กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 142 : เราคือผูฝกตนในวิถีแหงกระบี่!
“อู่ อวี้ หนีไป?”
ในยามนี้เมื่อ จิ่วเซียน , เจียงเซี่ย , ปีศาจเจ็ดทะเล
แดง ฯลฯ กลับมาก็รู้ข่าวการหลบหนีของ อู่ อวี้
จิ่วเซียน รีบกลับไปดูที่เกี้ยวเซียน แต่ก็ไม่พบ อู่ อวี้
ดังที่คาดเอาไว้
” เสี่ยวเหว่ย อยู่ที่ไหน!” ในยามนี้ จิ่วเซียน แสดงสี
หน้ายากจะบรรยายได้ นางใช้สายตาเย็นเฉียบ
กวาดมองออกไป ทำให้ปีศาจทุกตนรีบคุกเข่าบน
พื้นอย่างหวาดกลัว พวกมันต่างรู้ดีว่ายามนี้ จิ่
วเซียน กำลังโกรธเกรี้ยวมีโทสะ และ หากนาง
โกรธจะน่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด
หากพวกมันไม่ต้องเสียเวลาหาวิธีคลาย ค่ายกล
หมื่นกระบี่ นานเกินไปนัก ในความเป็นจริง พวก
เขาน่าจะกลับมาทันภายใน 2 ก้านธูป
” เกรงว่างานนี้ เสี่ยวเหว่ย คงจะต้องถูก จิ่วเซียน
ลงโทษเป็นแน่ที่ปล่อยให้คนผู้นั้นหลบหนีไปได้! ”
เหล่าปิศาจกล่าว
“หึ”
จิ่วเซียน กวาดสายตามองเหล่าปีศาจ สายตาของ
นางก็แปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ เจียง เซี่ย ได้ยินข่าว มันก็รู้สึกยินดีปรีดาใน
คราวเคราะห์ของผู้อื่นไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรมันก็คง
ต้องวางเรื่องของ อู่ อวี้ เอาไว้ชั่วคราว เนื่องจาก
คงไม่สามารถตามจับตัวเขากลับมาได้
” แม่นาง จิ่วเซียน ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ข้าได้ข่าว
มาว่า อู่ อวี้ เข้าไปภายใน ค่ายกลหมื่นกระบี่
ตราบใดที่เขายังคงอยู่ในเทือกเขาคราม เมื่อพวก
เราฝั่าค่ายกลหมื่นกระบี่เข้าไปได้ อู่ อวี้ ก็ยากที่จะ
หนีรอดจากเงื้อมมือของท่านไปได้ใช่หรือไม่?”
เจียง เซี่ย ใช้มือลูบเครายาว พร้อมกับกล่าวว่าขึ้น
ออกมาอย่างบางเบา
ผู้คนในกองทัพเริ่มมารวมตัวและพากันหารือ
เทียน อี้จุ้น กล่าวว่า ” ในวันนี้ข้าได้เห็นพลังของ
ค่ายกลหมื่นกระบี่ นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่
ในตอนนี้ไม่ใช่ว่าอีกฝั่ายกำลังต่อสู้กับพวกเราอย่าง
สุดฤทธิ์เช่นนั้นรึ งั้นเราคงต้องเร่งมือกันหน่อยแล้ว
เห็นทีอาจจะต้องมีผู้เสียสละสักหน่อย แต่ยิ่งพวก
เราสูญเสียมากเท่าไหร่ พวกมันจะต้องชดใช้คืน
มากกว่าสองเท่า!”
เจียง เซี่ย กล่าวสมทบขึ้นว่า ” ใช่ เราไม่สามารถ
ประมาทความแข็งแกร่งของ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ได้
”
ในยามนี้พวกมันต่างปวดเศียรเวียนเกล้าไปตาม ๆ
กัน
ส่วน อู่ อวี้ ที่อยู่ท่ามกลางกองกำลังนิกายกระบี่
สวรรค์ มันยังจะหนีไปไหนอีก?
” ไม่มีวิธีทำลาย ค่ายกลหมื่นกระบี่ แต่เราจะมัวอยู่
ที่นี่เป็นเวลานาน มันก็เปล่าประโยชน์ เราต้องหา
วิธีทำลายให้เร็วที่สุด” ผู้อาวุโสพรรคจงหยวน
กล่าว
จิ่วเซียน โกรธจนควันออกหู ยามนี้นาง
เปรียบเสมือนกับจิ้งจอกน้ำแข็ง ไม่มีรอยยิ้มเปือน
บนใบหน้าเหมือนอย่างเช่นเคย นางกล่าวขึ้นด้วย
น้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า ” เทียน อี้หยุน มีทาง
ทำลายใช่หรือไม่”
ปีศาจเจ็ดทะเลแดง ต่างหัวเราะกันอย่างกระหยิ่ม
ยิ้มย่อง จากนั้นหนึ่งในพวกมัน เทียน อี้จุน ก็กล่าว
ขึ้นว่า ” พวกเราทั้ง 7 ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน
ในตงไห่พวกเราถือว่าเป็นผู้กว้างขวางไม่น้อย เรา
มีสหายนอกรีตจำนวนนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นดูสน
อกสนใจเกี่ยวกับค่ายกล และ วงเวทย์เป็นอย่างยิ่ง
อีกทั้งเขาผู้นั้นยังได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวงเวทย์มา
เกือบร้อยกว่าปีแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียง เซี่ย กับ จิ่วเซียน ก็เริ่มตั้งใจ
ฟังในทันที
เจียง เซี่ย กล่าวขึ้น ” เทียน อี้จุน พื้นที่ของนิกาย
กระบี่สวรรค์นั้น ถูกจัดสรรส่วนแบ่งเอาไว้สำหรับ
พวกเรา 3 ส่วนอย่างพอดิบพอดี หากท่านให้คน
อื่นมาร่วมด้วย ส่วนแบ่งของพวกเราทุกคนก็จะ
ลดลง ”
นี่คือสิ่งที่ จิ่วเซียน คิดอยู่เช่นเดียวกัน
เสิน เอ้อจุน ที่อยู่ถัดไป ยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ท่าน
ทั้งสองอย่ากังวล ชายผู้นั้นอยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 9 พวกเราเพียงแค่ให้ประโยชน์
บางอย่างกับเขา ไม่จำเป็นต้องแบ่งส่วนแบ่งให้แต่
อย่างใด นอกจากนี้พวกเรายังมีสัมพันธ์อันดีกับเขา
อย่างยิ่ง ไม่แน่ว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้บางทีเขา
อาจจะช่วยเหลือเราได้ ”
” คนนอกรีตที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณผู้นั้น
สามารถทำลาย ค่ายกลหมื่นกระบี่ได้? ” เจียง เซี่ย
ซักถามด้วยความสงสัย
“เขาผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลเป็นอย่าง
ยิ่ง ข้ากล้าพูดได้เลยว่า ด้วยฝีมือของเขาแล้ว เรื่อง
แก้ค่ายกลนั้นไม่ใช่เรื่องยาก”
เจียง เซี่ย และ จิ่วเซียน ต่างหันมามองหน้ากัน
หากกล่าวตามตรงแล้ว ทั้งสองต่างไม่แน่ใจว่าสิ่งที่
ผู้ฝึกตนนอกรีตกล่าวนั้น แท้จริงแล้วตั้งใจจะเล่น
ลูกไม้ หรือ กลโกง ใด ๆ กับพวกมันบ้าง เป็นที่รู้
กันดีว่าพวกผู้ฝึกตนนอกรีต มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ใน
ด้านฉลาดแกมโกง หลอกลวงฉ้อฉล ซึ่งมีแนวโน้ม
ว่าคนทั้งสองอาจโดนแทงข้างหลัง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ก็
ยังคงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
” ท่านทั้งสองโปรดวางใจได้ พวกเราเหล่าพี่น้องขอ
รับประกันเลยว่าเขาสามารถทำลาย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ได้ โดยใช้แค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น เพราะพวก
เราได้เห็นฝีมือของเขามากับตาแล้ว”
เสิน เอ้อจุน กล่าวสนับสนุน
สำหรับ พรรคจงหยวน มันต้องการครอบครอง
เทือกเขาคราม อย่างยิ่ง ดังนั้นยิ่งเร็วเท่าไหร่ได้ยิ่งดี
ในตอนแรก จิ่วเซียน ยังคงลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อ
นางคิดถึงว่า อู่ อวี้ ได้กลับไปยัง นิกายกระบี่
สวรรค์ นางก็รีบตกลงทันที
” ก่อนหน้านี้ข้า จิ่วเอ๋อ ประมาทท่านมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม คิดว่าการหนีกลับไปที่ เทือกเขา
คราม จะหลุดรอดจากเงื้อมมือของข้าไปได้งั้น
หรือ? ดี งั้นเรามาลองดูกันสักตั้ง! ” จากนั้น จิ่
วเซียน ก็มองไปยังทิศทาง เทือกเขาคราม
จากนั้น เทียน อี้จุน ก็เขียนจดหมายทันที
” เมื่อจดหมายส่งไปแล้ว คาดว่าคงอีกสักประมาณ
2 เดือนเขาจะเดินทางมาถึงที่นี่”
เหตุที่ใช้เวลานานในการมาถึง เนื่องจากว่า
ระยะทางของหมู่เกาะตงไห่กับที่นี่ ค่อนข้างห่างกัน
มาก
อีกทั้งทะเลตะวันออกยังมีพวกนอกรีตอยู่มากมาย
เพียงใด ไฉนเลยจะไม่มีใครล่วงรู้?
” สองเดือน ? ตกลง เราจะต่อชีวิตให้ไอ้ลูกสุนัข
นิกายกระบี่สวรรค์ อีกสองเดือน ”
เจียง เซี่ย สะบัดแขนเสื้อของมัน นัยน์ตาของส่อง
ประกายแสงแห่งความชั่วร้าย
หากมองไปรอบ ๆ ในยามนี้ เทือกเขาคราม ล้วน
ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ หากนำมา
เปรียบเทียบกับ หุบเขา จงหยวน ถือได้ว่าหนากว่า
มากนัก
ยิ่งสถานที่แห่งนี้สวยงาม ราวกับเทพนิยายมาก
เท่าไร ภายในหัวใจของ เจียง เซี่ย ก็ยิ่งร้อนรนดุจ
ดั่งเพลิงเผาไหม้จนแทบบ้าคลั่ง
……
หลังจาก อู่ อวี้ กลับมายังนิกายกระบี่สวรรค์ ในทุก
ๆ วัน เจียง เซี่ย และ จิ่วเซียน พยายามบุกทะลวง
ฝั่า ค่ายกลหมื่นกระบี่ มากยิ่งขึ้น ราวกับว่าพวก
มันกำลังต่อสู้อยู่กับ เฟิง ซัวหยา
เนื่องจาก ค่ายกลหมื่นกระบี่ มีอานุภาพอย่างยิ่ง
ต่อให้ฝั่ายตรงข้ามมีความแข็งแกร่งมากกว่าเขาถึง
2 เท่า พวกมันก็แทบไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี
ในทุก ๆ วัน เฟิง ซัวหยา จะต้องสูญเสียพลังไป
เป็นจำนวนมากในการหล่อเลี้ยงค่ายกล ตลอด
หลายวันมานี้พวกเขาไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทั้งหมด ใช้พลังในการควบคุม ค่ายกล
หมื่นกระบี่ แทบตลอดทั้งวันทั้งคืน
การต่อสู้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
อู่ อวี้ และ เหล่าสาวกคนอื่น ๆ เฝั้ามองจาก
ระยะห่างด้วยความวิตกกังวล และ ห่วงใย
เนื่องจากไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกับ
สงครามระดับสูงนี้ได้ พวกเขาเหล่านี้เป็นเพียง
ผู้เยาว์รุ่นหลัง การที่เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายยอม
เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ความเสียสละในครั้งนี้ได้เข้าไป
ตราตรึงอยู่ในหัวใจของพวกเขาทุกคน!
พวกเขามองไปทาง เฟิง ซัวหยา ที่ต้องเหน็ด
เหนื่อยเพื่อพวกเขาในทุก ๆ วัน เนื่องจากคอย
ควบคุม และ คอยฟืนฟูพลังให้กับ ค่ายกลหมื่น
กระบี่ เมื่อต้องถูกรุมโจมตีจากสามกองทัพ ยิ่งทำ
ให้ใครในหัวใจของพวกเขาทุกคน รู้สึกอึดอัดเป็น
อย่างยิ่ง ในหัวใจของพวกเขาเปียมล้นไปด้วย
โทสะ และ ความเกลียดชัง แต่ทำได้แค่เพียง
อดทนอดกลั้นเอาไว้เท่านั้น!
ราวกับ เฟิง ซัวหยา จะกล่าวเป็นนัยๆว่า หาก
พวกเขาเหล่าสาวกต้องเข้าสู่สนามรบ นั่นเท่ากับ
ว่า นิกายกระบี่สวรรค์ ได้มาถึงช่วงวิกฤตนาที
สุดท้าย ซึ่งใกล้จะถูกทำลายแล้ว
” น่าเสียดายที่เราไม่สามารถ ช่วยเหลือท่าน
อาจารย์ สังหารโจรชั่วพวกนี้ได้! ”
” ท่านอาจารย์กล่าวว่า ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าพวกท่าน
จะสามารถต้านทาน พวกมันเอาไว้ได้อีกนานมาก
น้อยแค่ไหน วิธีเดียวที่สามารถช่วยเหลือท่านได้
ในตอนนี้ ก็คือพยายามเพิ่มพลังให้แก่ตัวเองให้
มากที่สุด! ” ซู หยานหลี่ กล่าวขึ้น
ในยามนี้เหมือนแข่งกับเวลา
ความกระหายในโลหิตของกองกำลังทั้งสามฝั่าย
ได้แพร่กระจายเข้ามาภายในเทือกเขาครามราวกับ
โรคระบาด
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องหึกเหิมของพวกผู้คนนอกรีต
และ ปีศาจ ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเทือกเขา…
ยามนี้ เฟิง ซัวหยา ยืนหยัดปกปั้องพวกเขา ทำให้
เหล่าสาวกต่างล่วงรู้กันดีว่า เหล่าผู้อาวุโสยืนหยัด
เพื่ออะไร และ ต่อสู้อย่างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปเพื่อ
อะไร!
ทุกคนกลับไปยังยอดเขาตนเอง จากนั้นก็กลับมา
บ่มเพาะฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ เฟิง
ซัวหยา เพื่อเจ้านิกายของพวกเขา!
จิตอานุภาพแห่งกระบี่ ภายในจิตใจของทุกผู้คนซึ่ง
ได้บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งกระบี่ ปรากฏเป็นเกลียว
คลื่นซัดสาดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง!
ในสถานการณ์วิกฤตถูกศัตรูรุกรานเช่นนี้ ถึงแม้
เหล่าศิษย์สาวกในนิกายจะมีความขัดแย้งกัน แต่
พวกเขาในตอนนี้กลับร่วมกันแบ่งปันทรัพยากรบ่ม
เพาะบำเพ็ญตน
ท่ามกลางหุบเขามากมาย ยอดเขาเทียมฟั้า และ
ยอดเขาหยานหลี่ มีกลิ่นอายฟั้าดินหนาแน่นที่สุด
อู่ อวี้ และ ซู หยานหลี่ ได้เชิญเหล่าศิษย์สาวก
จำนวนมากมายมาที่ยอดเขาของพวกเขาทั้งสอง
เหล่าสาวกส่วนใหญ่ได้มารวมตัวกันอยู่ ณ น้ำพุ
พลังฟั้าดินแห่งนี้
ทุกคนกำลังอาบไร้อยู่ท่ามกลางพลังแห่งฟั้าดิน!
หลอมรวมเจตจำนง มุ่งมั่นผสานจิตใจเป็นหนึ่ง
เดียวกัน!
หวันเทียน หยู๋เซวีย ผู้ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 8 ต่างให้คำแนะนำแก่
เหล่าศิษย์สาวกด้วยตนเอง ทั้งประสบการณ์ในการ
บ่มเพาะบำเพ็ญในวิถีแห่งกระบี่ รวมถึงทักษะและ
ความสามารถในการต่อสู้
“เราผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งกระบี่ จงเคารพใน
เกียรติแห่งกระบี่! กระบี่นำพาจิตใจ สู่วิถีแห่งความ
ถูกต้อง!”
“เราผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งกระบี่ จงเชื่อมั่นใน
เจตจำนงแห่งกระบี่! ยอมตายเสียยังดีกว่ายอมพ่าย
แพ้ กวัดแกว่งกระบี่ไปสุดทางแห่งความตาย!”
“เราผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งกระบี่ แบกรับความ
คาดหวังแห่งกระบี่! ปกปั้องมิตรสหาย และขอตก
ตายไปด้วยกัน! ”
“นิกายกระบี่สวรรค์ของข้า แผ่ขยายอำนาจไปทั่ว
ทั้งใต้หล้า กวัดแกว่งกระบี่ทะยานไปถึงสวรรค์ เข่น
ฆ่าสังหารปีศาจมาร! ไม่มีผู้ใดสั่นคลอนเจตจำนง
แห่งกระบี่ของเราได้! ไม่มีผู้ใดแตะต้อง หรือ ทำ
ร้ายญาติสนิทมิตรสหายของเราได้!”
บนท้องนภา ค่ายกลหมื่นกระบี่ปลดปล่อยลำแสง
ส่องสว่างประกายแวววับไปทั่ว ปราณกระบี่
หนาแน่น สั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
ด้านบนพื้นปฐพี ผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งกระบี่
ต่างตะโกนกู่ก้องเสียงดังสนั่น ปลดปล่อยปราณ
กระบี่ทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า ประหนึ่งได้จุดประกาย
ไฟอันลุกโชนโหมกระหน่ำ ราวกับว่าจะสามารถ
คว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอน!
พวกเขาพร้อมจะต่อสู้จนตัวตายแล้ว
สำหรับเหล่าสาวกส่วนใหญ่ พวกเขาถือกำเนิด
และ ถูกเลี้ยงดูเติบโตจาก เทือกเขาคราม สถานที่
แห่งนี้ประดุจดั่งรากเหง้าของพวกเขา! พวกเขาจะ
ไม่ยอมถูกถอนรากถอนโคน พวกเขาจะไม่ยอม
ปล่อยให้ผู้ใดหน้าไหน เข้ามาแย่งชิงครอบครองถิ่น
กำเนิดของพวกเขา
ในแต่ละวัน เหล่าสาวกของนิกายกระบี่สวรรค์
ต่างรวมตัวฝึกฝนวิถีแห่งกระบี่อย่างมุ่งมั่น
พากเพียร จนสวรรค์ยังต้องสั่น เรียกได้ว่าเป็น
ปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อ อย่างไม่เคยพบเห็น
มาก่อน ภายในหัวใจของทุกผู้คนยามนี้ โคจร
หลอมรวมเป็นหนึ่ง
การที่ อู่ อวี้ อยู่ในสภาพแวดล้อม ซึ่งเต็มไปด้วย
กลิ่นอายฟั้าดินหนาแน่นเช่นนี้ ถือว่าช่วยเขาได้
อย่างมาก
เมื่อมองดูไปรอบ ๆ ร่างกายของเขารายล้อมไป
ด้วยเหล่าสหายที่ทำการฝึกตนอยู่เช่นกัน ทุกคน
ต่างพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้
คำแนะนำแก่เหล่าศิษย์คนอื่น ๆ นิกายกระบี่
สวรรค์ไม่เคยอบอุ่นสวยงามดั่งเช่นนี้มาก่อน ซึ่ง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการชี้นำของ หวันเทียน หยู๋เซ
วีย
ชื่อเสียงของเขา ในหมู่ของเหล่าสาวกต่างเลื่องลือ
เป็นอย่างยิ่ง ทุกคนยินดีติดตามต่อสู้ร่วมกับเขา
จนไปสุดทางแห่งความตาย
ก่อนที่นิกายกระบี่สวรรค์จะถูกทำลาย อู่ อวี้ เข้าใจ
เรื่องนี้เป็นอย่างดี มีแค่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงมี
สิทธิ์ที่จะเรียกร้องความยุติธรรม หรือ มุ่งมั่นไป
ตามเจตนารมณ์ของตนเอง ดังนั้นตอนนี้ เขาจึงทำ
การบ่มเพราะบำเพ็ญเพียรบ้าคลั่ง อย่างที่ไม่เคย
เป็นมาก่อน!
เขาปรารถนาอยากจะแข็งแกร่งขึ้น จนแทบจะบ้า
รอบ ๆ ร่างกายของเขา มี ชิงเหมิง ซู หยานหลี่
และ โม่ ซือซู นอกจากนี้ยังมีสาวกที่ชื่นชม อู่ อวี้
อยู่ด้วย
อู่ อวี้ ไม่สามารถทนดูพวกเขา ถูกสังหารตกตายไป
ต่อหน้าต่อตาได้ ไม่สามารถทนเห็นพวกเขาถูก
พวกปีศาจ และ ผู้ฝึกตนนอกรีตข่มเหงรังแกได้
ภายในจิตใจของเขามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือการ
แข็งแกร่ง แข็งแกร่งขึ้นให้จงได้!
อย่างน้อยทุกคนรอบ ๆ ตัวเขา ก็พยายามบ่ม
เพราะเสริมสร้างความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่ หลาน สุ่ยเยว่ ก็บรรลุเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับ 5 แล้ว ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้
หลาน ฮั้วหยุน ได้ละข้อตกลงและส่งมอบมรดก
รากฐานเซียน ‘คันฉ่องวารี’ ให้แก่นาง
การฝึกฝนบำเพ็ญตนของ อู่ อวี้ ทุกข์ทรมานและ
เจ็บปวดมากกว่าคนอื่น ๆ มากนัก เขาบ่มเพาะ
สัจจคาถาของ ‘วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร’ หลอม
สร้างร่างกายตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดหย่อน
ก่อนหน้านี้ เขารู้สึกเจ็บปวดสุดแสนจะทานทน จึง
ได้หยุดไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อมองเห็นศัตรูภายนอกที่
กำลังเข้ารุกราน ทุกคนยอมละทิ้งความเห็นแก่ตัว
พยายามฝึกฝนตรากตรำอย่างหนัก ยิ่งไม่ต้องพูด
ถึงตัวเขา ตอนนี้ภายในโลกของ อู่ อวี้ มีเพียงสัจจ
คาถาบ่มเพาะจาก ‘วัชรแก่นแท้ธรรมสูตร’ หนึ่ง
พันคำเท่านั้น ภายในร่างของเขา มีตัวอักษร
ไหลเวียนกรีดเฉือนอย่างบ้าคลั่ง ตลอด 12 ชั่วยาม
ร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยอักษรทองคำ สว่าง
เรืองรองปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย ไม่มีใครกล้าเข้า
ไปใกล้ หรือ ทำให้เขาเสียสมาธิ
บนยอดเขาแห่งนี้ ทุกคนต่างได้ยินเสียงร้อง
เจ็บปวดของ อู่ อวี้ ออกมาอย่างครุมเครือ ทำให้
เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบ ๆ ต่างรู้สึกประทับใจในตัวเขา
ถึงแม้เขาจะต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด
เขากลับยังคงยืนหยัดมุ่งมั่นต่อไป เป็นผลให้ทุกคน
ต่างรู้สึกชื่นชมเขามากยิ่งขึ้น
แม้แต่ หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็อดชื่นชมเขาไม่ได้
อย่างไร เขาก็รู้ว่า อู่ อวี้ เข้ามาใน นิกายกระบี่
สวรรค์ ได้เพียงไม่นานนัก แต่เจตนารมณ์ และ
ความมุ่งมั่นของเขา ที่จะปกปั้องสถานที่แห่งนี้
เอาไว้ กลับกล้าแกร่งกว่าศิษย์หลายคน ซึ่งอยู่ใน
นิกายแห่งนี้มาเนิ่นนาน
“พรสวรรค์อันโดดเด่นเหนือล้ำผู้คน อีกทั้ง ยังมี
เจตจำนงแรงกล้า และ จิตใจอันบริสุทธิ์ มุ่งมั่นก้าว
เดินไปในเส้นทางแห่งเต๋า ถ้า อู่ อวี้ ไม่ประสบ
ความสำเร็จ ภายใต้ผืนฟั้าแห่งนี้ คงไม่มีผู้ใด
ประสบความสำเร็จได้อีกแล้ว”
หวันเทียน หยู๋เซวีย กล่าวขึ้น พร้อมกับถอน
หายใจออกมาอย่างเศร้าโศกท่ามกลางเหล่าสาวก
จำนวนมาก
“ใช่แล้ว…”
ท่ามกลางแสงสีทอง อู่ อวี้ กำลังพยายามต่อสู้ดิ้น
รนกับความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนำมา
เปรียบเทียบกับเหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งกระบี่แล้ว
เขาดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ความคิดของ อู่ อวี้ นั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง เขามี
เพียงความคิดเดียวเท่านั้นคือ ต้องแข็งแกร่งขึ้น!
“นางบอกกับข้าว่า มีเพียงผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เท่านั้น ถึงจะสามารถรักษาเจตนารมณ์ และ ความ
ยุติธรรมของตนเองเอาไว้ได้ ใช่แล้ว… หากข้าไม่
ต้องการสูญเสียสิ่งใด ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น”
คำพูดของ จิ่วเซียน ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
กล่าวได้ว่าวิชา กายาเพชรอมตะ ท่ามกลางสวรรค์
และ ปฐพีแห่งนี้ ถือเป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายเนื้อ
อันดับหนึ่ง ซึ่งระดับที่ อู่ อวี้ ฝึกฝนอยู่ในตอนนี้ก็
เป็นเพียงแค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่เขายังคง
บ่มเพาะต่อไป ทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดที่
สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ เขาก็สามารถบรรลุไป
ถึงระดับ ที่สามารถท้าชะตาฝืนลิขิตสวรรค์ได้!
ภายใต้การฝึกฝนบ่มเพาะตลอดหนึ่งเดือน รีดเฟั้น
ทุกอย่างออกมาถึงขีดสุด พระพุทธรูปวัชรแก่นแท้
ธรรมสูตรภายในร่างของเขา ก็ได้เติบโตขึ้นเป็น 2
จั้ง 6 ฉื่อ!
เวลาล่วงเลยผ่านไป ตอนนี้บรรยากาศภายใน
เทือกเขาคราม เต็มไปด้วยความคึกคักกระตือรือร้น
เพียงพริบตา 2 เดือนก็ผ่านไป
ภายในช่วงเวลา 2 เดือนนี้ เฟิง ซัวหยา และ เหล่า
ผู้อาวุโส พยายามต่อต้านการโจมตีจากกองกำลัง
ทั้ง 3 อย่างหนักหน่วง
ซึ่งการเคลื่อนไหวของฝั่ายตรงข้าม ก็ค่อนข้าง
แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ถึงแม้จะคอยโจมตีพวก
เขาอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ทุ่มเทพลังอำนาจออกมา
จนหมด
ณ ยามนี้ ทุกคนต่างหยุดนิ่ง เนื่องจากเขาเห็น
ร่างกายของ อู่ อวี้ เปล่งประกายแสงสีทองปกคลุม
มีภาพสะท้อนของคน ๆ หนึ่งซ้อนทับร่างซึ่งมี
ความสูงถึง 3 จั้ง ร่างเงานั้นตั้งตระหง่านน่าเกรง
ขามอย่างหาใดเปรียบ หากผู้ใดพบเห็นต่างต้อง
ของคารวะด้วยความตื่นตะลึง
” ด้วยเวลา 2 เดือน ในที่สุด พระพุทธรูปวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตรก็มีความสูงถึง 3 จั้ง!”
ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ได้เป็นทำให้
เขารู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าผลงานครั้งนี้
อู่ อวี้ คงต้องขอบคุณเหล่าสหายที่คอยให้กำลังใจ
อยู่รอบ ๆ กายของเขา พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็น
กำลังใจที่ยิ่งใหญ่ของ อู่ อวี้
” ในยามนี้กายเนื้อ และ พลังวัตรของข้า มีความ
แข็งแกร่งอย่างน้อย 5 หมื่นอาชาศึก ร่างกายของ
ข้าแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยความ
หนาแน่นและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมาเช่นนี้
น่าจะทำให้ข้าสามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่ 6 ได้! ”
ความก้าวหน้าของ อู่ อวี้ ถือว่ารวดเร็วที่สุดตั้งแต่
ที่เขาได้ทำการบ่มเพาะมา
อย่างไรก็ตาม บัดนี้เขาไม่เหลือเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณอีกแล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ