กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 144 : เคล็ดวิชาเตามหากระบี่ทองคํา
พูดตามตรงแล้ว ในชั้นที่ 8 ของเจดีย์ค้นหาเต๋า
แม้แต่ หลาน หลิวหลี่ ก็ยังไม่เคยฝั่ามาถึง
หลาน หลิวหลี่ นั้นยังไม่มีความสามารถมาก
พอที่จะท้าทายเหล่าอาวุโสได้สักคน
แต่ตอนนี้ อู่ อวี้ ได้อยู่บนชั้นที่ 8 นี้ ยืนอยู่กับ หวัน
เทียน หยู๋เซวีย ในสนามประลอง
“เจ้าสามารถใช้กระบี่สู้ได้ เพื่อความเท่าเทียมกัน
นำมันออกมาเถอะ ”หวันเทียน หยู๋เซวียกล่าว
“งั้นข้าไม่เกรงใจ” อู่ อวี้ ก็นำกระบี่หยินหยาง
ออกมาจากถุงจักรวาล จากนั้นก็แยกมันออกเป็น
กระบี่2เล่ม ถือมันไว้ในมือทั้ง 2 ข้างของเขา
“ดีมาก”
หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็ล้วงเขาไปในถุงจักรวาลของ
เขาเช่นกัน นำศาสตราเต๋าของเขาออกมา เป็น
กระบี่ทองคำที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ บนตัวกระบี่
มีอักขระเวทย์อยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งปลดปล่อยแสงสี
ทองส่องประกาย อีกหนึ่งปลดปล่อยความเย็นที่
สามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งกระดูก!
อู่ อวี้ จำได้ว่าเขาเคยกล่าวไว้ วิชาที่เขาบ่มเพาะ
เป็นวิชากระบี่ทองคำ แต่ตัวเขาได้ปลูกรากฐาน
เซียน ‘แก่นวายุเหมันต์’ จึงทำให้ตัวเขามีทั้งธาตุ
ทองคำและธาตุเหมันต์ผสมผสานกัน เมื่อเขา
ผนวกทั้ง 2 ธาตุเข้าด้วยกันได้แล้ว ก็จะเกิดเป็น
วิชากระบี่สังหารที่มีอานุภาคมหาศาล จนทำให้เขา
มีชื่อเสียงเลื่องลือเฉกเช่นทุกวันนี้!
ฟูั่ว!
เพียงพริบตา ทั้งสองก็เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
แม้ว่าสายสัมพันธ์ของทั้งคู่จะถือได้ว่าสนิทสนม
อย่างยิ่ง แถม อู่ อวี้ ก็ยังเคารพเขามากอีกด้วย แต่
บนเส้นทางของการฝึกตนแล้วนั้น ทั้ง 2 ไม่
ต้องการที่จะออมมือให้กันแต่อย่างใด พวกเขาต้อง
สู้ด้วยทุกอย่างที่มี เพื่อเป็นการที่จะให้เกียรติกัน
และกัน
“ที่แท้เจ้าก็ได้ก้าวข้าม ศิษย์น้องซู และ ศิษย์น้อง
โม่ไปแล้ว สักวันหนึ่งเจ้าก็จะต้องอยู่เหนือข้าเอง
เช่นกัน แต่จะเป็นวันนี้หรือไม่ เราต้องมาดูกัน!”
หวันเทียน หยู๋เซวียได้ให้ความสนใจในตัวของ อู่
อวี้ ตั้งแต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้นในอาณาเขตปั่าสวรรค์
แล้ว
การต่อสู้ของศิษย์อันดับหนึ่งถือได้ว่าเป็นการหาดู
ได้ยากยิ่ง!
ตูม!
ยอดผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ทั้ง 2 ที่อยู่ห่างกันค่อนข้าง
ไกล ได้กลายเป็นสำแสงสีทองพุ่งดับเครื่องชนเข้า
หากันอย่างรวดเร็ว!
ทางฝังของ หวันเทียน หยู๋เซวีย แฝงไปด้วยพลัง
ของวายุเหมันต์อันรุนแรง ส่วนทางของ อู่ อวี้ ก็
ปรากฏเป็นลำแสงสีขาวดำ
ตูม!
ในวิสัยทัศน์ของ อู่ อวี้ ได้เห็นกระบี่ในมือของ
หวันเทียน หยู๋เซวีย ส่องแสงสีทองขึ้นปกคลุมไป
ทั่วทุกพื้นที่ ชั่วพริบตามันได้แปรเปลี่ยนไปเป็น
เกล็ดหิมะสีทอง ล่องลอยปลิวไสวไปมา ซึ่งเกล็ด
หิมะที่ลอยอยู่บนอากาศนั้น ล้วนแต่เป็นใบมีด
สังหารอันคมกริบ!
หวันเทียน หยู๋เซวีย นั้น อยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่ 8 มีพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่ง เกล็ด
หิมะสีทองที่ลอยอยู่ท่ามกลางอากาศนั้นมันช่างดู
สวยงามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นวิชานี้เหล่าศิษย์
ทั้งหลายต่างอดที่จะหอบหายใจด้วยความตกตะลึง
ไม่ได้!
“ศิษย์พี่ใหญ่ฝีมือก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง คาดว่าอีก
ไม่กี่สิบปี เขาคงจะสามารถทะลวงเข้าไปถึงขั้น
สร้างแกนนภาได้ !”โม่ ซื่อซู กล่าวด้วยความ
เทิดทูน
ซู หยานหลี่ จ้องไปที่ อู่ อวี้ พร้อมเผยรอยยิ้มที่มุม
ปากขึ้น นางเข้าใจในตัวของ อู่ อวี้ ดี หากยามที่
พบกับศึกหนักและเขากลับสุขุมเยือกเย็นได้เช่นนี้
แสดงว่าในยามนั้น อู่ อวี้ ย่อมมีความเชื่อมั่น
บางอย่างแน่นอน
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงในชั่วพริบตาเดียว
กงล้อกระบี่หยินหยาง!
อู่ อวี้ สามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน เขาและ
รากฐานเซียนได้ผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว บัดนี้
เขาใช้กงล้อกระบี่หยินหยางรวบรวมพลังศักดิ์สิทธิ์
ไปไว้ที่ทั้งมือซ้ายและมือขวา ภายในร่างของเขา
ในตอนนี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ 2 ประเภทอย่างชัดเจน
เมื่อจิตวิญญาณของเขาอยู่ภายใต้พลังของกงล้อ
กระบี่หยินหยางนี้ ทำให้เขาสามารถใช้สภาวะใจ
หนึ่งแบ่งเป็นสองได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ถึงจะมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ราวกับมีสองในเวลา
เดียวกัน!
ใจหนึ่งแบ่งเป็นสอง จะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ 2 ประเภท
ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะทำให้สามารถระเบิดพลัง
อำนาจอันรุนแรงขึ้นมา!
วิชากระบี่ก่อกำเนิดหยินหยาง!
หนึ่งกระบี่ ก่อกำเนิดฟั้าดิน แบ่งแยกหยินและห
ยาง! ระเบิดพลังปราณกระบี่ออกมา แม้จะดูเรียบ
ง่ายธรรมดาแต่ในความเป็นจริงกลับมีพลังอำนาจ
มหาศาลยิ่ง เพียงตวัดกระบี่หนึ่งครั้ง อู่ อวี้ ก็
สามารถทะลวงเกล็ดหิมะสีทองอันสวยงามที่
ล่องลอยอยู่กลางอากาศ และพุ่งตรงไปยังคอหอย
ของ หวันเทียน หยู๋เซวีย ในทันที
“รับมือ!”
หวันเทียน หยู๋เซวียยิ้มขึ้น บัดนี้กระบวนท่าของ
เขาได้แปรเปลี่ยนไป เกล็ดหิมะสีทองถูกเขา
รวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน ในเวลาสั้นๆก็ปรากฏเป็น
น้ำวนสีทองอยู่ตรงหน้าของเขา ด้านหนึ่งคอยสกัด
กั้นวิชากระบี่ก่อกำเนิดหยินหยางของ อู่ อวี้ ส่วน
อีกด้านหนึ่งเป็นคลื่นยักษ์ที่กระหน่ำโจมตีไปที่ อู่
อวี้ จนเกือบจะทำให้ อู่ อวี้ ต้องจมอยู่ในคลื่นเกล็ด
หิมะที่ไร้จุดสิ้นสุดนี้
ฟูั่ว!
1 กระบี่ฟาดฟันพร้อมกับเกล็ดพายุหิมะที่พัดโหม
กระหน่ำอย่างรุนแรง
ฉากที่อยู่เบื้องหน้านี้ สวยงามปานอยู่บนสรวง
สวรรค์ จนทำให้เหล่าฝูงชนไม่สามารถที่จะละ
สายตาจากการต่อสู้ครั้งนี้ได้
ตูม ตูม ตูม!
กระบี่ของ อู่ อวี้ ถูกหยุดลงโดยหิมะโปรยปรายที่
ล่องลอยอยู่ และบางส่วนของ หิมะโปรยปราย ได้
พุ่งทะลุการปั้องกันตรงเข้าหาเขาในฉับพลัน
ยามนี้ หวันเทียน หยู๋เซวีย ได้ชักนำหิมะโปรย
ปรายกลับมาปั้องกันตนเองอย่างรวดเร็ว เพราะว่า
ในฉับพลันนั้นปราณกระบี่ของ อู่ อวี้ ได้โต้ตอบ
กลับอย่างทันท่วงทีจนเกือบที่จะแทงเข้าไปยังด้าน
ซีกซ้ายของเขา
เห็นได้ชัดว่าหิมะโปรยปรายของเขาไม่สามารถที่
จะจัดการ อู่ อวี้ ลงได้ แต่เป็นตัวเขาเสียเองที่
เกือบจะถูกสังหารตกตายลงภายใต้ปราณกระบี่
ของ อู่ อวี้!
ตูม !
ทั้ง 2 คน ถอนการโจมตีกลับมาในเวลาเดียวกัน
ทั้งใดนั้นหมอกควันจากการปะทะกันของทั้งคู่ก็เริ่ม
จางหายไป พื้นที่บริเวณชั้นที่ 8 เองก็เริ่มกลับมาสู่
สภาวะปกติดั่งเดิม
ท่ามกลางเหล่าฝูงชนที่มีบางคนมีพลังฝึกตนไม่สูง
มากนัก พวกเขาเหล่านั้นจึงมองไม่เห็นและไม่
เข้าใจว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้นี้เป็นเช่นไร?
แต่ทว่าพวก ซู หยานหลี่ สามารถเห็นมันได้อย่าง
ชัดเจน ว่าความจริงแล้ว อู่ อวี้ โจมตีออกไป 2
ครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว หวันเทียน หยู๋เซวีย
สามารถสกัดกั้นดาบแรกได้ แต่ทว่าดาบที่ 2 นั้น
เขาไม่สามารถปั้องกันมันได้
หวันเทียน หยู๋เซวีย หัวเราะขึ้นอย่างขมขื่น และ
กล่าวต่อไปว่า “แน่นอนว่าในแต่ละรุ่นย่อมมี
อัจฉริยะเกิดขึ้น การต่อสู้นี้ข้าเป็นฝั่ายที่พ่ายแพ้
ศิษย์น้องเจ้าช่างล้ำเลิศยิ่ง นี่ทำให้ข้าได้เห็นถึงผู้มี
พรสวรรค์น่ากลัวเฉกเช่นปีศาจเสียแล้ว!”
การต่อสู้ในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระดับสูงอย่างยิ่ง!
ฝูงชนทุกคนต่างตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย
เนื่องจาก หวันเทียน หยู๋เซวีย ได้กล่าวออกมา
เช่นนี้ จึงทำให้ผลแพ้ชนะได้ถูกตัดสินออกมาแล้ว
แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่หินเรื่อง แต่สุดท้าย อู่ อวี้ ก็
ได้รับชัยชนะมา และการที่เขาสามารถชนะได้ใน
ครั้งนี้ก็คงต้องยกความดีความชอบให้แก่ ‘กงล้อ
กระบี่หยินหยาง’
มิฉะนั้นถ้าหากว่าภายใต้กระบี่เดียว เขาจะสามารถ
ทำลายวิชาหิมะโปรยปรายได้เช่นไร?
“ข้านับถือเจ้าจริงๆ อู่ อวี้ เจ้าช่างเป็นคนที่ต่อต้าน
กฎสวรรค์จริงๆ ข้าคงไม่มีหน้าพอที่จะมาเป็นศิษย์
พี่ของเจ้าได้ ก่อนหน้านี้ข้ายังมีความคิดว่าตนเอง
ยังเก่งกาจอยู่บ้าง แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับเจ้า
แล้ว เพิ่งจะรู้ว่า ข้า โม่ ซื่อซู นั้นเป็นเพียงแค่คนโง่
คนหนึ่งเท่านั้นเอง! ” ฝูงชนเข้ามารุมล้อม อู่ อวี้
ยินดีไปกับความก้าวหน้าของเขา
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ อู่ อวี้ มองเห็น ซู หยานห
ลี่ หลาน สุ่ยเยว่ แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อมองเห็นความงดงามที่แฝงไปด้วยอันตรายของ
จิ่วเซียน และนำมาเปรียบเทียบกับความงามของ
พวกนาง ทำให้เขารู้สึกได้ว่านี่เป็นรอยยิ้มที่จริงใจ
อย่างแท้จริง
“ศิษย์น้องยินดีด้วย หลังจากนี้ ข้าจะเอาเจ้าเป็น
แบบอย่าง” ซู หยานหลี่ มองเขาด้วยความใสซื่อ
บริสุทธิ์ ที่จริงนางยังคงมอง อู่ อวี้ เฉกเช่น
น้องชายมาโดยตลอด
ส่วน หลาน สุ่ยเยว่ นั้นปรากฏเป็นความซับซ้อน
ขึ้น ราวกับว่ามีกำแพงบางอย่างขวางกั้นนางไว้
นางรู้สึกว่า อู่ อวี้ ค่อยๆนำหน้านางไปไกลขึ้น
เรื่อยๆ จนราวกับเขากำลังพุ่งทะยานโบยบินไปสู่
ฟากฟั้า หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เกรงว่านางคงไม่
สามารถที่จะเอื้อมเขาให้ถึงได้อีกต่อไป
ในขณะนั้น อู่ อวี้ ทำได้เพียงแค่ยิ้มขึ้นมา เพื่อที่จะ
หยุดการเผชิญหน้าที่น่าอึดอัดใจเหล่านี้
ทันใดนั้นอยู่ๆเขาก็คิดไปถึงรสชาติอันหอมหวาน
ของปากเล็กๆอันนี้ของนาง มันไม่เลวเลยทีเดียว
…..
“เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องสำคัญของเจ้าดีกว่า อู่ อวี้
เจ้ารีบเข้าไปเลือกวิชาเต๋าของเจ้าเถอะ ” หวัน
เทียน หยู๋เซวีย ต้องการที่จะไปจากที่นี่แล้ว
“ช่างน่าเสียดายจริงๆ ถ้าหาก อู่ อวี้ มีเวลา
มากกว่านี้อีกสักปีเดียว เขาก็คงจะสามารถ
ช่วยเหลือนิกายกระบี่สวรรค์ของพวกเราให้ผ่าน
พ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน”
“นิกายกระบี่สวรรค์ของเรา ปรากฏบุคคลที่มี
ความสามารถเช่นนี้ ช่างน่าอายเสียจริงที่เราไม่มี
เวลาให้เขามากพอ เฮ้อ…”
พวกเขากำลังทยอยจากไป เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินคำพูด
ทอดถอนใจนี้ ในหัวใจเขาก็เกิดเป็นความรู้สึกที่
ซับซ้อนขึ้น
“เวลาไม่พอจริงๆหรือ?”
เขารู้สึกไม่พอใจและไม่เชื่อในคำพูดนี้
เขาเดินเข้าไปในเจดีย์ค้นหาเต๋าในทันที ซึ่งเขาใช้
เวลาถึง 2 วันเพื่อกวาดสายตาค้นหาวิชาเต๋า
ทั้งหมดในนี้ ต่อมาเขาจึงตัดสินใจเลือกดวิชาเต๋า
มาสิบวิชาอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะคัดทิ้งต่อไป และ
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เลือกวิชากระบี่สังหารที่น่า
กลัวที่สุดมา ‘เคล็ดวิชาเต๋ามหากระบี่ทองคำ’
‘เคล็ดวิชาเต๋ามหากระบี่ทองคำ’ได้ยินมาว่าเดิมที
มันเป็นวิชาเต๋าในระดับสร้างแกนนภา ซึ่งเฟิง
ซัวหยา เชี่ยวชาญวิชานี้เป็นอย่างมาก อู่ อวี้ รู้สี
กว่าวิชา ‘เคล็ดวิชาเต๋ามหากระบี่ทองคำ’นั้นมี
พลังอำนาจไม่ด้อยไปกว่าวิชากระบี่หยินหยาง
ก่อกำเนิดเลย
ส่วนการที่จะหาวิชาที่เหมาะสมกับพลองพิชิตมาร
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ อู่ อวี้
จึงต้องพักเรื่องการหาวิชาที่เหมาะสมกับพลอง
พิชิตมารไว้ก่อนชั่วคราว
แน่นอนว่าด้วยจิตวิญญาณอันแรงกล้าในอาวุธ
ชนิดนี้ เขาย่อมไม่สามารถที่ทิ้งมันไปได้!
หลังจากที่เลือก เคล็ดวิชาเต๋ามหากระบี่ทองคำ ได้
แล้ว อู่ อวี้ ก็รีบเดินทางออกไปจากที่เจดีย์ค้นหา
เต๋ากลับไปยังหุบเขาเทียมฟั้าในทันที
“อู่ อวี้ ข้าว่าพวกเราไปหาท่านอาจารย์กันเถอะ
เผื่อว่าท่านอาจจะมีการวางแผนอะไรบางอย่าง
เอาไว้บ้าง”
อู่ อวี้ เพิ่งจะกลับมาไม่นาน หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็
มาเรียกอู่ อวี้ ให้ไปหา เฟิง ซัวหยา ด้วยกัน
ด้านข้างของเขายังมีเหล่าผู้อาวุโสและ หลาน
หลิวหลี่ อยู่ด้วย
“ตกลง”
นอกจากอู่ อวี้ แล้ว คนที่เหลือทุกคนต่างมีพลังขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 8 ทั้งสิ้น เมื่อมาถึงประตู
ศิลาหมื่นกระบี่พบว่าในเวลานี้กองกำลังไตรภาคี
ยังคงไม่ได้บุกโจมตีเข้ามาดังนั้น เฟิง ซัวหยา และ
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายจึงต้องรักษาค่ายกลไว้ในที่
แห่งนี้ การที่จะต้องยืนหยัดเป็นเวลากว่าสองเดือน
ที่ทุกๆวันต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่
อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สำหรับพวกเขา
สามารถมองเห็นได้ว่าแววตาของ เฟิง ซัวหยา มืด
สลัวลงเล็กน้อย การที่จะต้องมาปกปั้องสถานที่
แห่งนี้ทุกวันต้องสูญเสียพลังไปไม่น้อย
“อู่ อวี้” เมื่อ อู่ อวี้ มาถึงการแสดงออกของ เฟิง
ซัวหยา ก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยน เขายิ้มขึ้นแล้วก็
กล่าวว่า “ได้ยินมาว่าเจ้าเอาชนะศิษย์พี่ใหญ่ของ
เจ้าได้”
5 ผู้อาวุโสทุกคนต่างก็มองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่
ชื่นชมในตัวเขา แม้แต่ หลาน ฮั้วหยุน ที่เคย
เกลียดชัง อู่ อวี้ เป็นอย่างมากในอดีต ตอนนี้กลับ
ไม่หลงเหลือความเกลียดชังเช่นนั้นอีกต่อไป อีก
อย่าง นางเองก็ยังดูงดงามและมีเสน่ห์เป็นทุนเดิม
อยู่แล้ว ทำให้เมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าเช่นนี้
แล้ว จึงเกิดความรู้สึกว่านางและ เฟิง ซัวหยา ก็
ค่อนข้างดูเหมาะสมกันทีเดียว
หวันเทียน หยู๋เซวีย ได้เอ่ยตอบคำถามแทน อู่ อวี้
ว่า “ศิษย์น้องมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าไม่
สามารถที่จะเป็นคู่มือของเขาได้เลย”
เฟิง ซัวหยา เอ่ยขึ้นว่า “ข้าดูถูก เสิ่น อู่เต้า ไปแล้ว
ข้าไม่คิดว่ามรดกของเขาจะทำให้เจ้าก้าวมาสู่ใน
ระดับนี้ได้ แต่น่าเสียดายถ้าหากน้ำพุพลังฟั้าดินนี้
มาช้ากว่านี้อีกสักปี เหตุการณ์ก็คงไม่เป็นเฉกเช่น
ปัจจุบัน”
เขาก็รู้สึกว่า ด้วยระดับความเร็วในการเติบโต
เช่นนี้ของอู่ อวี้ เพียงขาดอีกเพียงแค่ปีเดียว ก็จะ
สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ในตอนนี้ได้ด้วย
ตนเองแล้ว
หากว่าในตอนแรกไม่มีใครคอยดูแลและปกปั้องคุ้ม
กัน อู่ อวี้ เกรงว่าจะต้องมีอีกหลายคนที่คิดจะแย่ง
ชิงมรดกสืบทอดไปจากเขาเป็นแน่ และแน่นอนว่า
พลองทองสมปรารถนา เองก็คงไม่พ้นที่จะถูก
พรากไป ในตอนนี้ อู่ อวี้ มีความแข็งแกร่งเป็น
อย่างมาก เป็นเพราะความสามารถและความแน่ว
แน่ของตน จึงทำให้เขามีทุกวันนี้ได้
จากนั้นทุกคนก็เริ่มถกกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมานี้
เฟิง ซัวหยา กล่าวว่า “ใน2เดือนที่ผ่านมานี้ ฝัง
ศัตรูยังไม่ได้โจมตีมาเต็มกำลัง กลับใช้วิธีการถ่วง
เวลา ซึ่งเรื่องนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะไม่กี่วันก่อนหน้านี้ที่พวกมันบุกโจมตีเข้า
มาในค่ายกลหมื่นกระบี่ พวกเจ้าว่านี่เป็นเพราะ
เหตุใด?”
พวกเขาปล่อยให้อู่ อวี้ เข้ามาฟังการประชุม
วางแผนของพวกเขา
มีผู้อาวุโสที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ8
ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พวกมันอาจจะรู้ว่าเป็นการยาก
ที่จะบุกโจมตีเข้ามาได้ ก็เลยเตรียมที่จะยอมแพ้?”
“ด้วยความที่ข้าเข้าใจนิสัยของพวกนั้นดี จึงคิดว่า
เรื่องนี้ไม่น่าที่จะเป็นไปได้” เฟิง ซัวหยา กล่าว
“จากมุมมองของพวกมัน เพียงแค่สามารถทำลาย
ค่ายกลหมื่นกระบี่นี้ลงไปได้ก็สามารถที่จะทำลาย
นิกายกระบี่สวรรค์ได้แล้ว ดังนั้นไม่ว่าพวกมันจะ
ทำอะไรก็ตาม พวกมันก็มีเพียงเปั้าหมายเดียวนั่นก็
คือการทำลายค่ายกลหมื่นกระบี่นี้”หวันเทียน หยู๋
เซวียกล่าวขึ้น
เมื่อวิเคราะห์จุดประสงค์ของฝั่ายศัตรูแล้ว
ความคิดของ อู่ อวี้ กลับแตกต่างไปจาก หวัน
เทียน หยู๋เซวีย แล้วเขาก็กล่าวออกมาว่า “เป็นไป
ได้ว่า ที่พวกมันทำเป็นเหมือนจะบุกเข้ามา เพื่อ
ปั้องกันไม่ให้พวกเราสงสัย ว่าพวกมันอาจกำลังจะ
รออะไรบางอย่างหรืออาจจะรอคนที่สามารถจะมา
ทำลายค่ายกลหมื่นกระบี่นี้ลงได้”
อู่ อวี้ ย่อมเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ดีว่า ค่ายกล
หมื่นกระบี่ นี้เผาผลาญทรัพยากรมากมาย และ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป หากฝั่ายศัตรูยังคงไม่บุกเข้า
มา เกรงว่านิกายกระบี่สวรรค์จะสามารถรั้งสภาพ
เช่นนี้อยู่ได้อีกเพียงครึ่งปี
“คนรึ?”
เฟิง ซัวหยา ขมวดคิ้วขึ้นแล้วกล่าวออกไปว่า
“พวกเราก็เพิ่งถกเถียงกันไปว่าพวกเขาอาจจะ
กำลังรออะไรบางอย่างอยู่ เจ้าพูดว่าคน แล้วจะ
เป็นใครหรือปีศาจตนใดที่สามารถทำลายค่ายกลนี้
ได้?”
เมื่อคิดจากมุมมองของกองกำลังไตรภาคีนี้
ทุกคนก็มองหน้ากันและกัน แล้วนึกถึงสถานที่ที่
หนึ่งขึ้น
“ที่ทะเลตะวันออก มีผู้ฝึกตนนอกรีตจำนวน
มากมายมหาศาล ปีศาจเจ็ดทะเลแดงเป็นเพียงแค่
ฝูงปลาเล็กๆฝูงหนึ่งเท่านั้น”หลาน ฮั้วหยุน ก็กล่าว
บางสิ่งบางอย่างออกมา
“เหล่าเจ็ดปีศาจทะเลแดง อาจจะรู้จักใครคนบาง
คนที่สามารถทำลายค่ายกลหมื่นกระบี่นี้ได้ แต่พวก
มันจะยอมให้มีคนมาหารผลประโยชน์ของพวกมัน
ได้หรือ?”ผู้อาวุโสเซินถู กล่าว
เฟิง ซัวหยา ถอนหายใจแล้วกล่าวออกมา “เรื่องนี้
ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา กุญแจที่จะสามารถตัดสิน
สถานการณ์ในตอนนี้ อาจจะมีความเป็นไปได้….
จริงๆ”
เช่นนั้นพวกเราควรจะทำอย่างไรกัน?
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ