กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 140 : สมบัติล้ําคาของปศาจจิ้งจอก
จิ่วเซียน กล่าวว่า ” มีอยู่สองประการที่ท่านไม่
เข้าใจ ประการแรก นิกายกระบี่สวรรค์ มี เฟิง
ซัวหยา กับ หลาน ฮั้วหยุน ที่พิทักษ์อยู่ พวกเขา
ทั้งสองเถรตรงไร้ความยืดหยุ่น พวกเขาน่าเบื่อจะ
ตาย ไม่เคยติดต่อ หรือ มีสัมพันธ์ที่ดี กับปีศาจ
อย่างพวกเราเลย ต่อให้ตอนนี้พวกเขาแสร้งจับมือ
เป็นพันธมิตรกับข้า แต่พอทุกอย่างสิ้นสุด พวกเขา
ก็จะหันมาแว้งกัดทำลายพวกเราอยู่ดี ด้วยเหตุนี้
ข้าจึงคิดว่าร่วมมือกับ พรรคจงหยวน ยังดีเสียกว่า
ประการที่สอง หลายปีที่ผ่านมา พวกเราเหล่า
ปีศาจจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ต้องตกตายไป
ภายใต้คมกระบี่ของคนจาก นิกายกระบี่สวรรค์
แถมปีศาจที่ถูกกักขังอยู่ภายใน เจดีย์ผนึกปีศาจ
ยังถูกประหารจนสิ้นอีก! สงครามครั้งนี้แทนที่จะ
บอกว่า พวกข้าทำเพื่อแย่งชิงดินแดน ควรจะ
กล่าวให้ถูกต้องว่าทำเพื่อแก้แค้นน่าจะเหมาะสม
กว่า ไม่เพียงแต่แก้แค้นเพื่อตัวเอง แต่แก้แค้น
ให้กับเหล่าพี่น้องที่ตกตายไป เจ้าคิดว่า… ข้าจะ
ยอมทำตามข้อตกลงของเจ้าหรือไม่?”
ที่แท้เรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้
อู่ อวี้ ยิ้มอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า ” ปีศาจทั้ง
อันตราย และ อำมหิต ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราเหล่า
นิกายกระบี่สวรรค์ ชาวบ้านตาดำ ๆ มากมายนับ
ไม่ถ้วน คงได้รับความยากลำบากกันถ้วนหน้า
ชาวบ้านเหล่านั้นต้องทนทุกข์โศกเศร้าเสียใจ จาก
การจากไปอย่างน่าอเนจอนาถของคนที่ตนรัก ซึ่ง
ล้วนเกิดจากน้ำมือของปีศาจทั้งสิ้น ดังนั้นนี่คือ
ความรับผิดชอบ ของพวกเราเหล่าสาวก นิกาย
กระบี่สวรรค์ ที่จะต้องปกปั้องผู้บริสุทธิ์ และ
สังหารปีศาจชั่ว แล้วพวกข้ากระทำในสิ่งที่ผิดงั้น
หรือ? หากกล่าวถึงกรณีนี้ ในฐานะที่ พรรคจง
หยวน ก็เป็นผู้ฝึกตนบำเพ็ญในวิถีแห่งเต๋าเช่นกัน
พวกมันเองก็ควรจะรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย แต่
กระนั้นพวกมันกลับคิดชั่วทำการใหญ่ สมคบคิด
กับพวกปีศาจ และ ผู้ฝึกตนนอกรีต จนก่อให้เกิด
ภัยพิบัติ และ หายนะที่ปถุชนได้รับ ไม่ช้าไม่นาน
พวกมันจะต้องชดใช้! ”
หาก นิกายกระบี่สวรรค์ ต้องคอยพิทักษ์คุ้มภัย
ความสงบ และ ประโยชน์สุขให้แก่มวลมนุษย์ แต่
พรรคจงหยวน กลับสมรู้ร่วมคิดกับปีศาจ อู่ อวี้
สามารถพูดได้เต็มปากว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!
ไม่คาดคิดว่า เมื่อ จิ่วเซียน ได้ยินประโยคนี้ นางก็มี
อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้น
นางก็กล่าวขึ้นว่า ” ท่านกำลังพูดเรื่องน่าขบขัน
อะไรออกมา พวกเราเหล่าปีศาจสังหารผู้คนเพื่อ
กินเป็นอาหารนั้นเป็นเรื่องจริง แต่มนุษย์อย่างพวก
ท่านล่ะ ผู้อ้างตนว่าดีนักดีหนา ไม่ได้ฆ่าสัตว์มาเพื่อ
เป็นกินอาหารเช่นนั้นหรือ ? ทั้งในปั่าเขา ในน้ำ
และ บนท้องนภา มีสถานที่ใดบ้างที่พวกเจ้าเหล่า
มนุษย์ ไม่เข่นฆ่าสังหาร หรือ กินสัตว์เหล่านั้น?
ปีศาจอย่างเราต้องเปิดวิญญาณแห่งภูมิปัญญา
อย่างยากลำบาก ดูดซับพลังแห่งฟั้าดิน เพื่อเพิ่ม
ความแข็งแกร่งให้กับตนเอง จนท้ายที่สุดเราก็มี
ความแข็งแกร่งมากกว่าปถุชนธรรมดา แต่เหล่า
มนุษย์กลับเข่นฆ่าสังหารพวกพ้อง และ ลูกหลาน
ของข้า กลืนกินเลือดเนื้อของพวกข้า แล้วเหตุใด
เราถึงสังหารพวกมนุษย์ แล้วกินพวกมันคืนบ้าง
ไม่ได้? ”
กล่าวตามจริง คำพูดของ จิ่วเซียน ทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกตื่นตระหนก และ สะเทือนใจอย่างสุดซึ้ง
ดูเหมือนเรื่องนี้จะสร้างผลกระทบต่อจิตใจของ จิ่
วเซียน เป็นอย่างยิ่ง ความงามอันยากสุดบรรยาย
ของนาง ที่มีมาก่อนหน้านี้ได้หายไปอย่างฉับพลัน
แปรเปลี่ยนเป็นหนาวเย็น เปียมล้นไปด้วยอารมณ์
พลุ่งพล่าน
ผู้ฝึกตนเข่นฆ่าปีศาจ โดยเอาความยุติธรรมมาเป็น
ข้ออ้าง แต่มนุษย์ที่เข่นฆ่าสัตว์ กินเลือดเนื้อของ
สัตว์เหล่านั้น กลับเป็นที่ยอมรับได้ อีกทั้งยังเปลี่ยน
จากผิดเป็นถูก เมื่อสัตว์กลายเป็นปีศาจ แล้วเหตุ
ใดปีศาจจึงเข่นฆ่ามนุษย์ และ กินบ้างไม่ได้ ? แล้ว
เหตุใดทำไมพวกเขาเหล่านั้น ถึงจะแก้แค้นเพื่อ
ความยุติธรรมกลับบ้างไม่ได้กันเล่า ?
” ท้ายที่สุดแล้ว โลกนี้ก็ไม่มีความยุติธรรม ไม่มี
ความชอบธรรม ความดี และ ความชั่ว อย่าง
แท้จริง มันคือกฎแห่งปั่า ผู้แข็งแกร่งบดขยี้ผู้
อ่อนแอ นี่คือลิขิตแห่งสวรรค์! วิถีแห่งสวรรค์ เป็น
เส้นทางของผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ต้องเป็นผู้
แข็งแกร่งเพียงเท่านั้น ถึงจะสามารถยึดถือ
คุณธรรม กระทำตามใจปรารถนา ต่อต้านลิขิต
ชะตาได้ สำหรับเจ้าที่เป็นมนุษย์ ปีศาจอย่างเรา
ย่อมเป็นสิ่งชั่วร้าย ข้ากล้าพูดได้เลยว่า วันใดก็
ตามที่มนุษย์อย่างพวกเจ้า ไม่กิน เป็ด ไก่ โค และ
แกะ อีกต่อไป ปีศาจอย่างเราก็จะเลิกนำพาภัย
พิบัติ สร้างความวุ่นวายแก่มนุษย์เช่นเดียวกัน!”
ไม่มีความยุติธรรมอยู่บนโลกนี้อย่างแท้จริง ความ
ยุติธรรมเป็นกฎที่ผู้ที่แข็งแกร่งเป็นคนกำหนด
ขึ้นมา
สิ่งที่ จิ่วเซียน กล่าวมาทั้งหมดทำให้ อู่ อวี้ สัมผัส
กลับอีกมุมมองหนึ่ง ของโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
มากขึ้น
ไม่ว่าเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ตาม อย่างน้อย
เขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ ถึงแม้เขาจะล่วงรู้อย่างลึกซึ้ง
ในความจริงข้อนี้แล้ว แต่มนุษย์ยังคงฆ่าสังหารโค
และ แกะ เพื่อบริโภค แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจว่า
เพราะเหตุใดปีศาจถึงต้องกินผู้คน
” เอาล่ะ… ข้าเข้าใจแล้ว ” หัวใจของ อู่ อวี้ สั่น
สะท้านแล้วไม่อยากโต้เถียงกับนางต่ออีก
เพราะเขาล่วงรู้ดีแก่ใจว่า สิ่งที่นางได้กล่าวออกมา
นั้นล้วนเป็นความจริงทุกประการ ไม่มีความชอบ
ธรรมอยู่บนโลกใบนี้ มีแต่ผู้แข็งแกร่ง และ ผู้
อ่อนแอเท่านั้น
สิ่งที่เรียกว่าความชอบธรรม ความดี และ ความ
ชั่ว มันคือมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับมนุษย์การ
เข่นฆ่าสังหารปีศาจ นั่นแหละคือความชอบธรรม!
” รอให้ข้าทำลาย และ แก้แค้น นิกายกระบี่สวรรค์
ให้ได้เสียก่อน จากนั้นข้าจะพาท่านไปให้ไกลจนสุด
หล้าฟั้าเขียว ท่านก็จะหลงลืมสถานที่แห่งนี้ไปเอง”
เมื่อ จิ่วเซียน กล่าวจนสิ้นประโยค นางก็หันหลัง
เดินกลับห้องไป ทิ้ง อู่ อวี้ ไว้ด้านนอกเพียงลำพัง
……
ณ เวลานี้ เทือกเขาคราม ถูกปกคลุมด้วยเมฆ
หมอกจำนวนมาก ปรากฏปราณเซียน และ พลัง
ฟั้าดิน ท่วมท้นแผ่กระจายไปทั่ว กลิ่นอายหมุนวน
โคจร ยามเมื่อแสงแดดยามเช้า สาดส่องอาบไล้แผ่
กระจาย ไปยังยอดเขาน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน ก็
ปรากฎเป็นแสงประกายวิบวับตระการตา ประดุจ
ดั่งเป็นดินแดนมหัศจรรย์!
หากมองมายังเทือกเขาคราม แล้วเอาเปรียบเทียบ
กับเทือกเขาเซียนจงหยวน มันช่างดูแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง หากมองมายังเทือกเขาครามจะ
สามารถมองเห็น เทือกเขาคราม ตั้งตระหง่าน
อย่างสง่างามเด่นชัด มากกว่าเทือกเขาเซียนจง
หยวน ขณะเดียวกันสาวกจำนวนมากของพรรคจง
หยวน เมื่อเห็นความงามนี้ต่างพากันตื่นเต้น กับ
ความงดงามตระการตา และ ความอุดมสมบูรณ์
ของ นิกายกระบี่สวรรค์
ความโกรธแค้นทั้งหมด ที่ อู่ อวี้ สร้างขึ้นให้แก่
เหล่าสาวก บัดนี้พวกมันจะถูกปลดปล่อยลงสู่
สถานที่นี่!
ท่ามกลางจินตนาการของเหล่าทหาร นิกายกระบี่
สวรรค์อันแสนงดงามตระการตา ในไม่ช้าจะ
กลายเป็นทะเลเลือด และ เต็มไปด้วยซากศพ ด้วย
น้ำมือของพวกมัน!
เหล่าสาวกชายหญิงรู้สึกฮึกเหิมเนื้อเต้น จนแทบไม่
อาจทนรอเห็นภาพนั้น!
สัญชาตญาณดิบเถื่อนดุร้ายกระหายเลือด ในเวลา
นี้ปรากฏให้เห็นภายในแววตาของพวกมัน เสมือน
ดังว่าภายในหัวใจของทุกผู้คนเวลานี้ มีปีศาจชั่ว
ร้ายแอบแฝงอยู่
ในที่สุดพวกมันก็เคลื่อนทัพเดินมุ่งไปยัง เทือกเขา
คราม!
เหล่าปีศาจส่งเสียงไชโยโห่ร้องออกมาอย่างฮึกเหิม
ปลดปล่อยกลิ่นอายปีศาจแผ่ฟุั้งกระจายไปทั่ว!
เหล่าปีศาจเจ็ดทะเลแดงทั้ง 7 คน ต่างอยู่บนหลัง
ม้า แต่เพียงแค่ 7 คน พวกมันกลับแผ่กลิ่นอาย
กดดันเช่นกับกองทัพนับพัน
เหล่าสาวกของ พรรคจงหยวน ไม่รอช้ารีบชัก
ศาสตราเต๋าเตรียมพร้อมต่อสู้สังหาร
ยามนี้ทางฝังของ เจียง เซี่ย มีผู้อาวุโสหลายคน
อีกทั้งยังมี ปีศาจเจ็ดทะเลแดง รวมถึงจิ่วเซียน ซึ่ง
มีปีศาจแข็งแกร่งโตเต็มวัยอยู่ในความควบคุมของ
นางอีกหลายตน ทั้งหมดต่างรวมกลุ่มกัน จ้องมอง
ไปยังทิศทางของเทือกเขาครามอันกว้างใหญ่ ด้วย
ดวงตาร้อนฉ่าดั่งมีเพลิงเผาไหม้อยู่ภายใน
เจียง เซี่ย กล่าวว่า ” ค่ายกลหมื่นกระบี่ ถูกวาง
เอาไว้ในหุบเขาสูงสุดของนิกายกระบี่สวรรค์ ว่ากัน
ว่าพวกมันทั้งสอง ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี ใน
การคัดลอกค่ายกลโบราณ ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วน
เล็ก ๆ ที่คัดลอกออกมาได้ แต่มันก็มีพลังมหาศาล
ยากที่จะทำลาย ตั้งแต่ที่ค่ายกลหมื่นกระบี่ถูกสร้าง
ขึ้น มันก็ไม่เคยถูกเปิดใช้งานมาก่อน คาดว่าพวก
เราจะเป็นผู้ได้ลิ้มลอง เป็นกลุ่มแรกเสียแล้ว ”
จิ่วเซียน จ้องมองไกลออกไป พร้อมกับกล่าวว่า ”
ในยามนี้ เทือกเขาคราม ถูกปกคลุมเต็มไปด้วย
หมอกหนาทึบ ซึ่งนับได้ว่าผิดปกติอย่างยิ่ง
คาดการณ์ว่าภายในค่ายกลหมื่นกระบี่ ยังมี ‘วง
เวทย์ม่านหมอก’ การทำลายม่านหมอกนี้ ถือว่าไม่
ยากเย็นเท่าใดนักอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ก็
คงสำเร็จ แต่เมื่อถูกใช้ร่วมกับค่ายกลหมื่นกระบี่
ข้าเกรงว่าจะเป็นปัญหาสำหรับเราแล้ว”
วงเวทย์ม่านหมอก ที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้ง
เทือกเขาครามนี้ แทบจะคล้ายคลึงกับม่านหมอกที่
ปกคลุมหุบเขาโชคชะตาเซียน
ค่ายกลหมื่นกระบี่ เป็นค่ายกลที่เต็มไปด้วยจิต
สังหารอย่างแท้จริง
เจียง เซี่ย กล่าวว่า “… ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราทั้ง
สิบต้องไปทำลายค่ายกลหมื่นกระบี่ให้ได้เสียก่อน
จากนั้นเราค่อยเริ่มโจมตีอีกครั้ง ก่อนอื่นเราคงต้อง
ให้เหล่าสาวกออกไปก่อน”
จิ่วเซียนเอง ก็ไม่ปรารถนาให้ปีศาจของตนออกไป
ตายเปล่าเช่นกัน นางต้องการเก็บกำลังของปีศาจ
เหล่านี้ไว้ เพื่อโจมตีเทือกเขาคราม แต่ก่อนอื่นคง
ต้องผ่าน ค่ายกลหมื่นกระบี่ ไปให้ได้เสียก่อน !
” ถ้าเช่นนี้เราต้องลองผนึกกำลังดูสักครา แต่เรายัง
จะไม่เข้าไปลึกมากเกินไป เมื่อใดที่ ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ถูกทำลายลง เมื่อนั้นเป็นวันตายของ นิกาย
กระบี่สวรรค์ !” เทียน อี้หยุน หนึ่งในปีศาจทะเล
เจ็ดสีแดง หัวเราะออกมา
” นิกายกระบี่สวรรค์ เป็นนิกายที่ใหญ่โต ย่อมมี
สาวกรุ่นเยาว์อยู่ไม่น้อยเป็นแน่!” เสิน เอ้อจุน เลีย
ริมฝีปากแล้วยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
เหล่าผู้ฝึกตนที่มีฝีมืออยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 8 มีอย่างน้อยกว่า 20 คน ยืนเรียง
แถวกันอยู่เงียบ ๆ ด้านหน้า ค่ายกลหมื่นกระบี่ ใน
หมู่คนกลุ่มนี้ดูเหมือนว่า ฉี หยุนจี เกือบจะเป็นผู้ที่
อ่อนแอที่สุด
หากนิกายกระบี่สวรรค์ ต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับคน
เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาแล้วล่ะก็ พวกเขาย่อมมิ
อาจรับมือได้อย่างแน่นอน
สาวกคนอื่น ๆ ถูกส่งไปประจำอยู่ด้านนอก
ท่ามกลางเหล่าศิษย์ที่ถูกส่งออกไปด้านนอกนั้นก็มี
อู่ อวี้ ซึ่งยังติดอยู่ในเกี้ยวเซียนด้วย
อู่ อวี้ ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูเกี้ยวเซียน แน่นอน
ว่า เกี้ยวเซียนนี้ต้องมีความแข็งแกร่งทนทานอย่าง
ยิ่ง ด้วยความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ ในยามนี้เขายัง
ไม่มีพลังมากพอ ที่จะทำลายประตูเกี้ยวเซียน
ออกไปได้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเขาจะทำลายประตู และ วิ่ง
ออกไปได้ แต่มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี เพราะด้าน
นอกประตูเกี้ยวเซียนนี้ มีปีศาจที่แข็งแกร่งคอยคุ้ม
กันอยู่
ปีศาจที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านนอกประตูเกี้ยวเซียน
แม้แต่ อู่ อวี้ ก็สามารถสัมผัสได้ถึง อำนาจสะกด
ข่มอย่างหนักหน่วงของปีศาจตนนี้ ราวกับว่ามี
กำแพงยักษ์ยืนขวางอยู่ด้านนอก
อย่างไรก็ตามจังหวะลมหายใจนี้ เขากลับรู้สึก
คุ้นเคยอยู่เล็กน้อย
“ข้าเดาว่าเจ้าคือ เสี่ยวเหว่ย ใช่หรือไม่ …”
จิ่วเซียนเคยบอกกล่าวแก่เขาว่า ภายใต้ลูกสมุน
ของนาง มีปีศาจจิ้งจอกนางหนึ่งซึ่งมีนามว่า เสี่ยว
เหว่ย ปีศาจจิ้งจอกนางนี้ไม่ได้มีความบริสุทธิ์ หรือ
อายุเทียบเท่ากับนาง อีกทั้ง เสี่ยวเหว่ย ผู้นี้ ยังเป็น
ผู้ที่สังหาร หยาน ชิง อีกด้วย
อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจ ซึ่งมีแต่ปีศาจ
จิ้งจอกเพียงเท่านั้นถึงจะมีกลิ่นอายอันเป็น
เอกลักษณ์เช่นนี้ได้ และบัดนี้นางกำลังยืนอยู่ด้าน
นอกเกี้ยวเซียน
วันนี้กองทัพทั้ง 3 ได้เดินทางมาถึงเทือกเขาคราม
แล้ว พวก เจียงเซี่ย จิ่วเซียน และยอดฝีมืออื่นๆได้
ผนึกพลังรวมกันเพื่อลงมือทำลายค่ายกลหมื่น
กระบี่ในทันที สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่า
วิกฤตอย่างแท้จริง อู่ อวี้ ไม่ทราบว่า ค่ายกลหมื่น
กระบี่จะสามารถต้านทานเอาไว้ได้นานแค่ไหน
ภายในจิตใจของเขาร้อนรุ่มดุจดั่งไฟสุมทรวง
เปียมล้นไปด้วยความวิตกกังวล เขาปรารถนาจะที่
จะออกไปช่วยเหลือพวกพ้องให้จงได้!
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ มีมิตรสหายสนิทอยู่
มากมาย ยามนี้พวกเขาเหล่านั้น กำลังตกอยู่ใน
อันตราย
แต่ทันใดนั้น อีกฝั่ายก็เริ่มตอบโต้กลับมา ” ท่าน
รู้จักนามของ เสี่ยวเหว่ย ได้อย่างไร?”
น้ำเสียงอ่อนนุ่มละมุนฟังสบายหูชวนเคลิบเคลิ้ม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางคู่นี้จะต้องเป็น ปีศาจ
จิ้งจอก อย่างแท้จริง
” จิ่วเซียน เป็นคนบอกข้า นางบอกข้าว่าเจ้าคือคน
ที่นางโปรดปรานมากที่สุด ” นางผู้นี้คือคนที่ จิ่
วเซียน ส่งมาคอยคุ้มกันเขา นอกจากนี้นางยังมี
ความแข็งแกร่ง เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับหลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 8 มิฉะนั้นจิ่วเซียนคงไม่มั่นใจ
ให้นางมายืนเฝั้าคุ้มกันเขาเช่นนี้
อู่ อวี้ พยายามรีดเค้นสมอง ว่าจะใช้วิธีใดถึงจะ
สามารถหลบหนีออกไปจากนางได้
หากออกไปเผชิญหน้ากับนางโดยตรง เกรงว่าเขา
จะไม่สามารถเอาชนะนางได้ อย่างไรนางก็เป็นผู้ซึ่ง
มีความแข็งแกร่งอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่
8 ดังนั้น อู่ อวี้ จึงคิดว่า เขาจะใช้วิธีการให้นางลด
การเฝั้าระวังลงได้หรือไม่
“โอ้? จิ่วเซียน โปรดปรานข้ามากงั้นหรือ? แต่ปกติ
แล้วนางมักจะลงโทษข้าบ่อย ๆ” เสี่ยวเหว่ยกล่าว
“มันเป็นเพราะเจ้ากับนางเป็นปีศาจจิ้งจอก
เหมือนกัน ดังนั้นนางจึงพยายามช่วยเหลือให้เจ้า
ควบแน่นแก่นธาตุปีศาจได้สำเร็จยังไงล่ะ” อู่ อวี้
กล่าว
“ฮืม… เป็นเช่นนี้เอง?”
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นว่านางยินยอมพูดคุยกับเขา เขาจึง
ทิ้งเรื่องราวทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และ ทำเพียงแค่
พูดคุยกับ เสี่ยวเหว่ยคนเดียวเท่านั้น
ขณะนั้นเองเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ตัวข้านั้นก็เป็นบุรุษ
ผู้หนึ่ง ท่านไม่คิดจะเข้ามาด้านในนี้ ให้ข้าได้ยลโฉม
สักหน่อยหรือ มีผู้คนกล่าวว่า ปีศาจจิ้งจอกนั้นต่าง
งดงามอย่างยิ่ง อีกทั้งจิ่วเซียนยังงดงามปาน
เทพธิดา ข้าอยากรู้นักว่าท่านจะงดงามกว่า จิ่
วเซียน หรือไม่? ”
ทั้งหมดนี้คือกลอุบายของ อู่ อวี้
เมื่อเกี่ยวกับความงดงาม เขารู้สึกว่าสำหรับปีศาจ
จิ้งจอกแล้ว พวกนางต่างห่วงกังวลเรื่องนี้เป็น
อย่างยิ่ง ถ้าเสี่ยวเหว่ยได้ยินว่า จิ่วเซียน มีความ
งดงามกว่านางถึง 2 เท่า คิดว่าตัวของนางจะ
ยินยอมงั้นรึ เช่นนั้นการที่เขานำนางมา
เปรียบเทียบกับ จิ่วเซียน เช่นนี้ นางน่าจะตกลงไป
ในหลุมพรางของเขา
เสี่ยวเหว่ย ลังเลเล็กน้อย จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า
“คงทำเช่นนั้นไม่ได้ จิ่วเซียน สั่งห้ามไม่ให้เราทุก
คนเข้าไปภายในเกี้ยวเซียน หากนางล่วงรู้เข้า ข้า
จะถูกลงโทษเอาได้”
อู่ อวี้ หัวเราะ “จิ่วเซียนกำลังโจมตี นิกายกระบี่
สวรรค์ อยู่ จะมีผู้ใดล่วงรู้ว่าเจ้าเข้ามาในนี้? ”
“ อู่ อวี้ ท่านคงไม่คิดจะหลบหนีไปใช่หรือไม่? ข้า
จะบอกท่านอีกครั้ง นิกายกระบี่สวรรค์ จะต้องถูก
ทำลาย จากนั้นท่านจะต้องติดตาม จิ่วเซียน
กลับไป นี่คือความจริงที่ท่านไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
เสี่ยวเหว่ย กล่าวขึ้นมาอย่างจริงจังขึ้นฉับพลัน
ในยามนี้ อู่ อวี้ กล่าวได้ว่าอับจนสิ้นหนทางอย่าง
ยิ่ง
อีกฝั่ายล่วงรู้ถึงแผนการของเขา
“เจ้าบอกว่า จิ่วเซียน ตั้งใจปล่อยข้าเอาไว้ แล้ว
เช่นนี้ข้าจะทำประโยชน์อันใดแก่นางได้?” อู่ อวี้
เริ่มเปิดหัวข้อสนทนาจากจุดนี้ในทันที
“เรื่องนี้ ข้าไม่สามารถให้คำตอบแก่ท่านได้” เสี่ยว
เหว่ยกล่าว
“หากข้าทำประโยชน์ต่อนางได้ ก็ย่อมเป็น
ประโยชน์ต่อเจ้าเช่นกัน ใช่หรือไม่? ต้องขออภัย
ด้วยที่ข้าต้องกล่าวโผงผางเช่นนี้ แค่เพียงข้าได้ยิน
เสียงของเจ้า ข้าก็รู้แล้วว่าเสียงของเจ้านั้นไพเราะ
กว่า จิ่วเซียน มากนัก”
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะกล่าวเช่นนี้ แต่ถ้าหากเปรียบเทียบ
กับเสียงของ จิ่ว เซียน จริง ๆ แล้วล่ะก็ เสียงของ
นางย่อมไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงได้อยู่แล้ว
“ท่านพูดจริงหรือ?” เสี่ยวเว่ย รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
แน่นอน เมื่อนางได้ยิน อู่ อวี้ กล่าวว่านางนั้น
งดงามกว่าจิ่วเซียน สำหรับนางแล้ว มันคือ
ความรู้สึกที่พิเศษจริง ๆ
“เป็นความจริงแน่นอน ข้าอยากเจอเจ้ามากจริง ๆ
ส่วนเรื่องการหลบหนี เจ้าคิดว่าข้าใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า
หรือไม่?” อู่ อวี้ กล่าว
“ตกลง”
เมื่อกล่าวจบ เสี่ยวเหว่ย ก็เปิดประตูเกี้ยวเซียน
แล้วก้าวเข้ามาหา อู่ อวี้ จ้องมองออกไปด้านนอก
เขาแลเห็นอิสตรีที่ทรงเสน่ห์ผู้หนึ่ง สวมใส่อาภรณ์
เปิดเผยเนื้อหนัง หากกล่าวถึงเรื่องเสน่ห์ยั่วยวน
แล้ว นางไม่ได้ด้อยไปกว่า จิ่วเซียน เลย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนางก้าวเข้ามา อู่ อวี้ พบว่า
นางดูไม่เหมือนชนชั้นไร้สมองเท่าใดนัก นางแผ่
กลิ่นอายหนาวเย็นออกมาเล็กน้อย พร้อมกับจ้อง
มองมายัง อู่ อวี้ จากนั้นนางก็หัวเราะคิกคักแล้ว
กล่าวว่า “ฮิฮิฮิ อู่ อวี้ ท่านเห็นว่าข้าเป็นเด็ก 3
ขวบหรือไร ที่จะถูกท่านหลอกด้วยแผนการตื้น ๆ
เช่นนี้ แต่ท่านก็ทำให้ข้าตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง”
“ข้าทำให้เจ้าคิดอะไรขึ้นมาได้งั้นหรือ? ” อู่ อวี้
ก้าวถอยหลังเล็กน้อยไปสองสามก้าว นางทำให้เขา
สัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างยิ่ง
“ท่านเปรียบดั่ง สมบัติล้ำค่าสำหรับปีศาจจิ้งจอก
อย่างเรา ตอนนี้ จิ่ว เซียน กำลังวุ่นอยู่กับการ
ทำลาย ค่ายกลหมื่นกระบี่ นี่เป็นโอกาสเดียวที่ข้า
จะได้เล่นสนุกกับท่านได้!”
เสี่ยวเหว่ย แลบลิ้นสีชมพูของนางออกมาเลียริม
ฝีปาก พร้อมกับใช้สายตาเร่าร้อนจ้องมองไปยัง อู่
อวี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ