กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 146 : อัน ซางจุน
ฟึบ!
อู่ อวี้ อยู่ทางด้านซ้ายของ ตงฟาง ชิงหัว!
ทันใดนั้นเอง เขาก็ชักกระบี่ออกมา ภายในดวงตา
ของเขา บัดนี้เปล่งประกาย แฝงเร้นไปด้วยปราณ
กระบี่หมุนวนโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง!
ฟึบ!
เขาเปลี่ยนทิศทางไปหา ตงฟาง ชิงหัว อย่าง
รวดเร็ว ในเวลานี้ด้านหน้าของเขาเป็นพื้นที่เปิด
โล่ง เพียงชั่วพริบตา อู่ อวี้ กลายเป็นลำแสงสีทอง
พุ่งทะยานเข้าไปหา ตงฟาง ชิงหัว ที่กำลังวิ่งเข้า
ไปในพื้นที่เปิดโล่งนั้นทันที!
อู่ อวี้ มีโอกาสในการคว้าจับตัว ตงฟาง ชิงหัว
เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น!
ใกล้แล้ว !
หวันเทียน หยู๋เซวีย มาถึงพื้นที่เปิดโล่งนี้เป็นคน
แรก ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี เขา
สัมผัสได้ว่ามีคนสองคนกำลังไล่ตามเขามา เห็นได้
ชัดว่าหนึ่งในนั้นคือ อู่ อวี้ นอกจากนี้เขายังล่วงรู้
อีกว่า ผู้ที่อยู่รั้งท้ายที่สุดคือผู้อาวุโสของพรรคจง
หยวนสองคน ซึ่งการที่เขาได้มาอยู่ที่นี่ แน่นอนว่า
เขาสามารถเข้าใจได้ถึงแผนการของ อู่ อวี้
เขาพร้อมแล้ว!
เมื่อเห็น อู่ อวี้เปลี่ยนทิศทางฉับพลัน หวันเทียน
หยู๋เซวีย ก็หันหลังกลับมา พร้อมกับปลดปล่อย
เคล็ดวิชาเต๋า ‘กระบี่รุ่งอรุณพายุเหมันต์’ ออกไป
ทันที!
ชั่วขณะที่เขาหันหลังกลับมา ปลดปล่อยเคล็ดวิชา
เต๋า เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ ตงฟาง ชิงหัว กำลัง
วิ่งออกมา ร่างของมันก็ถูกพายุหิมะทองคำโอบ
ล้อมเอาไว้ทันที
“หึ เคล็ดวิชาอันต่ำต้อย!”
เมื่อ ตงฟาง ชิงหัว เห็นเคล็ดวิชาเต๋าของคู่ปรับเก่า
มันก็แสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยาม มองไปสายตา
หยามเหยียดอย่างที่สุด
นอกจากนี้ มันยังสัมผัสได้ว่ามีการเคลื่อนไหวมา
จากทางด้านซ้าย แน่นอนว่าคนที่กำลังใกล้เข้ามา
ย่อมเป็นผู้อาวุโสซึ่งไล่ติดตามมาคุ้มกันมัน
แต่ทันใดนั้น ผู้ที่กำลังใกล้เข้ามากลับเป็นบุรุษ
ใบหน้าอ่อนเยาว์ผู้หนึ่ง
คนผู้นั้นคือ อู่ อวี้!
ในขณะนั้นเอง ดวงตาสีม่วงของมัน เบิกโพลงขึ้น
ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด!”
ปราณกระบี่สองสาย แหวกฝั่าสวรรค์ และ ปฐพี
ทะลวงผ่านไปเบื้องหน้าแทบจะในเวลาเดียวกัน
ซึ่งจังหวะนี้เอง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ หวันเทียน
หยู๋เซวียน ปลดปล่อยพายุหิมะออกมา ปิดกัน
เส้นทางของ ตงฟาง ชิงหัว เอาไว้
“ม่ายยย!”
ในเวลานี้ ตงฟาง ชิงหัว ตระหนักแล้วว่า การ
โจมตีสังหารที่แท้จริงนั้น มาจาก อู่ อวี้!
ชั่วขณะจิตที่การโจมตีของ อู่ อวี้ ถูกปลดปล่อย
ออกไปนั้น แม้แต่ โม่ ซิวเต๋า ก็ยังตกตายไปภายใต้
คมกระบี่นี้ ถึงแม้ตัวของมันจะมีความแข็งแกร่งยิ่ง
กว่า โม่ ซิวเต๋า แต่มันก็ไม่เคยคาดคิดว่าการโจมตี
ของ อู่ อวี้ จะรุนแรงถึงเพียงใด ปราณกระบี่สอง
สายพุ่งทะลวงแทงออกไปเบื้องหน้า
เปรี๊ยะ∼ เปรี๊ยะ∼ เปรี๊ยง! เปรี๊ยง!
ทันใดนั้นด้านหน้าของมัน ก็ปรากฏสายกระบี่
เปรียบดั่งอัสนีฟาดผ่าขึ้น ฉับพลันสายกระบี่ก็
แปรเปลี่ยนเป็นลำแสง 9 สาย พวยพุ่งเข้าทะลุใส่
ร่างของมันอย่างจัง!
“อั๊ก!”
ตงฟาง ชิงหัว กรีดร้องเจ็บปวดออกมาในลำคอ
ในตอนนี้มันบาดเจ็บอย่างรุนแรง
ในเวลานี้ อู่ อวี้ อยู่เบื้องหน้าของมันนั้น ความจริง
แล้วเขาสามารถสังหาร ตงฟาง ชิงหัว ได้ แต่ถ้า
เขารั้งอยู่ที่นี่นานเกินไป ก็มีความเป็นไปได้ว่า เขา
จะถูกผู้อาวุโสสองคนที่ไล่ตามมา โอบล้อมเอาไว้ได้
“เจ้า!” ระหว่างที่ ตงฟาง ชิงหัว ถูกโจมตี มันจ้อง
มอง อู่ อวี้ ด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง มันแทบไม่
อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง
ความก้าวหน้าของ อู่ อวี้ ทำให้มันรู้สึกหวาดกลัว
อย่างแท้จริง
ในช่วงเวลานี้เอง อู่ อวี้ ก็นำพลองพิชิตมารออกมา
พร้อมกับฟาดเข้าใส่หัวของมัน ตูม! ตงฟาง ชิงหัว
มึนงงจากแรงฟาด จากนั้นสติของมันก็ดับวูบลงไป
ทันที
เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ หวันเทียน หยู๋เซวีย
โยนศาสตราเต๋าโซ่เหล็กสีเงินออกไป มัดพันร่าง
ของ ตงฟาง ชิงหัว เอาไว้อย่างสมบูรณ์ ฉับพลัน อู่
อวี้ ก็ใช้วิชากระบี่บินจักรพรรดิ บินทะยานเข้าไป
ดึงร่างของ หวันเทียน หยู๋เซวีย ขึ้นมาบนกระบี่
พร้อมกับกับทะยานขึ้นสู่ท้องนภา โดยไร้ซึ่งความ
ลังเลใจ!
“สำเร็จ!”
ช่วงเวลาที่ หวันเทียน หยู๋เซวีย ขึ้นมายืนบนกระบี่
บิน โซ่ที่พันธนาการร่างกายของ ตงฟาง ชิงหัว
เอาไว้ ก็ฉุดดึงร่างของมันลอยตามขึ้นมาด้วย
ในทันที
เมื่อทั้งสองจับตัวเชลยได้ ก็รีบบินขึ้นสู่ท้องนภา
อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ ที่ผู้อาวุโส
ทั้งสองของ พรรคจงหยวน ติดตามมาถึง พวกมัน
แหงนหน้าขึ้นมอง อู่ อวี้ ที่กำลังบินอยู่บนท้องนภา
ด้วยความตกตะลึง!
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
” หวันเทียน หยู๋เซวีย ใช้วิธีใดกัน ? ถึงสามารถจับ
ตัว ตงฟาง ชิงหัว ไปได้?”
“อ๊า เป็นไปไม่ได้! ”
“คราวนี้เรื่องใหญ่แล้ว!”
เนื่องจากก่อนหน้านี้ พวกมันไม่เห็นว่า อู่ อวี้ คอย
ซุ่มโจมตีอยู่
อันที่จริง ตงฟาง ชิงหัว สัมผัสได้ถึง อู่ อวี้ ว่าเข้า
มาใกล้แล้ว แต่มันก็ไม่ได้คิดมากนัก เนื่องจาก
ล่วงรู้ว่ายังมีผู้อาวุโสอีก 2 คนติดตามไล่ล่าไล่หลัง
มา
นอกจากนี้ วิถีกระบี่ของ อู่ อวี้ มีความสามารถใน
การต่อสู้ระยะประชิด ถึงแม้เคล็ดวิชาเต๋าของ
พรรคจงหยวน จะมีอานุภาพมากมายเพียงใด แต่
ในความเป็นจริงแล้วเคล็ดวิชาของพวกมันถือว่า
เสียเปรียบเป็นอย่างมาก หากต้องต่อสู้ระยะ
ประชิด
ในยามนี้ด้านนอก นับว่าเป็นช่วงเวลาอันตราย
อย่างยิ่ง พวกเขาทั้งสองไม่อาจหยุดพักได้ แม้แต่
เพียงเสี้ยวลมหายใจ อู่ อวี้ ควบคุมกระบี่บิน ให้
ทะยานเข้าไปในค่ายกลหมื่นกระบี่ทันที ซึ่ง เฟิง
ซัวหยา กำลังรอคอยการกลับมา ของพวกเขาทั้ง
สองอยู่เนิ่นนานแล้ว
เมื่อทั้งสองเข้ามาใน ค่ายกลหมื่นกระบี่ ก็พบว่า
เส้นทางกลับ ไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง หรือ อุปสรรคใด ๆ
ขวางกั้น
เมื่อพวกเขาข้ามผ่านทะเลกระบี่ ไม่นานนักพวก
เขาก็เข้ามาถึงอาณาเขตของประตูศิลาหมื่นกระบี่
บนใบหน้าของทั้งสองยามนี้ เปียมล้นไปด้วย
รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นยินดี หวันเทียน หยู๋เซวีย
โยนร่าง ตงฟาง ชิงหัว ลงไปตรง ๆ ส่งผลให้ร่าง
ของมันกระแทกลงสู่พื้น จน ตงฟาง ชิงหัว ส่งเสียง
กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
” เชลยคนที่สอง! ”
เมื่อทุกคนเห็น ตงฟาง ชิงหัว ตกอยู่ในสภาพ
ค่อนข้างน่าอนาถ ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาทุก
คนจะตื่นเต้น แม้แต่คนที่ไม่ค่อยพูดจาอย่าง เฟิง
ซัวหยา ยังถึงกลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมา พวก
เขาทุกคนต่างฉีกยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย เนื่องจาก
ผลงานทั้งหมดในวันนี้ เกิดจากศิษย์ทั้งสองคนของ
เขา
” พวกเจ้า จงเค้นถาม ทำให้มันคายแผนการ
ทั้งหมดออกมา ” เนื่องจาก เฟิง ซัวหยา ยังคง
ควบคุมค่ายกลต่อสู้กับ เจียง เซี่ย อยู่ เขาจึงไม่
สามารถปลีกตัวออกมาได้
ร่างกายของ ตงฟาง ชิงหัว เต็มไปด้วยร่องรอย
บาดแผลอันเกิดจากคมกระบี่ โลหิตไหลอาบชุ่ม
โชก บวกกับร่างกายซึ่งถูกพันธนาการ ส่งผลให้
สภาพของมันในยามนี้ ช่างดูน่าอัปยศอย่างยิ่ง
แน่นอนว่ามันไม่ได้โง่ เมื่อถูกศัตรูจับตัวมาที่นี่ หาก
มันไม่ยินยอม หรือ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแล้ว
ล่ะก็ มันอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต เนื่องจาก
โดนทำลายจุดบัญญัติก่อกำเนิด
” เอาล่ะ … นับว่าพวกเจ้าไม่เลวทีเดียว หากพวก
เจ้าต้องการถามจะไต่ถามเรื่องใดก็ว่ามา ข้าจะ
ตอบแต่โดยดี แล้วถ้าจะให้ดีกว่านั้น พวกเจ้า
จะต้องไม่ทำร้ายข้า ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะต้อง
เสียใจไปตลอดชีวิต ” ตงฟาง ชิงหัว กล่าวออกมา
อย่างยากลำบาก
ท่ามกลางฝูงชนที่รายล้อม หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็
เริ่มซักถามขึ้นทันที ไม่ว่าจะซักถามใด ตงฟาง ชิง
หัว ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้วยการตอบ
คำถามทั้งหมด หลังจากการซักถามเสร็จสิ้น พวก
เขาทุกคนก็ได้ล่วงรู้ว่า การคาดเดาของพวกเขา
ก่อนหน้านี้ล้วนถูกต้อง ว่าจะมีผู้ฝึกตนนอกรีต
กำลังเดินทางมาจากทะเลตงไห่ มันมีนามว่า ‘อัน
ซางจุน’ ถึงแม้ว่ามันผู้นี้ จะมีฝีมืออยู่แค่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 9 แต่ทว่ามันศึกษา
เกี่ยวกับวงเวทย์ และ ค่ายกล มาตลอดชั่วชีวิต
ของมัน ว่ากันว่ามันมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เกี่ยวกับ ค่ายกลหมื่นกระบี่ อีกทั้งยังมันสามารถ
คลาย ค่ายกลหมื่นกระบี่ นี้ โดยใช้เวลาแค่เพียง 3-
4 วัน เท่านั้น
ซึ่งถ้ามันไม่โอเอ้ หรือ เถลไถลไปไหน จากการ
คาดคะเนมันย่อมมาถึงที่นี่อีกภายใน 2 วัน เมื่อ
อัน ซางจุน มาถึงที่นี่ ก็จะเท่ากับว่า ค่ายกลหมื่น
กระบี่ จะต้านทานพวกมันเอาไว้ได้อีกเพียงไม่กี่วัน
เท่านั้น
” อย่าคิดต่อสู้ดีกว่า ถ้าหาก ค่ายกลหมื่นกระบี่
และ นิกายกระบี่สวรรค์ ถูกทำลายลง ถ้าข้าเป็น
พวกเจ้า จะยินยอมออกจากเทือกเขาครามอย่าง
ว่าง่าย และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ” ตงฟาง
ชิงหัว ยังคงกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ แม้มัน
กำลังถูกจับตัวเป็นเชลยก็ตาม
” ชีวิตใกล้จะหาไม่อยู่แล้ว ยังไม่วายยโสอีกหรือ? ”
โทสะของ อู่ อวี้ เดือดพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน
หลังจากได้ล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เขาก็อยากที่
จะปลิดชีวิตของ ตงฟาง ชิงหัว ลงในทันที
” ศิษย์น้องเชลยผู้นี้ ยังมีประโยชน์อยู่บ้างเล็กน้อย
เจ้าก็ปล่อยมันไว้สักพักหนึ่งเถอะ ” ในที่สุด หวัน
เทียน หยู๋เซวีย ก็มาหยุดเขาเอาไว้
ยามนี้ศัตรูฝั่ายตรงข้ามได้ถอนตัวจาก ค่ายกลหมื่น
กระบี่ จึงทำให้ เฟิง ซัวหยา และ ผู้อาวุโสคนอื่น
ๆ สามารถพักผ่อนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวที่พวก
เขาได้ล่วงรู้ในวันนี้ นับว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับพวก
เขา
” อีกสองวัน อัน ซางจุน มาถึงที่นี่ แล้วมันใช้เวลา
เพียงแค่ 3 ถึง 4 วัน ในการทำลาย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ !” เฟิง ซัวหยา ขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด!
การที่เขาตั้ง ค่ายกลหมื่นกระบี่ นี้ขึ้นมา ก็เพื่อ
ชะลอฝั่ายตรงข้าม ให้พวกเขาได้มีโอกาสหา
หนทางมีชีวิตรอด แต่ตอนนี้ ค่ายกลหมื่นกระบี่
กำลังตกอยู่ในอันตราย เขาควรจะทำเช่นไรดี?
ในเมื่อไม่มีหนทางออก ให้แก้ปัญหา
เป็นช่วงเวลา ที่เมฆหมอกแห่งความโศกเศร้า ได้
คืบคลานปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของทุกผู้คน
เมื่อกองทัพไตรภาคีทั้ง 3 สมทบกับ อัน ซางจุน
ส่งผลให้ความแข็งแกร่งของพวกมันมากกว่า
นิกายกระบี่สวรรค์ เกือบ 2 เท่า
” นำ เจียงติง มาไว้รวมกับ ตงฟาง ชิงหัว เมื่อใดที่
ค่ายกลหมื่นกระบี่ ถูกทำลาย เชลย 2 คนนี้จะ
สามารถช่วยยื้อเวลาให้แก่พวกเราได้ ” เฟิง
ซัวหยา กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเล็กน้อย หาก
มองย้อนกลับยังเทือกเขาอันกว้างใหญ่ ทุกสรรพ
สิ่งในสถานที่แห่งนี้ เขาต้องบากบั่นตรากตรำอย่าง
หนัก เพื่อสร้างสรรค์มันขึ้นมา ถึงแม้จะต้องส่งมอบ
มันให้กับผู้อื่น เขาก็ยังพอทนได้ แต่เขาไม่อาจทน
เห็น เหล่าสาวกรุ่นเยาว์จำนวนมากมายต้องตก
ตายไป ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยซากศพ หยาด
โลหิตต้องหลั่งไหล่ จนกลายเป็นสายธาราโลหิต…
ตงฟาง ชิงหัว เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้า
คลั่ง พร้อมกับกล่าวว่า ” ฮ่ะ ๆ ๆ เฟิง ซัวหยา,
หลาน ฮั้วหยุน นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้
เอง อย่ามาโทษข้าเด็ดขาด พวกเจ้าอย่าได้คิดดิ้น
รนต่อสู้ เพราะเทือกเขาคราม จะตกอยู่ในมือ
พรรคจงหยวน ของข้า! อย่างไรเสียที่นี่มีกลิ่นอาย
ฟั้าดินหนาแน่นถึงเพียงนี้ จะปล่อยให้พวกลูกสุนัข
วิถีกระบี่ บ่มเพาะมันคงจะเสียเปล่า! ”
” เจ้า! ”
ด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ เหล่าสาวกผู้สืบ
ทอดจำนวนมากย่อมไม่อาจจะทานอดทนได้
อู่ อวี้ วิ่งพุ่งเข้าไป ใช้นิ้วแปรเปลี่ยนกระบี่ ส่วนมือ
อีกข้างบีบปากของมันให้อ้าออก จากนั้นก็นำนิ้ว
มือแหย่เข้าไปตัดลิ้นของมัน!
ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าอย่างหนักหน่วง พร้อม
กับจ้องมองไปที่เขา และ ปากของ ตงฟาง ชิงหัว
ซึ่งบัดนี้ปากของมันชุ่มโชกไปด้วยโลหิต …
……
“ไอเจ้าพวกบัดซบ!”
ในตอนแรกอารมณ์ของ เจียง เซี่ย ดีขึ้นมาบ้าง
แล้ว แต่หลังจากได้ยินข่าว สีหน้าของมันพลันซีด
เผือด ตามมาด้วยความโกธรที่พุ่งงพล่านอย่าง
รุนแรง
” กำลังจะบอกว่า ตงฟาง ชิงหัว พ่ายแพ้ให้แก่
หวันเทียน หยู๋เซวีย จากนั้นก็ถูกลากเข้าไปใน ค่าย
กลหมื่นกระบี่ ใช่หรือไม่ ? พวกมันแข็งแกร่งมาก
เพียงใดกันเชียว ทำไมภายในเวลาสั้นๆ เขาถึง
กลับพ่ายแพ้และถูกลากตัวไปได้ ?”
ผู้อาวุโสทั้งสอง กล่าวออกมาด้วยความคับข้องใจ
ว่า ” เราเองก็ไม่อาจทราบได้ เนื่องจากพวกเราไล่
ตามเขาไป แต่แค่เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็ถูกจับ
ตัวโบยบินขึ้นฟากฟั้า ”
ผั๊วะ!!!
” ผายลม! ” เจียงเซี่ย ฟาดฝั่ามือตบไปที่ผู้อาวุโส
ทั้งสอง จนล้มกลิ้งกระเด็นไปกองกับพื้น
จิ่วเซียน ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนัก นางหัวเราะคิกคัก
แล้วกล่าวขึ้นว่า ” จะต้องเป็นฝีมือ อู่ อวี้ ของจิ่
วเอ๋ออย่างแน่นอน เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก ข้าหวังว่า
วันนั้นจะมาถึง วันที่จิ่วเอ๋อ ได้ครอบครอง อู่ อวี้
มันจะเยี่ยมยอดมากเพียงใดกันนะ”
อันที่จริงแล้ว เจียง เซี่ย ก็คาดเดาเช่นนั้น
เหมือนกัน มันเหลือบมอง จิ่วเซียน เมื่อเรื่องราว
ราวเลยเถิดมาขั้นนี้ เขารู้อยู่แก่ใจดีว่าในยามนี้ไม่มี
เหตุผลที่จะต้องขัดแย้งกับ จิ่วเซียน
เพราะว่ายังไงแล้ว เวลาที่รอคอยอันยาวนานของ
พวกมันก็จะสิ้นสุดในเร็ววัน
ในเวลานี้ปีศาจเจ็ดทะเลแดง ได้ไปต้อนรับการ
มาถึงของ อัน ซางจุน หากเงยหน้าขึ้นมองจะพบ
เห็นว่า ปีศาจเจ็ดทะเลแดงได้นำบุคคลหนึ่งมาด้วย
คนผู้นี้ราวกับภูติผีที่กำลังล่องลอยมาอย่างแช่มช้า
พร้อมทั้งแผ่กลิ่นอายความน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ออกมา บัดนี้มันหยุดอยู่เบื้องหน้า เจียง เซี่ย ,จิ่ว
เซียนกับปีศาจจำนวนมาก และ เหล่าผู้อาวุโสของ
พรรคจงหยวนก็อยู่ที่นี่ด้วย
คนผู้นี้เป็นชายชราร่างผอม ผมหลุดร่วงเกือบทั้ง
ศีรษะ มีจุดด่างดำมากมายบนใบหน้าของมัน
ดวงตาปิดบอดไปข้างหนึ่ง ยามที่มันฉีกยิ้มออกมา
จะสังเกตเห็นได้ว่ามันไร้ซึ่งฟันฟาง มือทั้งคู่ของมัน
เปรียบเทียบดังกรงเล็บของวิหค สามารถ
อธิบายอัตลักษณ์ของชายผู้นี้ได้ว่า ช่างอัปลักษณ์
น่าเกลียดน่ากลัวอย่างยิ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าชายชราผู้นี้มีความ
ปรารถนาในราคะอย่างแรงกล้า มันจ้องมองไปยัง
จิ่วเซียน จนดวงตาแทบไม่กระพริบ แม้มันจะเหลือ
เพียงดวงตาข้างเดียว แต่ยังคงไว้ซึ่งแรงปรารถนา
ในราคะอย่างไม่มีสิ้นสุด จนลิ้นของมันถึงกับยาว
ยื่นออกมา
แม้ในยามนี้ จิ่วเซียน จะเอาผ้ามาคลุมเพื่อปกปิด
ใบหน้า แต่เสน่ห์ดึงดูดของนางยังคงไร้สิ้นสุด
” จิ่วเอ๋อ มีคนรักอยู่แล้ว หากท่านยังจ้องมองข้า
เช่นนี้อีก ข้าจะควักลูกตาอีกข้างของท่านออก” จิ่
วเซียน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ฮี่ ๆ ๆ แม่โฉมงาม โปรดอย่าโกรธเคืองข้า ชาย
ชราผู้นี้จะไม่มองท่านอีกแล้ว ” อัน ซางจุน แสยะ
ยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียด
เจียง เซี่ย ซึ่งกำลังร้อนใจ รีบกล่าวเข้าเรื่องกับ อัน
ซางจุน ในทันที ในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น
อัน ซางจุน มันก็เหลือบมองไปยัง ค่ายกลหมื่น
กระบี่ จากนั้นมันกล่าวขึ้นไปรอยยิ้มว่า ” อื้ม…
ง่ายดายกว่าที่คาดคิด ลำดับแรกจะต้องทำลายวง
เวทย์ม่านหมอกเสียก่อน ต่อไปก็ทำลาย วงเวทย์
หมื่นกระบี่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของค่ายกลนี้ ข้าคง
ต้องใช้เวลามาก 4 วัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ
ชายชราอย่างข้า ”
” อัน ซางจุน หลังจากเรื่องราวทุกอย่างจบสิ้นลง
ข้าจะมอบรางวัลให้แก่ท่าน อัน ซางจุน …. ฮ่ะ ๆ
ๆ ๆ ” เจียง เซี่ย หัวเราะออกมาอย่างนี้ใช้ เหลือ
เวลาอีกเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น วันแห่งการล่มสลาย
ของ นิกายกระบี่สวรรค์ จะมาถึงอีกในไม่ช้า
ในเวลานี้ อัน ซางจุน มองไปยัง เทียน อี้จุน
เหมือนกับว่า เทียน อี้จุน ล่วงรู้ดีว่ามันต้องการสิ่ง
ใด จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ” ท่านทั้งสอง อัน ซาง
จุน มีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อย ในการทำลายค่ายกล
นี้ หวังว่าพวกท่านทั้งสองจะเห็นด้วย”
“โอ้ เชิญท่านกล่าวมาได้เลย ” เจียง เซี่ย ล่วงรู้
จิตใจของฝั่ายตรงข้าม ว่าคงไม่มีผู้ใดยอมเสียแรง
และ หยาดเหงื่อให้ผู้อื่นฟรี ๆ โดยไม่ได้สิ่งตอบ
แทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
อัน ซางจุน หัวเราะหิหิพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ถ้า
เช่นนั้น ชายชราผู้นี้ก็ไม่เกรงใจ หลังจากเหตุการณ์
ครั้งนี้จบลง เราผู้เฒ่าต้องการห้าร้อยชีวิต เป็น
อิสตรีอ่อนเยาว์หน้าตางดงาม ซึ่งฝึกตนอยู่ในขั้น
สละร่างมนุษย์ระดับ 5 เป็นอย่างน้อย สำหรับพวก
ท่านทุกคนแล้ว นี่เป็นเพียงคำขอเล็กน้อยเท่านั้น ”
ห้าร้อยคน!
ภายในดวงตาของ เจียง เซี่ย ส่องประกายขึ้น มันรู้
ดีว่ามารเฒ่าตนนี้ ปรารถนาทำอะไรกับสตรีเยาวว์
วัย 500 นาง ไม่มีอะไรมากไปกว่า การใช้วิชาเลว
ทรามต่ำช้า บ่มเพาะบำเพ็ญเพียรในวิถีมาร
แน่นอนว่า ถ้าพวกนางตกไปอยู่ในเงื้อมมือของ อัน
ซางจุน ผู้นี้ อิสตรีทั้งห้าร้อยนางก็ไม่ต่างอะไรจาก
ตายทั้งเป็น ถือเป็นมหันตภัยของมนุษย์เลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม เจียง เซี่ย หาได้สนใจเรื่องนี้ไม่
เพราะอย่างไรพวกนางก็ไม่ใช่ศิษย์ พรรคจงหยวน
ของมัน
แต่ปัญหาก็คือ ตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันเอาไว้
เหล่าเชลยของ นิกายกระบี่สวรรค์ จะเป็นของพวก
ปีศาจ
แน่นอนว่าสาวกหญิงเหล่านี้ ย่อมกลายเป็นอาหาร
ให้กับเหล่าปีศาจกลืนกิน ฉันนั้นพวกมันย่อมไม่
ยินยอม ส่งมอบเหล่าสาวกเชลยศึกให้กับผู้ฝึกตน
นอกรีต อัน ซางจุน เป็นแน่แท้
“ท่าน จิ่วเซียน มีความคิดเห็นเช่นไร?” เจียง เซี่ย
ถาม
จิ่วเซียน มองไปยัง เจียง เซี่ย จากนั้นก็หันไปมอง
อัน ซางจุน นางหัวเราะขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “แค่
ห้าร้อยคน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหา ท่าน อัน ซาง
จุน สามารถนำตัวพวกนางไปได้เลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ทุกคนหัวเราะเป็นเสียงดัง!
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนก็หัวเราะขึ้น มีเพียงแค่จิ่วเซียนคนเดียว
เท่านั้น ที่กำลังจ้องมองไปยัง อัน ซางจุน อย่าง
เงียบงัน ภายในดวงตาของนาง ปลดปล่อยจิต
สังหารอันน่าสะพรึงกลัว ออกมาอย่างเลือนราง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ