กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 135 : การตอสูบนพื้นที่แหงแลงทุรกันดาร!
หลังจากปลดปล่อยปราณกระบี่หยินหยางออก
มาแล้ว ร่างกายของ อู่ อวี้ ก็ค่อยๆสงบลง จุด
บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง5ก็เริ่มหมุนวนดูดซับพลังฟั้า
ดินเข้ามา แปรเปลี่ยนเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์
พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งดูดซับเข้ามา ตราบใดที่ อู่ อวี้
ไม่ได้ใช้กงล้อกระบี่หยินหยาง มันก็จะไม่เปลี่ยนไป
เป็นพลังปราณกระบี่หยินหยางอันบ้าคลั่ง แต่ทว่า
ยังคงมีพลังบางส่วนที่อยู่ในรูปแบบของปราณ
กระบี่
ในที่สุด ตอนนี้ปราณกระบี่ก็เริ่มมั่นคงมากขึ้น
จากนั้น อู่ อวี้ เริ่มสังเกตถึงสภาพแวดล้อม
รอบๆตัวเขา
เขาพบว่าตนเองอยู่ในดินแดนที่ทุรกันดารแห่งหนึ่ง
ห้อมล้อมไปด้วยกองทัพปีศาจนับร้อย ที่กำลัง
ช่วยกันแบกเกี้ยวเซียนอยู่
ปีศาจเหล่านี้มีหลากหลายชนิด บางตัวเป็นนก
บางตัวมี4ขาเป็นเหมือนกับอสุรกาย บางตัวก็มี
รูปร่างเหมือนมนุษย์
มี หนู วัว กระต่าย เสือ ม้า แพะ ลิง แมลง นก
และปลา กระทั่งปีศาจศิลาเองก็ยังมีให้เห็น ซึ่ง
ปีศาจขบวนนี้มีมากมายหลายชนิด รูปร่างของแต่
ละตัวล้วนแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อตอนที่ อู่ อวี้ ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน
กองทัพปีศาจเหล่านี้ต่างพากันมองไปยัง อู่ อวี้
เป็นสายตาเดียว แน่นอน พวกมันไม่ได้คาดคิดว่า
อู่ อวี้ จะสามารถออกมาจากข้างในเกี้ยวเซียนได้
สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือ เมื่อเขาออกมานั้นเขา
กลับปลดปล่อยพลังปราณกระบี่ขึ้นสู่ฟากฟั้าอย่าง
รุนแรง
จริงๆแล้ว วันนี้เป็นวันที่กองทัพขนาดยักษ์กำลัง
เคลื่อนพลเข้าสู่เทือกเขาคราม
กองทัพปีศาจขนาดยักษ์จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
กำลังเคลื่อนพลอยู่บนพื้นดิน
ทัพของปีศาจเจ็ดทะเลแดง สามารถมองเห็นเพียง
เหล่าวิญญาณร้ายมากมายกำลังบดบังท้องฟั้า
ส่วนกองทัพของพรรคจงหยวนนั้น ก็นำเหล่าศิษย์
ขั้นหลอมรวมลมปราณจำนวนหลายร้อยคน ซึ่งขั้น
ต่ำสุดอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 และ 4
ทั้งหมดล้วนกำลังขี่อาชาวิหคบินอยู่เหนือเหล่า
กองทัพปีศาจทั้งปวง
ช่างเป็นกองทัพอันเกรียงไกรที่น่าตื่นตระหนกยิ่ง
เมื่อ อู่ อวี้ ปรากฏตัวออกมาและได้ปลดปล่อย
ปราณกระบี่อันบ้าคลั่งนี้สู่ฟากฟั้า ซึ่งแต่แรกเดิมที
เขาเลือกจะปล่อยมันขึ้นสู่ท้องฟั้าก็เป็นเพราะว่า
กังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ทว่าเหล่าศิษย์
ที่มีพลังฝึกตนระดับหลอมรวมลมปราณหลายร้อย
คนกลับอยู่ในขอบเขตปราณของ อู่ อวี้ ที่
ปลดปล่อยออกไปอย่างบ้าคลั่ง
เหล่าอาชาวิหคมากมายต่างก็ตกตายลง ไม่ว่าจะ
ส่วนหัวหรือส่วนปีกต่างก็ถูกปราณกระบี่ตัดทำลาย
ทั้งสิ้น
เหตุการณ์ทำให้เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายที่ขี่อาชาวิคอ
ยู่ต่างร่วงลงไปราวกับลูกเห็บ จากนั้นสถานที่แห่งนี้
ก็เต็มไปด้วยเลือดและเสียงกรีดร้องระงมไปทั่วทุก
ที่
เหล่ากองทัพปีศาจที่อยู่บนพื้นดินไม่สามารถหลบ
หลีกได้ทัน จึงถูกซากศพของอาชาวิหคตกใส่ เหล่า
ปีศาจทั้งหลายที่โดนลูกหลงนี้ ต่างก็กรีดร้อง
โหยหวนออกมา
เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณต่าง
ก็งัดเอาวิชาเต๋าและศาสตราแห่งเต๋าออกมาใช้เพื่อ
ชะลอความเร็วในการตกลงไป
แต่ว่าก็ยังมีหลายคนที่ไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน
บ้างก็โดนปราณกระบี่ของ อู่ อวี้ แทงเข้าใส่ ร่วง
ลงไปกระแทกพื้นเฉกเช่นเดียวกับอาชาวิหค
อู่ อวี้ มองไปยังเบื้องหน้า ปรากฏเหตุการณ์ที่น่า
อนาถขึ้น มีเหล่าลูกศิษย์หลอมรวมลมปราณขั้นที่
3 และ 4 หลายคนตกตายไป และมีอีกหลายสิบคน
ได้รับบาดเจ็บสาหัส ลงไปร้องโอดครวญอยู่บน
พื้นดิน
“สมน้ำหน้า…”
อู่ อวี้ ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้ง
นี้ เพราะว่าพวกมันเป็นศัตรูกับนิกายกระบี่สวรรค์
อีกทั้งพวกมันยังจะไปทำลายบ้านหลังที่สองของ อู่
อวี้
เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้กองทัพทั้งหมดต้อง
หยุดชะงัก
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ใครเป็นคนโจมตี?”
แนวหน้าของกองทัพ เกิดเป็นเสียงกรีดร้องดัง
ขึ้นมาและยังมองเห็นอาชาวิหคจำนวนมากร่วง
หล่นลงมาอยู่รอบๆกาย อู่ อวี้ เมื่อมองเห็นว่าลูก
ศิษย์หลายคนในพรรคตกตายลง เหล่าผู้อาวุโสของ
พรรคจงหยวนก็มีสีหน้าที่น่าเกลียดดูไม่ได้
อู่ อวี้ รีบบินกลับมาอยู่ข้างหน้าประตูเกี้ยวเซียน
เขามองเห็นว่าบนท้องฟั้ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอยู่ทาง
ฝังตะวันออก นั่นก็คือ เจียง เซี่ย และเหล่าผู้อาวุโส
ของพรรคจงหยวน ซึ่งอาวุโสแต่ละคนล้วนแต่มี
ระดับการฝึกตนที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ 8
ส่วนทางด้านตะวันตก เหล่าปีศาจเจ็ดทะเลแดง
พากันหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆสีดำ พวก
มันสวมเสื้อคลุมสีดำ เสื้อคลุมแต่ละตัวต่างก็แขวน
กระโหลกศีรษะ โบยบินอยู่ท่ามกลางเหล่า
วิญญาณร้าย มองดูแล้วช่างมืดมนเป็นที่สุด
เมื่อ เจียง เซี่ย มองลงมา ก็รู้ได้ในทันทีว่า ทั้งหมด
นี่ต้องเป็นฝีมือของ อู่ อวี้!
หน้าของมันเปลี่ยนเป็นมืดมน ทุกคนในพรรคจง
หยวนต่างก็เต็มไปด้วยโทสะ และจากนั้นได้กรูกัน
เข้าไปปิดล้อม อู่ อวี้
เจียง เซี่ย มองเข้าไปในเกี้ยวเซียนแล้วตะโกนขึ้น
“จิ่วเซียน ข้าขอถามหน่อย ทำไมท่านจึงปล่อยให้
อู่ อวี้ ออกมาเข่นฆ่าศิษย์ในพรรคจงหยวนของ
ข้า?”
ถ้าหากนี่ไม่ใช่จิ่วเซียน มันย่อมไม่กล่าวสิ่งใดให้
มากความ
ภายในเกี้ยวเซียน จิ่วเซียนแท้จริงแล้วรู้สึกสับสน
อยู่เล็กน้อย หลังจากมองดูไปรอบๆแล้วนางก็
เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วกล่าวตอบกลับไป
“ท่านพี่เจียง อย่าเพิ่งมีโทสะไป นี่เป็นเพียง
อุบัติเหตุ อู่ อวี้ ได้ทำการเพาะปลูกรากฐานเซียน
อยู่ในเกี้ยวเซียนของข้า และเขาก็เพิ่งจะหลอมรวม
ได้สำเร็จแต่ทว่าเขายังควบคุมมันได้ไม่มั่นคง ข้าจึง
ปล่อยให้เขาออกไป เขาคงจะไม่รู้ว่าบนฟั้านั้นมีคน
อยู่ด้วย”
สิ่งที่ จิ่วเซียน กล่าวออกไปนั้นล้วนแต่เป็นความ
จริง
แต่หาก อู่ อวี้ รู้อยู่ก่อนแล้วว่าบนฟั้านั้นมีศิษย์
พรรคจงหยวนกำลังบินอยู่ เขาก็คงจะกระทำ
เช่นเดิม
“อุบัติเหตุรึ? ศิษย์ของข้าตกตายไป 4 คน มี 17
คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังต้องสูญเสียอาชา
วิหคไป 130 ตัว แล้วเรื่องแบบนี้ข้าจะปล่อยผ่าน
ไปได้เช่นไร?” คราวนี้ เจียง เซี่ย ไม่สามารถทนได้
อีกต่อไปแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุแต่ทว่ามัน
เป็นเรื่องยากที่มันจะสามารถยอมรับได้
อู่ อวี้ ในยามนี้กลับไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใด เขา
ปรารถนาจะให้จิ่วเซียนและ เจียง เซี่ย เกิดความ
ขัดแย้งขึ้น เขาจึงหัวเราะเยาะเย้ยแล้วกล่าวขึ้น
“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ? กล่าวตามตรง ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าอยู่
ข้างบนนี้ด้วย ก็จะปลดปล่อยมันไปทางนั้น เพราะ
ไม่แน่อาจจะสังหารได้อีกหลายคน”
“อู่ อวี้ เจ้ารนหาที่ตาย!”
“หุบปากเดี๋ยวนี้!”
“อย่ามัวแต่หลบอยู่ข้างหลังผู้หญิง ออกมาสู้กับ
ข้า!!”
ในเวลานี้ เหล่าศิษย์ของพรรคจงหยวนต่างก็ร้อง
คำรามออกมาด้วยโทสะ
พวกมันโกรธเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นก่อนที่
จะเริ่มสงคราม ถ้าหากไม่จัดการ อู่ อวี้ ได้ กองทัพ
ของมันย่อมสูญเสียกำลังใจในการสู้รบ
ตอนนี้ฝูงชนนับร้อยต่างข่มขู่คุกคาม อู่ อวี้ ในทุก
รูปแบบ
แต่ว่าอู่ อวี้ นั้นไม่ได้กลัวสิ่งใดเลย ต่อหน้าการถูก
ข่มขู่คุกคามนี้ เขาก็กล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยัน “พวก
เจ้าทำได้เพียงแค่เห่าหอนเท่านั้น หากมี
ความสามารถจริง ก็ช่วยดาหน้าเข้ามาหาข้าที!”
“เจ้า!!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม้กระทั่ง เจียง เซี่ย ก็แทบจะ
ไม่สามารถระงับโทสะไว้ได้ ตอนนี้ดวงตาของคนใน
พรรคจงหยวนแต่ละคนแดงก่ำราวกับต้องการจะ
กินเลือดกินเนื้อ อู่ อวี้ พวกมันอยากจะพุ่งเข้าใส่ อู่
อวี้ แต่ว่านั่นเป็นที่ตั้งของเกี้ยวเซียน เป็นที่ที่ จิ่
วเซียน ประทับอยู่
“ทุกคนหยุดมือ!”เจียง เซี่ย ตะโกนขึ้น
อย่างไรก็ตามสำหรับเหล่าศิษย์ที่เยาว์วัยและ
เลือดร้อนนั้น ยามที่ถูกความโกรธเข้าครอบงำ ทำ
ให้แม้แต่ประมุขพรรคก็ไม่สามารถที่จะห้ามปราม
พวกเขาได้
“ตูม!”
พวกมันได้พุ่งเข้าโจมตีไปยังเกี้ยวเซียน นี่จึงทำให้
กองทัพปีศาจนั้นต่างเกิดโทสะเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ
เหล่าปีศาจแล้ว จิ่วเซียน เปรียบเสมือนดั่งเทพ
เจ้าของพวกมัน ในเวลานี้ปีศาจแต่ละตัวต่างก็มา
รวมตัวอยู่หน้าเกี้ยวเซียน เพื่อสกัดกั้นทุกการโจมตี
ที่พุ่งเข้าใส่ อู่ อวี้
ตอนนี้กองทัพทั้งสอง ต่างพุ่งเข้าใส่และฆ่าฟัน
กันเอง
อู่ อวี้ ยืนอย่างมีความสุขคอยเฝั้ามองพวกมันเข่น
ฆ่ากันเองจนโลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ
แต่เขากลับไม่ได้คาดคิดเลยว่า จิ่วเซียน จะออกมา
จากเกี้ยวเซียนของนาง แล้วมายืนอยู่เคียงข้างเขา
อิทธิพลของ จิ่วเซียน ที่มีต่อมวลหมู่ปีศาจ นั้นมี
มากกว่า เจียง เซี่ย ที่เป็นประมุขพรรคจงหยวน
เมื่อนางโบกสะบัดมือเพียงเล็กน้อย เหล่าปีศาจทุก
ตนต่างพากันหยุดมือ แล้วกลับไปอยู่ในตำแหน่ง
เดิมของพวกมัน
ส่วนทางฝังพรรคจงหยวน ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ผู้ชาย
หรือว่าศิษย์ผู้หญิง เพียงแค่มองเห็น จิ่วเซียน
พวกมันทั้งหมดต่างก็หลงใหลไปกับเสน่ห์ของนาง
จนลืมเรื่องความโกรธที่มีอยู่ในใจในทันที พวกมัน
ต่างหลงใหลมัวเมาไปกับความงดงามของปีศาจ
จิ้งจอกพันปีตัวนี้ แม้กระทั่ง เจียง เซี่ย และ เทียน
อี้จุน ก็ไม่เว้น
จิ่วเซียนเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า “จุดมุ่งหมายของ
พวกเราก็คือเทือกเขาครามมิใช่หรือ? อย่ามาสร้าง
ความขัดแย้งกันที่นี่จะได้หรือไม่?”
ภายใต้เสียงของนาง ทุกคนในพรรคจงหยวนต่างก็
ตกอยู่ในภวังค์ ไม่มีผู้ใดเอ่ยคัดค้านออกมา มีเพียง
เจียง เซี่ย คนเดียวเท่านั้นที่จะฟืนคืนสติกลับมาได้
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะเกิดข้อขัดแย้งกับท่าน แต่ว่าอู่
อวี้ นั้น สังหารศิษย์ของพรรคข้าไปหลายคน ยังไง
เรื่องนี้ข้าก็ต้องสะสาง” เจียง เซี่ย เอ่ยด้วยความ
หนักแน่น
“แต่ว่าเขานั้นมีความสำคัญกับข้ามาก ข้าไม่
สามารถปล่อยให้ท่านสังหารหรือทำให้เขาได้รับ
บาดเจ็บได้”ดวงตาคู่สวยของ จิ่วเซียน กระพริบ
ลง นี่มันยิ่งทำให้ทุกคนหลงมัวเมาไปกับความ
งดงามของนางมากยิ่งขึ้น
“ถ้าต้องการสะสางบัญชีกับข้านั้นง่ายมาก ข้า อู่
อวี้ ขอท้าทายลูกศิษย์พรรคจงหยวนทุกผู้! ไม่ว่าจะ
กี่คนก็ตาม!”อู่ อวี้ รู้ดีว่า จิ่วเซียน ได้ใช้วิชาเสน่ห์
ยั่วยวนทุกคน เขาจึงเร่งนึกภาพไปยัง‘วัชระแก่น
แท้ธรรมสูตร’ในทันทีถึงแม้ว่าทุกคนจะหลงใหลมัว
เมาไปกับเสน่ห์ของนาง แต่เขากลับยังคงมีสติ
ชัดเจนอยู่
ความจริงที่ อู่ อวี้ กล่าวออกเช่นนี้ เนื่องจากเขามี
จุดประสงค์อยู่ 4 อย่าง
ข้อแรก เขานั้นมีกายาเพชรอมตะขั้นที่ 2 และพลัง
ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 อีกทั้งยังได้ทำ
การปลูกฝังรากฐานเซียน กงล้อกระบี่หยินหยาง
เข้าไปอีก เขาจึงใคร่รู้ว่าตัวเองนั้นมีความแข็งแกร่ง
อยู่ระดับไหน
ข้อสอง ยิ่งเขาสร้างความวุ่นวายให้ที่นี่ได้มาก
เท่าไหร่ ก็จะสามารถถ่วงเวลาให้นิกายกระบี่
สวรรค์ได้ ให้ เฟิง ซัวเฟิง ตระเตรียมความพร้อม
ได้มากเท่านั้น
ข้อสาม เขาต้องการที่จะทำลายขวัญกำลังใจของ
พรรคจงหยวน
ข้อสี่ เขาต้องตรวจสอบดูว่าเขามีโอกาสในการ
หลบหนีมากน้อยเพียงใด
ดังนั้น การที่พรรคจงหยวนต้องการสะสางบัญชี
แค้นกับเขา เขาจึงทำการราดน้ำมันลงกองเพลิง
เพิ่มอีกนิดหน่อย โดยการท้าทายพวกมันด้วยพลัง
ของเขาเพียงคนเดียว ในถิ่นทุรกันดารแห่งนี้
ดังนั้นเขาจึงต้องแสดงความโหดเหี้ยม เลือดเย็น
และทระนงตนออกมา ซึ่งหากใจไม่ถึงจริงๆก็ย่อม
ไม่สามารถกระทำการเช่นนี้ได้!
ถึงแม้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุที่เขาไม่
สามารถควบคุม กงล้อกระบี่หยินหยาง ได้ แต่นี่
กลับเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับอู่ อวี้
เจียง เซี่ย จึงถามขึ้นว่า “เจ้าอยากจะต่อสู้กับศิษย์
พรรคจงหยวนของข้ารึ? ถ้าเช่นนั้นจะต้องเป็นการ
ต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย เพราะพวกเราล้วนแต่ใช้วิธีนี้
ตัดสิน หรือว่าเจ้าจะล้มเลิกความคิดก็ได้นะ!”
แม้ว่า จิ่วเซียน จะคอยปกปั้อง อู่ อวี้ อยู่ แต่ถ้า
หาก อู่ อวี้ ออกมายอมรับการประลองนี้ด้วย
ตนเอง ก็จะเข้าทางของพรรคจงหยวนในทันที ถึง
เจียง เซี่ย รู้ดีว่าในสงครามครั้งนี้จำเป็นจะต้องมี จิ่
วเซียน แต่ถ้าหากปล่อยให้คนอื่นจูงจมูกอยู่แบบนี้
มันก็จะสูญเสียความเป็นผู้นำไปโดยปริยาย
ตัวมันเชื่อว่า จิ่วเซียน นั้นไม่สามารถจะถอนตัว
ออกไปจากสงครามนี้ได้ เพราะว่านางก็ต้องการที่
จะกลืนกินเทือกเขาครามเช่นกัน
“การปะลองตัดสินเป็นตายรึ”อู่ อวี้ กล่าวด้วย
เสียงที่เย็นชา
“เจ้ากำลังท้าทายใครอยู่รู้ตัวรึไม่?”
“ตั้งแต่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 ลงมา ไม่
ว่าจะมีมากมายเท่าไหร่ ท่านปูั่ผู้นี้จะสังหารมันให้
หมด! หากใครสังหารข้าลงได้ ก็ถือว่ามันผู้นั้นโชค
ดี”อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง เจียง เซี่ย ด้วยสายตาที่
เยือกเย็น แล้วกล่าวออกมาอย่างเหี้ยมหาญ
“วิเศษ!”
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยต่อสู้ชนะ เจียง จุนหลิน มา
ได้ แต่ครั้งนี้ต้องมาสู้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับหลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 7 ซึ่งมีความแข็งแกร่งมากกว่า
เจียง จุนหลิน ในทุกด้าน
เพราะพวกมันเหล่านั้นล้วนฝึกตนมาเป็นเวลากว่า
ร้อยปีแล้ว
กล่าวได้ว่าเป็นบุคคลระดับสูงในพรรคจงหยวน!
อู่ อวี้ ในตอนนี้เพิ่งจะก่อจุดบัญญัติก่อกำเนิดได้
เพียง 5 จุด พลังศักดิ์สิทธิ์ก็อยู่ในระดับธรรมดา แต่
ว่าเขากลับมีกายเนื้อที่แข็งแกร่ง เจียง เซี่ย ต่างก็
เข้าใจในจุดนี้ แต่กระนั้นทุกคนต่างก็ไม่คิดว่าเขา
จะสามารถเอาชนะศิษย์ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 7 ของพรรคจงหยวนได้
เดิมที อู่ อวี้ ได้อยู่ภายใต้การปกปั้องจาก จิ่วเซียน
เขารู้ดีว่าในการท้าทายครั้งนี้เป็นกับดักของ เจียง
เซี่ย และรู้ว่าต้องต่อสู้กับศิษย์นับร้อยนับพันของ
พรคจงหยวน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะออกมาต่อสู้!
“เจ้าเด็กคนนี้ ต้องมีบางสิ่งบางอย่างอยู่แน่นอน มี
เพียงกายเนื้อที่แข็งแกร่ง แต่กลับหาญกล้าที่จะท้า
ทายผู้ฝึกตนที่เหนือกว่ามันถึงสองขั้นเช่นนี้ แต่ว่า
ยังไงซะมันก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี เพราะยิ่งผู้ฝึกตนอยู่
ในระดับสูงมากเท่าไหร่ การจะสังหารลงได้ย่อมทำ
ได้ยากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในขอบเขตขั้นใดก็ตาม
แต่หากที่คิดจะมาท้าท้ายผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่า
ตนเองถึง 2 ขั้นก็ย่อมเป็นความโง่เง่าจนเกินจะ
พรรณนา! ”
“ช่างเย่อหยิ่งเสียจริง ถ้าเช่นนั้นก็ดี จะได้รู้ว่าเหนือ
ฟั้ายังมีฟั้า ข้าจะทำให้รู้ว่าไม่มีวิธีใดที่เจ้าจะสังหาร
ผู้ฝึกตนในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 ได้!”
เจียง เซี่ย ลอบคิดอยู่ภายในใจ
แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของ จิ่
วเซียน เสียก่อน
ในขณะเดียวกันนี้ สายตาของ อู่ อวี้ และ เจียง
เซี่ย ต่างก็จับจ้องไปยัง จิ่วเซียน
“เฮ้อ ข้าเบื่อที่จะต้องมาสนใจพวกท่านแล้ว”จิ่
วเซียน กล่าวขึ้นพร้อมกลับเข้าไปในเกี้ยวเซียน
ของนาง
บัดนี้ แดนทุรกันดารก็เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
เพียงแต่ในยามนี้กำลังจะเกิดการประลองอัน
ดุเดือดเกิดขึ้น!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ