กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 137 : โม ซิวเตา
ฟูั่วว …
ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ที่อยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ใน
ยามนี้ ล้วนอยู่ในสายตาของเขาทั้งสิ้น
บางครั้งการต่อสู้ด้วยวิชาเวทย์ของเซียนเต๋า
ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย อาจเกิดขึ้นได้ใน
ชั่วพริบตา
หลิว ชิงสุ่ย สะบัดแส้หางม้าสีโลหิตในมือ
ปลดปล่อยพายุโลหิต ม้วนกวาดผ่านโอบล้อมร่าง
ของ อู่ อวี้ เอาไว้ นอกจากนี้เม็ดทรายสีเหลือง
และ ฝุั่นละอองก็ยังถูกดูดกลืนหมุนวนผสานเข้าไป
อยู่ในพายุนั้นด้วย
ท่ามกลางคมมีดพายุโลหิต นัยน์ตาทั้งคู่ของ หลิว
ชิงสุ่ย ที่เคยไร้ซึ่งความแยแส บัดนี้กลับเปียมล้น
ไปด้วยความกระหายเลือด
พายุโลหิต เป็นดั่งคมมีดจำนวนนับไม่ถ้วน กรีด
ผ่านร่างกายของเขา หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไป โดน
พายุนี้กลืนกินแล้วล่ะก็ ร่างของคนผู้นั้นคงถูกฉีก
กระชากแบ่งเป็นชิ้น ๆ!
คมมีดพายุโลหิตจากผู้ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 เมื่อเทียบกับ
เคล็ดวิชาของฮ่าวเทียน ซ่างเซียน มันแข็งแกร่ง
กว่ามาก
ชริ้ง ชริ้ง ชริ้ง!
เสียงฉีกกระชากจากคมมีดวายุ ช่างดูน่า
สะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ฉับพลัน พายุโลหิตก็หดตัวเข้ามา ดูราวคมมีด
จำนวนนับไม่ถ้วน กำลังพุ่งเข้ามาหา อู่ อวี้ คาดว่า
มันคงได้บั่นร่างของเขา ฉีกกระชากออกเป็นหมื่น
ๆ ส่วน!
กล่าวตามตรง หากเป็นผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋า ซึ่งมี
ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้น
ที่ 7 คนอื่น ๆ หากต้องมาติดอยู่ในพายุโลหิตที่
แสนโหดเหี้ยมนี้แล้วละก็ คงถูกคมมีดพายุนี้ ฉีก
กระชากแหลกเหลวผสานรวมอยู่ในพายุนี้ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ในตอนนี้มีกายาเพชรอมตะ
ทำให้กายเนื้อของเขามีความแข็งแกร่งทนทานเป็น
อย่างยิ่ง แข็งแกร่งยิ่งกว่า กายาทองคำมหาตะวัน
ของ เจียง จุนหลิน หรือหากเป็นสมรรถภาพทาง
กายล้วนๆ กระทั่ง เจียง เซี่ย เอง ก็ยังเทียบเขาไม่
ติด!
” ภาพเหตุการณ์นี้รู้สึกเหมือนข้าเคยพบเห็นมา
ก่อน … ”
เขายิ้มขึ้นที่มุมปาก
ชั่วขณะจิตที่พายุโลหิตกำลังหดตัวเข้ามานั้น อู่ อวี้
ก็เปลี่ยนสู่ร่างจำแลงเซียนวานร พร้อมกับ
ปลดปล่อยพลังอำนาจมหาศาล กระโจนเข้าไปหา
พายุทันที!
“หืม?” หลิว ชิงสุ่ย ควบคุมพายุโลหิต เมื่อเห็น อู่
อวี้ แสดงพฤติกรรมแสวงหาความตายเช่นนี้ ทำให้
นางตกตะลึงอยู่บางส่วน
“ในเมื่อเจ้าปรารถนาที่จะตายเช่นนี้ ข้าก็จะสนอง
มันให้เจ้า”
นางได้เพิ่มพลังอำนาจของพายุโลหิต หมุนอยู่รอบ
ร่างกายของ อู่ อวี้ แท้จริงแล้วแส้หางม้าโลหิตนี้
เป็นเช่นดั่งหนามแหลมคม ปักแทงเข้าใส่ร่างของ
อู่ อวี้
ชริ้งชริ้งชริ้งชริ้ง!
ท่ามกลางพายุ ปรากฏเป็นเสียงแหลมคมของคม
มีดดังขึ้น!
“วะ ฮ่า ๆ อู่ อวี้ ตายแน่!”
หากมองดูจากภายนอก จะสามารถเห็นได้ว่า
ท่ามกลางวายุคมมีดนี้ ร่างของ อู่ อวี้ ย่อมได้ถูก
วายุคมมีดฉีกกระชากแหลกเหลวกลายเป็นชิ้น ๆ
แล้วอย่างแน่นอน เมื่อมองเห็นภาพเช่นนี้ เหล่า
สาวกจากพรรคจงหยวนก็ไม่สามารถสะกดข่ม
ความยินดีได้อีกต่อไป พวกมันต่างเปล่งเสียงหัวร่อ
ออกมาอย่างมีความสุข
ตูม!
ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีทองก็สาดกระจายออกมา
จากพายุโลหิต!
สีหน้าของ หลิว ชิงสุ่ย เปลี่ยนไปในทันที
แสงสีทองอร่ามนี้ ได้ส่องสว่างมาถึงดวงตาของ
นาง!
หลิว ชิงสุ่ย สะบัดมือซ้ายของนางออกไปทันที
กริชบินพุ่งทะยานออกไป ปักเข้าใส่ร่างของ อู่ อวี้
ในพายุโลหิต
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ถือพลองพิชิตมาร ซึ่งมีเทพมังกร
เพลิง 9 ตัว ขดพันอยู่ พร้อมกับจ้องมองไปยัง
หลิว ชิงสุ่ย
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้เอง เขาได้
ตะโกนขึ้น!
“เคล็ดวิชาเต๋าต้องห้าม สูงสุดคืนสู่สามัญ!”
มือหนึ่งได้ทำการร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็
ได้พุ่งเข้าไปผสานหลอมรวมเข้ากับเทพมังกรซึ่งขด
พันเป็นเกลียวอยู่รอบพลองพิชิตมารอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเองเทพมังกรเพลิงก็หมุนวน ร้องคำราม
ออกมาอย่างบ้าคลั่ง กรร!!! หลังจากที่มันได้ผสาน
เข้ากับพลองพิชิตมารแล้ว ฉับพลันพลองพิชิตมาร
ก็กลายเป็นเทพมังกรเพลิง ต่อมา อู่ อวี้ ก็ขว้างมัน
ออกไปทันที เทพมังกรเพลิงพุ่งทะยานออกไป เฉก
เช่นดั่งเกาทัณฑ์หมายสังหาร!
นี่คือเคล็ดวิชาเต๋าต้องห้ามของเก้ามังกรพันเสา
วิชาเต๋าต้องห้ามนี้มีพลังอำนาจทำลายล้าง
มหาศาล แต่ความเสียหายที่ อู่ อวี้ ได้รับหลังจาก
ใช้งานวิชานี้ กลับไม่ได้มากมายเท่าที่ควร
เนื่องจากวิชา สูงสุดคืนสู่สามัญ ผลกระทบจาก
เคล็ดวิชานี้จะแสดงออกผ่านร่างกาย แต่ อู่ อวี้ มี
กายาเพชรอมตะอยู่ ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะแบก
รับผลกระทบนี้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมันเป็นวิชาเต๋าต้องห้าม
หากเป็นสถานการณ์ปกติทั่วไปแล้ว อู่ อวี้ จะไม่ใช้
มันอย่างเด็ดขาด
เหตุเพราะในที่สุดแล้ว เขาจำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชา
นี้ เนื่องจาก หลิว ชิงสุ่ย หมายมั่นจะเอาชีวิตของ
เขาให้จงได้ เขาใช้เคล็ดวิชาเต๋าต้องห้าม สูงสุดคืน
สู่สามัญ ทำให้ เก้ามังกรพันเสา บัดนี้ถือกำเนิดเป็น
เทพมังกรที่แท้จริง!
ในช่วงเวลานั้นเอง!
เทพมังกรเปลวเพลิง กลืนกินกริชที่กำลังพุ่งเข้ามา
เทพมังกรร้องคำราม กรร!! จากนั้นก็ทะลวงผ่าน
ร่างของ หลิว ชิงสุ่ย แล้วปักลงสู่พื้นปฐพี ต่อมา
มันก็กลับคืนสู่รูปแบบของพลองพิชิตมารดั่งเดิม!
“อั่ก∼ เคร้งง”
กริชร่วงตกลงสู่พื้น บัดนี้พายุโลหิตที่อยู่เบื้องหลัง
ของ อู่ อวี้ ได้จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียง
ร่องรอยของเศษขี้เถ้า และ หยาดโลหิตที่สาด
กระเซ็น อยู่บนผืนทรายเพียงเท่านั้น
ฟึด!
อู่ อวี้ ดึงพลองพิชิตมารออกมาจากร่างของ หลิว
ชิงสุ่ย ทันทีที่ดึงออกมาร่างของนางก็ร่วงหล่นลงสู่
พื้น ตำแหน่งที่เสียชีวิตของนางอยู่ในตำแหน่ง
เดียวกับ สือ กังอวี้ เมื่อเห็นภาพดังนั้นเหล่าสาวก
ของ พรรคจงหยวน ก็ไม่มีคำเอื้อนเอ่ยใดหลุด
ออกมา
ทรายสีเหลืองหมุนวนคละคลุ้ง แล้วกลบฝังร่าง
ของนางลงไปในทันที
การต่อสู้ที่ต้องแลกด้วยความเป็นความตาย
บางครั้งมันจะจบลงอย่างรวดเร็ว และ โหดร้าย
ความจริงแล้ว อู่ อวี้ ตระหนักดีว่าพายุโลหิตนั้นน่า
หวาดหวั่นเพียงใด หากเขาไม่ได้ฝึกฝนวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตร คงไม่อาจวิ่งฝั่าคมมีดพายุโลหิต
ออกมาได้เช่นนี้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นร่องรอย
บาดแผล ของคมมีดโลหิตที่กรีดเฉือนไปทั่ว
ร่างกายของเขา ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ดี!
เส้นขนสีทองของเขาเวลานี้ ถูกย้อม และ อาบ
ท่วมไปด้วยโลหิตสีแดงสด
ความจริงหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือ ในช่วงเวลา
ที่เขาสังหาร หลิว ชิงสุ่ย เขาช่างดูโหดเหี้ยมน่า
หวาดกลัว และ สง่างาม! เขาไม่จำเป็นต้องกรีด
ร้องกับชัยชนะที่ได้รับ เพียงแค่ดวงตาของเขา
แสดงความภาคภูมิใจออกมาอย่างเต็มเปียม แค่นี้
มันก็มากพอสำหรับการยั่วยุคนของ พรรคจง
หยวน อย่างเยี่ยมยอดที่สุดแล้ว!
สีหน้าเหล่าสาวกของ พรรคจงหยวน ในยามนี้
กลายเป็นสีแดงก่ำด้วยโทสะ และ ความเกลียดชัง
คั่งแค้น อย่างท่วมท้น ถึงแม้พวกมันยังมีความ
กล้าที่จะกรีดร้องออกมา แต่ว่าพวกมันกลับไม่มี
ความกล้าที่จะก้าวย่างมาอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ และ
ไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้าต่อสู้กับเขา
หลังจากทั้งหมดที่เกิดขึ้น อู่ อวี้ ได้ปฏิบัติ และ
กระทำทุกอย่างที่เขาได้เคยเอ่ยมาทั้งสิ้น นั่นก็คือ
หากมา 1 ก็จะสังหาร 1 หากมา 2 ก็จะสังหาร 2!
” พรรคจงหยวน… ผู้ใดจะออกมาอีก? ” อู่ อวี้ ยิ้ม
อย่างผ่อนคลายขณะเอ่ยถาม ส่วนเหล่าศิษย์สาวก
ทางฝังของ พรรคจงหยวน จ้องมองมาที่เขา ด้วย
สายตาหวาดกลัวประหวั่นพรั่นพรึง
นี่คือเจตนาที่แท้จริงของ อู่ อวี้ เขาต้องการบั่น
ทอนกำลังใจของฝังข้าศึกศัตรูฝั่ายตรงข้าม ใน
ขณะเดียวกันในเวลานี้เขาก็ได้ยืนหยัดต่อสู้ เพื่อ
นิกายกระบี่สวรรค์
” ต่อไปเป็นผู้ใด! ”
เมื่อคำถามนี้ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้โทสะของทุก
คนพุ่งพล่านขึ้น แต่ทว่าไม่มีผู้ใดหาญกล้าที่จะ
เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา หรือ ที่จะก้าวเดินออกไป
เนื่องจากได้เห็นภาพการตายของ หลิว ชิงสุ่ย
” ฮ่า ๆ !” ส่วนพวกปีศาจ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
ออกมา
บ่อยครั้งที่มันก็ไม่ถูกกับสาวกเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่ง
หากกล่าวตามความสัตย์จริง พวกมันเองก็ชอบดู
ถูกสาวกเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง
การที่ อู่ อวี้ กลายร่างเป็นวานรได้สร้างความตื่น
ตะลึง และ มึนงง ให้แก่พวกเหล่าปีศาจเป็นอย่าง
ยิ่ง พวกมันต่างฉงนสงสัยว่า อู่ อวี้ นั้นเป็นมนุษย์
หรือ ปีศาจกันแน่ ? หรือนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า
เพราะเหตุใด จิ่วเซียน ถึงให้ความสนใจในตัวของ
เขานัก ? ขณะนี้พวกเหล่าปีศาจกำลังจมลงสู่ห้วง
ความคิด
อู่ อวี้ จ้องมองที่ร่างของ เจียง เซี่ย
เจียง เซี่ย ซึ่งอยู่บนหลังของอาชาวิหค กำลัง
วางตัวสุขุม มันเฝั้ามอง อู่ อวี้ อย่างเงียบ ๆ ใน
ยามนี้มันเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า แม้ อู่ อวี้ จะยัง
เยาว์นัก แต่ก็เป็นเรื่องยากลำบากที่จะจัดการเขา
ลงได้
” ท่านอาจารย์ ข้าจะเป็นผู้ลงมือเอง ” ศิษย์ผู้หนึ่ง
กล่าวขึ้น สาวกผู้นี้อยู่ด้านข้างถัดจาก เจียง เซี่ย
บุรุษผู้นี้มีรูปโฉมงดงามอ่อนเยาว์ ทั้งยังสง่างาม
ราวกับบัณฑิต เช่นเดียวกับ โม่ ซือซู
“ไม่ต้อง” เจียง เซี่ย ส่ายศีรษะ
สาวกผู้นี้กล่าวขึ้นด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน ” เพราะ
เหตุใด หากข้าไม่สามารถลงไปต่อสู้กับมันได้ แล้ว
ท่านจะปล่อยให้ พรรคจงหยวน โดนเด็กเมื่อ
วันซืนเช่นนี้ สยบเราจนราบคาบเช่นนั้นน่ะหรือ!
ข้ามั่นใจอย่างยิ่ง ว่าในวันนี้ข้าสามารถเอาชนะเจ้า
เด็กเหลือขอผู้นี้ได้! ”
ความจริงสิ่งที่สาวกผู้นี้ได้กล่าวออกมา ล้วน
ถูกต้องทุกอย่าง แต่เป็นเพราะ เจียง เซี่ย ได้เห็น
จุดจบของ หลิว ชิงสุ่ย จึงทำให้ภายในหัวใจของ
มันรู้สึกกังวลอยู่พอสมควรทีเดียว แต่กระนั้นแล้ว
ไม่ว่ายังไง หลิว ชิงสุ่ย ก็ย่อมมีค่าต่ำต้อยกว่าศิษย์
ของมันอยู่ดี จึงทำให้มันไม่อาจหาญกล้าที่จะให้
ศิษย์ของตนออกไปเผชิญภัยอันตรายเช่นนี้ได้
” ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องจุนหลิน ถูกเด็กเหลือขอผู้
นี้สังหาร และ ในตอนนี้มันก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว
ซ้ำร้ายมันยังกำแหงโอ้อวดตน วาง
อำนาจบาตรใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว ข้าจึงไม่อาจ
อดทนได้อีกต่อไป !”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ เจียง เซี่ย ก็สูดลมหายใจเข้า
ลึก ๆ แล้วแอบส่งบางอย่างให้แก่ศิษย์ผู้นั้นอย่าง
ลับ ๆ แล้วกล่าวว่า ” สิ่งนี้คือทางเลือกสุดท้าย
หากถึงยามคับขันวิกฤต มันจะช่วยชีวิตของเจ้าได้
”
” ข้าขอขอบคุณ ท่านอาจารย์!”
ทันใดนั้น สาวกผู้หนึ่งก็ร่อนลงมาจากท้องฟั้า มา
ยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้!
“นั่นเขา!”
การปรากฏตัวของเขาผู้นี้ ได้ลบล้างความหดหู่
ให้แก่เหล่าสาวกของ พรรคจงหยวน และ สร้าง
เสียงฮือฮาปลุกอารมณ์เดือดพล่านอีกครั้ง!
” นี่คือศิษย์ลำดับสองของ เจียง เซี่ย ซึ่งอยู่ระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 คนผู้นี้แข็งแกร่งเสียยิ่ง
กว่า หลิว ชิงสุ่ย เสียอีก เขาคือศิษย์คนแรกที่จะได้
ขึ้นเป็นผู้อาวุโส ของพรรคจงหยวน !”
” ต่อให้ อู่ อวี้ จะแข็งแกร่งมากเพียงใด ก็คงมีแต่
เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นแหละ ถึงจะสามารถสังหาร
อู่ อวี้ ลงได้! ”
” โม่ ซิวเต๋า หน้าตาของ พรรคจงหยวน ขึ้นอยู่กับ
เจ้าแล้ว เจ้าจะต้องเอาชนะมันให้จงได้! ”
“สังหารมัน กำจัดมันอย่าให้เหลือซาก!”
ทันทีที่บุรุษผู้นี้ปรากฏกายขึ้น ก็ดูเหมือนสาวกจะ
ฮึกเหิมมากกว่าครั้งเก่าก่อนนัก เสียงโห่ร้องส่ง
กำลังใจดังกึกก้อง ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าครั้งที่ หลิว
ชิงสุ่ย ลงมาต่อสู้ แน่นอนว่าสถานะของมันใน
พรรคจงหยวน กับ หลิว ชิงสุ่ย ไม่อาจนำมา
เทียบเคียงได้
” ศิษย์ลำดับสองของ เจียง เซี่ย ? ดูเหมือนว่า
ครั้งนี้ ข้าจะได้จับปลาตัวใหญ่!”
ในความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน อู่ อวี้
กำลังเฝั้ารอคอยต่อสู้กับบุคคลผู้นี้อยู่!
เขาเห็นชายหนุ่มผู้นี้ อยู่เคียงข้าง เจียง เซี่ย เสมอ
เพียงแค่นี้เขาก็สามารถคาดเดาได้ว่า คนผู้นี้คือ
ศิษย์ของ เจียง เซี่ย อย่างแน่แท้
หากเขาสามารถสังหารชายผู้นี้ได้ จะทำให้ขวัญ
กำลังใจของ พรรคจงหยวน พังทลาย และ
สั่นคลอนมากยิ่งขึ้น จากนี้หากพวกมันคนใดต้อง
เผชิญหน้ากับ อู่ อวี้ ก็คงจะไม่มีผู้ใดหาญกล้าโงหัว
ขึ้นมองเขาอีก!
“โม่ ซิวเต๋า! โม่ ซิวเต๋า!”
ท่ามกลางทะเลทรายสีเหลือง เหล่าสาวกของพรรค
จงหยวน ชูกำปันขึ้นแล้วกำหมัดแน่น สีหน้าของ
พวกมันแดงก่ำ พร้อมกับโห่ร้องตะโกนก้อง เรียก
ขานนามของคนผู้นี้!
” เขาเป็นศิษย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดอย่างนั้นหรือนี่ ? ”
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสนใจไม่น้อย
หลิว ชิงสุ่ย นั้นมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เกือบ
เทียบเท่ากับ อู่ อวี้ เลยก็ว่าได้ ดูเหมือนชายผู้นี้จะ
มีนามว่า โม่ ซิวเต๋า มีสถานะสูงส่ง เห็นได้ชัดว่า
การต่อสู้ครั้งนี้ จะต้องรุนแรงดุเดือดเป็นตาย
เท่ากัน!
ในขณะที่ภายนอกของ อู่ อวี้ ยังคงดูสงบสุขุม แต่
ภายในของเขา กับรุ่มร้อนเดือดพล่าน!
ภาพสังเกตจากอาภรณ์ที่เหล่าสาวกของ พรรคจง
หยวน สวมใส่ จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สวมใส่
อาภรณ์สีดำ และ ขาว ซึ่งชายผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
มันเป็นอาภรณ์ที่มีลักษณะของบัณฑิตสวมใส่ ซึ่งก็
คล้ายคลึงกับ โม่ ซือซู แต่ว่าอุปนิสัยของ โม่ ซือซู
ดูสนุกสนานมีสุนทรียภาพมากกว่านัก ซึ่งชายสวม
ชุดบัณฑิตผู้นี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
บรรยากาศที่เขาแผ่ออกมา ให้ความรู้สึกจริงจัง
เที่ยงธรรมซื่อตรง! อากัปกิริยาทุกท่วงท่าการ
เคลื่อนไหว แฝงเร้นด้วยความใจกว้างโอบอ้อมอารี
นัยน์ตาลึกล้ำราวกับน้ำหมึก กล่าวได้ว่าบัณฑิตผู้นี้
ช่างดูสมบูรณ์แบบ และ สง่างามอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุเพราะการปรากฏตัวของ โม่ ซิวเต๋า ทำให้
ทะเลทรายที่แห้งแล้งแห่งนี้ กลับมามีเสียงดัง
กึกก้องถึงขีดสุดอีกครั้ง!
” ในวันนี้ข้าจะแก้แค้นให้แก่ศิษย์น้อง จุนหลิน
แล้วส่งเจ้าให้ตกตายตามเขาไป ภายในดินแดน
แห่งความตาย เจ้าจะได้ไม่ต้องเหงาอีกต่อไป
เพราะในอีกไม่ช้า พวกเราจะส่งสาวกของ นิกาย
กระบี่สวรรค์ทั้งหมด ไปอยู่กับเจ้า ” โม่ ซิวเต๋า
กล่าวขึ้นด้วยความไม่แยแส ทิ้งท้ายคำพูดเอาไว้
อู่ อวี้ ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเขา
เขารู้สึกว่าระดับฝีมือของ โม่ ซิวเต๋า ใกล้เคียงกับ
หวันเทียน หยู๋เซวีย หรือ หลาน หลิวลี่ ซึ่งถ้าหาก
เขาสามารถเอาตัวรอดได้ในวันนี้ มันจะถือเป็นการ
เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเขา
หวันเทียน หยู๋เซวีย ถือเป็นอัจฉริยะอันดับ 1 ที่หา
ตัวจับได้ยาก ของ นิกายกระบี่สวรรค์ แต่สำหรับ
ตอนนี้ อู่ อวี้ หลังจากได้ปลูกฝังรากฐานเซียน ก็
นับว่าแข็งแกร่งกว่ารุ่นก่อนมากแล้ว กล่าวได้ว่า
ผู้คนจาก นิกายกระบี่สวรรค์ คงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า
บัดนี้เขาจะก้าวเข้ามาจนถึงระดับของ โม่ ซิวเต๋า
แล้ว
” โม่ ซิวเต๋า หนอ โม่ ซิวเต๋า ”
อู่ อวี้ เปลี่ยนจากร่างจำแลงเซียนวานร กลับคืน
รูปแบบมนุษย์ เนื่องจากเสื้อผ้าของเขาฉีกขาด จึง
เผยเห็นร่างกายส่วนบนที่เปลือยเปล่า ตั้งแต่หัว
จรดเท้าของเขา สามารถมองเห็นอักขระสีทอง
ปรากฏขึ้นบนร่างของเขาได้อย่างเลือนราง อีกทั้ง
อักขระ ‘卍'(สวัสติกะ) ซึ่งลุกท่วมไปด้วยเปลว
เพลิงทองคำบริสุทธิ์บนแผ่นหลังของเขาในเวลานี้
ยิ่งทำให้ อู่ อวี้ ดูองอาจห้าวหาญมากยิ่งขึ้น!
” เจ้าดูถูกข้าอย่างนั้นรึ ? ” โม่ ซิวเต๋า ถามขึ้นด้วย
น้ำเสียงเย็นเฉียบ ในตอนนี้มันคิดว่ารูปลักษณ์แบบ
มนุษย์ ไม่ใช่สภาวะแข็งแกร่งมากที่สุดของ อู่ อวี้
“เจ้าคิดผิด”
ตึ้งงงง!
อู่ อวี้ แผดเสียงคำรามจากนั้น ก็กระแทกพลอง
พิชิตมารอัดลงสู่พื้น
ยามนี้ กลิ่นอายซึ่งแผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
ได้แปรเปลี่ยนไป ฉับพลันร่างกายของเขาเปล่ง
ประกายแสงสีทองสลวย แต่ภายในร่างกายมีแสงสี
ดำ และ สีขาวโคจรหมุนเวียนอยู่ ซึ่งหากมองลึก
เข้าไปภายในดวงตาของเขา สามารถมองเห็น
ปราณกระบี่สีดำ และ สีขาวโคจรหมุนเวียนอย่าง
เลือนราง ราวกับว่ามันพร้อมที่จะปลดปล่อย
ออกมาเบื้องนอกได้ทุกเวลา
ฟุบ!
ในขณะนี้เขาล้วงมือเข้าไปในถุงจักรวาล แล้วหยิบ
กระบี่สีดำ และ ขาวออกมา
เมื่อ เฟิง ซัวหยา ได้เห็นรากฐานเซียน เขาก็รับรู้ได้
ว่า รากฐานเซียนนี้ได้ปลดปล่อยปราณกระบี่หยินห
ยางออกมาอย่างเลือนราง ดังนั้นเขาจึงมอบ
กระบี่หยินหยาง ให้กับ อู่ อวี้ ถือเป็นศาสตราเต๋าที่
เหมาะสมกับ อู่ อวี้ อย่างยิ่ง
แกร๊ง!
อู่ อวี้ แยกกระบี่ขาวดำออกจากกัน นำมาถือไว้ใน
มือซ้าย และ ขวา คนละข้าง จากนั้นกระบี่หยินห
ยางก็กลายเป็นใบกระบี่แคบปลายแหลมยาวสอง
เล่ม!
เขาถือกระบี่ไว้ในมือทั้งสองข้าง มันช่างดูสมดุล
สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง เมื่อ อู่ อวี้ และ โม่ ซิวเต๋า
ได้เผชิญหน้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน บรรยากาศ
โดยรอบก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน ปลดปล่อยพลัง
อำนาจแพร่กระจายออกไปนับหมื่นลี้ มันเป็น
ความรู้สึกทั้งกดดัน และ รุนแรง อย่างไม่น่าเชื่อ!
ยามนี้บรรยากาศโดยรอบ ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก
สงบเงียบ ราวกับความเย็นที่อยู่ในขุมนรก
นี่คือ อู่ อวี้ อีกตัวตนหนึ่ง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ