กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 143 : การตอสูของศิษยอันดับที่ 1 !
เมื่อไม่มีเม็ดยาหลอมรวมลมปราณแล้ว นี่ย่อมเป็น
ปัญหาใหญ่สำหรับเขา
อู่ อวี้ เข้าสู่โลกผู้ฝึกตนมาเพียงเวลาไม่นาน แถม
ยังใช้เม็ดยาหลอมรวมลมปราณอย่างสุรุ่ยสุร่ายอีก
ด้วย แต่กระนั้นก็คงยังไม่เพียงพออยู่ดี ทำให้ไม่
ต้องกล่าวถึงทรัพย์สมบัติอันใด
1 เดือนจึงจะได้รับเม็ดยาหลอมรวมลมปราณมา 2
เม็ด เพียงไม่นานมันกลับถูกใช้หมดลงอย่าง
รวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรม
สูตรที่อยู่ภายในร่างเขานั้นมีความสูงถึง 3 จั้งแล้ว
ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากายเนื้อของ
เขา
ยามที่กำหมัด จะได้ยินเสียงกระดูกข้อต่อดังออกมา
จากที่นิ้วมือ เสียงนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยน่ากลัว
เท่าไหร่ แต่ความเป็นจริงก็สามารถจะทำให้เหล่า
ลูกศิษย์คนอื่นๆที่อยู่โดยรอบต่างพากันตกตะลึงกัน
เลยทีเดียว
ในเวลานี้ทุกคนต่างจับจ้องไปยัง อู่ อวี้
พวกเขาทั้งหมดรู้ว่า อู่ อวี้ ได้สืบทอดมรดกมา
ดังนั้นการฝึกวิชากายเนื้อ และการที่กลั่นสกัดเม็ด
ยาได้มากถึงเพียงนี้ จึงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่
จะทำได้ และแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะสามารถ
เลียนแบบเขาได้
อย่างน้อยในนิกายกระบี่สวรรค์ก็ไม่มีแนวทางการ
ฝึกฝนกายเนื้อเช่นนี้
หากเป็นในอดีต พวกเขาคงจะเกิดความริษยาใน
ตัว อู่ อวี้ เป็นแน่แท้ แต่ว่าในวันนี้ นิกายกระบี่
สวรรค์ ตกอยู่ในห้วงวิกฤต ดังนั้นเหล่าศิษย์
ทั้งหลายต่างรู้สึกเปรมปรียิ่งที่ได้เห็น อู่ อวี้ มี
ความก้าวหน้าอย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ เฉก
เช่นเดียวกับตอนที่เขาสามารถล้ม เจียง จุนหลิน
ได้ ยามนี้พวกเขาจึงได้หวังว่าในอนาคต อู่ อวี้ จะ
แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
บางทีเขาอาจจะสามารถปกปั้องชีวิตตนเองจน
หลบหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย ในยามที่
เทือกเขาครามล่มสลายก็เป็นได้ และหากเป็น
เช่นนั้น ในอนาคตหากย้อนกลับมาแก้แค้นก็ยังไม่
สาย
อู่ อวี้ ได้หันมองไปรอบๆตัว เขารู้สึกประทับใจ
อย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้นิกายกระบี่สวรรค์ไม่
เคยที่จะรวมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่น
ในตอนนี้ เมื่อทุกคนมองเห็นเขามีความก้าวหน้า
ภายในดวงตาทุกคนต่างก็แสดงความยินดีออกมา
กับเขาด้วย
“นิกายกระบี่สวรรค์นี้ เป็นบ้านหลังที่ 2 ของพวก
เราทุกคน เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย ก็
เปรียบเสมือนกับเป็นพี่น้องที่แท้จริงของพวกเรา
!”
หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ อู่ อวี้ จึงยิ้มขึ้น เขานั้นได้
กระทำเรื่องบ้าๆขึ้นอย่างเช่นการเอ่ยปากขอยืม
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ!
“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายข้าต้องการเม็ดยาหลอม
รวมลมปราณ 20 เม็ด ไม่รู้ว่าพวกท่านทั้งหลายจะ
ให้ข้ายืมก่อนได้หรือไม่ ข้า อู่ อวี้ สัญญาว่า ถ้า
หากข้าสามารถที่จะสังหารเหล่าศัตรูที่แข็งแกร่งนี้
ได้ แล้วยังคงมีชีวิตรอด ข้าจะนำเม็ดยามาคืนทุก
คนภายในหนึ่งปี!”
เขาตะโกนออกมาอย่างจริงจัง แล้วสายตาของเขา
ก็มองไปทางฝูงชนด้วยความแน่วแน่
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณเป็นถือได้ว่าเป็นทรัพย์
สมบัติของแต่ละคน ในช่วงเวลานี้มันถือเป็นสิ่ง
สำคัญสำหรับทุกคน
สามารถกล่าวได้ว่า ใครที่ไหนเล่าจะให้ยืมกัน?
แต่ว่าเมื่ออู่ อวี้ กล่าวออกมา เหล่าสาวกทุกคนที่
อยู่รอบๆตัวเขาต่างก็หัวเราะขึ้น
เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจพวกเขา
“ศิษย์น้อง ข้าละอายใจจริงๆที่ในตอนนี้ถุง
จักรวาลของข้าแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว ข้า
สามารถให้เจ้ายืมได้เพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้น เจ้า
ต้องอย่าลืมที่จะมาคืนให้ข้าด้วยหล่ะ ข้ามีนามว่า
“หวัง ตงหยาง” อาศัยอยู่ที่ เทือกเขาตงหยาง”
“ข้าให้เจ้ายืมไปก่อน 2 เม็ด”
ในเวลาเพียงชั่วครู่ ทุกๆคนต่างก็มาอยู่เบื้องหน้า อู่
อวี้ วางเม็ดยาหลอมรวมลมปราณลงบนมือของ
เขา บางคนก็ไม่ได้บอกชื่อของเขาเพราะว่าเขาไม่
ต้องการที่จะให้ อู่ อวี้ นำเม็ดยามาคืน แต่ว่า อู่ อวี้
นั้นสามารถจดจำทุกคนได้เป็นอย่างดี และสามารถ
ที่จะออกไปตามหาตัวของพวกเขาได้ตลอดเวลา
“ข้าให้เจ้า 5 เม็ด” หวันเทียน หยู๋เซวีย นำเม็ดยา
หลอมรวมลมปราณมาวางบนฝั่ามือของ อู่ อวี้
แล้วกล่าวออกมา “เจ้าต้องนำมันมาคืนข้าด้วยนะ
พวกเราทั้งหมดจะมีชีวิตรอดจนถึงตอนที่เจ้านำ
เม็ดยามาคืน”
“ศิษย์พี่โปรดวางใจ” อู่ อวี้ กล่าวออกมาด้วย
ความมั่นใจ
สิ่งที่ หวันเทียน หยู๋เซวีย เป็นกังวลไม่ใช่เรื่องเม็ด
ยาทั้ง 5 เม็ดที่มอบให้แก่ อู่ อวี้ แต่เขาอยากจะให้
ทุกคนได้มีชีวิตรอด อยู่จนถึงวันที่ อู่ อวี้ นำเม็ดยา
มาคืน
“ศิษย์น้อง รับนี่ไป” โม่ ซื่อซู ก็มามอบเม็ดยาให้
เขาด้วยเช่นกัน
“ศิษย์น้อง ” ซู หยานหลี่ ก็นำมามอบให้กับ อู่ อวี้
2 เม็ด แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จงจำไว้ว่า
ยังไงก็ต้องนำเม็ดยามาคืนให้ข้า”
ในที่สุดแม้แต่ ชิงเหมิง ก็มาหาเขา นางมีเม็ดยา
หลอมรวมลมปราณทั้งหมด 2 เม็ด ทั้งหมดเป็น
เม็ดยาที่ อู่ อวี้ เคยมอบไว้ให้นาง นางส่งมันไปให้
อู่ อวี้ เม็ดนึง แล้วกล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งที่ข้าเคยยืม
มาจากเจ้า แต่ว่ายังไงเจ้าก็ต้องนำกลับมาคืนนะ
เข้าใจมั้ย!”
นี่เป็นช่วงเวลาที่ในใจของ อู่ อวี้ รู้สึกอบอุ่นอย่าง
ยิ่ง
เขาพบว่า ตนนั้นได้ตกหลุมรักเทือกเขาครามแห่งนี้
รักนิกายกระบี่สวรรค์ และก็รักศิษย์พี่ศิษย์น้องทุก
คนของเขา
“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย หากถึงเวลาแล้ว อู่ อวี้
ไม่สามารถนำเม็ดยามาคืนพวกเราได้ พวกเรามา
จับเขาแขวนไว้บนต้นไม้ดีหรือไม่” โม่ ซื่อซู
หัวเราะออกมาเสียงดัง
“ดี”
ทุกคนก็หัวเราะออกมา ภายใต้รอยยิ้มเหล่านี้ ได้
ปัดเปั่าความเศร้าหมองต่างๆที่ได้ปกคลุมเทือกเขา
ครามเอาไว้ แล้วแทนที่พวกมันด้วยจิตวิญญาณ
แห่งการต่อสู้ที่รุนแรง
บางทีทุกคนออกจะคิดเพียงแต่ว่าจะต้องชนะ
เท่านั้น แต่สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว เหตุการณ์ในวันนี้
เขาจะไม่มีวันลืมมันไปตลอดชีวิตนี้
สิ่งที่เขาไม่ลืมนั่นก็คือ เฟิง ซัวหยา เสิ่น อู่เต้า และ
นิกายกระบี่สวรรค์ที่ทำให้เขาสามารถมีวันนี้ขึ้นมา
ได้
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านี้ต่างก็ยอมเสียสละเม็ด
ยาหลอมรวมลมปราณที่สำคัญให้กับเขา
เม็ดยาพวกนี้ พวกเขาต่างก็ต้องทำงานอย่างหนัก
เพื่อที่จะได้มา
เมื่อมองไปที่ใบหน้าอันคุ้นเคย อู่ อวี้ ก็ไม่ได้มีความ
เป็นอริกันอีกต่อไป แต่กลับปรากฏเป็นพลังที่ไม่มีที่
สิ้นสุดคอยผลักดันให้เขาสามารถที่จะวิ่งไปใน
หนทางที่ขรุขระและอุปสรรคต่อไปได้
“ผู้ฝึกตน เปลี่ยนแปลงโชคชะตา ทำลายล้างศัตรู
ไม่มีความเสียใจใดๆ”
เขานั่งลงบนพื้นและมองไปยังเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณที่มากมายบนมือของเขา ซึ่งมีมากถึง 30
เม็ด แน่นอนนี่ย่อมเพียงพอที่จะให้เขาฝั่าทะลวงไป
ถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 6
เขาเริ่มสงบสติอารมณ์และเตือนตัวเองว่า เขาไม่
อาจจะต้องทำให้ความหวังดีเหล่านี้ต้องเสียเปล่า
จุดทวารวิญญาณจุดที่ 6 จุดชวีฉือ จุดชวีฉือนี้อยู่ที่
บริเวณข้อศอก ดังนั้นต้องประสานมือทั้ง 2 ข้าง
จึงจะสามารถก่อจุดบัญญัติก่อกำเนิดนี้ได้สำเร็จ
พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรภายในร่างของ
เขามีความสูงถึง 3 จั้งแล้ว เขาจึงสามารถที่จะ
กลั่นสกัดเม็ดยาหลอมรวมลมปราณเหล่านี้ได้อย่าง
รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้ร่างกายของอู่ อวี้
แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก อวัยวะภายใน เลือดเนื้อ
และกระดูกได้รับการปรับแต่งจาก สัจจาคาถา
‘วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร’ เกิดเป็นวัฏจักรการ
ทำลายและสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน จนทำให้เข้า
ใกล้สู่ความแข็งแกร่งที่มิอาจทำลายได้ ราวกับว่า
พระพุทธรูปยักษ์ที่อยู่ภายในร่างกายคอยปรับแต่ง
เลือดเนื้อของเขาอยู่ตลอดเวลา เม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณที่เขาดูดกลืนเข้าไปมีความรุนแรงเป็น
อย่างมาก เนื่องจากว่าเขานั้นกินมันมากเกินไป จึง
เสมือนมีไฟโหมกระหน่ำคอยฉีกกระฉากอยู่ภายใน
ร่างกายของเขา อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็ยังคงรักษา
ระดับความเร็วในการดูดกลืนเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณนี้อยู่อย่างคงที่ การกลั่นสกัดได้ก่อให้เกิด
เป็นน้ำวนพลังศักดิ์สิทธิ์ ไหลเวียนเข้ามาเต็ม
ภายในจุดชวีฉืออย่างรวดเร็ว
ด้วยความสมดุลของ มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน ทำ
ให้ในระยะแรกที่ก่อน้ำวนพลังศักดิ์สิทธิ์จะค่อยๆ
มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ยามนี้เขาได้กลั่นสกัดเม็ดยาหลอม
รวมลมปราณไปทั้งหมด 20 เม็ดแล้ว ซึ่งทุกคนต่าง
เห็นเหตุการณ์นี้ได้แจ่มชัด ตอนนี้ อู่ อวี้ จึงเปรียบ
เหมือนกับเทพเซียนก็ไม่ปาน เพราะเขาดูดกลืน
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณมาอย่างต่อเนื่อง แต่ว่า
ร่างกายของเขากลับไม่ได้รับความเสียหายใดๆ
“ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขนาดไหนกันเนี่ย!”
ในเวลานี้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึง
นี่แข็งแกร่งกว่าร่างกายของปีศาจเสียอีก มันช่าง
น่าทึ่งจริงๆ
แต่ว่าทุกคนนั้นรู้ดีว่า กว่าที่ อู่ อวี้ จะก้าวหน้ามา
จนถึงจุดนี้ เขาจะต้องอดทนกับความเจ็บปวด
ทรมานจากวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรอย่างต่อเนื่อง
เป็นเวลากว่า 2 เดือน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีสิ่งใดที่
ได้มาโดยไม่เสียอะไรไป
ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 6
ตั้งแต่ที่เข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน พัฒนาการ
ของ อู่ อวี้ เรียกได้ว่ารวดเร็วจนก้าวกระโดด!
อู่ อวี้ ยังคงกลั่นสกัดเม็ดยาต่อไป เขากำลังจะก่อ
จุดบัญญัติก่อกำเนิดจุดที่ 6 แต่ว่า ถึงแม้ร่างกาย
ของเขาจะมี พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรที่
มีขนาด 3 จั้งก็ตามที แต่ยังไงก็ยังคงมีขีดจำกัด
ผนวกกับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในร่างของ อู่ อวี้
เริ่มค่อยๆกล้าแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การกลั่นสกัด
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณด้วยความบ้าคลั่งเช่นนี้
ต่อไปเรื่อยๆ จะไม่สามารถควบคุมพลังภายในร่าง
ได้ ตอนนี้เขาจึงได้เลือกที่หยุดการกลั่นสกัด และ
หันไปทำการบ่มเพาะสัจจคาถา ‘พระพุทธรูปวัชระ
แก่นแท้ธรรมสูตร’ ภายในร่างแทน
ยิ่งเวลาผ่านไป อู่ อวี้ ก็สามารถจะรู้สึกได้ว่าความ
แข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ตัว
เขาจะจินตนาการได้
ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ เฟิง ซัวหยา ยังคงต่อสู้
พัวพันอยู่กับจิ่วเซียน เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างกำลัง
เพิ่มพลังให้กับตัวเอง จนไม่ได้ให้ความสนใจ อู่ อวี้
มากนัก หากมีเวลาให้ อู่ อวี้ อีกสัก2-3ปี เขาย่อม
สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์นี้ได้อย่างแน่นอน
แต่ทว่าตอนนี้….
เวลามันกระชั้นชิดมากเกินไป
วันแล้ววันเล่า เหล่าศิษย์ต่างจ้องมองไปทางทิศ
ของประตูศิลาหมื่นกระบี่ การเคลื่อนไหวหน้า
ประตูศิลาหมื่นกระบี่ ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขา
อดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึกหวาดกลัว เพราะด้านนอกมี
เหล่าปีศาจ และผู้ฝึกตนนอกรีตเตรียมพร้อมที่จะ
บุกฝั่าเข้ามาได้ทุกเมื่อ
“ข้าต้องฝึกฝนวิชาเต๋าเพิ่มอีกหนึ่งเคล็ดวิชา!”
อู่ อวี้ ตระหนักดีว่าเขายังมีวิชาเต๋าน้อยกว่าคนอื่น
ตอนนี้ เฟิง ซัวหยา กำลังต่อสู้กับศัตรูอยู่ อู่ อวี้ นั้น
ไม่ต้องการที่จะไปรบกวนเขา เขาจึงเลือกที่จะไป
ท้าทายใน เจดีย์ค้นหาเต๋า ในเวลานี้ยังคงมีบางคน
ปรารถนาที่จะขึ้นไปท้าทายอยู่ ดังนั้นเจดีย์จึงยัง
ไม่ได้ปิด
เมื่อมาถึงเจดีย์ค้นหาเต๋า แน่นอนว่า อาวุโสกูตู๋
ย่อมไม่ได้อยู่ที่นี่ แถมศิษย์ที่คอยดูแลที่นี่ก็ยังไม่มี
ความกระตือรือร้นใดๆอีกด้วย บัดนี้ อู่ อวี้ จึงนำ
พลองพิชิตมารออกมา เขาเริ่มต้นท้าทายจากชั้นที่
1 เช่นเดิม ซึ่งในครั้งนี้เขาตั้งใจที่จะขึ้นไปให้ได้ถึง
ชั้นที่ 8!
ถูกต้อง ตอนนี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าตัวเขา สามารถที่จะ
ท้าท้ายผู้ฝึกตนในอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ 8 ได้!
กายาเพชรอมตะและมหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน เป็น
สิ่งที่ทำให้เขานั้นมีความแข็งแกร่งเฉกเช่นในทุก
วันนี้
หลังจากที่เอาชนะพยัคฆ์ไม้เหินหาว มังกรเหล็ก
เหินหาว หมียักษ์ห้าเบญจธาตุได้แล้ว เขาก็มาถึง
ชั้นที่ 5 ว่ากันว่าที่แห่งนี้ไม่มีสัตว์กลไกอยู่ เพราะ
ยังไงแล้วมันก็เป็นเรื่องยากที่นิกายจะสามารถสร้าง
สัตว์กลไกที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ ณ ชั้นที่ 5 มีศิษย์
คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางห้อง คนผู้นี้มีพลัง
อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 ทำให้ อู่
อวี้ สามารถที่จะเอาชนะศิษย์คนนั้นมาอย่าง
ง่ายดาย จากนั้นเขาก็ผ่านชั้นที่6 และชั้นที่ 7 ไป
อย่างรวดเร็ว ซึ่งในชั้นที่ 7 นี้เขาได้เจอกับสาวกวัย
กลางคนที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7
แต่กระนั้นเขากลับพ่ายแพ้ต่อ อู่ อวี้ ไปอย่าง
ง่ายดายเช่นเดียวกัน
เขาไม่ได้คิดว่า อู่ อวี้ จะมีความแข็งแกร่งในระดับ
นี้
เรื่องที่อู่ อวี้ ได้จัดการ โม่ ซิวเต๋า ได้แพร่กระจาย
มาถึงเทือกเขาครามแล้ว ซึ่งกล่าวได้ว่า มันไม่ใช่
เรื่องง่ายเลยที่จะเอาชนะ โม่ ซิวเต๋า ได้
ตอนแรกสาวกวัยกลางคนผู้นี้คิดว่า อู่ อวี้ จะเข้า
ไปในห้องคัมภีร์ในชั้นที่ 7 แต่กลับไม่คาดคิดว่า อู่
อวี้ จะขึ้นไปท้าทายในชั้นที่ 8 ต่อ!
“ในตอนนี้ชั้นที่ 8 ไม่มีใครอยู่ เดิมทีชั้นที่ 8 มีผู้
อาวุโสประจำการอยู่ แต่ยามนี้เขาได้ปิดด่านฝึกตน
เพื่อที่จะทะลวงสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่
9”
มันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายในการที่จะทะลวงแต่ละขั้น
เมื่อผ่านช่วงวัยหนุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตไป
ร่างกายเริ่มจะแก่ชรา การที่จะทะลวงแต่ละขั้นได้
จึงเป็นไปอย่างยากเย็นยิ่งนัก
“ข้าต้องการที่จะไปท้าทายในชั้นที่ 8 ข้าต้องทำ
อย่างไร?”
ศิษย์วัยกลางคนคิดสักครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ข้าจะไปหาผู้อาวุโส
ท่านอื่นมา ให้เขาพิจารณาเรื่องนี้ดู”
เพราะยังไงแล้ว อู่ อวี้ ก็เป็นถึงศิษย์สายตรงผู้สืบ
ทอด ยังไงเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นข้อยกเว้นได้
อู่ อวี้ เดินขึ้นไปที่ชั้นที่ 8 ของเจดีย์ค้นหาเต๋า
หลังจากรอไม่นาน ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง
บางอย่าง อู่ อวี้ จึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ปรากฏว่ามี
คนจำนวนหนึ่งได้มุ่งหน้ามายังชั้นที่ 8 ซึ่งเป็น
ตำแหน่งที่เขากำลังยืนอยู่ ณ ตอนนี้
ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีคนประมาณ 30 คน อยู่ใน
ชั้นที่ 8 นี้ เพียงแต่ไม่มีผู้อาวุโสอยู่ในที่แห่งนี้เลย
ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ เป็นกลุ่มคนที่เคยฝึก
ร่วมกันกับ อู่ อวี้ บน เทือกเขาหยานหลี่ ในตอน
ก่อนหน้านี้ ซึ่งในกลุ่มนี้มีอยู่ 2 คนที่อยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 8 ก็คือ หวันเทียน หยู๋เซ
วีย และ หลาน หลิวหลี่
“ศิษย์พี่ใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกัน?” อู่ อวี้ รู้สึก
ประหลาดใจ
หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็ยิ้มขึ้น ทุกคนต่างก็ตะโกน
เชียร์ขึ้นและเขยิบเข้ามาใกล้ๆกับ อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวว่า”ตอนนี้เหล่าอาวุโสกำลังเตรียมความ
พร้อมสำหรับสงครามอยู่ และในนิกายกระบี่
สวรรค์ผู้ที่มีพลังฝึกตนอยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 8 ในตอนนี้ มีเพียงแค่ข้ากับ หลาน
หลิวหลี่เท่านั้น และนี่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่
ทีเดียว เจ้าคงจะไม่อยากให้ หลาน หลิวหลี่ ต้อง
มาเป็นผู้ทดสอบของเจ้าใช่ไหม?”
อู่ อวี้ เข้าใจแล้ว
หวันเทียน หยู๋เซวีย ต้องการจะมาเป็นผู้พิทักษ์ชั้น
ที่ 8 แห่งนี้
แน่นอนว่า เขามีคุณสมบัติพร้อม
เขาเป็นถึงศิษย์อันดับหนึ่งของนิกายกระบี่สวรรค์
แห่งนี้ กระทั่ง เฟิง ซัวหยา ก็ยังมอบคำนำหน้าชื่อ
ผู้อาวุโสให้กับเขาโดยตรง และในต่อไปอาจจะได้
ตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม
กล่าวได้ว่า หวันเทียน หยู๋เซวีย เป็นผู้สืบทอด
ลำดับหนึ่งของ เฟิง ซัวหยา ซึ่งหากไม่มีอะไร
ผิดพลาดในอนาคตเขาย่อมขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้านิกาย
ของนิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้อย่างแน่นอน
เพราะเขาคือศิษย์อันดับ 1 แห่งนิกายกระบี่สวรรค์
!
อู่ อวี้ นั้นเคารพเขาอย่างแท้จริง
แต่เคารพก็อยู่ส่วนเคารพ ถึงจะเป็น เฟิง ซัวหยา
อู่ อวี้ ยังไงก็ต้องการที่จะก้าวข้ามเขาไปให้ได้
หลังจากที่ หยู่เทียน หยู๋เซวีย กล่าวออกมา อู่ อวี้
ก็ยิ้มขึ้นแล้วกล่าวตอบไปว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ ศิษย์
น้องไหนเลยจะไม่ยินดี”
“เจ้าและข้าถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าหากเจ้า
ก้าวข้ามข้าไปได้ มันถือว่าเป็นโชคดีของนิกาย
กระบี่สวรรค์ ข้า หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็ย่อมวางใจ
แล้ว ”
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น คนที่รู้สึกลุ้นระทึกมาก
ที่สุดก็เห็นจะเป็น ซู หยานหลี่ นางนั้นเห็น อู่ อวี้
ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นศิษย์รับใช้ และค่อยๆไต่ขึ้นมาที
ละก้าว ซึ่งการที่เขามาถึงจุดนี้ได้ เขาใช้เวลาไป
เพียงแค่ 2 ปี
ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา นางที่เป็นอัจฉริยะ แต่กลับ
สามารถทะลวงขึ้นมาได้เพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
อู่ อวี้ คือผู่ที่จะโบยบินขึ้นไปสู่ท้องฟั้าได้อย่าง
แท้จริง!
ศิษย์อันดับ 1 ที่เป็นดั่งตำนาน หวันเทียน หยู๋เซวีย
และ อู่ อวี้ ผู้ ที่สามารถสังหาร โม่ ซิวเต๋าได้ ใคร
จะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่ากัน?
ในใจของเหล่าลูกศิษย์ทุกคนต่างก็รู้สึกเดือดพล่าน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ