กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 141 : ศิลาหมื่นกระบี่
ปีศาจจิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย นั้นมีเสน่ห์มาตั้งแต่
กำเนิด และในยามนี้นางได้ค่อยๆย่างกรายเข้ามา
ภายในเกี้ยวเซียน อาภรณ์ที่นางสวมใส่กำลังโบก
สะบัดพลิ้วไหวตามสายลม ใบหน้าอันไร้ที่ติช่างสั่น
สะท้านจิตใจของผู้คน
ใบหน้าซึ่งเปียมล้นไปด้วยเสน่ห์ของนางในยามนี้
เต็มไปด้วยความหนาวเย็น ช่างน่าประหวั่นพรั่น
พรึงอย่างยิ่ง
อาจกล่าวได้ว่าอุปนิสัยใจคอ และ ลักษณะ ของ
ปีศาจจิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย กับ จิ่วเซียน มีความ
แตกต่างกัน กล่าวได้ว่า จิ่วเซียน บางครั้งขี้เล่น
บางครั้งลึกลับ ส่วนปีศาจจิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย กลับ
เต็มไปด้วยตัณหาราคะ นางจ้องมองตรงเข้ามา
ภายในดวงตาของ อู่ อวี้ ด้วยสายตาอันแข็งกร้าว
ราวกลับส่งสัญญาณบอกเขาว่านางปรารถนาที่จะ
กลืนกิน อู่ อวี้ ไปทั้งตัว
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินคำกล่าว และ ท่าทีการตอบสนอง
นางแล้ว ทำให้เขาสามารถรู้อุปนิสัยใจคอ อันเป็น
พื้นฐานของนางทันที นางผู้นี้เป็นคนเห็นแก่ตัว มี
ความต้องการที่จะชิงตัดหน้า จิ่วเซียน ด้วยการ
เพลิดเพลินเล่นสนุกกับตัวเขา
การที่ปีศาจจิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย รีบฉกฉวยโอกาส
แล้วยอมเสี่ยงเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าตัวเขามีประโยชน์
สำหรับนางไม่น้อย
จุดประสงค์ของนางช่างชัดเจน!
บางทีอาจไม่ใช่เพราะคำแนะนำ หรือ การชักจูง
ของ อู่ อวี้ แต่เป็นเพราะปีศาจจิ้งจอกตนนี้ มี
ความคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว
” เจ้าไม่กลัวว่า จิ่วเซียน จะกลับมาเห็น แล้ว
สังหารเจ้าทิ้งเช่นนั้นหรือ ” อู่ อวี้ ค่อย ๆ ก้าวถอย
หลัง ขณะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ริมฝีปากเรียวเล็กแดงระเรื่อของนาง กำลังส่งยิ้ม
หวานหยดย้อยมาให้เขา พร้อมกล่าวว่า ” กว่า จิ่
วเซียน จะกลับมา ข้าก็คงจะหลบหนีไปได้ไกลแสน
ไกลแล้ว ”
สำหรับนางในยามนี้ ไม่มีอะไรต้องห่วง หรือ ให้
กังวลใจอีกต่อไป
” การที่ จิ่วเซียน ให้ข้ารับหน้าที่ปกปั้องเจ้า เปรียบ
ดั่งฝากเนื้อเอาไว้ให้กับจิ้งจอกอย่างข้า นับว่าเป็น
เรื่องที่โง่เขลาอย่างยิ่ง ”
” แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะในยามปกติแล้วข้าจะ
อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยกระทำผิด ทำตัวเป็นเพียง
ลูกสุนัขเชื่อง ๆ ที่อยู่ในกำมือของนาง การที่นาง
ไว้ใจข้าก็ถือเป็นเรื่องปกติ ” เสี่ยวเหว่ย มีเสน่ห์
ท่วมท้น นางบิดเอว และ บั้นท้ายไปมา ราวดั่ง
อสรพิษกำลังแหวกว่ายอยู่ในธารา ก้าวเดินเข้ามา
หา อู่ อวี้ ท่ามกลางภาพสลัวเลือนลาง เสมือนว่า
อู่ อวี้ ได้เห็นหางของสุนัขจิ้งจอกหกหาง โผล่มา
จากด้านหลังของนาง หางสีขาวของนางแกว่งไป
มา มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูมีเสน่ห์อย่างยิ่ง จนแทบ
ไม่อาจอดกลั้นจิตใจที่จะเข้าไปจับเล่นได้
อู่ อวี้ ยิ้ม ดูเหมือนว่าอีกฝั่าย จะเห็นเขาเป็นเพียง
แค่ลูกพลับประหนึ่งดั่งเป็นสมบัติล้ำค่า ปรารถนาที่
จะช่วงชิงไป
ปีศาจจิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย นั้นมีเสน่ห์มาตั้งแต่
กำเนิด ฉะนั้นนางจึงคุ้นเคย และ มีความชำนาญ
ในการใช้มันเป็นอย่างดี ขณะนี้ได้ อู่ อวี้ กลืน
น้ำลายเฮือกใหญ่ และนิ่งเงียบไปชั่วครู่
นางเดินเข้าใกล้ อู่ อวี้ จากนั้นก็ใช้กลยุทธ์เพิ่มเติม
เพื่อเพิ่มเสน่ห์ของนาง
ยามนี้ อู่ อวี้ ต้องตกลงไปสู่ ห้วงวังวนของความ
ปรารถนาในราคะ สตรีที่อยู่เบื้องหน้าของเขากำลัง
เดินโยกย้าย ส่ายสะโพกเข้ามาหาเขาด้วยความ
สง่างาม ผิวพรรณขาวราวหิมะ ละเอียดอ่อนดั่ง
หยก รูปร่างของนางสูงระหง โค้งเว้าได้สัดส่วนเมื่อ
เดินโยกย้ายชวนมองน่าประทับใจอย่างยิ่ง ต้นขา
กลมกลึง อีกทั้งยังมีหางจิ้งจอกทั้งหก กวัดแกว่งไป
มาช่างกระตุ้นความรู้สึกภายในใจอย่างยิ่ง
ดวงตาสว่างสดใสราวกลับพูดได้ คิ้วโก่งประดุจดั่ง
คันศร ทุกครั้งที่นางกระพริบตามันช่างเร้าอารมณ์
อย่างยิ่ง หากผู้ใดพบเห็นคงไม่อาจสกัดกั้นอารมณ์
หลงระเริงไปกับความงดงามเหล่านี้ หลงลืมทุก
สรรพสิ่งในปฐพีแห่งนี้ เหลือเพียงเสน่หาอันน่า
สะพรึงกลัวเพียงเท่านั้น
นี่คือปีศาจจิ้งจอกตัวที่ 3 ที่ อู่ อวี้ ได้พบเห็น
ปีศาจตอนนี้ย่อมเหนือกว่า เชี่ยนเอ๋อ แต่ไม่ดี
เท่ากับ จิ่วเซียน
หากเป็นยามต่อสู้จริง วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ย่อม
ไม่สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่
เขาเริ่มท่องสัจจคาถา ร่างกายของเขาก็จะได้รับ
ความเสียหาย ต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
เขาจึงทำได้แค่เพ่งสมาธิ เพื่อมองไปยังภาพจำแลง
หัวใจวานร ที่เปรียบเช่นดั่งแสงสว่าง ส่องสว่าง
เจิดจ้าสู่โลกของเขา ซึ่งช่วยให้ความหลงใหล
เคลือบเคลิ้มในเสน่ห์ของปีศาจจิ้งจอกลดลง
โชคดีที่พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขาในตอนนี้ มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับ จิตใจแน่วแน่
มั่นคง ควบคู่ไปกับภาพจำแลงหัวใจวานร ทำให้
เขาสามารถทานทนกับเสน่ห์ยั่วยวนของปีศาจ
จิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย ได้
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ อู่ อวี้ ก็ยังจำเป็นต้องใช้ทั้ง
2 สิ่งควบคู่กัน เพื่อปั้องกันเสน่ห์ และ ผลกระทบที่
จะได้รับ!
การกระทำเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการเผชิญหน้าแบบ
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน!
หลังจากนั้น เขาก็แสร้งทำเป็นต้องในมนต์เสน่ห์
หลงไหลเคลิบเคลิ้ม สีหน้าของเขาแดงก่ำ แสดง
รอยยิ้มสดใส ขณะที่ปีศาจจิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย เข้า
มาใกล้ ในยามนี้ปากของเขารู้สึกแห้งผากราวกับ
ผักแห้งที่โดนเพลิงเผาไหม้ ภายใต้การยั่วยวนจาก
ปีศาจจิ้งจอก เกรงว่าอีกไม่นานเขาคงต้องต่อสู้อยู่
บนพื้นขนห่านกับนางเสียแล้ว
” เคล็ดตรึงกายา ”
ทันใดนั้นดวงตาของ อู่ อวี้ ก็สว่างวาบขึ้น ทันใด
นั้นเขาก็ใช้ เคล็ดแปลงกายอสูร เขาเตรียมพร้อม
เอาไว้เป็นเวลานานแล้ว นี่คือเคล็ดวิชาที่เกิดขึ้น
จาก 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์ ซึ่งก็คือเคล็ดวิชาตรึง
กาย
ตรึงกาย ประสบความสำเร็จ!
เขาไม่คาดคิดว่า เมื่อใช้เคล็ดวิชานี้กับ ปีศาจ
จิ้งจอก เสี่ยวเหว่ย จะสำเร็จได้ในทันที ทำให้เขา
รู้สึกยินดีไม่น้อยทีเดียว แต่อย่างไรช่วงเวลาตรึง
กายก็อยู่เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพียงชั่วพริบตานิ้วมือ
ของ อู่ อวี้ ก็เปลี่ยนเป็นใบมีด กรีดผ่านลำคอระหง
ของปีศาจจิ้งจอก ส่งผลให้โลหิตสีแดงฉานพุ่ง
ทะลักสาดกระเซ็นออกมาอย่างฉับพลัน !
“ช่างน่าเสียดาย!”
แม้ว่าครั้งนี้เขาจะสามารถใช้ เคล็ดตรึงกาย ได้เป็น
ผลสำเร็จ แต่เนื่องจากว่าฝั่ายตรงข้ามมีพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ ห่างจากเขาถึง 3 ขั้น จึงทำให้เคล็ดวิชา
นี้ ถูกตรึงได้แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น อู่ อวี้ จึงฉวย
โอกาสเพียงชั่วพริบตานั้น หมายเด็ดหัวของนาง
ออกจากลำคอ แต่กลับกรีดเฉือนเข้าไปในลำคอ
ของนางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ได้เวลาหนี!”
หลังจากที่เขาใช้มีดกรีดคอหอยของนางแล้ว
เท่ากับช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองในชีวิตของ อู่
อวี้ เขาจึงไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอีก บัดนี้เขาจึงใช้
เคล็ดกระบี่จักรพรรดิ์ ดึง พลองพิชิตมาร ที่อยู่ไม่
ไกลจากเขาเข้ามาหาตัวอย่างฉับพลัน จากนั้นก็พุ่ง
ออกไปไปที่ประตูเกี้ยวเซียนทันที
“เคล็ดวิชาเก้ามังกรพันเสา สูงสุดคืนสู่สามัญ!”
เขาฟาดพลองพิชิตมารออกไป ภายใต้เคล็ดวิชา
เต๋าอันรุนแรงและบ้าคลั่งนี้ ส่งผลให้ประตูเกี้ยว
เซียนระเบิดออกทันที ตู้มมมม!!! ในยามนี้ อู่ อวี้
ไม่คิดสิ่งอื่นใดอีก นอกเสียจากหลบหนี ในช่วง
เวลาเดียวกันก็ล้วงมือเข้าไปใน ถุงจักรวาล
จากนั้นก็หยิบกระบี่หยินหยางออกมา แล้วบินหนี
ออกไปทันที!
“หยุดหนีเดียวนี้!”
เสียงของปีศาจจิ้งจอกกรีดร้อง ไล่ตามหลังออกมา
จากเกี้ยวเซียน
ทุกคนที่อยู่ด้านนอก กำลังเฝั้ามองการเคลื่อนไหว
ของ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดัง
ขึ้น เมื่อพวกเขาหันกลับไปมองก็พบว่า อู่ อวี้
กำลังโบยบินบนฟากฟั้า ส่วน ปีศาจจิ้งจอก เสี่ยว
เหว่ย ไล่ล่าตามมา กำลังสะดุดล้มม้วนกลิ้งลงไป
ตามพื้นดิน!
“อู่ อวี้ หนีไปแล้ว!”
ในเวลานี้กองทัพทั้ง 3 ต่างพากันแตกฮือ
ที่นี่ยังมีผู้อาวุโสของ พรรคจงหยวน หลายคนที่มี
ฝีมืออยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 8 และ
ไม่ได้ไปเข้าร่วมแนวหน้าด้วย ยามนี้พวกมันนั่งอยู่
บนอาชาวิหค และกำลังร้องตะโกนไล่ล่า อู่ อวี้ ไป
อย่างไม่ลดละ
ในยามนี้ อู่ อวี้ กำลังทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า
” จิ่วเซียน ประมาทเกินไป กระทั่งส่งกระบี่หยินห
ยางคืนมาให้แก่ข้า หรือ เป็นเพราะว่านางไม่เห็น
ข้าอยู่ในสายตา ?”
ถ้าเกิด จิ่วเซียน คิดเช่นนี้จริง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่อง
ปกติ เนื่องจากนางเป็นถึงปีศาจจิ้งจอกพันปี อีกทั้ง
ยังอยู่ในขั้นสร้างแกนปีศาจ แม้ว่า อู่ อวี้ จะ
สามารถชนะ โม่ ซิวเต๋า ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หัวใจ
ของนางหวั่นไหวแม้แต่เล็กน้อย
เมื่อใช้ความสามารถพิเศษของกงล้อกระบี่หยินห
ยาง ผสานเข้ากับกระบี่กระบี่บินจักรพรรดิ์ ส่งผล
ให้การเคลื่อนตัวของ อู่ อวี้ รวดเร็วปานสายลม
ซึ่งความเร็วของอาชาวิหคไม่อาจไล่ตามทันได้!
“โชคดีที่ข้าหลอกลวงปีศาจตนนี้ได้ นางมีความ
แข็งแกร่งอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 8
ทำให้นางถูกเคล็ดตรึงกายของข้าตรึงไว้ชั่วระยะ
หนึ่ง! มิฉะนั้นข้าคงยากที่จะหลบหนีออกมาได้”
ถ้าหากไม่เป็นเช่นนี้ ยามที่ อู่ อวี้ โจมตีเข้าใส่เกี้ยว
เซียนแบบตรง ๆ อาจจะถูกปีศาจจิ้งจอกสกัดกั้นไว้
อย่างทันท่วงทีเป็นแน่แท้ ซึ่งเคล็ดตรึงกายของเขา
ในยามนี้ก็สามารถตรึงได้มากสุดอยู่แค่ระดับหลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 8 เท่านั้น ช่างเป็นโชคดีในโชค
ร้ายอย่างยิ่ง
ตอนนี้เขาเปรียบดั่งวิหคที่หลุดจากกรงขัง กางปีก
บินทะยานขึ้นสู่ท้องนภา!
อู่ อวี้ จ้องมองไปยังทิศทางของเทือกเขาครามด้วย
สายตาอันแน่วแน่
ในเวลานี้ มีทั้งม่านหมอกและค่ายกลหมื่นกระบี่ จึง
เป็นไปไม่ได้ที่จะมองผ่านม่านหมอก และเห็น
เทือกเขาครามที่อยู่ภายในได้ อู่ อวี้ ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
วาจาใด ๆ ออกมา เขาใช้วิชาควบคุมกระบี่
จักรพรรดิ์ พุ่งทะยานเข้าไปยังทิศทางของเทือกเขา
ครามทันที !
ก่อนที่กองกำลังของผู้ฝึกตนระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 8 จะไล่ตามเขาได้ทัน เขาก็พุ่ง
ทะยานเข้าไปในท่ามกลาง ค่ายกลหมื่นกระบี่ แล้ว
อู่ อวี้ กล้าบินเข้าไป แต่ผู้ที่ไล่ล่าติดตามเขามา
ไม่ได้หาญกล้าขนาดนั้น
ชิ้ง!
เมื่อ อู่ อวี้ บินเข้ามาในอาณาเขตของ ค่ายกลหมื่น
กระบี่ อู่ อวี้ ก็สัมผัสได้ว่า ปลายเส้นผมของเขาถูก
อะไรบางอย่างฟันจนร่วงตกลงไป
ราวกับว่าเหยื่อติดกับดักแล้ว
มีกระบี่ และ ดาบหลบซ่อนอยู่ทั่วทุกทิศทาง!
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น ค่ายกลปั้องกันขนาด
ใหญ่ ซึ่งมีความแข็งแกร่งยากจะทำลายเช่นนี้!
ราวกับว่าคนหนึ่งคน กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพ
นับพัน!
ชิ้ง!
ในเวลานี้ทั่วทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือ
ด้านหลัง ต่างเต็มไปด้วย แสงสะท้อนจากคมกระบี่
จำนวนนับไม่ถ้วน กวัดแกว่งอยู่บนท้องนภา
ตำแหน่งที่อยู่ในเวลานี้ เปรียบเสมือนรังแตนที่ อู่
อวี้ ได้เผลอเหยียบย่ำเข้ามาเสียแล้ว!
“ท่านอาจารย์ นี่ข้า อู่ อวี้ เอง!”
ในช่วงวิกฤตแห่งความเป็นความตาย อู่ อวี้
ตะโกนขึ้นอย่างฉับพลัน
เสียงของเขาดังมาก เพื่อไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจาก
คมกระบี่เหล่านี้ เขาจึงใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมด
ตะโกนขึ้นสุดเสียง
ฟึบ!
ทันใดนั้นเองกระบี่ และ ดาบทั้งหมดก็หายไป
วิกฤติอันตรายทั้งหมด ได้หายไปทันที
ราวกับได้เห็นแสงสว่างขึ้นอย่างฉับพลัน อู่ อวี้
ไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมา เขาควบคุมกระบี่
บินเข้าไปทันที ถึงแม้เขาจะยังไม่ชำนาญวิชากระบี่
บินมากนัก แต่ความเร็วของเขาก็ถือว่าเร็วยิ่ง เขา
บินลึกเข้าไปภายในเทือกเขาคราม เห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่า ม่านหมอกจากค่ายกลหมื่นกระบี่ไม่มีผล
อะไรกับเขา
หวืด!
เพียงไม่นานนัก เขาก็หลุดออกจากอาณาเขตของ
ค่ายกลหมื่นกระบี่ เข้าสู่อาณาเขตของประตูศิลา
หมื่นกระบี่ ประตูศิลาหมื่นกระบี่ที่ อู่ อวี้ เคยได้พบ
เห็นก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นดั่งเช่นแต่
ก่อนแล้ว กระบี่ศิลาจะถูกเคลื่อนย้ายเปลี่ยน
ตำแหน่ง รูปแบบของข่ายอาคมเบื้องหน้า ได้ถูก
จัดเรียงอย่างประณีต แต่ละจุดคมกระบี่จะถูกหงาย
ขึ้น!
เมื่อมองไปเบื้องหน้า เขามองเห็นกระบี่ศิลานับ
หมื่นตั้งตระหง่านอยู่!
กระบี่ศิลาแต่ละเล่ม มีพลังศักดิ์สิทธิ์เชื่อมโยงเข้า
ด้วยกัน ส่องสว่างแสงประกายหลากสีสัน ในเวลา
นี้ อู่ อวี้ อยู่ท่ามกลางแสงหลากสีสันนั้น
เมื่อจ้องมองไปยังเบื้องหน้า เขาเห็นว่าท่ามกลาง
กระบี่ศิลามีร่างของคน 9 คนกำลังยืนอยู่ ร่างนั้น
คือ เฟิง ซัวหยา หลาน ฮั่วหยุน และ อาวุโสสูงสุด
ทั้ง 5 ซึ่งกำลังถ่ายทอดพลังไปให้คนทั้งสอง
นอกจากนี้ยังมีผู้คุมกฎอีกด้วย
“นี่คือ ค่ายกลหมื่นกระบี่!” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้
เห็นข่ายอาคมนี้ ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนคัดลอก
ไม่ใช่ข่ายอาคมโบราณอันแท้จริง ภายในจิตใจของ
อู่ อวี้ ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
แท้จริงแล้ว อู่ อวี้ ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า ผู้อาวุโส 9 คน
นั้นตกตะลึงมากกว่าเขาเสียอีก
“อู่ อวี้ เจ้าใช้กระบี่บินได้เยี่ยงไรกัน !?” เฟิง
ซัวหยา ซึ่งกำลังขับเคลื่อนค่ายกล และ อยู่ไม่
ห่างไกลจากเขานักเอ่ยถามขึ้นด้วยความตกตะลึง
“ข้ากลับมาแล้วท่านอาจารย์ กล่าวตามตรง ข้าได้
หลอมรวมลมปราณบรรลุเข้าสู่ระดับ 5 และทำการ
ปลูกฝังรากฐานเซียน ซึ่งมีนามว่า ‘กงล้อกระบี่ห
ยินหยาง’ ไม่เพียงแต่ทำให้ข้ารุดหน้าขึ้นในวิถีแห่ง
กระบี่ แต่ยังทำให้ข้าสามารถใช้เคล็ดกระบี่บิน
จักรพรรดิได้ก่อนอีกด้วย” ในที่สุดเขาก็กลับมาได้
อย่างปลอดภัย อู่ อวี้ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่
งอก
“เช่นนี้นี่เอง!”
ในยามนี้ใบหน้าของผู้อาวุโสทั้ง 9 ต่างเปียมล้นไป
ด้วยความปิติยินดี
พวกเขาทั้ง 9 ยังคงพยายามควบคุม ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ต่อไป ส่วน อู่ อวี้ ก็ฉลาดรอบรู้เป็นอย่างยิ่ง
เขารีบเร่งเล่าเรื่องราวต่าง ๆ หลังจากได้ถูกจับตัว
ไปอย่างรวดเร็ว อธิบายเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้
หนีรอดกลับมาได้
เฟิง ซัวหยา และ ผู้อาวุโสไม่ได้กล่าวถามอะไรมาก
นัก พวกเขาทำเพียงแค่ ปล่อยให้ อู่ อวี้ กลับไปยัง
เทือกเขาคราม
“จิ่วเซียน และ พันธมิตรของนาง ยังคงพยายาม
โจมตี และ ทำลายค่ายกลหมื่นกระบี่ ทำให้ผู้
อาวุโสทั้งเก้า จำเป็นต้องใช้สมาธิในการรับมือ!” อู่
อวี้ ผละออกมาจากค่ายกลหมื่นกระบี่ แต่เขาก็
สามารถรับรู้เรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน การที่เขา
กลับมาได้อย่างปลอดภัย ทำให้อาจารย์ เฟิง
ซัวหยา และ เหล่าผู้อาวุโส ต่างรู้สึกผ่อนคลาย
อย่างยิ่ง ไม่อาจรู้ได้ว่าภายในจิตใจของพวกเขาจะ
รู้สึกตื่นเต้นมากแค่ไหน
เขาเงยหน้าขึ้นมอง แลเห็นว่า ค่ายกลหมื่นกระบี่
เสมือนดั่งเปลือกไข่ครึ่งหนึ่ง ปกคลุมทั้งเทือกเขา
ครามไว้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังสามารถ
มองเห็นได้อีกว่า ค่ายกลหมื่นกระบี่ได้สร้างปราน
กระบี่จำนวนนับไม่ถ้วน อยู่ท่ามกลางม่านหมอก
ปกคลุมสถานที่แห่งนี้เอาไว้ เห็นได้ชัดเจนว่าผู้
อาวุโสทั้ง 9 ต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ต่อสู้ด้วย
ชีวิตกับศัตรูที่พยายามโจมตีฝั่าค่ายกลเข้ามา
“เมื่อ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ถูกทำลาย เพลิงแห่ง
สงครามจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งนิกาย เหล่าศิษย์
สาวกจะถูกสังหารเข่นฆ่า!”
เมื่อมองดูรอบ ๆ ท่ามกลางการโจมตีอย่างหนัก
หน่วงจากอีกฝังหนึ่ง ทั่วทั้งเทือกเขาคราม ต่างปก
คลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความเศร้าหมอง เหล่า
ศิษย์สาวกทุกคน ต่างจ้องมองไปยังค่ายกลหมื่น
กระบี่ด้วยร่างกายสั่นเทา หวังว่าค่ายกลหมื่นกระบี่
จะไม่ถูกทำลายในเร็ววันนี้ ด้วยเหตุนี้ความกดดัน
ทั้งหมดของพวกเขา จึงตกไปอยู่ที่ เฟิง ซัวหยา
และ เหล่าผู้อาวุโสทั้งหมด
“ค่ายกลหมื่นกระบี่… ช่างน่าเสียดายที่ข้าไม่
สามารถช่วยอะไรท่านอาจารย์ได้เลย!” เมื่อมอง
ย้อนกลับไปเขาเห็น เฟิง ซัวหยา และ เหล่าอาวุโส
ต่างทุ่มเทกำลังกายกำลังใจทั้งหมด ใช้พลัง
ศักดิ์สิทธิ์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อรักษา ค่ายกล
หมื่นกระบี่ เอาไว้ให้จงได้ ถึงแม้สงครามในครั้งนี้
จะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ภายในจิตใจของ อู่
อวี้ กลับลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งสงคราม และ
ความไม่ยินยอมพ่ายแพ้
เขาจะต้องปกปั้อง นิกายกระบี่สวรรค์ ให้รอดพ้น
จากสงครามครั้งนี้ไปให้จงได้!
“อู่ อวี้!”
ความจริงแล้ว ห่างออกไปไม่ไกลจากค่ายกลหมื่น
กระบี่นัก มีศิษย์หลายคนกำลังรวมตัวกันอย่างหด
หู่ เมื่อ อู่ อวี้ หลุดออกมาจากค่ายกลหมื่นกระบี่ได้
เขาจึงมองเห็นหลายคนที่คุ้นเคยอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
เช่น ซู หยานหลี่ , ชิงเหมิง , หลาน สุ่ยเยว่ , โม่
ซือซู และคนอื่น ๆ …
เมื่อทุกคนมองเห็น อู่ อวี้ ในเวลานี้ พวกเขาก็พา
กันแสดงท่าทางไม่อยากจะเชื่อออกอย่างที่สุด
ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็พากันแห่วิ่งเข้ามาทันที
อู่ อวี้ มองเห็นว่าตาของพวกเขาบางคนแดงก่ำ
เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาภายใน
จิตใจอย่างฉับพลัน ท่ามกลางพื้นปฐพีแห่งนี้ มี
เพียงแค่คนกลุ่มนี้เท่านั้น ที่รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยชีวิต
ของเขา สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่ง
ถึงแม้จะถูกสังหารตกตายไป ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ