กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 145 : ตงฟาง ชิงหัว
พวกเขาทั้ง 9 ต่างคอยเฝั้าระวัง ค่ายกลหมื่นกระบี่
หากขาดใครคนใดคนหนึ่งไป ยามที่ฝั่ายศัตรูได้
โจมตีเข้าใส่ค่ายกลโดยตรง จะสร้างความเสียหาย
อย่างใหญ่หลวงให้แก่ ค่ายกลหมื่นกระบี่
ดีไม่ดีศัตรูอาจจะข้ามเขต ค่ายกลหมื่นกระบี่ เข้า
มายังเทือกเขาครามได้เลยก็เป็นได้
แน่นอนว่าย่อมเป็นความอันตรายอย่างใหญ่หลวง
เฟิง ซัวหยา ไม่ได้ก้าวออกไปจากที่นี่นานกว่า 2
เดือนแล้ว จึงเป็นเรื่องยากจะล่วงรู้ได้ว่าศัตรูฝั่าย
ตรงข้าม กำลังกระทำการสิ่งใด หรือ มีความ
เคลื่อนไหวเช่นไรบ้าง
หากประเมินจากสัญญาณเตือนตลอด 2 เดือนที่
ผ่านมา มีแนวโน้มว่าศัตรูฝั่ายตรงข้าม กำลังรอ
คอยการมาถึงของยอดฝีมือ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ ใน
การทำลายค่ายกลเป็นแน่
นับเป็นช่วงเวลาที่ ทุกผู้คนต่างตกอยู่ในความรู้สึก
สับสนวุ่นวายใจ เนื่องจากไม่ทราบว่าพวกเขาควร
จะทำเช่นไรดี
” ถ้ามีคนเช่นนั้นโผล่มาจริง เราจำเป็นต้องล่วงรู้
รายละเอียดของคนผู้นี้ให้ได้ว่าคนผู้นั้นมีความ
แข็งแกร่งอยู่ในขั้นสร้างแกนนภาหรือไม่ และคนผู้
นั้นได้มาถึงรึยัง” หลาน ฮั้วหยุน กล่าว
แต่ว่าพวกเขาทั้ง 9 ที่เป็นยอดฝีมือผู้มีความ
แข็งแกร่งที่สุด ต้องคอยเฝั้าระวังอยู่ที่นี่ตลอดเวลา
แล้วจะออกไปค้นหาข้อมูลกันได้อย่างไร ?
หากอีกฝั่าย เกิดโจมตีแบบปุบปับกะทันหันขึ้นมา
พวกเขาก็จะต้องรีบกลับมาปกปั้องกัน นิกายกระบี่
สวรรค์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง อีก
ทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงในด้านอื่น ๆ อีก ฉะนั้นความคิด
ดังกล่าว จึงไม่อาจกระทำได้
พอพูดคุยกันถึงถึงเรื่องนี้ หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็
กล่าวขึ้นว่า ” หากพวกมันโจมตีค่ายกลกระบี่ใน
ครั้งต่อไป ข้าจะลอบออกไปซุ่มดูอยู่ใกล้ ๆ ค่าย
ของพวกมัน ข้าจะลองไปสอดแนมว่ามีข่าวคราว
อะไรบ้าง ”
เมื่อผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในขั้น หลอมรวม
ลมปราณระดับ 8 เช่นเดียวกัน ได้ยินคำกล่าวของ
หวันเทียน หยู๋เซวีย พวกเขาจึงอาสาออกไปด้วย
ความเต็มใจ
” หวันเทียน หยู๋เซวีย เปรียบดั่งเสาหลักในอนาคต
ของพวกเรา ดังนั้นย่อมไม่อาจให้เขาเอาตัวเข้าไป
เสี่ยงได้ เดี๋ยวหน้าที่นี้พวกข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบ
เอง ” พวกเขากล่าว
เมื่อ หวันเทียน หยู๋เซวีย ได้ยินเช่นนั้น เขาจึงส่าย
หัวแล้วกล่าวว่า ” ในยามนี้นิกายของเรา ต้อง
เผชิญกับภัยพิบัติอันใหญ่หลวง ในฐานะที่ข้าเป็น
ศิษย์ของท่านเจ้านิกาย ข้าจึงควรอุทิศแรงกาย
แรงใจทำหน้าที่นี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้าก็
ตาม ดังนั้นพวกท่านทั้งหลาย จึงไม่จำเป็นต้องมา
นั่งถกเถียงกัน ..”
ทั้งความคิด และ คุณธรรมของเขาช่างน่าชื่นชม
อย่างยิ่ง
อู่ อวี้ ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ หวันเทียน หยู๋เซวีย
กล่าวขึ้น ทันใดนั้นเขาก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน
พร้อมกับกล่าวว่า ” ศิษย์พี่ทั้งหลาย สำหรับเรื่องนี้
เดี๋ยวข้ากับศิษย์พี่ใหญ่จะเป็นผู้รับหน้าที่นี้เอง
เนื่องจากหากมีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น ข้ายัง
สามารถขี่กระบี่บินกลับมาที่ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ให้
เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ”
หากกล่าวถึงในเรื่องนี้ ถึงแม้พวกเขาจะมีระดับ
ฝีมืออยู่ในหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 8 อย่างไรก็
ตามระดับฝีมือของพวกเขากับ เจียง เซี่ย ก็ยังคง
ห่างชั้นกันอยู่มากนัก
เมื่อ อู่ อวี้ เสนอทางเลือกนี้ขึ้นมา เฟิง ซัวหยา ก็
พยักหน้าเห็นด้วย เขาแสดงท่าทางภาคภูมิใจ
พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” เรื่องนี้คงต้องรบกวนพวก
เจ้าสองพี่น้องแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุก
คน ในนิกายกระบี่สวรรค์ ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าทั้งสอง
จงจำไว้ว่าพวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ห้ามเอาชีวิต
เข้าไปทิ้งเด็ดขาด ”
เนื่องจากพวกเขา ไม่สามารถปลีกตัวออกจาก ค่าย
กลหมื่นกระบี่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องการล่วงรู้
ข้อมูลของทางฝังศัตรูอย่างเร่งด่วนเช่นกัน ซึ่งมี
เพียงยอดมีฝีมืออยู่ในระดับ หลอมรวมลมปราณ
ขั้น 8 ถึงจะสามารถรับหน้าที่นี้ได้
ดังนั้นเมื่อได้ยินข้อเสนอของศิษย์ทั้งสอง เฟิง
ซัวหยา ก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง
ในเมื่อพวกเขายินดีที่จะช่วยเหลือ เฟิง ซัวหยา ก็
ย่อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
” ข้าภูมิใจในตัวพวกเจ้า ” เฟิง ซัวหยา จ้องมองไป
ที่พวกเขาทั้งสอง แล้วค่อย ๆ เอ่ยขึ้นทีละคำอย่าง
หนักแน่น
” ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ” ความจริงแล้วเขามี
คำพูดนับพันอยู่ภายในจิตใจ แต่ท้ายที่สุด อู่ อวี้ ก็
กล่าวออกมาแค่เพียงประโยคสั้น ๆ เท่านั้น ถึง
เวลาที่พวกเขาจะต้องลุกขึ้นสู้เพื่อ นิกาย!
ท่านอาจารย์เมตตาต่อเขาอย่างยิ่ง เขาจะจดจำทุก
ถ้อยคำสั่งสอน และ ปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน
เขาได้หยิบยืม เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ มากกว่า
20 เม็ด มาจากเหล่าศิษย์พี่น้องในนิกายกระบี่
สวรรค์ ยามนี้พวกมันได้ถูกเขาดูดซับไปจนสิ้น
กลายเป็นกระแสศักดิ์สิทธิ์อันรุ่มร้อน ไหลเวียนอยู่
ภายในร่างกายของเขา!
ไร้ซึ่งความโศกเศร้าเสียใจ มีเพียงโลหิตที่เดือด
พล่าน มีเพียงความกล้าหาญ และ ภาคภูมิใจของ
การเป็นมนุษย์!
ในเวลานั้นเอง ค่ายกลหมื่นกระบี่ ก็เกิดการ
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สืบเนื่องมาจากฝั่ายตรง
ข้ามเริ่มโหมโจมตีอีกครั้ง แต่แล้วสถานการณ์ก็
ยังคงเป็นเช่นเดิมดั่งเมื่อวันวาน นั่นคือศัตรูจะ
โจมตีมาแค่เพียงเล็กน้อย จากการคาดการณ์ คาด
ว่าพวกมันคงกำลังรอคอยคนผู้นั้นอยู่อย่างแน่นอน
ฉะนั้นมันจึงไม่อยากเปลืองแรง และ แสร้งโจมตีมา
พอเป็นพิธีเท่านั้น
“ศิษย์น้อง ไปกันเถอะ!”
เมื่อเจตจำนงแห่งกระบี่อยู่ในใจ จึงไร้ซึ่งความลังเล
ในยามนี้ หวันเทียน หยู๋เซวีย ก้าวไปด้านหน้าเพื่อ
เข้าสู่ ค่ายกลหมื่นกระบี่ จากนั้น เฟิง ซัวหยา ก็
เปิดช่องทางออกที่ปลอดภัยที่สุดให้แก่พวกเขาทั้ง
สอง ปล่อยให้พวกเขาออกไปด้านนอกได้อย่าง
ง่ายดายราวกลับพลิกฝั่ามือ ในขณะเดียวกันศัตรู
อย่าง เจียง เซี่ย และ คนอื่น ๆ กำลังพยายาม
ต่อต้านทำลาย ค่ายกลหมื่นกระบี่ เพื่อที่จะเข้ามา!
พวกมันงัดเคล็ดวิชาเต๋าออกมาใช้อย่างไม่ยั้ง
ปรากฏเป็นพายุเพลิงม้วนกวาดผ่าน โหมกระหน่ำ
กระจายไปทั่ว ในเวลานั้นเองข่ายอาคมก็
ปลดปล่อยปราณกระบี่นับหมื่น เข้าต่อต้านการ
โจมตีที่โหมกระหน่ำเข้ามาอีกครั้ง!
เมื่อพวกเขาออกมาก็ต้องพบกับหมอกของ ค่ายกล
หมื่นกระบี่ แม้ทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ปลอดภัย แต่
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะออกไปได้ อย่างน้อย
พวกเขาคงต้องใช้เวลากว่า 2 ก้านธูปเพื่อออกไป
อู่ อวี้ เข้ามาอยู่ในหมอกของ ค่ายกลหมื่นกระบี่
อีกครั้ง เขากวาดสายตาสำรวจมองกระบี่นับหมื่นที่
บินอยู่รอบ ๆ กาย จนรู้สึกปรารถนา อยากจะ
ควบคุมค่ายกลนี้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถือเป็นค่าย
กลที่แยกเป็นเอกเทศน์ต่อสวรรค์ และ ปฐพี ยิ่ง
หากพลาดพลั้งหลุดเข้ามา และติดอยู่ในค่ายกล
แห่งนี้ก็เปรียบดังกำลังต่อสู้กับสวรรค์ และ ปฐพี
ต่อให้เป็นกองทัพมนุษย์ล้านคน ก็คงยังไม่เพียงพอ
ให้กระบี่บินนับหมื่นนี้คร่าสังหาร
เหนือศีรษะของพวกเขา มีกระบี่ยาวกำลังปลิว่อน
ไปทั่ว ส่งเสียงหวีดหวิวน่าหวาดเสียว
ฟิววว!
ในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็สามารถหลุดออกจาก
ค่ายกลหมื่นกระบี่ ได้ ยามนี้ด้านหน้าของพวกเขา
คือผืนปั่า ทั้งสองหลบซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้
อย่างระแวดระวัง ในขณะที่ยอดฝีมือระดับสูงทุก
คนทางฝังศัตรูกำลังมุ่งมั่นทำลาย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ อยู่นั้น พวกเขาแอบลอบสังเกตเห็นว่า ยอด
ฝีมือขั้นสูงของพรรคจงหยวนส่วนใหญ่ อยู่ใน
ระดับหลอมรวมปราณขั้นที่ 8 แทบทั้งสิ้น
หลังจากผ่านไปได้ครู่หนึ่ง พวกเขาก็เริ่มสังเกตเห็น
ค่ายต่าง ๆ ที่ถูกตั้งอยู่
ด้านหนึ่ง มีปีศาจกำลังเตร็ดเตร่อยู่ทั่วทุกพื้นที่ของ
ภูเขา ส่วนอีกด้านหนึ่งเหล่าศิษย์ของ พรรคจง
หยวน กำลังจับกลุ่มพูดคุยสนทนากันอย่างสรวลเส
เฮฮา ดูจากท่าทางของพวกมันแล้ว นับว่าดูผ่อน
คลายไม่น้อย ใบหน้าของมันเปือนไปด้วยรอยยิ้ม
อันแจ่มใส
ระหว่างที่พวกมันกำลังสนุกสนานชื่นมื่น ในทาง
กลับกันผู้คนใน นิกายกระบี่สวรรค์ กลับต้องจมอยู่
กับความหวาดกลัวระแวงระวัง
ยิ่งทำให้ อู่ อวี้ และ หวันเทียน หยู๋เซวีย รู้สึก
เกลียดชังพวกมันมากยิ่งขึ้น
” ถ้าพวกเราเข้าใกล้ไปมากกว่า คาดว่าคงมัน
จะต้องรู้ตัวอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราไม่เข้าไปใกล้
แล้วเราจะรู้แผนการมันได้อย่างไร ? ศิษย์น้องเจ้ามี
ความคิดเห็นเช่นไร? ” หวันเทียน หยู๋เซวีย ขมวด
คิ้วอย่างคิดไม่ตกขณะเอ่ยถามขึ้น
ในระหว่างที่ อู่ อวี้ ตรวจสอบสถานการณ์ เขาเอง
ก็กำลังขบคิดหาวิธีเป็นไปได้มากที่สุดเช่นเดียวกัน
สายตาของ อู่ อวี้ ยังคงจับจ้องอยู่ที่ ยอดฝีมืออยู่
ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 8 ของ พรรคจง
หยวน ก่อนหน้านี้ที่เขาหลบหนี เขาหวาดกลัวคน
เหล่านี้เป็นอย่างมาก แต่ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
อีกต่อไป
ซึ่งคนเหล่านี้คือยอดฝีมือใน พรรคจงหยวน
” เจ้าเห็น ดวงตาสีม่วงผู้นั้นหรือไม่ ? ” หวันเทียน
หยู๋เซวีย ชี้นิ้วไปที่คนผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังถูกรายล้อมไป
ด้วยผู้อาวุโสหลายคน พวกผู้อาวุโสเหล่านี้ถูกนำ
โดยเขา พวกเขากำลังดื่มกันอย่างสนุกสนานเฮฮา
แต่ทั้งสองกลับไม่รู้ว่าคนเหล่านี้กำลังสนทนาเรื่อง
ใดกัน
ชายคนที่มีดวงตาสีม่วง หากประเมินจากพอายุอ
นามแล้ว น่าจะอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับ หวันเทียน
หยู๋เซวีย แต่สิ่งที่พวกเขาแตกต่างกันก็คือดวงตาสี
ม่วงคู่นั้น ซึ่งมองดูแล้วชวนให้ขนลุกน่าหวาดกลัว
อย่างยิ่ง
“ข้าเห็นแล้ว” ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยเห็นคนผู้นี้มัก
ยืนเคียงข้างอยู่กับ เจียง เซี่ย
” มันคือศิษย์ลำดับหนึ่งของ เจียง เซี่ย มันเป็น
คู่ปรับเก่าของข้า ” หวันเทียน หยู๋เซวีย กำลังจ้อง
มองไปยังชายผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นศัตรูคู่ปรับเก่าของเขา
ด้วยดวงตาที่เย็นเฉียบ
เจียง เซี่ย มีศิษย์ทั้งหมด 3 คน ผู้ที่ อู่ อวี้ ได้ทำ
การสังหารไปแล้วก็มี เจียง จุนหลิน กับ โม่ ซิวเต๋า
หนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายของมันเอง เท่ากับตอนนี้
เจียง เซี่ย เหลือเพียงศิษย์ลำดับหนึ่งผู้นี้เพียงคน
เดียวเท่านั้น และมันมีนามว่า ‘ตงฟาง ชิงหัว ‘
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ได้เกิดประกายความคิด
ขึ้นและกล่าวออกไปว่า”ศิษย์พี่ ข้าคิดว่าการที่เรา
จะแอบฟังข้อมูลที่ต้องการจากพวกมัน นั้นแทบ
เป็นไปไม่ได้เลย นอกเสียจากเราต้องจับตัวคนผู้
หนึ่งมา แล้วคนผู้นั้นจะต้องอยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับ 8 ด้วย มิฉะนั้นคงยากที่เราจะ
ล่วงรู้ได้ว่า เจียง เซี่ย กำลังวางแผนอะไรอยู่”
“อื้ม…ข้าเห็นด้วย ว่าแต่เราจะใช้วิธีไหนกันดีล่ะ?”
อู่ อวี้ จ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาหนาวเย็น
จากนั้นก็กล่าวว่า ” ให้ศิษย์พี่ทะยานออกไป
จากนั้นก็สังหารศิษย์สักสองสามคน เพื่อดึงดูด
ความสนใจจากพวกมัน เมื่อพวกมันเห็นศิษย์พี่
เมื่อไหร่ แน่นอนว่าพวกมันจะต้องส่งศิษย์ออกมา
มากกว่าสองคนไล่ล่าติดตามท่าน ท่านก็ฉวย
โอกาสนี้หลบหนี ส่วนข้าจะซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนี้
โดยไม่ให้พวกมันรู้ตัว แล้วข้าก็จะอาศัยจังหวะนี้
จับตัวหนึ่งในนั้นเอาไว้ จากนั้นข้าจะนำกระบี่บิน
ไปรับท่านพร้อมกับตัวประกัน แล้วพวกเราก็กลับ
เข้าไปใน ค่ายกลหมื่นกระบี่ทันที ! ตราบใดที่ เจียง
เซี่ย ไม่ได้มาด้วยตนเอง พวกมันไม่มีทางติดตาม
กระบี่จักรพรรดิของข้าได้”
เรียกได้ว่าในช่วงเวลานี้ เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิ
คือสิ่งที่ อู่ อวี้ ไว้วางใจได้มากที่สุด
“ถึงแม้มันอาจจะดูเสี่ยงไปสักหน่อย แต่ข้าคง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นแผนที่ดีมากทีเดียว ศิษย์
น้องเจ้านี่ช่างเจ้ากล้าหาญยิ่งกว่าข้าเสียอีก !”
หวันเทียน หยู๋เซวีย คิดขึ้นมาภายในใจ
“ศิษย์พี่โปรดทราบด้วยว่า แผนการครั้งนี้ท่านไม่
อาจติดอยู่ในวงล้อมของศัตรูได้” อาจกล่าวได้ว่า
แผนการนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของ หวัน
เทียน หยู๋เซวีย
“เจ้ามั่นใจได้เลย นี่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่
เจ้าน่ะสิ ต้องจัดการกับคนผู้หนึ่งอย่างรวดเร็ว ข้า
คิดว่าหน้าที่นี้ยากลำบากกว่ามาก”
“จะเป็นการดีกว่า ถ้าท่านหลบหนีไปยังทิศทาง
ของค่ายกลหมื่นกระบี่ หลังจากที่ข้ามารับตัวท่าน
พวกเราจะได้เข้าไปในค่ายกลได้ทันที”
“ไม่มีปัญหา”
หลังจากพูดคุยรายละเอียดแผนการ อู่ อวี้ ก็หาจุด
ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความมืดมิดยามราตรี เพื่อรอให้
หวันเทียน หยู๋เซวีย หลบหนีออกมา ท่ามกลาง
ความมืดมิดยามราตรี หวันเทียน หยู๋เซวีย ชัก
กระบี่ออกจากฝัก กลายเป็นลำแสงสีทอง พุ่ง
ทะยานไปยังทิศทางของศิษย์พรรคจงหยวนที่กำลัง
รวมตัวกันอยู่
“ตงฟาง ชิงหัว!”
สาวกหลายร้อยคนของพรรคจงหยวน กำลังร้องรำ
ทำเพลงบรรยากาศคึกคักชื่นมื่น ดูผ่อนคลายเป็น
อย่างยิ่ง ทันใดนั้นเอง ร่างของผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่
ผู้หนึ่ง ก็ทะยานออกมาจากปั่าเขา คนผู้นั้นไม่พูด
พร่ำทำเพลงเร่งเริ่มลงมือโจมตีใส่พวกมันในทันที
ปลดปล่อยพายุเหมันต์ม้วนกวาดพัดผ่านออกมา
อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ผู้ฝึกตนขั้นหลอม
รวมลมปราณระดับ 3-5 กว่า 10 คน ก็นอนตาย
กันเกลื่อนกลาด กลายเป็นซากศพร่างแหลกเหลว
โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วทุกแห่งหน!
“ศิษย์ของพรรคจงหยวน ถือเป็นผู้ก้าวเดินอยู่ใน
เส้นทางแห่งความถูกต้อง แต่หาญกล้าสมคบคิด
กับพวกปีศาจ และ ผู้ฝึกตนนอกรีต! ตระบัดสัตย์ไม่
ต่างอะไรไปจากสัตว์เดรัจฉาน ข้า หวันเทียน หยู๋
เซวีย เข้ามาหนึ่งข้าจะสังหารหนึ่ง มาสองข้าก็จะ
สังหารสอง!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ และ คำดูถูกเย้ยหยัน หวัน
เทียน หยู๋เซวีย เปรียบดั่งพยัคฆ์ที่กระโจนเข้ามาใน
ฝูงแกะ ไม่ว่ากระบี่จะม้วนกวาดผ่านไปยังที่แห่งใด
ศิษย์มากมายก็จะตกตายไปภายใต้คมกระบี่ของ
เขา
“ตงฟาง ชิงหัว เจ้า ขยะอย่างเจ้า ยังสมควรจะตี
ตนเทียบชั้นกับข้าอีกอย่างนั้นรึ?” โดยส่วนใหญ่
แล้ว หวันเทียน หยู๋เซวีย จะสุภาพอ่อนโยน และ
เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับเหล่า
สหาย หรือ บุคคลภายนอก เรียกได้ว่าแทบจะถอด
แบบออกมาจาก เฟิง ซัวหยา แต่ในตอนนี้เขากลับ
แสดงเจตนาฆ่าฟันออกมาอย่างชัดเจน
“เดรัจฉาน!”
ตงฟาง ชิงหัว กำลังพูดคุยหยอกล้อกับเหล่าศิษย์
แต่ทันนั้นเองก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ยามนี้ใบหน้า
ของมันแปรเปลี่ยนไปจนน่าเกลียดน่ากลัว มันพุ่ง
ทะยานฝั่าวงล้อมออกมาโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด
ๆ พร้อมกับติดตามไล่ล่าหมายสังหาร หวันเทียน
อยู๋เซวีย ยามนี้สีหน้าของดำทมึน นัยน์ตาส่องแสง
ประกายสีม่วงแวววับ แฝงเร้นไปด้วยประกาย
สายฟั้าส่องสว่างเลือนรางอยู่ภายใน มันคำรามขึ้น
อย่างฉับพลัน!
“รนหาที่ตาย!”
เหล่าผู้อาวุโสเมื่อเห็นศิษย์ของตนถูกสังหารตกตาย
ไป ก็ทะยานร่างไล่ติดตามหมายสังหาร หวันเทียน
หยู๋เซวีย เช่นกัน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้พรรคจงหยวนตกอยู่ใน
ความวุ่นวายโกลาหล ส่วนทางฝังปีศาจกลับแสดง
ท่าทางยินดี มีความสุขในคราวเคราะห์ของผู้อื่น
พวกมันทำเพียงแค่เฝั้าดูการต่อสู้ และ ไม่ได้ยื่นมือ
เข้ามาช่วยเหลือแต่ประการใด
ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี เมื่อ หวันเทียน
หยู๋เซวีย แลเห็นว่า ผู้ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 8 ไล่ติดตามเขามา เขา
ก็ไม่ได้หยุดให้ฝั่ายตรงข้ามไล่ติดตามเขาได้ทัน
หวันเทียน หยู๋เซวีย หังหลังกลับ และ ทะยานร่าง
ถอยออกมาทันที เมื่อแผนการประสบความสำเร็จ
ร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงหายเข้าไปในปั่าเขา
ทันที โดยที่ไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่น้อย
“เจ้าเดรัจฉาน หยุดเดี๋ยวนี้!”
เมื่อแน่ใจว่า ศัตรูตัวฉกาจอย่าง หวันเทียน หยู๋เซ
วียน ปรากฏกาย ดูเหมือนว่า ตงฟาง ชิงหัว จะ
ตื่นเต้นคึกคักเป็นพิเศษ มันทะยานออกไปดุจอาชา
ไล่ติดตามหมายสังหารทันที ในขณะนี้มีอาวุโสที่ไล่
ติดตามมาอยู่ 5 คนด้วยกัน ซึ่งพวกมันต้องการที่
จะกล่าวเตือน ตงฟาง ชิงหัว ว่านี่อาจจะเป็นกับ
ดักของศัตรู แต่ดูเหมือนทุกอย่างก็คงจะสายไปเสีย
แล้ว เพราะยามนี้ ตงฟาง ชิงหัว ได้ไล่ติดตามไป
อย่างรวดเร็ว
ฟุบ!
พวกมันเกิดความลังเลอยู่เล็กน้อย จากนั้นพวกมัน
จึงได้วางกำลังปั้องกันอยู่ที่นี่เอาไว้ 3 คน ส่วนที่
เหลืออีก 2 คน ได้พยายามไล่ตามหลัง ตงฟาง ชิง
หัว ไปติด ๆ จากนั้นเวลาแค่เพียงไม่นาน พวกมัน
ทั้งสองก็เริ่มค่อยๆลดระยะห่างระหว่างตนกับ ตง
ฟาง ชิงหัว
ยามนี้มีทั้งหมด 3 คน นำหน้าหนึ่ง ตามหลังสอง!
ไล่ล่าเข้าปั่าไป!
หวันเทียน หยู๋เซวีย เป็นผู้ฝึกตนอยู่ในวิถีกระบี่
เขาจึงคล่องแคล่วรวดเร็วปานสายลม ส่งผลให้ ตง
ฟาง ชิงหัว ไล่จับตัวเขาได้อย่างยากลำบาก แม้จะ
ใช้ความพยายามอย่างไรก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ามัน
ยังคงหมดหวัง ดังนั้น หวันเทียน หยู๋เซวีย จึงลด
ความเร็วลงเล็กน้อยอย่างจงใจ เพื่อให้มันไล่
ติดตามเขาอย่างมีความหวัง
เขายังคงวิ่งต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ด้าน อู่ อวี้ ยังคงวิ่งไล่ติดตามอยู่ ซึ่งในเวลานี้เขา
อยู่ไม่ห่างจากตำแหน่งของ ตงฟาง ชิงหัว มากนัก
ด้วยอำนาจพลังจากกายเนื้อ ทำให้เขามีความ
คล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง เมื่ออยู่ในปั่าเขาก็ยิ่งทำ
ให้แสดงประสิทธิภาพขึ้นมาอย่างสูงล้ำ จึงทำให้
เป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่งที่จะติดตาม ตงฟาง ชิง
หัว
ผู้ที่อยู่ไล่หลังของ อู่ อวี้ คือผู้อาวุโสอีก 2 คน
” แผนเดิมคือการจับคนที่อยู่รั้งท้าย แต่ตอนนี้มีอยู่
2 คน ส่วนผู้ที่อยู่ลำพังมีเพียง ตงฟาง ชิงหัว
เท่านั้น”
” ถ้าด้านหลังมีแค่คนเดียว ข้ายังพอมีเวลาจัดการ
กับมัน”
” ตงฟาง ชิงหัว มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ซึ่งถือว่าเป็น
ตัวเลือกที่ดีทีเดียว มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่มัน
จะล่วงรู้ความลับจำนวนมาก ถ้าจับมันมาได้ ผลที่
ออกมาคงไม่ต่างจาก เจียง ติง ”
” ถึงแม้ข้าจะสามารถจัดการกับผู้อาวุโสสองคน
แต่ ตงฟาง ชิงหัว ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
นอกจากนี้ข้ายังสามารถร่วมมือกับศิษย์พี่จับตัวมัน
ได้อีกด้วย”
ขณะ อู่ อวี้ อยู่ระหว่างการไล่ล่า เขาก็คิดคำนวณ
หลาย ๆ อย่างในจิตใจอย่างรวดเร็ว
” ต่อไปก็ต้องรอดูว่าข้า และ ศิษย์พี่จะสามารถ
สื่อสารกันเข้าใจได้หรือไม่!”
หากพวกเขาใจกันแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าย่อมโจมตี
สองทิศทางใส่ ตงฟาง ชิงหัว ได้ทันที!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ