กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 136 : เสาฟาสยบมาร
กองทัพไตรภาคีทั้ง 3 ฝั่าย ต้องหยุดการเคลื่อนทัพ
ลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของ อู่ อวี้ เป็น
ต้นเหตุ ขณะนี้กองทัพทั้ง 3 ได้หยุดอยู่บนพื้นที่
แห้งแล้งทุรกันดาร ถูกรายล้อมด้วยทะเลทรายสี
เหลืองทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา
ทรายสีเหลืองที่กำลังพัดผ่านไปมานี้ ได้ปิดซ่อน
กองทัพจากทั้งสามกองกำลังเอาไว้ กล่าวได้ว่าหาก
ไม่ตรวจดูให้นี้ก็ยากที่จะพบเห็น
นี่คือสงครามการต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ พรรคจง
หยวน
ถือว่าโชคดีที่ จิ่วเซียน ปกปั้องเขาเอาไว้ ไม่เช่นนั้น
แล้วเขาคงถูก พรรคจงหยวน จับตัวเป็นเชลยศึก
เพื่อเอาไว้เป็นตัวต่อรอง !
เนื่องด้วยในวันนี้ดูเหมือนว่า จิ่วเซียน จะไม่สนใจ
เขามากนัก จึงถือเป็นโอกาสอันหาได้ยากที่ พรรค
จงหยวน จะจัดการกับ อู่ อวี้
ฝีปากของ อู่ อวี้ จัดได้ว่าแหลมคมยิ่งนัก เพียงแค่
คำพูดก็สามารถยั่วยุ เจียง เซี่ย จนตกอยู่ใน
สถานการณ์ยากลำบากบีบคั้น ราวกับว่า เซี่ย
เจียง กำลังโดนเด็กคนหนึ่งถอนหงอกอยู่
เขายืนตระหง่านอย่างอาจหาญ ในมือถือ พลอง
พิชิตมาร จากนั้นเขาก็เดินเข้าออกไปด้านหน้า ซึ่ง
ถูกรายล้อมด้วยเหล่าปีศาจจากรอบทิศทาง เขา
ก้าวเดินมายังเบื้องหน้าอย่างดุร้ายปั่าเถื่อน ใน
มุมมองสายตาของ อู่ อวี้ ที่เห็นอยู่ในยามนี้
อากัปกิริยาท่าทางของเหล่าสาวก พรรคจงหยวน
ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ บ้างก็ก็ยืนอยู่บนพื้น บ้างก็นั่ง
อยู่บนหลังอาชาวิหค แต่พวกมันทุกผู้ต่างหันหน้า
มาประจันหน้ากับ อู่ อวี้
เพียง หนึ่งคน หนึ่งพลอง แต่กลับหาญกล้า
ประจันหน้า กับเหล่าผู้ฝึกตนที่มีระดับฝีมืออยู่ใน
ขั้น หลอมรวมลมปราณ นับร้อย อีกทั้งยัง
หาญกล้าเชิดหน้าท้าทาย ใช้วาจายั่วยุปลุกปัน
เปล่งวาจาเย้ยเยาะ อย่างไม่เกรงกลัวฟั้าดิน!
เขายังคงแสดงท่าที และ ใช้วาจาเย้ยหยัน อย่าง
ต่อเนื่อง ด้วยการชี้ปลายพลองพิชิตมาร ไปที่เหล่า
สาวกของพรรคจงหยวนอยากดูถูก พร้อมกับกล่าว
ขึ้นว่า ” เหล่าลูกหลานของ พรรคจงหยวน ผู้ใด
หาญกล้าก้าวมาด้านหน้า ข้าท่านปูั่ อู่ อวี้ ผู้นี้จะ
สั่งสอนพวกเจ้าให้หลาบจำไปจนวันตาย!”
เจตนาของ อู่ อวี้ เพียงแค่ต้องการปลุกปันท้าทาย
ริดรอนกำลังใจของคนเหล่านี้เท่านั้น การกระทำ
ของเขาในครั้งนี้ เปรียบได้กับ พรรคจงหยวนถูก
ลูบคมอย่างรุนแรง
เพื่อให้พวกมันมีความรู้สึกว่า การจะล้ม นิกาย
กระบี่สวรรค์ ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย!
อู่ อวี้ ยังคงใช้วาจายั่วยุ เพื่อก่อความวุ่นวาย
ให้แก่ พรรคจงหยวน ต่อไป แน่นอนว่าผู้คนเหล่านี้
ไม่ตระหนักรู้ถึงเปั้าหมายอันแท้จริง เนื่องจากพวก
มันยังอ่อนเยาว์ยิ่งนัก ซ้ำร้ายยังมีความหยิ่งทะนง
ตนมากจนเกินไป
แต่ถ้าให้กล่าวตามจริง หากไม่ใช่เพราะ จิ่วเซียน
ตัวเขาก็คงตกตายไปนานแล้ว !
ในสายตาของฝั่ายตรงข้ามแล้ว ภายในดวงตาของ
อู่ อวี้ ส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้า อีกทั้งยัง
หาญกล้าเผชิญหน้า กับผู้อาวุโส และ ผู้ฝึกตน
จำนวนมากมาย โดยไม่เปลี่ยนแปลงสีหน้าแม้แต่
น้อย ถึงแม้จะเป็นความจริงที่ ว่าเขาช่างดูกล้า
หาญอย่างยิ่ง แต่เขาก็ทำให้เหล่าสาวกของพรรค
จงหยวน เกิดความขุ่นเคืองโกรธแค้นอย่างยิ่ง
ในยามนี้ความขุ่นเคืองโกรธแค้น ได้ปะทุขึ้นใน
จิตใจของสาวกทุกผู้ทุกนาม ประดุจดังกระต่าย
น้อยที่กำลังยั่วยุราชสีห์ให้โกธร และ ยามนี้ราชสีห์
ที่ว่ากำลังโกรธเกรี้ยวเดือดดาลอย่างยิ่ง
ท่ามกลางหาดทรายสีเหลือง มีชายผู้หนึ่งกำลังยืน
หยัดอย่างภาคภูมิ เผชิญหน้ากับทหารนับพันอาชา
นับหมื่น ในยามนี้แสงที่อยู่ภายในร่างของเขา
กำลังเปล่งรัศมีนับหมื่นลี้ ประหนึ่งดั่งว่า เหล่าผู้ฝึก
ตนทั้งหมดจะต้องจดจำเขาไว้ให้ขึ้นใจ!
“เข้ามา!”
ในยามนี้เหล่าสาวกพรรคจงหยวนหลายคน กำลัง
แผดเสียงคำรามกู่ร้องราวกับพร้อมรบเช่นกัน
เป็นเรื่องปกติธรรมดา ของเหล่าผู้ฝึกตนวัยหนุ่ม
สาว เลือดในกายย่อมรุ่มร้อนพุ่งพล่าน ย่อมไม่อาจ
ทนทานต่อถ้อยคำเหยียดหยัน สร้างความอับอาย
เช่นนี้ได้!
ทันใดนั้นท่ามกลางเหล่าศิษย์ ก็มีชายผู้หนึ่งพุ่งตัว
ออกไปด้านหน้า โดยไม่รีรอคำสั่ง หรือ คำยินยอม
จาก เจียง เซี่ย
” ท่านทั้งหลาย ขอให้ข้าเป็นผู้สังหารมันผู้นี้เอง ”
ทันใดนั้นชายร่างกำยำก็แผดเสียงคำรามออกมา
เมื่อเสียงร้องคำรามของชายผู้นี้ดังขึ้น สรรพเสียง
อื่นใดก็พลันเงียบสงบลง ราวกับว่าชายผู้นี้มีอะไร
บางอย่างอันน่าประทับใจ เขายืนโดดเด่นเป็นสง่า
ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก ในยามนี้สายตาของทุก
ผู้คน กำลังเพ่งมองไปบนร่างของเขาเป็นจุดเดียว
จากนั้นสถานการณ์ที่เคยปันปั่วนก็สงบลง เหล่า
ผู้คนก็เริ่มทยอยกลับไปประจำตำแหน่งของตนเอง
“สือ กังอวี้ ท่านต้องฉีกมันให้แหลกเป็นชิ้น ๆ ! ”
” สังหารมัน เพื่อล้างแค้นให้แก่ เจียง จุนหลิน! ”
” เจ้าจะต้องพ่ายแพ้ ข้าจะรอเหยียบซ้ำเจ้าให้จม
ดิน!”
ในยามนี้เราสาวกหนุ่มสาวที่อยู่เบื้องหลัง กำลัง
แผดเสียงตะโกนสร้างความกดดันให้แก่ สือ กังอวี้
เป็นอย่างมาก เนื่องจากว่า สือ กังอวี้ ผู้นี้มีความ
มั่นอกมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง มันจึงไม่แยแส ถ้อยคำ
ทั้งหลายทั้งปวง
มันจ้องมองเขม็งมาทาง อู่ อวี้ เขาสังเกตเห็นว่า
ชายผู้นี้แสดงท่าทางราวกับสัตว์ปั่าที่ดุร้าย ศีรษะ
ของมันล้านโล่งไร้ซึ่งเส้นขน แม้ภาพลักษณ์ของมัน
จะดูหยาบกระด้าง แต่มันกลับสวมเสื้อคลุม ที่ไม่
เข้ากันกับภาพลักษณ์ของมันอย่างสิ้นเชิง ชวนอึด
อัดเมื่อได้เห็นอย่างยิ่ง
ตู้มมมม!!!
ด้านหลังของ สือ กังอวี้ ได้พกอาวุธชนิดหนึ่ง ซึ่งดู
คล้ายคลึง และ มีความยาวเกือบเท่ากับพลอง
พิชิตมารของ อู่ อวี้ ทันใดนั้นเองมันก็กระแทกแท่ง
หินลงบนพื้น ตู้ม! คลื่นอัดกระแทก เกิดเป็นลม
พายุ พัดปลิวฝุั่นทราย ม้วนกวาดแผ่ขยายออกไป!
มันคือศาสตราเต๋าชนิดหนึ่ง
“ แม่สาวน้อย!ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่าวันนี้
พลองของเจ้ากับ ‘เสาเวทย์ค้ำเมือง’ ของข้า ใคร
จะเหนือกว่ากัน!”
ย๊ากกกกก!!!
มันแผดเสียงร้องคำรามออกมา พร้อมกับเกาะกุม
แท่งศิลาไว้ด้วยมือทั้งสอง
พลังศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่ง!
ครืดดด ตู้ม! ครืดดด ตู้ม!
ในยามนี้ผิวหนังของมันได้กลายเป็นสีเทา เสมือน
ศิลาที่แข็งแกร่งทนทานยากจะทำลาย การ
เปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวเนื่องมาจากการปลูกฝัง
รากฐานเซียน ”
อู่ อวี้ จับตามองมันอย่างละเอียด ผลของการ
ประเมินเขาคาดว่าฝีมือยุทธของชายผู้นี้ น่าจะอยู่
ไม่เกินระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 6 แต่เป็น
เพราะมันมีทั้งศาสตร์ตราเต๋า ประจวบกับปลูกฝัง
รากฐานเซียนเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นพลังของมันจึง
จัดอยู่ในระดับที่สามารถสยบ เจียง จุนหลิน ได้
และคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับ โม่ ซือซู ซึ่งหากดู
จากหน้าตาของมันแล้ว อายุอานามของมันก็คงไม่
น้อยทีเดียว เป็นไปได้ว่ามันต้องฝึกตนมาแล้ว
หลายร้อยปี!
” เสาฟั้าสยบมาร ”
สือ กังอวี้ แผดเสียงคำรามอีกครั้ง ฉับพลันก็เกิด
เป็นพายุทรายสีเหลืองขนาดใหญ่ แท่งศิลา
ปลดปล่อยอำนาจมหาศาลสะเทือนฟั้าสะเทือนดิน
เมื่อมองเห็นโอกาสในการกำจัด อู่ อวี้ เช่นนี้ เหล่า
สาวกต่างก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างหึกเหิมบ้า
คลั่ง
“เหอะ!”
อู่ อวี้ แสยะยิ้มขึ้น
แน่นอนว่าตอนนี้ยังศัตรูมากมายรายล้อมเขาอยู่!
” กระทำผิดคิดชั่ว คิดจะบุกทำลายบ้านของผู้อื่น
ต่อให้แข็งแกร่งมากเพียงใด ข้าก็จะลงทัณฑ์มันผู้
นั้น! ต่อให้ดั้นด้นเดินทางมาแสนไกลมากแค่ไหน
ข้าก็จะลงทัณฑ์มันผู้นั้น! ”
แม้ว่ากองกำลังไตรภาคีทั้ง 3 สาม จะแข็งแกร่ง
หรือ มีอานุภาพมากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจสยบต่อ
หัวใจทรราชของ อู่ อวี้ ได้!
มือจับพลองพิชิตมารแน่น เพราะแท้จริงแล้ว
ภายในหัวใจของเขานั้นกำลังร้อนรุ่มเดือดพล่าน
เกินกว่าผู้ใดจะมาเปรียบได้
“ข้าจะบดขยี้ กองกำลังไตรภาคีทั้ง 3 นี้ ให้สิ้น!”
” ข้าจะลงทัณฑ์ผู้รุกรานไม่ว่าหน้าไหน ที่หาญกล้า
บุกรุกเข้ามา ข้าส่งพวกเจ้ากลับไปให้หมด!”
” ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ไม่อาจหยุดยั้งข้า อู่ อวี้ ได้ และ
ข้าก็จะบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ!”
นี่คือเจตจำนงของเขา!
และเขาจะต้องทำมันให้สำเร็จให้จงได้!
ฟึบ!
ในช่วงเวลานั้นเอง เป็นจังหวะที่ สือ กังอวี้ กำลัง
พุ่งเข้าโจมตี อู่ อวี้ ก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
กลายเป็นแสงสีทอง พุ่งทะยานสวนเข้าใส่ สือ
กังอวี้ ทันที
เคล็ดวิชาเก้ามังกรพันเสา!
ยามนี้พลังศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ภายในจุดบัญญัติ
ก่อกำเนิดทั้ง 5 กำลังโคจรหมุนวน ผสานกับ มหา
เคล็ดวิถีเทียนเซียน ในยามนี้การฟืนตัวเกือบจะ
เรียกได้ว่า เกือบสมบูรณ์ ทันใดนั้นเอง มังกรทั้ง 9
ก็ปรากฏขึ้นบนพลองซึ่งอยู่ในมือของ อู่ อวี้
โฮกกกก!
ทันทีที่มังกรทั้ง 9 ปรากฎตัวออกมาให้ได้ยลโฉม
สีหน้าของเหล่าศิษย์ทุกคนก็แปรเปลี่ยนไปอย่าง
ฉับพลัน
ไม้พลองถูกหวดลงมาจากฟากฟั้า
ภายใต้ปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ ขณะที่ไม้พลอง
กำลังถูกหวดฟาดลงมาด้วยพละกำลังอันมหาศาล
แต่ทว่า สือ กังอวี้ ยังคงตื่นตกใจ จนบัดนี้มันยัง
แทบทำอะไรไม่ถูก
ในยามนี้ อู่ อวี้ ได้แสดงพลังอำนาจที่เขามี
มากกว่าทุก ๆครั้งที่ผ่านมา ภายใต้พลังอำนาจจาก
เคล็ดวิชาเก้ามังกรพันเสา แท่งศิลาไม่สามารถต้าน
รับพลังอำนาจอันมหาศาลนี้ได้ มันกระเด็น
กระดอนปลิวออกไป ยังทิศทางของเหล่าสาวก
พรรคจงหยวน ส่วน สือ กังอวี้ ที่พ่ายแพ้ในการ
ต้านรับกระบวนท่าโจมตีนี้ก็ถูก อู่ อวี้ ฟาดอัด
กระแทกเข้าใส่ร่างกาย ลอยกระเด็นไปพร้อมกับ
แท่งศิลาของมัน
ตูม ตูม!
ในยามนี้แท่นศิลา ปักคาอยู่บนพื้น!
สภาพของ สือ กังอวี้ ในยามนี้ปกคลุมไปด้วยโลหิต
สีแดงฉาน ร่างของมันล้มลงสู่พื้น ทุกผู้คนก้าวไป
ข้างหน้า เพื่อดูอาการของมัน แม้ภายนอกจะดู
สมบูรณ์ดี แต่แท้ที่จริงแล้วภายในกลับถูกบดขยี้จน
แหลกเป็นชิ้น ๆ ดวงตาของมันเบิกโพรง
แสดงออกด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ไร้ซึ่งลม
หายใจ ตกตายไปจากการต่อสู้ทันที สภาพของมัน
ในตอนนี้ เรียกได้ว่า นอนตายตาไม่หลับ!
ปุก!
อู่ อวี้ กลับลงมาที่พื้น เขาเคลื่อนไหวดุจเมฆเหิน
พริ้วไหวดุจสายน้ำ ท่ามกลางความแห้งแล้ง
ทุรกันดาร ที่แผ่ขยายกว้างออกไป เหล่าสาวกส่วน
ใหญ่ของพรรคจงหยวนต่างมุ่งความสนใจไปที่ สือ
กังอวี้ พวกมันทั้งหมดเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะ
เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออก
บรรดาเหล่าสาวกของ พรรคจงหยวน ผู้มีระดับ
ฝีมืออยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ 6 กล่าวได้
ว่าง สือ กังอวี้ มีความแข็งแกร่งมากที่สุดแล้ว
ดังนั้นพวกมันจึงคิดเข้าข้างเอาแต่ใจ ว่าผลการปะ
ลองในครั้งนี้ ต้องเกิดจากกลยุทธ์ หรือ เพทุบาย
ของฝั่ายตรงข้ามเป็นแน่ !
ภายในจิตใจของเหล่าสาวกส่วนใหญ่ ในยามนี้
ท่วมท้นไปด้วยเพลิงโทสะอย่างยิ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่อง
ปกติของผู้ที่อ่อนแอไร้ซึ่งพลัง
สิ่งที่ อู่ อวี้ ได้แสดงให้เห็นมาเมื่อสักครู่นี้
เปรียบเสมือนเป็นการตอกย้ำความไร้พลังของพวก
มัน ซึ่งยิ่งทำให้พวกมันรู้สึกเคียดแค้นไม่พอใจ
อย่างยิ่ง ถึงแม้ภายในใจของพวกมันจะแฝงไว้ด้วย
ความหวาดกลัวก็ตาม
” ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์
โดดเด่นของ พรรคจงหยวน จะเป็นเพียงขยะไร้ค่า
เช่นนี้! ช่างน่าเศร้า และ น่าหัวร่อยิ่งนัก! เอาล่ะ…
เหล่าหลานชายทั้งหลาย คราวนี้จะเป็นผู้ใด ที่จะ
หาญกล้าก้าวขึ้นมาด้านหน้า เพื่อต่อสู้กับท่านปูั่ผู้
นี้! ”
ตึง!
เขากระแทกพลองพิชิตมารลงบนพื้นปฐพี พร้อม
กับกวาดสายตามองไปยังศิษย์ของ พรรคจงหยวน
หลังจากที่เหล่าสาวกได้เห็น ภาพฉากการต่อสู้ใน
ครั้งนี้ ของ สือ กังอวี้ อีกทั้งมันยังตกตายไป ต่อ
หน้าต่อตาของพวกเขา ส่งผลให้เหล่าสาวกส่วน
ใหญ่ ไม่หาญกล้าที่จะก้าวเดินมาเบื้องหน้าอย่าง
หุนหันอีก
ในเวลานี้ คงมีเพียงแค่ศิษย์ผู้มีฝีมืออยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 ถึงจะมีคุณสมบัติ
เพียงพอ เป็นคู่ต่อสู้กับ อู่ อวี้
ความจริงแล้ว เหล่าศิษย์ผู้มีฝีมืออยู่ในระดับหลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 7 นั้น มีจำนวนอยู่ไม่มากนัก
เจียง เซี่ย และ ผู้อาวุโส หลายคนต่างพากันขมวด
คิ้ว พวกมันต่างตระหนักถึง เจตนาร้ายที่แอบแฝง
ของ อู่ อวี้ แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ หาก
พวกมันหยุดการท้าประลอง คงได้ถูกหัวเราะเยาะ
เย้ยไปทั้งใต้หล้าเป็นแน่ จึงจำต้องกล้ำกลืนฝืนทน
ให้ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป การโดนถอนหงอก
เช่นนี้ พวกมันจึงจำเป็นต้องแสวงหาผู้ที่สามารถ
กุมชัยเหนือ อู่ อวี้ ให้จงได้ มิเช่นนั้นแล้วขวัญ
กำลังใจที่ต้องสูญเสียไปในวันนี้ คงยากจะฟืน
คืนกลับมาได้
“ส่ง หลิว ชิงสุ่ย ออกไป”
ผู้อาวุโสจากพรรคจงหยวน กล่าวเสนอชื่อคนผู้
หนึ่ง
“เมื่อไม่นานมานี้ นางเพิ่งทะลวงบัญญัติก่อกำเนิด
จุดที่ 8 ได้สำเร็จ คงไม่มีปัญหาที่จะให้นางขจัด อู่
อวี้ ให้สิ้นซาก”
” เราไม่อาจส่งผู้ใดไปตายได้อีกต่อแล้ว การให้
หลิว ชิงสุ่ย เป็นผู้สังหารมัน สำหรับผู้ที่อยู่ในขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 7 แล้ว นางถือเป็น
ตัวเลือกที่ดีที่สุด”
ท้ายสุดแล้ว เจียง เซี่ย ก็พยักหน้า
“สำหรับนางแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด”
ตอนนี้ พวกมันได้เห็นพลังของ อู่ อวี้ แล้ว จาก
มุมมองของพวกมัน อู่ อวี้ แทบจะมีความ
แข็งแกร่งอยู่ในระดับสูดสุดของหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 7
“หลิว ชิงสุ่ย ไปสังหารมัน”
หลังจากได้ยินนามนี้ เหล่าสาวกของ พรรคจง
หยวน ต่างพากันแสยะยิ้มออกมา รอยยิ้มของพวก
มันให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกยิ่ง จากนั้นก็กล่าวขึ้น
ว่า “ครานี้ศิษย์พี่หญิง หลิว ชิงสุ่ย เป็นผู้ออกโรง
ด้วยตนเองเช่นนี้ อู่ อวี้ เจ้าไม่รอดแน่”
” สำหรับศิษย์พี่หญิง หลิว ชิงสุ่ย คงกล่าวได้ว่า
นางคือผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง นางอยู่ในขั้นหลอม
รวมลมปราณระดับ 7! มีผู้ฝึกตนในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับ 7 มากมาย ต่างต้องยินยอมก้มหัว
ศิโรราบให้แก่นาง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความ
แข็งแกร่งนี้ อีกทั้งยังมีข่าวลือหนาหูว่า แม้กระทั่ง
ปีศาจโตเต็มวัย ซึ่งมีแก่นธาตุปีศาจ 7 ดวง ก็ยังถูก
นางสังหารมาแล้ว!”
” ลอง หลิว ชิงสุ่ย ออกโรงเองเช่นนี้ เห็นที อู่ อวี้
คงไม่อาจหลีกเลี่ยงความตายไปได้ ต่อให้มันไม่ได้
ร้องขอความตายก็ตาม ”
ท่ามกลางเหล่าสาวกมากมายของ พรรคจงหยวน
ที่ปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดกลัวขึ้น พลัน
ปรากฏคนผู้หนึ่งก้าวออกมาเผชิญหน้ากับ อู่ อวี้
นางเป็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง รูปร่างผอมบาง ดู
เหมือนว่านางจะฝึกฝนบำเพ็ญตนมามากกว่า 100
ปี รูปลักษณ์ของนางเอนเอียงค่อนไปทางผู้สูงวัย
ตอนที่นางอยู่ในวัยหนุ่มสาวอาจงดงาม อย่างไรก็
ตาม นางหลอมรวมลมปราณมาเกือบ 200 ปี ถือ
เป็นช่วงชีวิตที่ยาวนาน นางมีอายุมากถึงเพียงนี้
ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะปรากฏริ้วรอยขึ้น
มากมายเช่นนี้ ผิวหน้าของนางที่หย่อนคล้อยแสดง
ให้เห็นถึงความมีอายุ
นัยน์ตาคู่หรี่เล็ก เฉกเช่นวิญญาณร้ายที่ก้าวเดิน
ออกมาจากขุมนรก นางจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตา
อันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นสายตาของนาง เขาก็รู้สึกเย็น
เหยียบไปถึงแผ่นหลัง จิตสังหารที่น่าประหวั่นพรั่น
พรึงถึงเพียงนี้ มีเพียงมือสังหาร ที่เข่นฆ่าชีวิตผู้คน
มามากมายนับไม่ถ้วน ถึงจะมีรังสีอำมหิตเช่นนี้ได้
ถึงแม้จะเป็นสาวก ที่ก้าวเดินอยู่ในวิถีแห่งความ
ถูกต้อง แม้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนนอกรีต หรือ มือสังหาร
แต่รังสีอำมหิต และ กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าของ
นาง แทบจะเทียบเคียงได้กับ ฉี หยุนจี ซึ่งเป็นน้อง
เล็กสุดในเหล่าปีศาจ 7 ทะเลแดง
หลิว ชิงสุ่ย ก้าวเดินขึ้นมาอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ใน
มือข้างขวาของนางถือแส้หางม้าสีโลหิตเอาไว้
นอกจากนี้ยังมีโลหิตติดอยู่บนปลายแส้อีกด้วย มือ
ซ้ายของนางถือกริชขนาดครึ่งฉือเอาไว้ ซ่อนอยู่
ภายใต้เสื้อคลุมของนาง เสมือนดั่งอสรพิษเตรียม
จะฉกเหยื่อ
“อู่ อวี้”
“หืม?”
“ไปลงนรกซะ” นางจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตา
เปียมล้นไปด้วยจิตสังหาร พร้อมกับแสยะยิ้ม
อำมหิตขึ้นอย่างฉับพลัน
หวืด!
นางสะบัดมือขวาออกไป แส้หางม้าสีโลหิต
ปลดปล่อยพายุโลหิตออกไป มันดูราวกับคมมีด
โลหิตจำนวนมหาศาล ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของ
อู่ อวี้
“ศิษย์พี่หญิง หลิว ชิงสุ่ย”
“ถลกหนังของมัน บดขยี้เส้นเอ็น จากนั้นก็ดึงใส้
ของมันออกมาให้หมด!”
เหล่าศิษย์จากพรรคจงหยวน ต่างตะโกนโห่ร้อง
สาปแช่งอย่างบ้าคลั่ง!
ราวกับปรารถนาที่จะลิ้มรสชาติของโลหิต!
อู่ อวี้ ระมัดระวังตัวอย่างถึงที่สุด ถือเป็นครั้งแรกที่
เขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแข็งแกร่งเช่นนี้ หาก
กล่าวว่า หลิว ชิงสุ่ย ผู้นี้ สามารถสังหารศิษย์พี่
สองของ อู่ อวี้ อย่าง หยาง ชิง ได้ ก็ถือเป็นคำ
กล่าวที่ไม่เกินเลยแต่ประการใด
หากนับอายุอานามที่สูงกว่ามากของนางแล้ว เกรง
ว่าเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
ต่อให้ ซู หยานหลี่ , โม่ ซือซู หรืออาจจะมากกว่า
นั้น มาร่วมช่วยกันต่อสู้ ก็คงล้วนจะพ่ายแพ้ให้แก่
นางทั้งสิ้น
ถือเป็นแรงกดดันมหาศาล ซึ่งยากจะต้านรับอย่าง
แท้จริง
แต่สำหรับ อู่ อวี้ นี่คือการต่อสู้ครั้งใหญ่
ยิ่งฝั่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมากเท่าใด มันก็ยิ่งพลัก
ดันให้เขารีดเฟั้นศักยภาพออกมาใช้มากขึ้นเท่านั้น
ย่า!!
จำแลงร่างเซียนวานรอีกครั้ง!
ร่างกายยืดขยาย ขนสีทอง มือเท้าปรากฏกรงเล็บ
แหลมคม ร่างกายมีความเหนียวแน่นทนทานมาก
ยิ่งขึ้น ปลดปล่อยพลังอำนาจมหาศาลจากกาย
เนื้อ!
อู่ อวี้ ในยามนี้ ดูราวกับเครื่องจักรสังหาร!
ตูม!!
ในยามนี้พลองพิชิตมาร กำลังหมุนควงอยู่ในมือ
ของเขา!
เขากำลังรู้สึกเพลิดเพลิน และ เดือดพล่านอย่าง
เต็มที่!
แต่ถึงนางจะเห็นเช่นนั้น นางก็ทำเพียงแค่แสดง
ท่าทางเยาะเย้ย พร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหาร
ออกมาอย่างรุนแรง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ