กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 147 : แมตองตายก็ไมเสียใจ!
บัดนี้ นิกายกระบี่สวรรค์ พร้อมแล้วที่ต่อสู้กับ
สงครามสิ้นหวังในครั้งนี้ ต่อสู้ไปจนสุดทางแห่ง
ความตาย จนกว่าชีวิตจะหาไม่!
หลังจากวางแผนเตรียมพร้อม ก็ได้รวบรวมเหล่าผู้
ที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเช่นเหล่าศิษย์รับใช้ให้พวกเขา
มารวมตัวกันใกล้ ๆ หุบเขาโชคชะตาเซียน ซึ่งหาก
ค่ายกลหมื่นกระบี่ ถูกทำลายลง พวกเขายัง
สามารถแยกย้ายกระจายตัวหลบหนี เข้าไปในปั่า
สวรรค์ได้ เนื่องจากปั่าสวรรค์มีพื้นที่กว้างใหญ่ อีก
ทั้งสาวกส่วนใหญ่ต่างมีวรยุทธที่ใช้ต่อสู้ ซึ่งอยู่ใน
ระดับสามารถเอาชีวิตรอดได้
สาวกจากภายนอกบางคน ไม่ต้องการตายตกอยู่
ที่นี่ เฟิง ซัวหยา จึงปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจ
อย่างอิสระ ให้พวกเขารวมกลุ่มอยู่กับศิษย์รับใช้
ตราบใดที่ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ถูกทำลาย เฟิง
ซัวหยา จะใช้ชีวิตของตัวเองถ่วงเวลาเอาไว้ ศัตรูก็
ไม่น่าจะไปจาก หุบเขาโชคชะตาเซียน ได้เร็วนัก
ส่วนสาวกหลักส่วนใหญ่ ต่างสาบานว่าจะยอมตาย
พร้อมกับ นิกายกระบี่สวรรค์ ดังนั้นพวกเขาจึงถูก
ส่งไปประจำการที่ประตูศิลาเมืองกระบี่ มีสาวกนับ
พันอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทุกผู้คนล้วนแล้วแต่เป็น
สาวกผู้ค้ำจุนของ นิกายกระบี่สวรรค์ เช่น อู่ อวี้
หวันเทียน หยู๋เซวีย และ หลาน หลิวลี่ รวมถึง
ศิษย์ระดับสูงคนอื่นก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
ส่วน เจียงติง และ อัน ซางจุน พวกมันกำลัง
คุกเข่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน
นิกายกระบี่สวรรค์ ในวันนี้ เงียบเชียบราวกับ
ความตายคืบคลาน ภายในดวงตาของทุกผู้คนต่าง
ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ พวกเขาจับ
จ้องไปยัง เหล่าผู้อาวุโส และ เจ้านิกาย ที่อยู่
ด้านบนศิลาหมื่นกระบี่
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา นิกายกระบี่สวรรค์
ซึ่งนำโดย เฟิง ซัวหยา ได้ทำให้เหล่าศิษย์สาวก
เกือบทั้งหมด ได้รับอิทธิพลจากเจตจำนงของเขา
วิถีแห่งกระบี่ไม่มีวันถูกทำลาย ความหวั่นเกรงต่อ
ความตายจึงหาได้มีในจิตใจไม่!
กระบี่อยู่ในมือ แม้นต้องตกตายก็ไม่เสียใจ
ความหมองหม่น ที่ปกคลุมดั่งเมฆหมอกใน
ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้แปรเปลี่ยนเป็นความ
ปรารถนา ที่จะต่อสู้ไปจนสุดทางแห่งความตาย
โลหิตภายในกายของเหล่าสาวกเดือดพล่าน
กระชับศาสตราเต๋าในมือ จับจ้องมองไปยังทิศทาง
ของศัตรูอย่างขึงขัง ในยามนี้ค่ายกลกระบี่ศิลานับ
หมื่น ส่องแสงประกายแพรวพราววิบวับ แผ่
กระจายเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไปทั่วทั้งผืนฟั้า!
“ชีวิตนี้ มีโอกาสได้ยืนหยัดต่อสู้ศัตรู เคียงข้างไป
พร้อมกับทุกคน ข้าจะจดจำไว้ตราบชั่วชีวิตไม่ลืม
เลือน”
บัดนี้ ด้านข้างของ อู่ อวี้ มี ซู หยานหลี่ โม่ ซือซู
ชิงเหมิง ที่เตรียมพร้อมทำสมรภูมิรบอยู่ตลอดเวลา
ชิงเหมิง ยังไม่บรรลุสู่ระดับหลอมรวมลมปราณ แต่
นางกลับหาญกล้ามาที่นี่ ยืนหยัดไม่ถดถอย
ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งการต่อสู้ ยกชูกระบี่ปราบ
มารเคียงคู่ หมายให้กระบี่ได้ดื่มโลหิตของศัตรู
เนื่องจากทุกคนยังเยาว์นัก ไม่เคยประสบพบเจอ
กับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แน่นอนว่าภายในจิตใจ
ย่อมเกิดความรู้สึกตื่นกลัวอยู่บ้าง อีกทั้งเหล่าสาวก
ส่วนใหญ่ยังไม่เคยพบพานปีศาจตัวเป็น ๆ แต่ใน
ความกลัวเหล่านั้นยังคงมีความเชื่อที่มั่นไม่หวั่น
เกรงต่อสิ่งใดอยู่เช่นกัน! อู่ อวี้ แลหันมองใบหน้า
ของทุกผู้คน หลายคนยังเยาว์วัยนัก ไม่
ประสีประสา แต่ยังหาญกล้ายืนหยัดอยู่ที่นี่ ไม่
ยินยอมต่อความพ่ายแพ้!
เกิดมาได้กลายเป็นศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์
แม้นตาย ก็ขอกลายเป็นวิญญาณเฝั้านิกาย
มิใช่ อู่ อวี้ คิดในเชิงลบ แต่ภายในดวงตาของเขา
ยังคงแลเห็นธารโลหิตเจิ่งนองไร้สิ้นสุด ถึงแม้
สงครามจะยังไม่เริ่ม แต่เขากลับรู้สึกราวกับว่า มี
โลหิตไหลรินลงในธารนี้แล้วเห็นภาพของเหล่าสาว
กรุ่นเยาว์ ล้มลงกระแทกกับพื้น ใบหน้าขาวซีด
ดวงตาหมองหม่นมืดสลัว จางหายไปพร้อมกับ
ความฝันอันอ่อนเยาว์ของพวกเขา
“ชิงเหมิง ศิษย์พี่หญิง…”
ท่ามกลางความเลือนรางนี้ เขาแลเห็นเหล่าสาว
กรุ่นเยาว์ถูกสังหารตกตายไป ร่างของ ชิงเหมิง ล้ม
ลงอยู่เบื้องหน้าฝั่าเท้า เขาจ้องมองไปยังนาง ด้วย
ความตื่นตระหนกหวาดกลัว เบื้องหลังร่างของนาง
คือผู้ฝึกตนนอกรีต และ ปีศาจ…
เขาเห็น ซู หยานหลี่ กำลังอยู่ในอ้อมแขนของเขา
ดวงตาของนางปิดสนิท ประหนึ่งว่านับจากนี้นาง
จะหลับใหลไปตราบชั่วนิจนิรันดร์ จากร่างไร้ลม
หายใจ กลายเป็นเพียงซากศพ หลงเหลือเพียงเป็น
กระดูกที่ขาวโพลน
การได้พบเห็นผู้คนคุ้นเคย กลายเป็นเพียงซากศพ
เจิ่งนองไปด้วยธารโลหิตอยู่ทั่วทุกแห่งหน มันช่าง
น่าหดหู่เป็นอย่างยิ่ง
เหล่าผู้คนที่ได้ส่งมอบเม็ดยาหลอมรวมลมปราณให้
อู่ อวี้ หยิบยืม เขาไม่มีโอกาสได้ตอบแทนคืน
กลับไปอีกแล้ว
“ม่าย!!!”
อู่ อวี้ สะดุ้งตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ สหายของเขาทุก
คนยังคงยืนอยู่รอบตัว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพใน
จินตนาการ ที่แสนโหดเหี้ยมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่เขาไม่ต้องเห็นมากที่สุดใน
ชีวิต
“ศิษย์น้อง เกิดอะไรขึ้น?” ซู หยานหลี่ ไม่ได้หัวเราะ
มานานแล้ว ยามนี้นัยน์ตาของนางมัวหมอง
เนื่องจากนางไม่ได้มีพัฒนาการก้าวกระโดด
เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ บางทีสิ่งนี้อาจทำให้นางรู้สึก
หวั่นวิตกอยู่ในใจ
เขาหวนคำนึงถึงยาม เมื่อครั้งพบพานางในกันครา
แรก ยามนั้นนางกำลังกำลังนั่งอยู่บนหลังกระเรียน
สวรรค์ นางช่างดูงดงามประดุจดั่งเทพธิดา ยากที่
จะหาผู้ใดมาเปรียบปรานได้ นับแต่นั้นโชคชะตาก็
ชักพา อู่ อวี้ เข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน
เมื่อคำนึงถึงเรื่องเลวร้ายนี้ขึ้นมา เขาก็รีบยุติ
ความคิดนี้ลงทันที หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็เปลี่ยน
เรื่องคุยในทันที ในฐานะที่เขาเป็นศิษย์น้องของ
นาง เขาจะต้องยิ้มออกมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ให้แก่นาง!
“พวกมันมาแล้ว!”
ทันใดนั้น ค่ายกลหมื่นกระบี่ ก็เกิดการสั่นสะเทือน
อย่างรุนแรง
อู่ อวี้ รีบเงยหน้าขึ้นมอง เฟิง ซัวหยา ทันที ยามนี้
พวกเขากำลังแสดงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง อย่างที่
ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้แข็งแกร่งทั้งเก้ากำลังยืน
หยัดอยู่บนศิลามือกระบี่ เพื่อทำการควบคุม ค่าย
กลหมื่นกระบี่
หากวิเคราะห์จากสีหน้าของพวกเขาทั้งหมด
สามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่า ยามนี้ศัตรูอีกฝั่ายโจมตี
เข้ามาอย่างหนักหน่วงกว่าครั้งไหน ๆ !
ตู้มมมม!
ค่ายกลหมื่นกระบี่ สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ทุก ๆ ครั้งที่เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น เปรียบดั่งบท
ทดสอบหนึ่ง เขาเหล่าสาวกนับพัน เคราะห์ยังดีที่
ยามนี้ความเกลียดชังในสายตาของพวกเขา
แข็งแกร่งและมุ่งมั่นขึ้นมาก มันคือการยืนยันแทน
คำกล่าวที่ว่า ไม่มีผู้ใดอยากจะละทิ้ง หรือ ไปจาก
ที่นี่! บางทีอาจกำลังมีผู้ใดบางคน กำลังตั้งหน้าตั้ง
ตารอ เพื่อจะต่อสู้กับศัตรูผู้กำลังรุกรานเข้ามา
เมื่อเวลาผ่านไป!
ดวงตาของ อู่ อวี้ เบิกกว้าง ยังคงจับจ้องไปที่
ใบหน้าของ เฟิง ซัวหยา อย่างจดจ่อ พวกเขา
กำลังใช้พลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมหาศาล เพื่อสร้าง
ความปันปั่วนให้กับ และเพื่อกระตุ้น ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ให้โจมตีศัตรูผู้บุกรุก!
ในตอนนี้ภายใน ค่ายกลหมื่นกระบี่ กึกก้องไปด้วย
เสียงหวีดหวิวของปราณกระบี่ เปรียบดังคลื่น
มหาสมุทรอันเกรี้ยวกราดผกผันหมุนวน พร้อมจะ
ฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา
ภายในคลื่นนี้ให้สิ้นซาก!
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เมื่อเมฆหมอกหนาทึบ ซึ่งเคยปกคลุมเทือกเขา
ครามมาอย่างยาวนาน ได้สูญสลายหายไปจนสิ้น
ก็เปรียบประดุจดังผืนม่านที่ถูกเปิดออก แสงอัน
เจิดจ้าร้อนแรงของดวงตะวันก็สาดส่องแผดเผาลง
มาในบัดดล เปิดเผยให้เห็นทุกสรรพสิ่งที่เคยถูกซุก
ซ่อนอยู่ของอีกฟาก ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขา หรือ ลำ
ธาร ล้วนดูแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
บัดนี้ เทือกเขาคราม ได้กลับคืนสู่รูปโฉมแท้จริง
ของก่อนกาล
แต่ทว่ากลับไม่ใช่สิ่งที่ดี มันช่างอันตรายอย่างยิ่ง!
อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ล่วงรู้ได้อย่างทันทีว่า หากยาม
นี้ไม่มี ค่ายกลหมื่นกระบี่ พวกเขาก็จะไม่มีที่พักพิง
หลบซ่อนคุ้มภัยอีกต่อไป เปรียบเช่นดั่งสวรรค์
และ ปฐพี ไร้ซึ่งสิ่งขวางกั้น เงากระบี่นับไม่ถ้วน
กำลังปลิวว่อนไปทั่ว ฝูงชนกำลังดิ้นรนต่อสู้ดุเดือด
รุนแรง เพื่อฝั่าเข้ามาในเทือกเขา ผู้คนเหล่านี้คือ
ศัตรู มันคือกลุ่มของ เจียงเซี่ย และ จิ่วเซียน กับ
คนอื่นๆ กำลังรายล้อมร่างของชายชราผอมแห้งผู้
หนึ่งเอาไว้ ชายชราผู้นี้มีนามว่า อัน ซางจุน ผู้ซึ่ง
มาจากทะเลตงไห่ เพื่อแก้ค่ายกลหมื่นกระบี่ แล้ว
ในยามนี้พวกมัน กำลังปกปั้องคุ้มกันปรานกระบี่ที่
กำลังถาโถมโจมตีเข้ามาให้กับมัน !
” ฮ่ะ ๆ ๆ เฟิง ซัวหยา ค่ายกลหมื่นกระบี่ ของเจ้า
ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ข้าบอกได้เลยว่ามันจะคุ้มกะลา
หัวพวกเจ้า อีกแค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ถ้าข้าเป็น
เจ้า ข้าก็คงจะคุกเข่าอ้อนวอนร้องขอความเมตตา
บางทีมันอาจจะเป็นหนทางที่จะทำให้เจ้ามีชีวิต
รอดอยู่ได้ ”
นั่นคือเสียงของ เจียงเซี่ย ในที่สุดมันก็ล่วงรู้
ตำแหน่งของ เฟิง ซัวหยา เปรียบดั่งสวรรค์ กับ
ปฐพี ไร้ซึ่งสิ่งปิดกั้นขวาง เผยให้เห็นสรรพสิ่ง
ชัดเจนมากยิ่งขึ้น พวกมันเปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมาเสียงดังสนั่นกึกก้อง
หากยืนอยู่ตรงจุดนี้ จะสามารถมองเห็นปีศาจราย
ล้อมรอบด้าน แววตาของพวกมันได้สอดประสาน
จ้องมายังตำแหน่งเดียว ซึ่งมันราวกับฝูงพยัคฆ์
กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ เมื่อกลิ่นอายปีศาจพวยพุ่ง
ขึ้นสู่ฟากฟั้า ก็กลายเป็นหมอกทมิฬฟุั้งกระจายป
คลุมทั่วทั้งผืนฟั้า มันชวนน่าประหวั่นพรั่นพรึง
อย่างยิ่ง
บัดนี้เหล่าสาวกของ พรรคจงหยวน กำลังเปล่ง
เสียงหัวเราะออกมาด้วยความเย้ยเยาะ พวกมัน
ต่างเตรียมตัวออกรบเข่นฆ่าสังหารศัตรูฝั่ายตรง
ข้าม!
ชริ้ง ชริ้ง ชริ้ง!
คลื่นพายุของปราณกระบี่จำนวนมหาศาล กำลัง
พวยพุ่งเข้าไปเข่นฆ่าสังหารพวกมันทันที ยามนี้
เจียงเซี่ย พร้อมกับสมัครพรรคพวก กำลังอยู่
ท่ามกลางคลื่นกระบี่อันมหศาล ซึ่งกำลังถาโถม
โหมกระหน่ำ เข้าใส่พวกมันอย่างเกรี้ยวกราด จน
ไม่สามารถจะวิ่งหลบหนี หรือ แม้แต่ลุกขึ้นยืนได้
หากมองในอีกแง่มุมอันไร้ซึ่งอคติ คงต้องกล่าวว่า
อัน ซางจุน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านค่ายกลอย่าง
แท้จริง เห็นได้ชัดว่ามันคือกุญแจสำคัญของการแก้
ค่ายกลหมื่นกระบี่ แม้ในตอนนี้ อู่ อวี้ จะไม่ล่วงรู้
ว่าควรทำเช่นไรดี แต่สิ่งที่เขาล่วงรู้อย่างแน่ชัดก็
คือ หากปล่อยให้เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ค่าย
กลหมื่นกระบี่ จะอันตรธานหายไปจนสิ้น หากพวก
มันฝั่าเข้ามาได้ เมื่อนั้น นิกายกระบี่สวรรค์ จะถึง
กาลอวสาน การต่อสู้อันไร้ซึ่งความหวังก็เปรียบ
เช่นดั่ง การทอดทิ้งชีวิตให้ตกตายไป ต่อให้เขาจะ
ไม่ตกตายในสงครามการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ทว่าย่อม
ต้องมีสหายมากมายนับไม่ถ้วน ที่จะต้องตกตายไป!
การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างนิกาย นั้นช่าง
โหดร้ายอย่างยิ่ง!
” ข้าควรทำเช่นไร?”
ข้าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง กับสงครามของเซียน
เต๋าครั้งนี้ ?
ภายในใจของ อู่ อวี้ ลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งโทสะ
อันเกรี้ยวกราด เขามุ่งหมายเข่นฆ่าสังหารศัตรู แต่
อนิจาฝีมือของเขานั้นยังคงห่างชั้นจาก เจียงเซี่ย
เสียเหลือเกิน
ไม่ว่าจะมีฝีมืออยู่ในระดับใด หากไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของสงครามนี้ลงได้ เหล่า
สหายร่วมนิกายจะต้องตกตายไปอย่างน่าอนาถ
อู่ อวี้ พยายามขบคิดอย่างหนัก ดูเหมือนตอนนี้มี
เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่สามารถสร้างความแตกต่าง
และ สร้างผลกระทบแก่สงครามครั้งนี้ได้นั่นคือ
เคล็ดวิชากระบี่บินจักรพรรดิ
” เมื่อมี กระบี่บินจักรพรรดิ แล้ว ๆ ข้าควรกระทำ
เช่นไรต่อ ? ”
เขาไม่สามารถทนเห็น ซู หยานหลี่ และ คนอื่น ๆ
เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามได้ ภายในจิตใจของ อู่
อวี้ ร้อนรนดุจถูกเพลิงเผาผลาญ เขาจะต้อง
เปลี่ยนทุก ๆ อย่าง เพื่อชำระหนี้แค้นนี้ให้แก่ เฟิง
ซัวหยา ผู้มีพระคุณ ผู้ที่เมตตา ผู้ช่วยชีวิตเขา
มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน! แต่ทำเช่นไร ?
” ไม่ว่าจะเป็นสงครามเซียนเต๋า หรือ สงครามของ
มนุษย์ มันก็คล้าย ๆ กัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่
ความแข็งแกร่งมีมากกว่า … ”
ตัวเขาควบคุมกองทัพ นำทหารทำสงครามตั้งแต่
ยังเยาว์ เขาจึงเข้าใจหลักการพื้นฐาน ธรรมชาติ
ของสนามรบเป็นอย่างดี
” ตอนนี้พวกมันออกมาจากรังของตัวเอง เท่ากับ
ว่าภายในเทือกเขาเซียนจงหยวน จะต้องว่างเปล่า
ไม่รู้ว่าจะเหลือสาวกอีกมากน้อยเท่าไหร่ ? ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ลำพังภายในใจ จากนั้นก็
แอบถามคำถามลับ ๆ กับ เฟิง ซัวหยา ว่า ” ท่าน
อาจารย์ เทือกเขาเซียนจงหยวน มียอดฝีมืออยู่
มากน้อยเท่าใด ? ”
เนื่องจากสาวกหลายร้อยคน ที่อยู่ที่นี่มีระดับฝีมือ
สูงสุดอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3
ฉะนั้นจะต้องมีสาวกคนอื่นๆที่น่าจะยังคงอยู่
ภายในเทือกเขาเซียนจงหยวน
” หลอมรวมลมปราณ ขั้นที่ 9 มีอยู่หนึ่งคน ส่วน
หลอมรวมลมปราณ ขั้นที่ 8 มีอยู่สอง” เฟิง
ซัวหยา กล่าว
ผู้เป็นกำลังหลักของ พรรคจงหยวน ได้ถูกส่งตัวไป
คุ้มกันอยู่ภายในพรรค เท่ากับว่านอกเหนือจาก
เฟิง ซัวหยา กับ หลาน ฮั้วหยุน แล้ว พวกมันล้วน
เป็นยอดฝีมือแข็งแกร่งซึ่งยากจะมีใครที่จะจัดการ
พวกมันได้!
อู่ อวี้ เข้าใจดี เจียงเซี่ย ได้ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อจะ
จัดการ เฟิง ซัวหยา กับ ผู้อาวุโสทั้งเก้า และ
จำต้องทะลวง ค่ายกลหมื่นกระบี่ ให้ได้ แต่กระนั้น
มันก็มิอาจจะละทิ้ง เทือกเขาเซียนจงหยวนไปได้
อยู่ดี อีกทั้งสงครามในครั้งนี้ หากขาดยอดฝีมือขั้น
หลอมรวมลมปราณ ระดับที่ 9 ไปเพียงคนเดียว
ย่อมไม่อาจทำให้กระแสสงครามของพวกมันพลิก
ผันได้อยู่ดี มันจึงตัดสินใจส่ง ยอดฝีมือขั้นหลอม
รวมลมปราณ ระดับที่ 9 คนนั้นไปเฝั้าเทือกเขา
เซียนจงหยวน
ซึ่งการส่งอาวุโสขั้นหลอมรวมลมปราณ ระดับที่ 9
ไปปั้องกันพรรคนับว่าเกินพอ
” มันน่าจะเป็นน้องชายคนที่ 3 ของ เจียงเซี่ย มันมี
นามว่า เจียงจี้ ”
เจียงเซี่ย มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน มันมีระดับฝีมืออยู่
ในขั้นสร้างแกนนภา อีกผู้หนึ่งเปิดจุด หลอมรวม
ลมปราณ ได้ครบแล้วทั้ง 10 จุด ส่วนอีกผู้หนึ่งอยู่
ในระดับ หลอมรวมลมปราณ ขั้นที่ 9
ฉะนั้น เฟิง ซัวหยาจึงล่วงรู้ดีว่า ยอดฝีมือของ
พรรคจงหยวน ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ภายใน ค่ายกล
หมื่นกระบี่ ยกเว้น เจียงจี้ เพียงผู้เดียว
” อู่ อวี้ เจ้ากำลังคิดทำสิ่งใด ?” เฟิง ซัวหยา ล่วงรู้
ดีว่าเมื่อครั้ง อู่ อวี้ ยังอยู่ภายในโลกมนุษย์ เขาคือ
ผู้นำกองทัพทหารกรำขุนศึกในสงคราม
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ศัตรูฝังตรงข้ามออกมาจากรัง
ของมัน ซึ่งกำลังปิดล้อมพวกเราอยู่ตอนนี้ ข้าลอง
ใคร่ครวญดูแล้ว โดยเปรียบเทียบ เทือกเขาคราม
เป็นอาณาจักร ซึ่งตอนนี้อาณาจักรกำลังจะถูก
ทำลาย ฉะนั้นมีหนทางเดียวเท่านั้น ก็คือเราต้องส่ง
ทหารออกไปซุ่มโจมตีทางที่มั่นฝังศัตรู แน่นอนว่า
ก่อนที่พรรคจะถูกทำลายจนแตก พวกมันจะต้อง
ถอนกำลังพลไปช่วย ! ”
” ช่างน่าเสียดาย ที่ เจียงจี้ พิพักษ์อยู่ที่พรรค
ส่วนตัวข้าก็ไม่อาจปลีกตัวออกจาก นิกายกระบี่
สวรรค์ได้ อีกทั้งทางฝังเรายังไม่มีผู้ใดอยู่ในระดับ
ฝีมือที่สามารถชนะมันได้ ” เฟิง ซัวหยา จับจ้องไป
ทางเขาขณะพูด
“มี!” อู่ อวี้ พรวดพราดลุกขึ้นยืน พร้อมกับกล่าว
จ้องมองไปที่ เฟิง ซัวหยา อย่างแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
คำพูดที่เปล่งออกมาเปียมล้นไปด้วยความหนัก
แน่นภาคภูมิใจ
“ผู้ใด?”
เฟิง ซัวหยา จ้องมองไปที่เขาอย่างจดจ่อ
” ข้าเอง อู่ อวี้!”
ตามที่เขาคาดเอาไว้ อู่ อวี้ ชี้นิ้วหัวแม่มือมาที่
ตนเอง สายตาของเขาในยามนี้ร้อนแรงดุจเปลว
เพลิงที่ลุกโชน
เฟิง ซัวหยา ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า ” เห็นทีจะไม่ได้
ฝีมือของเจ้าในตอนนี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ เจียงจี้”
ความเป็นจริงตัวเขาเอง ก็ไตร่ตรองคิดเกี่ยวกับ
เรื่องนี้แล้วเช่นกัน แต่เป็นเพราะว่า อู่ อวี้ นั้นคือ
ลูกศิษย์ของเขา เขาจึงนึกถึงความอันตราย และ
ความเสี่ยงที่จะได้รับ ทำให้เขาไม่อาจปริปากพูด
ให้ อู่ อวี้ ต้องแบกรับภารกิจสำคัญเช่นนี้ได้
ทันใดนั้นสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อู่ อวี้ ยังคงไม่ยอม
ลดละ เขายังคงดึงดันต่อไปว่า ” ท่านอาจารย์ ข้า
สามารถใช้กระบี่บินจักรพรรดิได้ แน่นอนว่า เจียง
จี้ นั้นมีฝีมือล้ำเลิศ แต่ข้าจะไม่เผชิญหน้ากับเขา
ตรง ๆ เนื่องจากข้าไปในฐานะผู้ซุ่มโจมตี คอย
สร้างความวุ่นวายไปรอบ ๆ เจียงจี้ ไม่มีทางทำ
อะไรข้าได้! ”
บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ไม่ปฏิบัติคำสั่ง
ของ เฟิง ซัวหยา
ท่ามกลางเหล่าฝูงชนรายล้อม อู่ อวี้ กล่าวขึ้น
อย่างหนักแน่นว่า “อาจารย์ ถึงแม้ท่านจะไม่เห็น
ด้วย แต่ศิษย์ตัดสินใจไปแล้ว โปรดรอรับข่าวดีของ
ศิษย์ด้วย”
อู่ อวี้ กล่าวยืนยัน ถึงแม้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับ
เจียงจี้ เพียงลำพัง แต่โอกาสที่เขาจะถูกสังหาร
หรือ พ่ายแพ้ในการต่อสู้ก็ถือว่าสูงมาก การกระทำ
ของเขาในครั้งนี้ถือว่าเสี่ยงอย่างยิ่ง ถึงแม้สามารถ
ใช้เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้า
เจียงจี้ มันอาจจะไร้ประโยชน์ก็เป็นได้
“ศิษย์น้อง ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” หวันเทียน หยู๋เซ
วีย ก้าวออกมา
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าจะไปเพียง
ลำพัง มันจะสะดวกต่อการเคลื่อนไหวมากกว่า ได้
โปรดวางใจในตัวข้า ไม่ว่าสถานการณ์จะบีบบังคับ
เช่นไร ข้าก็ไม่มีทางเผชิญหน้ากับ เจียงจี้ แบบตรง
ๆ หรือ โจ่งแจ้งเป็นแน่ ”
เมื่อได้ยิน อู่ อวี้ กล่าวเช่นนี้ หวันเทียน หยู๋เซวีย
จึงต้องจำใจ ยอมทำตามคำกล่าวของเขาอย่าง
ช่วยไม่ได้ อู่ อวี้ กล่าวถูกต้องแล้ว สิ่งที่จำเป็นสุด
ในสถานการณ์เช่นนั้น คือความคล่องตัว
เฟิง ซัวหยา จ้องมองมาที่เขาอย่างนิ่งเงียบเนิ่น
นาน
“จงจำไว้ ก่อนที่ชีวิตของชายชราผู้นี้จะหาไม่ เจ้า
ห้ามตายเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจารย์อย่างข้า จะไม่มี
วันอภัยให้เจ้าเด็ดขาด!” ภายในดวงตาของ เฟิง
ซัวหยา ส่องประกายแสงสีแดงออกมาเล็กน้อย
“อาจารย์ ท่านก็รู้ว่าศิษย์อย่างข้าหนังเหนียว
เพียงใด ข้าจะไม่ยอมตกตายไปง่าย ๆเป็นแน่!”
เมื่อ อู่ อวี้ หันกลับมา เขากวาดสายตามองผู้คน
ซึ่งรายล้อมอยู่รอบกาย ในยามนี้สายตาทุกคู่กำลัง
จับจ้องมาที่ตัวเขา
“ท่านทั้งหลาย ตราบใดที่ข้ายังไม่สามารถแย่งชิง
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณมาคืนพวกท่านได้ ข้าจะ
ไม่หวนกลับมา วันนี้ข้าขอลา หวังว่าทุกท่านจะยัง
รอข้าอยู่ที่นี่!”
เมื่อกล่าวจบ อู่ อวี้ ก็แผ่กลิ่นอายออกมาอย่างกล้า
หาญ เขาโยนกระบี่หยินหยางออก จากนั้นก็
กระโดดขึ้นไปยืนบนกระบี่ พร้อมกับบินทะยานขึ้น
สู่ฟากฟั้า มุ่งหน้าไปยังทิศทางของพรรคศัตรู ออก
ห่างจากหุบเขาโชคชะตาเซียน!
แน่นอนว่า เจียง เซี่ย ผู้อยู่ด้านนอก ย่อมไม่ล่วงรู้
ว่าพวกเขากำลังวางแผนสมคบคิดกระทำสิ่งใดกัน
อยู่
เหล่าสาวกนับพัน จ้องมองตามร่างของ อู่ อวี้ ซึ่ง
กำลังบินทะยานขึ้นไปสู่ฟากฟั้า บางทีภาพของเขา
ในวันนี้ อาจตราตรึงอยู่ภายในจิตใจของพวกเขา
ทุกผู้คน ไปจนตราบชั่วชีวิต
“ข้าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งกระบี่ ต่อสู้ด้วยความเชื่อมั่น
ไม่หวั่นเกรง ถึงแม้จะต้องตายก็ไม่เสียใจ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ