กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 139 : คูรักในอดีตชาติ
เมื่อทำการสังหารศัตรูแล้ว กระบี่ก็ทะยานขึ้นสู่
ท้องฟั้าจนหายลับไปในทันที
ความสามารถของ กงล้อกระบี่หยินหยาง เป็นสิ่งที่
น่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง!
นี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้ใช้กระบี่ในการโบยบินขึ้น
สู่ท้องฟั้า กล่าวตามตรงถึงแม้จะรู้สึกไม่คุ้นชิน แต่
เขาคงปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบี่บินจักรพรรดิโบยบินได้
เร็วจนน่าเหลือเชื่อ!
เสียงสายลมหวีดหวิว พัดปะทะเข้ามาอย่างรุนแรง
กางเกงขายาวกระพือ เส้นผมสีดำขลับสะบัดพริ้ว
ไหวไปตามสายลม!
ช่วงเวลานี้สนธยาคืบคลานดวงตะวันลาลับจาก
ขอบฟั้า อู่ อวี้ เปรียบดั่งวีรบุรุษสูงสง่า ตัดสินใจได้
อย่างเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด บินทะยานขึ้นไปหมาย
สังหาร ท่ามกลางความตื่นตะลึงจากเหล่าสาวก
เขาพุ่งทะยานไปพร้อมแสงจากดวงตะวันที่ลาลับ
ขอบฟั้า เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาก็ทะยานผ่าน
แสงตะวันนั้นไป
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเร็วจนน่าเหลือเชื่อ!
ร่างไร้วิญญาณของ โม่ ซิวเต๋า ร่วงตกมาจาก
ฟากฟั้า ร่วงหล่นสู่พื้นดิน เหล่าสาวกส่วนใหญ่ต่าง
พากันจ้องมองไปยังร่างของเขาด้วยความ
หวาดกลัว
อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่า ตนเองจะสามารถใช้
กระบี่บินจักรพรรดิได้เช่นนี้!
สิ่งที่พวกมันได้เห็น และ ประจักษ์แก่สายตาเช่นนี้
ทำให้ใครหลายคนไม่อาจคาดเดาได้ว่า แท้ที่จริง
แล้ว อู่ อวี้ ได้เข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภาแล้วหรือยัง?
แต่ถ้าเขาอยู่ในขั้น สร้างแกนนภาแล้วจริง ๆ เหตุ
ใดเขาถึงต้องหลบหนีได้อย่างบ้าคลั่งเช่นนี้
ตูม!
ท่ามกลางกองกำลังเกือบนับพันได้พุ่งทะยานตาม
ขึ้นไปในทันที บางทีพวกมันอาจได้รับคำสั่งจาก จิ่
วเซียน ส่วน ปักษาคลื่นอัสนี เองก็ได้รีบทะยานขึ้น
ฟากฟั้าในทันทีเช่นกัน มันกลายร่างจากมนุษย์จน
เป็นรูปลักษณ์ปีศาจที่แท้จริง ขณะทะยานขึ้นสู่
ฟากฟั้า แขนทั้งสองข้างของมันเริ่มเปลี่ยน
กลายเป็นปีกอัสนี เท้าทั้งสองข้างเริ่มกลายเป็นกรง
เล็บ ปกคลุมไปด้วยขนสีม่วง ริมฝีปากเริ่มกายเป็น
จะงอยที่แหลมคมของวิหค !
ทันใดนั้นเอง ปีศาจปักษาคลื่นอัสนี ซึ่งอยู่ในร่าง
มนุษย์เวลานี้ เมื่อได้กลายร่างเป็นปีศาจอัสนีอย่าง
ฉับพลัน ความรวดเร็วในการไล่ล่าของมันจึง
รวดเร็วดั่งสายฟั้าแลบ พุ่งตามไล่ตามหลังของ อู่
อวี้ ไปอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของปักษาคลื่นอัสนี เรียกได้ว่าน่า
ประหวั่นพรั่นพรึงอย่างยิ่ง เกรงว่าอาจจะมีเพียง จิ่
วเซียน และ เจียง เซี่ย เท่านั้นที่สามารถเอาชนะ
ปักษาคลื่นอัสนีได้ เจียง เซี่ย ไม่ได้ติดตามมาด้วย
เนื่องจากตัวมันเป็นหัวหน้าพรรคหากมันเป็นผู้ไล่
ล่าติดดตามไปด้วย เกรงว่ามันจะเป็นกิริยาที่ไม่
สมควร ซึ่งอาจสร้างผลเสียกับตัวตนในสิ่งที่มัน
เป็นอยู่
ตู้ม!
ตัวมันกลับกระโดดลงสู่พื้น แล้วสาวเท้าเดินก้าว
เข้าไปหา โม่ ซิวเต๋า ด้วยตนเอง
บัดนี้ โม่ ซิวเต๋า ได้สิ้นชีพลงแล้ว เหล่าสาวกของ
พรรคจงหยวน ต่างคาดหวังว่า อู่ อวี้ จะได้รับ
บาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับ โม่ ชิวเต๋า ทำให้ใน
ยามนี้สีหน้าของพวกมันทุกผู้คนต่างซีดเผือด
ความหวังที่เคยริบหรี่ก่อนหน้านี้ มันได้เหือด
หายไปอย่างสนิท ก่อนหน้าพวกมันเดินทางมาสู้รบ
ด้วยความมั่นใจฮึกเหิมอันเต็มเปียม แต่ในยามนี้
สภาพของพวกมันช่างดูอัปยศหดหู่ ราวกับถูก
บังคับให้กินอาจม
” ดูเหมือนว่าการเคลื่อนทัพครั้งนี้ มันไม่ง่ายดาย
อย่างที่เราคิดเสียแล้ว …”
” ไม่ว่าจะเป็น เจียง จุนหลิน หรือ โม่ ซิวเต๋า ต่าง
จบชีวิตลงด้วยน้ำมือของ อู่ อวี้ ทั้งสิ้น ในเมื่อ
เรื่องราวเป็นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าท่านประมุขเจียงจะ
ทำเยี่ยงไรต่อไป ?”
ทุกผู้คนต่างจ้องมองไปที่ เจียง เซี่ย อย่างคาดหวัง
เมื่อปักษาคลื่นอัสนีติดตามไล่ล่า อู่ อวี้ พวกมันจึง
ต่างชะล่าใจ และ คิดว่า คงไม่มีทางที่ อู่ อวี้ จะ
สามารถหลบหนี หรือ หลุดพ้นจากเงื้อมมือของ
ปักษาคลื่นอัสนีไปได้ หากกวาดสายตามองขึ้นไป
บนฟากฟั้า จะเห็นว่า ปักษาคลื่นอัสนี ยังคง
ติดตามไล่ล่า อู่ อวี้ อยู่ ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่าง
ดุเดือด ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ไม่
มีทางที่หนนี้ อู่ อวี้ จะสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้อีก
ครั้ง หากกล่าวถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ของ ปักษาคลื่น
อัสนี กับ อู่ อวี้ แล้ว มันคือความห่างชั้นที่เรียกได้
ว่าช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก ชะตากรรมเดียวที่ อู่ อวี้
จะได้รับคือการถูกจับเพียงเท่านั้น และ คาดว่าคง
จะไม่นานเกินรอ ยามนี้ อู่ อวี้ ชักกระบี่หยินหยาง
ออกมาอีกครั้ง ในยามนี้เขากำลังต่อสู้โรมรันกับ
คลื่นสายฟั้า ฉับพลันสายอัสนีก็ฟาดผ่าเข้าใส่เขา
ร่างกายของเขาด้านชาไปทั้งร่าง ในที่สุดปักษา
คลื่นอัสนีก็ใช้กรงเล็บ เกี่ยวร่างของเขากลับไป
อู่ อวี้ ทำได้เพียงยิ้มรับโชคชะตากรรม
เขาไม่มีหนทางอื่นอีก
แต่ถึงอย่างไรการกระทำของเขาก็ถือว่าไม่เสียเปล่า
นอกจากเขาจะสามารถทำให้ พรรคจงหยวน
ได้รับความอับอาย ทำลายขวัญกำลังใจของพวก
มัน อีกทั้งเขายังสามารถชะลอการเคลื่อนทัพของ
มันพวก ให้ล่าช้าลงได้!
” ผู้คนของพรรคจงหยวนทั้งหมด ล้วนขี้ขลาดตา
ขาว! เช่นนี้ยังกล้าคิดเหิมเกริม จะมาครอบครอง
เทือกเขาคราม ! ข้าเห็นนะ ตอนที่ข้าบินทะยานขึ้น
ไปสู่ฟากฟั้า เหล่าสาวกจากพรรคจงหยวน มีแต่
พวกขี้ข้ารับใช้ คอยให้อาหาร เก็บอุจจาระนก
กระเรียนสวรรค์ และเหล่าสัตว์ขี่เพียงเท่านั้น!”
แม้ในยามนี้ถึงแม้ร่างของ อู่ อวี้ จะถูกปักษาคลื่น
อัสนีกดลงกับพื้น แต่ก็ยังไม่แคล้วที่เขาจะหัวเราะ
พวกมันอยู่
” พวกเจ้ากำลังมองหาสิ่งใดกัน ? อยากจะเอาด้วย
อย่างนั้นรึ? เจ้าพวกหลานเอ๋ย! ท่านปูั่ผู้นี้จะรอเจ้า
อยู่ตลอด ในท้ายสุดแล้ว อย่าลืมดาหน้าเข้ามาให้
ท่านปูั่ผู้นี้ขยี้พวกเจ้าอีกล่ะ!”
อู่ อวี้ เปรียบได้ดั่งสัตว์ประหลาด ความก้าวหน้าใน
วิชายุทธของเขา เรียกได้ว่ารวดเร็วจนน่ากลัว
แม้แต่ โม่ ซิวเต๋า ก็ยังต้องพ่ายแพ้แล้วตกตาย
ภายใต้น้ำมือของเขา อีกทั้งฝีปากยังคมกล้า
ถ้อยคำที่เขาเอ่ยมา ล้วนสร้างความอัปยศ ให้แก่
เหล่าสาวกพรคจงหยวน ภายในหัวใจของพวกเขา
เปียมล้นไปด้วยเพลิงโทสะ บางคนหวาดกลัวจน
แทบอยากจะวิ่งหนี หากไม่มีผู้ใดสามารถหยัดยืน
และ เป็นผู้นำให้แก่พวกมัน ก็คงไม่มีผู้ใดที่จะ
สามารถหาญกล้า เผชิญหน้าต่อสู้กับ อู่ อวี้ ได้
“ไปได้แล้ว!” ปักษาคลื่นอัสนีรีบพูดขัดขึ้น ด้วย
เกรงว่า อู่ อวี้ จะทะเลาะเบาะแว้งกับพวกคน
เหล่านี้ จากนั้นก็รีบโยนร่างของ อู่ อวี้ เข้าไปใน
เกี้ยวเซียน
” อย่าลืมเสียล่ะหลานๆแห่งพรรคจงหยวนของข้า !
”
แม้ว่า อู่ อวี้ ถูกโยนเข้าไปในเกี้ยวเซียน แต่สีหน้า
ของเขาก็ยังคงแสดงความหยิ่งยโส ทั้งอยากเปล่ง
เสียงหัวเราะออกมาดังก้องกังวานไปทั่ว เสียงนั้น
ยังคงสะท้อนเข้าอยู่ในรูหูของทุกคน
ทันทีที่ อู่ อวี้ ถูกโยนเข้าไปในเกี้ยวเซียน ทันใดนั้น
เสียงของจิ่วเซียน ก็ดังลอยขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่า
เหล่าสาวกของพรรคจงหยวน กำลังตกอยู่ใน
สภาวะโกรธเกรี้ยว เปียมล้นด้วยโทสะ แต่เมื่อได้
ยินน้ำเสียงของ จิ่วเซียน พวกมันก็ยังไม่สามารถ
ทัดทานเสน่ห์ของนางได้ พวกมันต่างล้วนนิ่งค้าง
และเพลิดเพลินไปกับน้ำเสียงของ จิ่วเซียน
” พี่ชายเจียง เป็นการต่อสู้แห่งความเป็นความตาย
ซึ่งท่านก็ตกลงยอมรับเรื่องนี้กับ อู่ อวี้ ไปแล้ว
ส่วนเรื่องคนของท่านที่ตกตายไป ท่านไม่สามารถ
ตำหนิข้าได้”
เสียงของนางช่างมีเสน่ห์น่ารัญจวนใจอย่างนี้ จน
เรียกได้ว่ายากที่จะโกรธเคืองได้ลง
หากมองในแง่เหตุผล นี่คือคำสัญญาที่ เจียง เซี่ย
ให้ไว้กับ อู่ อวี้ ตอนที่มันถูกยั่วยุ ดังนั้นจึงไม่ใช่
เรื่องแปลกอะไรที่ โม่ ซิวเต๋า จะตกตายไป
เนื่องจากการต่อสู้ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นตายเท่ากัน
ตอนนี้ทุกๆคนกำลังเฝั้าจับตามองปฏิกิริยาของ
เจียง เซี่ย ว่าจะกระทำเช่นไร
จิ่วเซียน ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกปั้อง อู่ อวี้
นางไม่ลังเลที่พร้อมจะแตกหักกับ เจียง เซี่ย และ
เมื่อ เจียง เซี่ย คิดถึงเรื่องสัมพันธ์แตกหัก มันจึงทำ
ได้แค่ยอมรับชะตากรรมนี้ของมัน
ขณะนี้ เจียง เซี่ย กำลังเก็บศพและส่งวิญญาณ
ของ โม่ ซิวเต๋า อย่างเงียบ ๆ แต่ใบหน้าของมัน
ขาวซีด ดวงตาเย็นยะเยือก ท่วมท้นไปด้วยเจตนา
ฆ่าฟันอย่างรุนแรง
หลังจากนั้นเขากล่าวว่าขึ้นว่า ” เหล่าสาวกพรรค
จงหยวน จงนำศพของพวกเขาเหล่านี้เคลื่อนทัพ
ออกเดินทางไปยังเทือกเขาครามด้วย! แม้วันนี้
เหล่าสาวกของพวกเราจะต้องตกตายไป แต่เรานั้น
จะคืนกระบี่สนองให้แก่ นิกายกระบี่สวรรค์ เป็นสิบ
เท่า !”
เมื่อประโยคนี้ดังกึกก้องขึ้นก็ทำให้พวกมันเข้าใจ
เป็นอย่างดี เนื่องจากการกระทำเช่นนี้แสดงให้
เห็นอย่างชัดเจนว่า เจียง เซี่ย ประนีประนอม
ให้แก่ จิ่ว เซียน เป็นอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อ
สงครามการต่อสู้นี้ได้สิ้นสุดลง เจียง เซี่ย จะปล่อย
ให้ อู่ อวี้ ลอยนวลไปหรือไม่ ? ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
” ผู้นำที่ดีต้องรู้จักโอนอ่อนยืดหยุ่นตามสถานการณ์
เช่นดั่งต้นไผ่ที่โอนเอนตามกระแสลม ซึ่งนับว่า
เจียง เซี่ย ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก เขาสามารถ
สะกดข่มอารมณ์ขุ่นเคืองภายในจิตใจลงได้ แม้ว่า
ต้องประสบพบเจอกับเรื่องน่าอัปยศ ผู้ใดจะไป
ล่วงรู้ได้ว่าในภายหลัง เขาคิดจะทำเช่นไร? ” เทียน
อี้จุน ผู้เฝั้าดูเหตุการณ์ต่อสู้มาตลอด กล่าวกับเหล่า
ศิษย์น้องของมัน
” จะอย่างไรก็ช่าง มันไม่สำคัญสำหรับเรา ฮ่ะ ๆ ๆ
…” เสิน เอ้อจุน หัวเราะออกมาประดุจดังคนโง่
เขลา
” ความสัมพันธ์ หลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง ถ้าข้า
คิดไม่ผิดล่ะก็ เจียง เซี่ย ต้องร่วมมือกับพวกเรา
เพื่อสังหาร จิ่วเซียน” เทียน อี้จุน กล่าวในสิ่งที่ตน
คิด
” พี่ใหญ่ แล้วท่านตัดสินใจเช่นไร ?”
เทียน อี้จุน ยิ้มขึ้นที่มุมปาก พร้อมกล่าวว่า ” ถึง
เวลาเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง ”
ทุกคนเริ่มออกเดินทาง เคลื่อนทัพ!
เหล่าผู้ฝึกตนอันแสนเกรียงไกร อีกทั้งยังมีกองทัพ
ของเหล่าปีศาจที่แสนน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ทั้งหมดต่างมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของเทือกเขา
คราม! โดยเฉพาะเหล่าสาวกของพรรคจงหยวน
พวกมันไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป ยามนี้
พวกมันต้องการลบล้างความอัปยศที่ถูกสร้างขึ้น
โดย อู่ อวี้ ด้วยการบดขยี้ศิษย์จากนิกายกระบี่
สวรรค์!
ภายในเกี้ยวเซียน
อู่ อวี้ กำลังยืนตรงตั้งมั่น เผชิญหน้ากับดวงตากลม
โตทั้งสอง ความงดงามประดุจดั่งเทพธิดา ยากจะ
หาผู้ใดเทียบเคียงของจิ่วเซียน ปากของเขาขมุบ
ขมิบสวดสัจจคาถาของ ‘วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร’
ภายใต้ช่วงเวลาวิกฤตและจำกัดนี้ เขาได้รับรู้ว่า ไม่
ว่าเมื่อใดก็ตาม ตราบที่เขาท่องสัจจคาถา ‘วัชระ
แก่นแท้ธรรมสูตร’ เขาจะสามารถทำการบ่มเพาะ
กายเนื้อได้ในทันที ก่อร่างพระพุทธรูปวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตรภายในร่างกาย หลอมกายเนื้อ
ปรับปรุงกายาเพชรอมตะ!
ถึงแม้ความเจ็บปวดอย่างสุดแสนสาหัสที่ต้องแบก
รับ มันยากที่จะทานทนได้ แต่เมื่อคิดถึงวิกฤต
นิกายกระบี่สวรรค์ คิดถึงบุญคุณ และ ความ
เมตตาที่ท่านอาจารย์ เฟิง ซัวหยา มอบให้แก่เขา
สิ่งที่เขาพอกระทำได้เพียงแค่ ต้องบากบั่นอดทน
ต่อไปเท่านั้น!
เสิน อู่เต้า เป็นผู้มีพระคุณประดุจดั่งบิดา บัดนี้ได้
ล่วงลับจากเขาไปแล้ว เขาไม่มีโอกาสที่ได้ตอบ
แทนบุญคุณ!
บัดนี้เขาได้รับความเมตตาจาก เฟิง ซัวหยา เขา
ย่อมต้องตอบแทนพระคุณให้จงได้!
ร่างกายของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ปรากฏอักขระสีทอง
ขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างที่เขาเผชิญหน้ากับ จิ่ว
เซียน เขาได้ทำการฝึกฝนบ่มเพาะไปด้วย ช่างเป็น
เรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
แน่นอนว่าเพื่อให้ตนเองตื่นตัวมีสติอยู่ตลอดเวลา
และเพื่อให้ไม่ถูก จิ่วเซียน ล่อลวง นี่เป็นเหตุผล
หลักว่าเพราะเหตุใด เขาถึงเพ่งสมาธิอย่างแน่วแน่
ท่องสัจจคาถาอยู่เช่นนี้
หึ่งหึ่งหึ่ง!
อักษรสีทองคำ ไหลเวียนฉีกกระชากอยู่ภายใน
ร่างกายของเขาดั่งคมมีด จุดไหนที่ถูกกรีดเฉือน จะ
ปรากฏเป็นแสงสีทอง ส่องสว่างขึ้น ทำการฟืนฟู
หลอมสร้างกายเนื้อของเขาอย่างต่อเนื่อง ค่อย ๆ
ก่อร่าง เฉกเช่นดั่งการหลอมตีกระบี่ การหลอม
สร้างร่างกายของเขาในเวลานี้ เปรียบได้ดั่งอาวุธ
ชิ้นหนึ่ง
จิ่วเซียน จ้องมองเขาอย่างตกตะลึง ก่อนหน้านี้
นางไม่พอใจ อู่ อวี้ ที่คิดหลบหนีออกไป แต่ในเวลา
นี้นางบิดเอวไปมาทำท่าทางยั่วยวน งัดมารยานับ
ร้อยเล่มเกวียนออกมาใช้สารพัด นางวนเวียนอยู่
รอบกายของ อู่ อวี้ หลังจากผ่านไปได้ครู่หนึ่ง นาง
ก็ใช้นิ้วมือขาวละเอียดลูบไล้ไปบนหัวไหล่ และ
แนบชิดใบหน้าของนางกับแผ่นหลังของ อู่ อวี้
แล้วนางก็กล่าวขึ้นจากด้านหลัง อู่ อวี้ อย่าง
อ่อนหวานว่า ” ข้าได้ยินมาว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนาน
มากเท่าใด ร่างกายของท่านก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น
เรื่อย ๆ แต่ว่าท่านก็จะต้องทนแบกรับความ
เจ็บปวดอย่างสุดแสนสาหัส…”
เนื่องจากก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เปลี่ยนแปลงสู่ร่าง
จำแลงเซียนวานร ดังนั้นในตอนนี้ เขาจึงสวมใส่
แค่เพียงกางเกงตัวเดียวเท่านั้น ร่างกายท่อนบน
เปลือยเปล่า เมื่อแตะสัมผัสกับผิวพรรณอัน
ละเอียดอ่อน บวกกับใบหน้าอ่อนละมุนแนบลงมา
ของ จิ่ว เซียน มันก็ทำให้ร่างกายของเขาสั่น
สะท้านเล็กน้อย สัมผัสดังกล่าว สามารถอธิบายได้
แค่คำเดียวเท่านั้น คือตกตายไปเสียยังดีกว่า โชคดี
ที่เขาสามารถจดจำสัจจคาถาได้ และ ยังคงท่องมัน
อย่างต่อเนื่อง ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่
เขาต้องแบกรับ ทำให้เขาสามารถทานทนเสน่ห์
ล่อลวงต่อไปได้ มิเช่นนั้นเขาคงคลุ้มคลั่งเสียสติไป
แล้ว
“อย่าแตะต้องข้า”
อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว
” ไม่ อู่ อวี้ เป็นคนรักของจิ่วเอ๋อ มีเพียงจิ่วเอ๋อคน
เดียวเท่านั้นที่สัมผัส อู่ อวี้ ได้” จิ่วเซียนกางนิ้ว
ออก จากนั้นก็ลูบไล้ต้นคอของเขา ค่อย ๆ เลื่อนลง
มาจนถึงแผ่นหลัง และ ลงไปเบื้องล่าง ทันใด
นั้นเอง อู่ อวี้ ก็ปัดมือของนางออกไป
“จิ่วเซียน ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ตอนนี้ข้า
อู่ อวี้ ที่อยู่เบื้องหน้าเจ้า จะเปรียบดั่งลูกไก่ในกำ
มือก็ตามที แต่เจ้าอย่าได้จับกุมข้าไว้เช่นนี้อีกเลย
มีอะไรโปรดกล่าวออกมาตามตรง” อยู่ร่วมชายคา
เดียวกันกับนาง ทุกอิริยาบถ และ ท่วงท่าของนาง
ช่างน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง พลาดพลั้งเพียงก้าวก็อาจ
ตกตายได้
การตายของ หยาง ชิง วนเวียนอยู่ภายในใจของ
อู่ อวี้ ในทุก ๆ ครั้งที่ อู่ อวี้ เกือบจะตกอยู่ในมนต์
เสน่ห์ล่อลวงของ จิ่วเซียน สิ่งนี้จะทำให้เขาได้สติ
คืนกลับมา
“จิ่วเอ๋อ บอกแล้วไงว่า แค่อยากให้ อู่ อวี้ ตกหลุม
รักข้าเพียงเท่านั้น จิ่วเอ๋อรอท่านมาเนิ่นนานแล้ว
ในอดีตชาติที่ผ่านมา ท่านกับข้าเคยเป็นคู่รัก ครอง
คู่เคียงข้างกัน ชีวิตนี้ของจิ๋วเอ๋อขอมอบมันให้แก่
ท่าน ใต้หล้าเหนือฟั้า ไม่ว่าท่านจะไปที่แห่งใด จิ่
วเอ๋อจะขอติดตามใช้ชีวิตเคียงคู่ไปกับท่าน จิ่วเอ๋อ
รู้ดีว่าภายในใจของท่านยากจะยอมรับจิ๋วเอ๋อ แต่
วันหนึ่ง ท่านจะต้องตกหลุมรักข้า”
จิ่ว เซียน จ้องมองมาที่เขา พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วย
ความรักใคร่เสน่หา ภายในดวงตาของนางปรากฏ
น้ำตาใสกระจ่างเอ่อล้นขึ้น การแสดงออกของ
นางในยามนี้ ทำให้จิตใจของผู้คนต้องถูกหลอม
ละลาย ปรากฏเป็นความรักใคร่เอ็นดูนางอย่างสุด
ล้น
” ท่านก็มีอายุอานามมากกว่าพันปีแล้ว ไม่คิดว่า
การทำเช่นนี้ จะถูกตราหน้าว่าเป็นโคแก่กินหญ้า
อ่อนเช่นนั้นหรือ?” อู่ อวี้ กล่าวขึ้นอย่างอับจนสิ้น
หนทาง
จิ่วเซียน ยิ้มละมุนออกมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
รอยยิ้มของนางเช่นดั่งบุปผางามที่บานสะพรั่ง นาง
ยื่นมือออกมาอย่างนุ่มนวล จากนั้นก็คล้องคอของ
อู่ อวี้ ไว้ พร้อมกับใช้สายตาที่ทำให้บุรุษผู้ต้องลุ่ม
หลง จ้องมองมายัง อู่ อวี้ นางหัวเราะคิกคักแล้ว
กล่าวว่า “ฮิฮิฮิ จิ่วเอ๋อไม่สนใจหรอก จิ่วเอ๋อจะเป็น
โคแก่ที่คิดจะกลืนกิน อู่ อวี้ ซึ่งเป็นหญ้าอ่อน”
เมื่อ อู่ อวี้ จ้องมองไป ทำให้เห็นว่าในยามนี้ จิ่
วเซียน ช่างมีความน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง ทันใด
นั้นเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรักที่ราวกับจะ
เป็นของจริงได้ ซึ่งความรู้สึกนี้ ทั้ง หลาน สุ่ยเยว่
และ ซู หยานหลี่ ไม่เคยมีให้กับเขามาก่อน
“โอ๊ย~~ ข้าจะอาเจียนอยู่แล้ว อู่ อวี้ เจ้าช่วยโบก
หน้านางนี้ซะทีสองที จะได้ไล่นางจิ้งจอกนี้ไปไกล
ๆ ข้าหน่อยได้หรือไม่?” เงาร่างวิญญาณของ หมิ
งซวง ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า อู่ อวี้ จากนั้นนางก็
พยายามตบหน้าของจิ่วเซียนอยู่หลายครั้ง แต่
แน่นอนว่า มันไม่ได้ผล
หมิงซวงไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วปีศาจจิ้งจอก
ต้องการอะไรกันแน่ ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงยัง
สับสนอยู่
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ พลันสั่นไหว พร้อมกล่าว
ว่า “จิ่วเซียน เจ้ากล่าวมามากมายเช่นนี้ ข้าเองก็มี
เรื่องจะกล่าวกับเจ้าเช่นกัน”
“ท่านต้องการกล่าวอะไรกับจิ่วเอ๋อ?” จิ่วเซียนเบิก
ตากว้าง
“หากเปั้าหมายที่ท่านโจมตีนิกายกระบี่สวรรค์
เพียงเพื่อทรัพยากรการบ่มเพาะ เช่นนั้นพรรคจง
หยวนเองก็มีเช่นกัน ทำไมเจ้าถึงไม่ช่วยนิกาย
กระบี่สวรรค์ แต่ไปร่วมมือกับ ปีศาจเจ็ดทะเลแดง
และ พรรคจงหยวนล่ะ? หากเจ้าช่วยเราจัดการ
พวกมัน ข้าจะซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ข้ายังยินยอมสมัครใจใช้ชีวิตไปกับเจ้า
ด้วย”อู่ อวี้ กล่าวอย่างจริงจัง
จิ่วเซียนส่ายหัว
อู่ อวี้ กล่าวต่อว่า “ข้าสังหาร เจียง จุนหลิน , โม่
ซิวเต๋า ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ เจียง เซี่ย ต้องการสังหาร
ข้า แต่เจ้ากลับปกปั้องข้า ถึงแม้ เจียง เซี่ย จะ
ไม่ได้โจมตีเจ้า แต่มันต้องเกิดความรู้สึกเกลียดชัง
ขึ้นในหัวใจอย่างแน่นอน หากพวกเจ้าร่วมกัน
โจมตีเทือกเขาครามจนสำเร็จแล้ว ข้ามั่นใจว่า
หลังจากนั้นมันต้องร่วมมือกับพวกปีศาจเจ็ดทะเล
แดงโจมตีเจ้าอย่างแน่นอน! การร่วมมือกับ นิกาย
กระบี่สวรรค์ จึงเป็นโอกาสเดียวของเจ้า!”
เรื่องนี้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง อู่ อวี้ ได้แต่หวังว่าจิ่ว
เซียนจะเข้าใจความปรารถนาของเขา
อย่างไรก็ตามไม่คาดคิดว่า จิ่วเซียน ก็ยังส่ายศีรษะ
อยู่ดี
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ