กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 133 : กายาอมตะขั้นที่ 2
“ข้า …”
ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม หากมาได้ยินคำพูดนี้เข้า ก็จะเป็น
เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ เพราะในเวลานี้เขากำลังตก
ตะลึงนิ่งค้าง ราวกับร่างกายเป็นอัมพาต
ทันใดนั้นภายในกระเพาะอาหารของเขาก็เกิด
อาการปันปั่วนอย่างรุนแรง จนเขาแทบอยากจะ
อาเจียนออกมา
ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเขา และ ปีศาจจิ้งจอกพัน
ปี ไม่มีความเกี่ยวข้องแต่ประการใด นี่เป็นครั้งแรก
ที่พวกเขาทั้งสองได้พบกัน อีกไม่นานปีศาจจิ้งจอก
และ พรรคพวกของนาง ก็จะบุกเข้าโจมตี นิกาย
กระบี่สวรรค์ ของ อู่ อวี้ อยู่แล้ว แต่ยามนี้ภายใน
เกี้ยวเซียน นางกลับบอก อู่ อวี้ ว่า เปั้าหมายที่
แท้จริงของนางคือการทำให้ อู่ อวี้ ตกหลุมรักนาง!
นี่มันบ้าสิ้นดี!
อู่ อวี้ ตะลึงงันกับคำตอบของนาง
ทันใดนั้นเขาก็ถูกแขนที่ละเอียดราวกับหยกบริสุทธิ์
ชอนไชร่างกายประหนึ่งอสรพิษที่เลื้อยพันกิ่งไม้ อู่
อวี้ รีบนึกภาพจำแลงหัวใจวานรทันที กระทั่งนึก
ถึงสัจจคาถาของ ‘วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร’ จน
สามารถปราบปรามมนต์เสน่ห์จากจิ่วเซียนได้อย่าง
สมบูรณ์
เมื่อใช้งานในรูปแบบนี้ อำนาจพลังจากวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตรย่อมมีพลังเหนือกว่าภาพจำแลงหัวใจ
วานร
อู่ อวี้ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในที่สุด
เขาก็พบวิธีที่จะใช้ต่อต้านมนต์เสน่ห์ล่อลวงจาก
ปีศาจจิ้งจอก
เขาลืมตาขึ้น พร้อมกับจ้องมองไปยังจิ่วเซียน
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตรภายในร่างกายของเขาท่วม
ท้นไปด้วยความเกรี้ยวกราด เขาทำได้เพียง
ทนทานต่อความเจ็บปวดนี้เท่านั้น
“อู่ อวี้ ท่านคิดว่าจิ่วเอ๋องดงามหรือไม่?” ดวงตา
กลมโตของ จิ่วเซียน ใสกระจ่างบริสุทธิ์ นางจ้อง
มองไปยัง อู่ อวี้ แล้วยิ้มเขา รอยยิ้มนี้งดงามดั่งบุป
ผาบานสะพรั่ง
แต่น่าเศร้ายิ่งนักความเจ็บปวดที่ อู่ อวี้ ต้องแบก
รับมันหนักหนาเกินไป ร่างกายของเขาเริ่มส่อง
ประกายแสงสีทองอร่าม มีแม้กระทั่งอักษรทองคำ
ปรากฏขึ้นบนผิวหนังของเขา
อู่ อวี้ ส่งเสียงอุดอู้อยู่ในลำคอ แล้วกล่าวขึ้นว่า
“เจ้างดงาม แต่เจ้ามีอายุมากกว่าพันปีแล้ว อย่ามา
หยอกล้อข้าเลย”
ถ้า อู่ อวี้ ไม่กลัวว่านางจะสังหารเขา คาดว่าเขา
คงเรียกนางว่าแม่มดเฒ่าไปแล้ว
ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วนางจะเป็นแม่มดเฒ่าก็ตาม
“ฮือ ๆ อู่ อวี้ หาได้มีใจปรารถนา จิ่วเอ๋อ ไม่ แต่จิ่
วเอ๋อคิดว่า เพียงแค่รักกัน อายุก็หาใช่สิ่งสำคัญไม่
ยิ่งไปกว่านั้น จิ่วเอ๋อ ยังมีอนาคตสดใส พันปีแล้ว
ยังไงกัน ข้ายังเยาว์วัยนัก!” จิ่วเซียนกล่าวขึ้นอย่าง
น่าสงสาร
“ข้า … ” อู่ อวี้ ยากจะเอื้อนเอ่ยวาจาตอบโต้
กลับไปได้
“ทำไมเจ้าไม่กล่าวถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้า
มาเสียที ข้าเป็นเพียงแค่ตัวตนอันเล็กกระจ้อย ไม่มี
ทางที่คนอย่างเจ้าจะมองเห็นข้าอยู่ในสายตาด้วย
ซ้ำ หรือเป็นเพราะข้ามีประโยชน์ต่อสถานการณ์
ตอนนี้ใช่หรือไม่?”
จิ่วเซียนกัดริมฝีปากแดงระเรื่อของนาง พร้อมกับ
กล่าวขึ้นอย่างเศร้าโศกเสียใจว่า “จิ่วเอ๋อขอ
สาบาน ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน จิ่วเอ๋อ จะทำให้เจ้า
ตกหลุมรักข้าให้ได้”
เมื่อมองดูความขัดข้องใจของนาง สำหรับผู้ที่ไม่
รู้จักตัวตนของนาง หากได้มาเห็นเช่นนี้คงได้รู้สึก
สงสารเอ็นดูอย่างยิ่ง แต่ อู่ อวี้ รู้ว่านางนั้นน่า
สะพรึงกลัวมากเพียงใด ยิ่งนางแสดงท่าทางน่า
สงสารมากเท่าไหร่ อู่ อวี้ ยิ่งหวาดกลัวมากเท่านั้น
เขาจึงรีบท่องสัจจคาถาของ ‘วัชระแก่นแท้ธรรมะ
สูตร’ เพื่อให้สติของเขาแจ่มชัดอยู่ตลอดเวลา
“นับตั้งแต่ จิ่วเอ๋อ ได้พานพบกับ อู่ อวี้ บนดินแดน
เทพตงเสิ้งอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ก็พลันสดชื่น
งดงามขึ้นทันตา หากได้อยู่ร่วมกัน วันหนึ่ง อู่ อวี้
จะต้องตกหลุมรัก จิ่วเอ๋อ เมื่อถึงตอนนั้นจิ่วเอ๋อ
สัญญาว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของล้ำค่ามากเพียงใด จิ่
วเอ๋อ ก็จะเสาะแสวงหามาให้แก่ท่าน”
นางได้จินตนาการถึงภาพในอนาคตอันสวยงาม
ราวกับสาวน้อยแรกแย้มในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
“ข้าเข้าใจแล้ว ๆ”
อู่ อวี้ ทำได้เพียงคล้อยตามนางไปเท่านั้น ดู
เหมือนว่านางไม่ปรารถนาจะพูดเปั้าหมายที่แท้จริง
ของนาง
หากเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ปรารถนาจะซ้อนแผนนาง
อีกครา “ความจริงแล้ว นางไม่ต้องการให้ข้าตก
หลุมรัก หากดูแล้ว การที่นางรีบร้อนเช่นนี้ ข้าเกรง
ว่านางต้องมีเปั้าหมายซ่อนเร้นอยู่”
ดูจากคำกล่าวของ จิ่วเซียน แล้ว นางต้องไม่ยอม
ปล่อยเขาไปแน่
ใครจะไปรู้ นางอาจจะขังเขาไว้ภายในเกี้ยวเซียนนี้
เลยก็ได้
“อู่ อวี้ ท่านยินดีที่จะให้โอกาสจิ่วเอ๋อหรือไม่?” จิ่
วเซียน จ้องมองเขาด้วยความเอ็นดูรักใคร่ ราวกับ
ว่านางได้ตกหลุมรักเขาอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ แทบจะเคลิบเคลิ้ม ไปตามดวงตากลมโตคู่ใส
กระจ่างของนาง เมื่อรู้ตัวว่าจะตกไปอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของนางอีกครั้ง เขาก็รู้สึกมีโทสะขึ้นมา
เล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า “ท่านแน่ใจรึ ว่า
ท่านต้องการให้ข้าตกหลุมรักท่าน เช่นนั้นข้าก็ไม่มี
ปัญหา แต่ท่านต้องทำตามคำขอของข้า ข้าอยาก
ให้ท่านล้มเลิกนำกองทัพเข้าโจมตีเทือกเขาคราม
จากนั้นช่วยอาจารย์ของข้าจัดการ เจียง เซี่ย และ
ปีศาจเจ็ดทะเลแดง หากท่านให้สัญญา ข้าก็ยินดี
ไปกับท่าน”
ตอนนี้เทือกเขาคราม กำลังประสบพบเจอกับภัย
พิบัติครั้งใหญ่ ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ นี่คือสิ่งที่
เขารู้สึกกังวลมากที่สุด
ภายในดวงตาของจิ่วเซียนปรากฏประกายลึกล้ำ
บางอย่าง นางกล่าวขึ้นว่า “เรื่องนี้ข้าไม่สามารถ
ทำได้ จิ่วเอ๋อมีเหล่าพี่น้องติดตามอยู่มากมาย จิ่
วเอ๋อสัญญาไว้แล้ว ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ของ
พวกเขา ไม่สามารถกระทำเพื่อความปรารถนา
ของตนเองได้ มิเช่นนั้นจะเป็นการหลอกลวงพวก
เขา นี่คือกฎของจิ่วเอ๋อ ที่แม้แต่ท่านก็ไม่สามารถ
ทำลายมันได้”
อู่ อวี้ หัวเราะเยาะนาง “หากเจ้าทำลายนิกาย
กระบี่สวรรค์ ข้าก็ยิ่งเกลียดชังเจ้ามากขึ้นเท่านั้น นี่
ใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนาหรือไม่? ”
จิ่วเซียน ก้าวถอยหลังออกไปสองสามก้าว ในที่สุด
แววตาของนางก็เปลี่ยนไป กลายเป็นไม่แยแส
เปียมล้นไปด้วยเจตนาแห่งการต่อสู้
“เมื่อข้าทำลายนิกายกระบี่สวรรค์ ข้าจะพาท่าน
จากไปจากที่นี่ในทันที ฉะนั้นท่านจงลืมเรื่องนี้ไป
เสียเถอะ ไม่ต้องพูดคุยเรื่องนี้กันอีกแล้ว”
เมื่อนางกล่าวจบ นางก็พลักร่างของ อู่ อวี้ ออกไป
จากห้อง พร้อมกับปิดประตูห้องลงด้วยโทสะ
ปล่อยให้ อู่ อวี้ ยืนอยู่ในพระราชวัง ท่ามกลาง
พรมขนห่านเพียงลำพัง
โลกทั้งใบเงียบสงบ
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ คาดการณ์ว่าในเวลานี้กอง
กำลังทั้ง 3 น่าจะเริ่มเคลื่อนพลไปที่เทือกเขาคราม
กันแล้ว เขาไม่รู้แน่ชัดว่ากองทัพนี้มีกี่คนกันแน่
” เรื่องนี้นับว่าน่าแปลกไม่น้อย ”
นับตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาภายในเกี้ยวเซียนแห่งนี้
ก็เสมือนกับว่าเขากำลังอยู่ในความฝัน ซึ่งน่าจะ
เกิดจากมนต์เสน่ห์ล่อลวงของปีศาจจิ้งจอก จนตัว
เขาเกือบตกเข้าไปในหลุมพรางของนาง จิ่วเซียน
บอกกับเขาว่าให้ละทิ้งทุกอย่าง แล้วอยู่กับนาง
เนื่องจากนางเฝั้ารอคอย อู่ อวี้ มาช้านานแล้ว อีก
ทั้งนางยังต้องการให้เขาตกหลุมรักนาง…
ทั้งหมดนี้มันยากที่จะอธิบายได้
แล้วในตอนนี้ดูเหมือนว่า จิ่วเซียน โกรธเคืองเขา
อยู่ไม่น้อย เมื่อยามที่ อู่ อวี้ ไม่สนใจใยดีในตัวนาง
” อย่างไร ข้าก็ปรารถนาให้ จิ่วเซียน ล้มเลิกการ
โจมตีนิกายกระบี่สวรรค์ ถึงแม้ถ้ากล่าวกันตามจริง
แล้วมันจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เฮ้อ… ความ
พยายามนี้ช่างไร้สาระสิ้นดี”
ภาพที่เกิดขึ้น และ สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้ ต้องไม่ได้
เรื่องจริง
” อย่างน้อยตอนนี้ท่านอาจารย์ น่าจะจับตัวของ
เจียง ติง มาเป็นตัวประกันได้แล้ว ”
เท่ากับว่าในเวลานี้กองกำลังไตรภาคีได้สูญเสีย
กำลังรบฝีมือดีไปหนึ่ง
สิ่งที่ อู่ อวี้ ทำได้ในตอนนี้ก็คือ ฝึกฝนบ่มเพาะ!
ในยามนี้ อู่ อวี้ นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมขนห่าน เขา
รีบร่ายคาถาท่องบท “วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร”
ทันที
การฝึกตนบ่มเพาะ ต้องใช้ความบากบั่นอดทน อู่
อวี้ ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมามากนัก
อีกทั้งยังผ่านช่วงชีวิตความเป็นความตายมา
มากมายนับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้เขา
กลายเป็นคนที่เข้มแข็ง และ แข็งแกร่งขึ้น
อักษรวัชระมากมาย ไหลเวียนบดขยี้ทำลายอยู่
ภายในร่างกายของเขา
อู่ อวี้ เริ่มค่อย ๆ จมลงไปในห้วงภวังค์แห่งการบ่ม
เพาะอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขาปก
คลุมไปด้วยอักษรวัชระทองคำ ไหลเวียนทั้งภายใน
และภายนอก บดขยี้หลอมสร้างร่างกายของเขา
อย่างบ้าคลั่ง
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยผ่านไป
เขาไม่เคยล่วงรู้เลยว่า บัดนี้ได้มีดวงตาคู่สวยแอบ
จ้องมองเขาผ่านกระดาษหน้าต่างภายในห้อง
” ที่แท้ เขามีกายาหยางบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการฝึกฝนบ่มเพาะเคล็ด
วิชาเต๋า จนร่างกายเขาเป็นเช่นนี้ แต่ไม่น่าเชื่อเลย
ว่าร่างกายมนุษย์ จะสามารถฝึกฝนบ่มเพาะเป็นกา
ยาหยางบริสุทธิ์ได้เช่นนี้ และดูเหมือนว่า ด้วย
พลังหยางนี้ทำให้เขาปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งบุรุษ
เพศ อีกทั้งยังแฝงเร้นไปด้วยความไม่ยินยอมต้าน
สวรรค์”
อู่ อวี้ ไม่อาจล่วงรู้ว่า จิ่วเซียน กำลังคิดสิ่งใดอยู่
เขาฝึกฝนบ่มเพาะด้วยจิตใจมุ่งมั่นแน่วแน่ ความ
จริงแล้วก่อนที่เขาจะเดินทางออกมาจาก นิกาย
กระบี่สวรรค์ เขาฝึกฝน “วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ”
สูงจนเกือบจะถึงสองจั้งแล้ว
เขาเคยผ่านประสบการณ์ต่อสู้อันรุนแรงมามาก
ตราบใดที่จิตใจของเขามั่นคงแข็งแกร่ง ก็จะ
สามารถฝั่าฟันอุปสรรค และ ขวากหนามไปได้
ทันใดนั้นเองเขาก็เริ่มร่ายสัจจคาถาเร็วขึ้น และ
เร็วขึ้น ด้วยความบากบั่นอดทน มันจะทำให้เขา
เติบโต และ แข็งแกร่งขึ้น!
จิตใจแข็งแกร่งมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว!
ทานทนต่อความเจ็บปวดทรมานอย่างบ้าคลั่ง!
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ภายในร่างกายของเขา สัจจคาถาได้พรั่งพรูกัน
ออกมาอย่างบ้าคลั่ง แล้วในที่สุดมันก็กลายเป็น
ระเบิดสัจจคาถา ในเวลานี้มันได้แปรเปลี่ยน
กลายเป็นหยาดพิรุณกระหน่ำอยู่ภายในร่างกาย
แต่เกือบทั้งหมดก็ถูก อู่ อวี้ หยุดเอาไว้
สิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกตนบ่มเพาะ นั่นก็คือ
ความรู้แจ้ง
แต่ในบางครั้ง การยืนหยัดอดทนได้เป็นเวลานาน
ก็ถือว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกัน
ในที่สุดผลลัพธ์จากการฝึกฝนบ่มเพาะอย่าง
ต่อเนื่อง ส่งผลระดับความสูงของ วัชระแก่นแท้
ธรรมสูตร ที่อยู่ภายในร่างของ อู่ อวี้ เพิ่มสูงขึ้น
อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งบัดนี้ วัชระแก่นแท้ธรรม
สูตร มีความสูงถึงสองจั้ง!
ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จ!
ก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 2 !
ตู้มมมมม!
ฉับพลัน พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
ปรากฏเป็น ออกมาให้เห็นเหนือร่างกายของเขาที่
ด้านนอก พระพุทธรูปทองคำ มีขนาดความสูง
เทียบเท่ากับพระราชวัง ในยามนี้มันได้ตั้ง
ตระหง่านดูยิ่งใหญ่มหึมาอย่างยิ่ง นอกจากนี้มันยัง
ได้แผ่พลังอำนาจอันไร้ต้านอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำ
ให้ จิ่วเซียน ถึงกับตกตะลึงกับภาพที่นางเห็น
” พลังน่าทึ่งอะไรเช่นนี้ … ” จิ่วเซียน จ้องมอง อู่
อวี้ อย่างไม่วางตา ในยามนี้เขาดูสง่างามมากขึ้น
กว่าเดิมนัก
” บรรลุกายาหยางบริสุทธิ์ ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ขั้น
สร้างแกนนภา ร่างกายแข็งแกร่งลึกลับยากหยั่งถึง
อีกทั้งจิตใจยังมั่นคงเด็ดเดี่ยว ระดับฝีมือของเขา
ตอนนี้ น่าจะอยู่เพียงระดับหลอมรวมลมปราณขั้น
ที่ 4 ยามใดที่เขาสามารถเข้าสู่ ระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้น 8 ไม่สิ เพียงแค่ระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้น 7 ยามนั้น…”
จิ่วเซียน แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็น อู่ อวี้
มีพลังเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งอันที่จริงแล้ว อู่ อวี้ ไม่ได้หยุดแค่เพียงเท่านี้
หลังจากบ่มเพาะ พระพุทธรูปวัชระแผ่นแท้ธรรม
สูตร จนสูงสองจั้งได้เป็นผลสำเร็จ เขาก็หยิบเม็ด
ยาหลอมร่วมลมปราณออกมาอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อ
ทำการกลั่นสกัดต่อ
เนื่องจากร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น และ
ทนทานมากขึ้น จึงทำให้การกลั่นสกัด และ ดูดซับ
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ เป็นไปอย่าง
สะดวกสบายมากขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่าพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ที่เขามีในตอนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนได้มาจาก
การดูดซับเม็ดยาหลอมรวมลมปราณทั้งสิ้น
นอกจากนี้เขายังมี มหาเคล็ดเทียนเซียน เอาไว้
คอยบีบอัดและสลายพลังศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว
อีก ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงไม่อาจต้านรับพลังของ
เม็ดยา มากกว่าคนปกติทั่วไป และ ขั้นตอนการดูด
ซับของเขาก็คงจะไม่ราบรื่นเช่นนี้
ในตอนนี้ วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ของเขา ได้อยู่ใน
ขั้นที่ 2 แล้ว ดังนั้นพลังวัตรของเขา จึงเพิ่มมาก
ขึ้นอย่างมหาศาล สำหรับตอนนี้พละกำลังของเขา
มากกว่า 30,000 อาชาศึก อู่ อวี้ ยังไม่เคยพบเห็น
ผู้ใด มีพละกำลังแข็งแกร่งเช่นเขามาก่อน แม้แต่
ปักษาคลื่นอัสนี หรือ ปีศาจในขั้นแก่นธาตุปีศาจ
หน้าไหน หากเมื่อพวกมันเหล่านั้นใช้พลังลุ่นๆมา
เผชิญหน้ากับ อู่ อวี้ พวกมันเหล่านั้นย่อมถูกบด
ขยี้จนสิ้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถดูดซับเม็ดยา หลอมรวม
ลมปราณ ได้เป็นจำนวนมาก และ ง่ายดาย ราวกับ
กินถั่ว
ในยามนี้ อู่ อวี้ กำลังทำการเปิดจุด ชี่ห่าย ซึ่งเป็น
บัญญัติก่อกำเนิดจุดที่ 5
จุด ชี่ห่าย หรือ ที่เรียกกันอีกชื่อว่า จุดตันเถียน ซึ่ง
ตำแหน่งของมันอยู่บริเวณท้องน้อย ต่ำกว่าสะดือ
3 ชุ่น ถือเป็นจุดสำคัญยิ่งของเหล่าผู้ฝึกตน
ทั้งหลาย ว่ากันว่าผู้บรรลุหลอมรวมลมปราณขั้นที่
10 เมื่อทำการควบแน่น สร้างแกนนภา จะต้องทำ
การควบแน่น ณ จุด ชี่ห่าย นี้
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณมากมาย ถูกดูดซับเข้าสู่
ภายในร่างกายของเขา อำนาจพลังจากเม็ดยา
โคจรอยู่ภายในร่างด้วยความเกรี้ยวกราด แต่
อย่างไรความเจ็บปวดทรมานของมัน ก็ไม่อาจ
นำมาเทียบกับวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรได้ ดังนั้นการ
กลั่นสกัดจึงเป็นเรื่องง่ายดาย ราวกับปอกกล้วย
เข้าปาก
เขายังคงกลั่นสกัด เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ
อย่างต่อเนื่อง และ ในทุก ๆ ครั้ง พลังศักดิ์สิทธิ์
ภายในกายของเขาก็ค่อยๆเข้มข้น แข็งแกร่ง และ
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากที่พลังศักดิ์สิทธิ์
โคจรหมุนวน ไม่นานนักมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวเป็น
รูปร่าง เชื่อว่าตราบใด อู่ อวี้ มีเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณที่เพียงพอ เขาย่อมสามารถเปิดจุด
บัญญัติก่อกำเนิด เพื่อเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ
ระดับที่ 5 ได้
ในยามนี้พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขา เทียบเท่าได้กับ ซู
หยานหลี่
จิ่วเซียน มองเห็นทุกขั้นตอน ดวงตาของนางสาด
ประกายอยู่หลายครั้งด้วยความประหลาดใจ นาง
จ้องมองเข้าไปภายในดวงตาของ อู่ อวี้ อย่าง
ระมัดระวัง
จะมีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่า ยามนี้ภายในใจของนางกำลัง
ขบคิดสิ่งใดอยู่
” ช่างน่าเสียดาย” อู่ อวี้ กล่าวกับตนเองอย่างทอด
ถอนใจ เนื่องจากเวลานี้ เม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ ที่เขามีอยู่ ได้ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของ
เขาจนหมดสิ้นแล้ว เขารู้สึกเสียดายเนื่องจากขาด
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณอีกเพียงแค่ 2 เม็ด เขาก็
จะสามารถเปิดบัญญัติก่อกำเนิดจุดที่ 5 ของหลอม
รวมลมปราณได้แล้ว ซึ่งหากเขาสามารถเปิดมันได้
สำเร็จ ก็จะสามารถปลูกฝังรากฐานเซียนได้
เขานึกขึ้นมาได้ว่า ตนเองได้มอบ เม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ 2 เม็ดให้แก่ ชิงเหมิง ซึ่งในตอนนี้เขา
รู้สึกเสียดายเล็กน้อย …
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากยังคงบ่มเพาะ
ต่อไป คาดว่าคงต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งเดือน ถึง
จะสามารถเปิดจุดบัญญัติก่อกำเนิดจุดที่ 5 ได้เสร็จ
สมบูรณ์
ในยามนี้ เขาต้องการความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ยังดี
ทันใดนั้น สัญชาตญาณก็ร้องเตือนเขาว่า กำลังมี
คนอยู่ด้านหลัง เมื่อเขาหันหลังกลับไปมอง ก็พบ
ร่างของสตรีงดงามผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ด้านหลังของ
เขา สตรีผู้นั้นก็คือ จิ่วเซียน และ เนื่องจาก อู่ อวี้
ไม่ได้เตรียมตัวปั้องกันเอาไว้ ฉะนั้นเมื่อเขาเห็นนาง
เขาจึงตกเข้าสู่ห้วงแห่งเสน่หาทันที ซึ่งเป็นเรื่อง
ยากที่จะสามารถควบคุมตนเองได้
จิ่วเซียน ก้าวเดินมาอยู่เบื้องหน้าสายตาของเขา
ให้ อู่ อวี้ ได้แลเห็นร่างกายอ่อนช้อยอรชรของนาง
อย่างเต็มสองตา ภายในจิตใจของเขาปรารถนา
อย่างแรงกล้า จากนั้นก็คว้าร่างของสตรีนางนี้ไว้ใน
อ้อมแขน
“เหตุใดท่านถึงมองข้า ด้วยสายตาโลมเลียเช่นนี้!”
จิ่วเซียน ยิ้มละมุนให้ จากนั้นนางวางบนมือของ อู่
อวี้ เสร็จแล้วนางก็เดินหันหลังกลับไป
ดวงตาของ อู่ อวี้ แดงก่ำ ขณะมองตามแผ่นหลัง
ของนางไป แต่ทันใดนั้นร่างของนางก็หายไปราว
ในกลุ่มหมอก หลังจากนั้นก็มีเสียงประตูปิด
กระแทกดังตามขึ้นมา
ปัง!
ทันทีที่ประตูถูกปิดลง ความสับสนที่เคยอยู่
ตรงหน้าเขาก่อนหน้านี้ก็หายไปในพริบตา
“จิ่วเซียน ช้าก่อน!” อู่ อวี้ เกลียดตนเองที่ดัน
เคลือบเคลิ้มหลงไหลในเสน่ห์ของนาง
การที่เขาไม่สามารถหักห้ามใจตนเอง กดร่างของ
นางลงบนพื้นเช่นนี้ ทำให้เขาแทบจะเป็นบ้าด้วย
เพลิงแห่งราคะ
ดูเหมือนจะมีบางอย่างอยู่ในมือของเขา
เมื่อเขามองดู ก็พบกับ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ
” ท่านเชิญนำ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ นี้ไปใช้
ในการบ่มเพาะมากเท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่ท่าน
ปรารถนา”
ฉับพลัน ภายในห้องก็มีเสียงอันหวานละมุนดังขึ้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ