปักษาคลื่นอัสนี
หลบหนีไป เขาทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา
“ตั้งแต่แรก เจ้าได้พบเจอกับอุปสรรค์มามากมาย
ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถก้าวผ่านมันไปได้ และ
กลายเป็นมังกรในหมู่มังกร หวังว่าในอนาคตเจ้า
จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ”
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ หุบเขาเซียน อาณาเขตปั่า
สวรรค์
การที่อู่ อวี้รอดพ้นมาจากหุบเขาโชคชะตาเซียนมา
ได้ มันยิ่งขับเคลื่อนให้เขาแข็งแกร่งขึ้นจนเห็นได้
ชัด
พรรคจงหยวน ณ หุบเขาเซี่ยหยวน
บนหุบเขา เจียง เซี่ย กำลังเล่นหมากรุกอยู่กับ
เทียน อี้จุน
ผู้ใต้บังคับบัญชาของทั้ง2ฝั่าย ต่างกำลังมองดู
หมากรุกกระดานนี้อยู่
บนภูเขาแห่งนี้ได้มีลมหนาวเย็นพัดผ่านอยู่ตลอด
วัน
ทันใดนั้น เทียน อี้จุน ก็ยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่าน
ผู้นำเจียงเก่งกาจจริงๆ ข้าแพ้แล้ว”
“ข้าชนะเพียงแค่กระดานเดียวเท่านั้น ท่าน เทียน
อี้จุน ช่างมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ หากข้าเล่นกับท่านอีก
ไม่กี่กระดาน เกรงว่าข้าอาจจะเพลี่ยงพล้ำพลาด
ท่าท่านได้” เจียง เซี่ย ลูบผมตนเองแล้วยิ้มขึ้น
“จิ่วเอ๋อ ท่านมาลองเล่นสักกระดานดูไหม”เจียง
เซี่ย หันไปมองเกี้ยวของนางที่อยู่ท่ามกลางการ
อารักขาของฝูงปีศาจ ตั้งแต่ที่มาถึง จิ่วเซียน ก็
ยังคงไม่ปรากฏตัวออกมาจากเกี้ยวเลยสักครา
ตามตำนาน จิ่วเซียน จะเป็นตัวนำมาซึ่งภัยพิบัติ
นางมีความงามซึ่งยากจะหาผู้ใดมาเปรียบ การที่
จะยลโฉมของนางนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำ
ได้โดยง่าย หากปล่อยให้ปุถุชนธรรมดาหรือว่าผู้ฝึก
ตนได้ยลโฉมของนาง เช่นนั้นจะต้องนำไปสู่
โศกนาฏกรรมอย่างแน่นอน
ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่เสียง ก็มิมีใครที่จะไม่หลง
เสน่ห์ของนาง
“จิ่วเอ๋อไม่เก่งด้านหมากรุก ขอบคุณท่านพี่เจียงที่
เอ่ยชวน”เสียงที่นุ่มนวลดังขึ้นมาจากเกี้ยว มันทำ
ให้ผู้คนต่างหลงเสน่ห์ เพียงแค่ได้ยินเสียงของนาง
ก็ทำให้เหล่าชายหนุ่มต่างตกเข้าไปอยู่ในภวังค์แห่ง
เสน่ห์อันเย้ายวน
เมื่อได้ยินนางเรียกว่า ท่านพี่เจียง มันก็ทำให้ในใจ
ของ เจียง เซี่ย เกิดความหวั่นไหว
“วิชาเสน่ห์ของปีศาจจิ้งจอก ช่างน่ากลัวเสียจริง
ไม่แปลกใจที่มีคนจำนวนไม่น้อยต้องการที่จะหลับ
นอนกับปีศาจจิ้งจอก ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต”
อย่างไรก็ตาม จิ่วเซียน ก็ไม่ได้ยอมเผยโฉมออกมา
เพียงแต่ปฏิเสธไปด้วยความสุภาพ
การรวมตัวของกองกำลังไตรภาคีนี้ ล้วนแต่มีศักดิ์
เท่าเทียมกันหมด
อย่างน้อยในตอนนี้ก็ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่
พวกเขานั้นได้หารือกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พรรคจงหยวน ต้องการเพียงแค่ครอบครอง
เทือกเขาคราม นอกจากนี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
ส่วนปีศาจเจ็ดทะเลแดง ต้องการศาสตราแห่งเต๋า
ครึ่งหนึ่ง วิญญาณเซียนกับสมุนไพรต่างๆครึ่งหนึ่ง
และวิชาเต๋าในวิถีกระบี่ทั้งหมด
ในส่วนของ จิ่วเซียน นางต้องการ ศาสตราแห่ง
เต๋าและวิญญาณเซียนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเชลยทั้งหมดจากนิกาย
กระบี่สวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นคนเป็นหรือคนตาย
ทุกฝั่ายต่างกำหนดสิ่งที่ตัวเองต้องการเรียบร้อย
แล้ว
เจียง เซี่ย นั้นดูเหมือนจะไม่ต้องการสิ่งใดเลย แต่
ในความเป็นจริงแล้ว พลังฟั้าดินที่อยู่ในเทือกเขา
ครามต่างหาก ถึงจะเป็นสมบัติที่แท้จริง
“รอให้พวก เจียง จุนหลิน ได้นำตัวเหล่าศิษย์ของ
พวกมันมาก่อน พวกเราค่อยเริ่มเปิดฉากการ
โจมตี” เจียง เซี่ย กล่าว
“ตกลง”
ในเวลานี้ พวกเขากำลังเล่นหมากรุกเพื่อฆ่าเวลา
รอการกลับมาของ เจียง ติง อยู่
ในความเป็นจริง การผนึกกำลังของทั้งสามฝั่ายใน
เวลานี้
ไม่ว่าจะเป็นการจับเชลย หรือว่าการเข่นฆ่าสังหาร
พวกมันต่างก็ทำได้ทั้งสิ้น
ในทันใดนั้นเอง บนท้องฟั้าพลันปรากฏเงาร่างของ
ปักษาคลื่นอัสนี เช่นนี้เอง มันจึงทำให้ทุกคนต่าง
หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เพราะพวกมันต่างรู้ดีว่านี่
จะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสงครามที่กำลังจะ
เริ่มต้นขึ้น!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ