กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 131 : แทนหินจากฟากฟา
“ปักษาคลื่นอัสนี ช่างรวดเร็วเสียจริง”
ในหมู่ปีศาจ หากเป็นประเภทสัตว์ปีก พวกมัน
สามารถบินได้โดยไม่ต้องมีพลังถึงขั้นสร้างแกน
นภา
อีกทั้งยังสามารถต่อสู้กลางอากาศได้อีกด้วย
นี่ก็เป็นข้อได้เปรียบของมันที่แตกต่างจากผู้ฝึกตน
สำหรับปีศาจประเภทอื่นๆ หากคิดอยากจะบิน
จำต้องมีพลังถึงขั้นสร้างแกนนภาเสียก่อน
ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถทำได้
เทียน อี้จุน และ เจียง เซี่ย ต่างก็ลุกยืนขึ้นมา ทั้ง3
กองกำลัง ต่างก็กำลังรอการกลับมาของปักษาคลื่น
อัสนีอยู่
ฟูวว!
ด้วยความเร็วในการบินของปักษาคลื่นอัสนี เพียง
ระยะเวลาไม่นาน ก็นำ อู่ อวี้ มาถึงน่านฟั้าเหนือ
หุบเขาเซี่ยหยวน จากนั้นมันก็แปลงกายกลับไป
เป็นคน และกด อู่ อวี้ ให้คุกเข่าลง
แน่นอนว่าปักษาคลื่นอัสนีต้องร่อนตัวลงแถวๆ
เกี้ยวเซียนของ จิ่วเซียน ที่อยู่ห่างจากพวก เจียง
เซี่ย เพียงเล็กน้อย
เมื่อ เจียง เซี่ย มองเห็น อู่ อวี้ ฉับพลันนั้นก็
หัวเราะขึ้นแล้วกล่าวว่า “นี่คือบุคคลที่มีนามว่า อู่
อวี้ เป็นศัตรูคู่อาฆาตของลูกชายข้า สำหรับ เฟิง
ซัวหยา แล้วมันสำคัญต่อเขายิ่งนัก”
สายตาของ เทียน อี้จุน มองมาอย่างเยือกเย็น อู่
อวี้ รู้สึกเหมือนกับว่ามีวิญญาณร้ายมากมายนับไม่
ถ้วนกำลังปีนปั่ายไปทั่วตัวของมัน จากนั้นมันจึง
กล่าวขึ้น “เจ้านี่น่ะรึ ที่เป็นคนสังหาร โย่ว หลิง
จี?”
ถ้าหากว่ากันตามหลักการของเขาแล้ว อู่ อวี้ ไม่ใช่
คนที่เหมาะเป็นตัวประกันมากที่สุด แต่เขาสมควร
ที่จะถูกสังหารมากที่สุดเมื่อพบเจอ
แต่เดิมพวกเขาคิดว่า พวก เจียง ติง น่าจะ
ตามหลังปักษาคลื่นอัสนีกลับมา แต่ในระหว่าง
สนทนากันอยู่นั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เจียง
เซี่ย จึงเอ่ยถาม “แล้วพวก เจียง ติง หล่ะ?”
ในเวลานี้ ปักษาคลื่นอัสนีก็มีสีหน้ามืดมนขึ้นเมื่อได้
ยินคำถาม
มันส่ายศีรษะแล้วตอบ เจียง เซี่ย กลับไปว่า “ใน
กลุ่มของพวกมันมีเพียงตาแก่เซินถูเท่านั้นที่พอจะ
ต่อต้านพวกเราได้ พวกข้าได้ไล่ล่าพวกมันเป็น
เวลาครึ่งค่อนวัน เกือบจะจับกุมพวกมันมาได้
ทั้งหมด แต่ทว่า เฟิง ซัวหยา กลับปรากฏตัว
ออกมา พวกข้าทั้ง3คนร่วมมือกันแต่ก็ยังไม่ใช่คู่
ต่อสู้ของ เฟิง ซัวหยา ดังนั้นจึงต้องแยกย้ายหนีไป
ข้าเป็นคนที่กลับมาได้เร็วที่สุด ”
“อะไรนะ!”
ทุกคนตื่นตะลึง
ทุกคนไม่ได้คาดคิดว่าภารกิจในครั้งนี้จะพานพบกับ
ความล้มเหลว
“ในตอนแรกพวกมันมีกันกี่คน? ไม่ใช่ว่ามีเหล่า
ศิษย์เพียงแปดคนงั้นหรือ ที่นอกจากตาแก่เซินถู?”
เจียง เซี่ย ไม่สามารถทำใจเชื่อได้
“ถูกต้อง”
เทียน อี้จุน กล่าวขึ้นด้วยโทสะ “พวกเจ้า 5 คน มี
3 คนที่เป็นถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 10
แม้แต่ตาแก่เซินถูคนเดียวก็ยังจับตัวมาไม่ได้ แถม
ยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งค่อนวัน รอจนกระทั่งเจ้า
บัดซบ เฟิง ซัวหยา มาถึง?”
ทุกๆคนต่างไม่เข้าใจ
ทั้งหมดที่ไปนั้นมีกำลังเหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง ทำไม
ถึงปล่อยให้ฝั่ายศัตรูหนีรอดไปได้ถึงครึ่งค่อนวัน?
ปักษาคลื่นอัสนีแสยะยิ้มขึ้น แล้วจึงกล่าวต่อ
“เรื่องนี้นั้นไม่เกี่ยวกับข้า ถ้าอยากจะตำหนิก็
สมควรไปตำหนิเจ้าลูกชายของประมุขเจียง”
สีหน้าของ เจียง เซี่ย เปลี่ยนไป แล้วถามว่า“เจ้า
หมายความว่าอย่างไร?”
ปักษาคลื่นอัสนีภายได้เล่าถึงเรื่องที่ เจียง จุนหลิน
ได้ยั่วยุ อู่ อวี้ ต่อหน้าธารกำนัลว่า “น่าเสียดาย
แม้ว่าจะพกยันต์ร้อยภูติกัดกินร่างไป ลูกชายของ
เจ้าก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ ไม่เพียงแต่ถูกสังหาร
ตกตายเท่านั้น แถมยังโดนชิงยันต์ร้อยภูติกัดกิน
ร่างไปอีก และเมื่อยันต์ร้อยภูติกัดกินร่างถูกชิงไป อู่
อวี้ จึงได้นำยันต์นี้เข้าไปต่อสู้พัวพันกับ เจียง ติง
พอสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ตาแก่เซินถู ก็ได้โอกาส
ใช้ศาสตราเต๋าของมันพาเหล่าลูกศิษย์ที่เหลือ
หลบหนีออกไป ข้าสามารถจับกุมได้เพียงแค่ อู่ อวี้
เท่านั้น แถมเจ้าตาแก่เซินถูก็ไม่ได้อ่อนแอเลย
แม้แต่นิด มันจึงเป็นเหตุทำให้ เจียง ติง ถูกจัดการ
ลง และต่อจากนั้น พวกมันจึงสบโอกาสมีช่องทาง
หลบหนีไป”
ตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
พวกมันได้ถูกล้อมเอาไว้ตามแผนแล้ว แต่การที่
อาวุโสเซินถูสามารถหลบหนีไปได้ ทั้งหมดก็เป็น
เพราะว่า อู่ อวี้ ได้สังหาร เจียง จุนหลิน และแย่ง
ชิงยันต์ร้อยภูติกัดกินร่าง และนำมันมาใช้จัดการ
กับ เจียง ติง
“เจียง จุนหลิน ตายแล้ว?” เรื่องนี้ทั่วทั้งพรรคจง
หยวนยังมิสามารถที่จะยอมรับมันได้
ไม่ต้องเอ่ยถึง เจียง เซี่ย
ดวงตาของเขาทันใดนั้นก็เบิกกว้างขึ้น
มองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เรื่องนี้ เทียน อี้จุน ก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วย
เนื่องจากมัน เป็นเพราะยันต์ร้อยภูติกันกินร่างที่มัน
มอบให้
แต่ว่าเรื่องที่ไร้สาระมากที่สุดก็คือความไร้
ความสามารถและโง่เขลาของ เจียง จุนหลิน
ถ้าหากว่ามันไม่ไปท้าทายและถูกสังหารตกตายไป
อาวุโสเซินถูก็คงไม่มีโอกาสที่จะหลบหนีไปได้
ฉับพลัน ทั่วทั้งภูเขาเงียบลงสงัดอยู่เป็นเวลานาน
“กล่าวถึงเรื่องนี้ ก็ต้องขอบคุณ เจียง จุนหลิน
จริงๆ มันช่างขลาดเขลาเป็นบ้า พ่ายแพ้ข้าไปถึง2
ครั้ง2หนแล้วยังไม่เจียมตัว ไม่รู้ว่ามันนั้นเกิดมา
จากสุกรตัวไหน”
ในชั่วเวลานั้นเอง อู่ อวี้ ที่ถูกปักษาคลื่นอัสนีจับตัว
มา ก็กล่าวคำพูดประชดประชันขึ้น
เขาจ้องไปที่ เจียง เซี่ย ด้วยสายตาที่เย็นเยียบและ
ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่นิดเดียว ถ้าหาก
เปลี่ยนเป็นคนอื่นที่มีอายุเท่ากันกับเขา เมื่อ
เผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งทั้ง3คนนี้แล้ว คงจะกลัว
จนปัสสาวะราดไปแล้ว
เพราะทั้ง จิ่วเซียน ปีศาจเจ็ดทะเลแดง และ เจียง
เซี่ย นั้นล้วนแต่ก็อยู่ที่แห่งนี้
“หุบปาก!” ทางพรรคจงหยวนมีหลายคนที่เกิด
โทสะขึ้น
ตอนนี้ เจียง เซี่ย จ้องไปยัง อู่ อวี้ อย่างไม่วางตา
สักพักหนึ่งตัวมันก็ได้หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ปักษาคลื่นอัสนีก็จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ แล้วรีบกล่าว
แทรก เจียง เซี่ย ขึ้นมา “ท่านประมุขเจียง แม้ว่า
มันจะฆ่าลูกชายของท่าน แต่ข้าก็ต้องขอกล่าวว่า
มันมีความสำคัญกับท่านจิ่วเซียนของข้าอย่างมาก
และเป็นข้าที่จับกุมมันมาได้ ซึ่งข้าก็ตั้งใจจะมอบ
ให้แก่ ท่านจิ่วเซียน แต่แรกเช่นกัน ดังนั้น ข้าจึงไม่
สามารถส่งตัวมันให้ท่านได้”
ประโยคที่ดังขึ้นมานี้ ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง
เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน
“สำคัญรึ?”เจียง เซี่ย ยิ้มขึ้น
ดูเหมือนว่าในเวลานี้เรื่องร้ายๆทั้งหมดบนโลกนี้
ได้มารวมอยู่ที่ตัวของมัน
ในเวลานั้นเอง เสิน เอ้อจุน และ ฉี หยุนจี ก็ได้
กลับมาถึงแล้วไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้าง เทียน อี้จุน
ด้วยสีหน้าที่ดูน่าเกลียดยิ่ง
“เจียง ติง หล่ะ?”ดวงตาทั้งคู่ของ เจียง เซี่ย เบิก
กว้างขึ้น อดไม่ได้ที่จะถาม ในใจตอนนี้ของมันรู้สึก
ถึงเรื่องไม่ดีบางอย่าง
เสิน เอ้อจุน กล่าวขึ้น “เมื่อ เฟิง ซัวหยา มาถึง ข้า
ก็ได้เตือนเขาแล้วว่าให้รีบหนีไป พวกเราทั้ง3คน
ต่างแยกกันหลบหนีไปคนละทิศ เพียงแต่ว่าข้าเห็น
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่งจนไม่สามารถที่จะหนีได้ทัน
จึงถูก เฟิง ซัวหยา ไล่ล่า และเป็นไปได้ว่าเขาไม่
สามารถที่จะกลับมาได้อีกแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า” เจียง เซี่ย หัวเราะขึ้น
ตอนนี้ตัวมันเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ปีศาจเจ็ด
ทะเลแดง และ เหล่าปีศาจทั้งหลายไม่ใช่พวก
เดียวกับมัน ทุกคนอาจจะคิดว่าเป็นพันธมิตร
ไตรภาคีกันก็จริง แต่แท้ที่จริงแล้วความสัมพันธ์
ของพวกมันกลับไม่ได้ดีเหมือนที่เห็น
ปักษาคลื่นอัสนีตรวจพบ เฟิง ซัวหยา แต่ก็ไม่ได้
แจ้งเตือนอะไรพวกเขา
เห็นได้ชัดว่าถ้าหาก เฟิง ซัวหยา ไล่ล่า เจียง ติง
แน่นอนว่าเขาก็ไม่สามารถหนีกลับมาได้ทัน
เสียงหัวเราะของ เจียง เซี่ย นั้นทำให้ทุกคนขนลุก
หลังจากนั้น เจียง ติง ก็ยังคงไม่กลับมา ทุกคนจึง
เข้าใจได้ว่าเขาจะต้องถูกจับไปเป็นตัวประกันอย่าง
แน่นอน
เดิมทีพวกมันมั่นใจในแผนนี้อย่างมาก และจะใช้
แผนนี้ในการบดขยี้นิกายกระบี่สวรรค์ แต่ทุกคนไม่
คิดว่ามันจะกลับตาลปัตรได้ถึงขนาดนี้
ลูกชายของ เจียง เซี่ย ตาย แม้กระทั่งน้องชายของ
มันเองยังถูกจับกุมตัวไป เรื่องนี้ทำให้พรรคจง
หยวนได้รับความเสียหายอย่างมาก
ท้ายที่สุดแล้วมันก็ได้จ้องมองไปยัง อู่ อวี้ อีกครั้ง
“จิ่วเอ๋อ เจ้า อู่ อวี้ มันสังหารบุตรชายของข้า เจ้า
ต้องมอบมันมาให้กับข้าคนนี้”
อีกด้านหนึ่ง เทียน อี้จุน ก็กล่าวขึ้นเพื่อที่จะรักษา
ความสัมพันธ์ที่ดีกับ เจียง เซี่ย ว่า “เจ้าผู้นี้มันได้
สังหารศิษย์ผู้สืบทอดของเราเจ็ดปีศาจทะเลแดง นี่
ไม่มีอะไรที่จะสามารถอภัยแก่มันได้”
สำหรับ เจียง เซี่ย แล้ว เรื่องนี้นั้นสำคัญกับมันเป็น
อย่างมาก เพราะต้องการใช้ อู่ อวี้ ในการ
แลกเปลี่ยนตัวกับ เจียง ติง
เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากทั้งสองฝั่าย ปักษา
คลื่นอัสนีกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
อย่างไรก็ตามท่ามกลางเกี้ยวเซียนนั้น เสียงของ จิ่
วเซียน ก็ดังขึ้น นางกล่าวขึ้นอย่างไม่แยแสว่า
“เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ ข้ารอเขามาหลายร้อยปี
แล้ว ฉะนั้นข้าคงจะไม่สามารถส่งให้ท่านเพื่อนำไป
มอบให้กับ เฟิง ซัวหยา ได้”
เสียงของนางนั้นนุ่มนวล ยากเกินที่จะต้านทาน แต่
กลับไร้ซึ่งต้อต่อรองโดยสิ้นเชิง
“จิ่วเซียน พวกเราทั้งสามฝั่ายเป็นพันธมิตรกัน
เจ้าต้องแสดงความจริงใจออกมา อู่ อวี้ ผู้นี้เป็น
ศัตรูร่วมกันกับพวกเรา มันกระทั่งสังหารบุตรชาย
ของข้า เจ้าจะต้องมอบมันมาให้ข้าบัดเดี๋ยวนี้”
เจียง เซี่ย กล่าวขึ้นด้วยโทสะ
ใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนสี
ท่าทีเช่นนี้มันไม่ได้แสดงออกมานานหลายปีแล้ว
ทันใดนั้น จิ่วเซียน ก็กล่าวขึ้น “เช่นนั้นก็น่า
เสียดาย ถ้าเช่นนั้นข้าจะขอออกจากพันธมิตรนี้
และปล่อยให้พวกท่านทั้งสองต่อสู้กับนิกายกระบี่
สวรรค์กันเองก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจียง เซี่ย พลันตื่นตระหนก
ในทันที
มันเข้าใจดีว่า ถ้าหากไม่มีฝูงปีศาจ ไม่มีจิ่วเซียน
ตัวมันย่อมไม่สามารถโจมตีเทือกเขาครามได้
กระทั่งการช่วยเหลือ เจียง ติง นั้นยิ่งมิอาจกระทำ
ได้ โอกาสการชนะจากเดิมมี 8 ส่วน จะลดลงไป
เหลือเพียงแค่ 3 ส่วนในทันที
เจียง เซี่ย ค่อยๆคิดอย่างระมัดระวังถึงความสำคัญ
ของจิ่วเซียนในเรื่องนี้
หากขาดไปเพียงฝั่ายใดฝั่ายหนึ่ง ก็ไม่สามารถที่จะ
บดขยี้นิกายกระบี่สวรรค์ได้สำเร็จ
จิ่วเซียน นั้นไม่ได้กล่าวขึ้นมาเล่นๆ เพียงแค่นาง
ออกคำสั่งมาคำเดียว ฝูงปีศาจทั้งหมดก็จะติดตาม
นางออกไปจากที่แห่งนี้ในทันที
สิ่งที่นางต้องการมีเพียงแค่ อู่ อวี้
ในเรื่องนี้ แม้กระทั่งตัว อู่ อวี้ เองก็ยังตกตะลึงเขา
สงสัยว่าตัวของเขานั้นมีประโยชน์อันใดกับจิ่
วเซียนผู้นี้ ทำไมนางถึงให้ความสำคัญกับเขามาก
เช่นนี้?
ในเวลานี้เขาปรารถนาจะหลบหนีออกจากเงื้อมมือ
ของจิ่วเซียนผู้นี้ แม้ว่าเขาจะไม่สามารถกลับไปถึง
นิกายกระบี่สวรรค์ได้ แต่อย่างน้อยเขาได้ปลด
เปลื้องวิกฤตของนิกายกระบี่สวรรค์ได้ส่วนหนึ่ง
แน่นอนว่า เจียง เซี่ย ได้วางแผนการนี้มาเป็น
เวลานานแล้ว มันย่อมไม่ยอมละทิ้งความปราถนา
ในการที่จะกลืนกินเทือกเขาคราม เพียงเพราะ
ความแค้นส่วนตัว
นิสัยของมันนั้น กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขก็ยัง
สามารถสละได้
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะยอมแพ้ในสงครามครั้ง
นี้
ในที่สุดมันก็ยอมถอยออกมา แล้วกล่าวขึ้นว่า
“ช่างมันเถอะ จิ่วเซียน ถ้าอย่างนั้นก็ให้มันอยู่กับ
เจ้าไปก่อน”
ในเรื่องนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กัน อู่ อวี้
นั้นไม่ใช่เรื่องที่มันจะต้องให้ความสำคัญขนาดนั้น
ถึงแม้ว่ามันจะตายไปก็แค่ได้ระบายความแค้น
นอกจากนี้ควรจะตั้งเปั้าไปที่เรื่องการดับทำลาย
นิกายกระบี่สวรรค์เสียมากกว่า
“เรื่องนี้ จิ่วเอ๋อ ขอบคุณท่านพี่เจียงเป็นอย่าง
มาก”ในยามนี้ภายในเกี้ยวเซียนก็ปรากฏเสียงดีใจ
ขึ้น เสียงหัวเราะของจิ่วเซียนนั้นราวกับเป็นเสียง
ของเด็กที่พึ่งจะได้ของเล่นใหม่มาไว้ในครอบครอง
“เสียงนี้ ช่างไพเราะจริงๆ…”
อู่ อวี้ นั้นอยู่ข้างๆเกี้ยวเซียน จึงทำให้ได้ยินเสียง
นางอย่างใกล้ชิด
เขานั้นเคยพบเจอปีศาจจิ้งจอก เพียงแต่ว่า เชี่ยน
เอ๋อ เป็นเพียงปีศาจที่อายุยังเยาว์นักเมื่อเทียบกับจิ่
วเซียน แถมอีกอย่าง เชี่ยนเอ๋อ ตนนั้นยังอ่อนแอ
กว่ามาก ถึงแม้เขาจะยังไม่ได้เห็นรูปลักษณ์ของ จิ่
วเซียน และได้ยินเพียงแค่เสียงเท่านั้น แต่มันก็ยาก
ที่จะทำให้เขาสามารถอดทนได้ หัวใจของเขา
หวั่นไหว ราวกับว่าเขานั้นได้ล่องลอยขึ้นสู่ท้อง
นภา
“ปีศาจจิ้งจอก วิชาเสน่ห์ยั่วยวน”
“จิ่วเซียนผู้นี้ต้องการอะไรจากข้ากันแน่?”
อู่ อวี้ รู้สึกได้ว่ามันย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
“เจียง เซี่ย”
อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง เผชิญหน้ากับผู้ที่ริเริ่มเรื่อง
ทุกอย่างนี้
“การต่อสู้ครั้งนี้ เจ้าจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เมื่อเจ้านั้นเลือกที่จะสมรู้ร่วมคิดกับผู้ฝึกตนนอกรีต
และเหล่าปีศาจมาก่อกรรมทำชั่ว เจ้าจะต้องถูก
สวรรค์ลงโทษ แม้แต่ขี้เถ้าก็ไม่มีเหลือ”อู่ อวี้ พูด
ด้วยสายตาที่เย็นชา
“เจ้าไม่ต้องกังวลไป อย่าคิดว่าเจ้าอยู่ในเงื้อมมือ
ของ จิ่วเซียน แล้วเจ้าจะปลอดภัย ข้านั้นรับรองได้
เลยว่ามันจะต้องเป็นฝันร้ายของเจ้า”เจียง เซี่ย
หัวเราะเย้ยหยัน
ขณะนั้นเอง ได้มีปักษาเมฆาสวรรค์ยักษ์ปรากฏขึ้น
บนฟากฟั้า ที่ด้านหลังของมันได้แบกแท่นหิน
ขนาดมหึมามาด้วย และจากนั้นมันก็ได้ทิ้งแท่นหิน
ลงมาจนมาตกลงสู่เบื้องหน้าของ เจียง เซี่ย
บนแท่นหินถูกสลักตัวอักษรขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย
กระบี่
“เจียง ติง จะอยู่หรือตายข้าเป็นผู้กำหนด”
ด้วยปราณกระบี่เช่นนี้ ย่อมต้องเป็นของ เฟิง
ซัวหยา อย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ เพียงแค่ตัวอักษร
ไม่กี่คำ ก็เพียงพอที่จะกดดัน เจียง เซี่ย ได้ มัน
เข้าใจดีว่าถ้าหากเป็นห่วงชีวิตของ เจียง ติง มันก็
จะต้องหักห้ามใจของตนเองไว้ให้ได้
“ย้าก!”
เจียง เซี่ย ตะโกนขึ้นและบดทำลายหินยักษ์
จากนั้นมันได้หันกลับมาตะโกนขึ้นว่า “ศิษย์พรรค
จงหยวนทุกคน ฟังคำสั่งข้า เจ้าพวกนิกายกระบี่
สวรรค์ได้ลักพาตัว ผู้อาวุโสเจียง ติง ไป มันได้ท้า
ทายพวกเราอย่างเปิดเผย พวกเราจะไปทวงความ
ยุติธรรมที่เทือกเขาคราม!”
เทียน อี้จุน รอเวลานี้มานานแล้วกล่าวขึ้น “ข้ารอ
มานานแล้ว ข้าจะช่วยท่านประมุขเจียงอีกแรง”
ในชั่วเวลาที่พวกมันกำลังกู่ร้องกันด้วยความฮึก
เหิมนั้น อู่ อวี้ ก็ถูกนำตัวส่งเข้าไปในเกี้ยวเซียน
กล่าวได้ว่า ตั้งแต่เกี้ยวเซียนได้มาถึงที่นี่ ยังไม่มีใคร
ผู้ใดที่จะสามารถย่างกรายเข้าไปข้างในนั้นได้เลย
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ