กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 15 :
หากผิดค าสาบาน ข้าจะไม่ขอเกิดมาเป็นคนอีก!!
ณ ยอดเขาหวังเชียน หรือ ยอดเขาจันทราสวรรค์
สถานที่แห่งนี้ คือสถานที่เอาไว้ส าหรับผู้ที่ก้าวเข้าสู่
วิถีแห่งเซียนได้มาฝึกฝนบ่มเพาะพลังนั่นเอง
เทือกเขาคราม เป็นเทือกเขาที่มีอาณาบริเวณกว้าง
ใหญ่ไพศาลไร้จุดสิ้นสุด ซึ่งศิษย์หลักแต่ละคนจะมี
เทือกเขาเป็นของตนเอง เขาจะเป็นผู้ครอบครอง
ทรัพยากรทั้งหมดบนเทือกเขานั้น
เดิมทีแล้วยอดเขาหวังเชียน มีสาวกอาศัยอยู่กว่า 50
คนหลังจากการสอบคัดเลือกเสร็จสิ้นลง จึงมีสาวก
ใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 30 คน ส่งผลให้เวลาพื้นที่บนยอด
เขาหวังเชียน ได้ถูกจับจองจนเกือบเต็มทุกพื้นที่
ท่ามกลางเทือกเขาขนาดใหญ่ รอบด้านถูกรายล้อม
ด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่ลดหลั่นกันไป ต าหนัก
มากมายถูกตั้งเรียงรายตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงจุดสูงสุด
ของยอดเขา พวกมันถูกเร้นกาย ภายใต้กลุ่มเมฆ
หมอกที่ลอยปกคลุมอยู่ ศิษย์นอกทุกคนจะมีต าหนัก
เป็นของตนเอง ซึ่งภายในนั้นมีทุกอย่างพร้อมสรรพ
ส าหรับการด ารงชีวิต นอกจากเป็นแค่ที่พักอาศัยแล้ว
ยังเอาไว้ฝึกตน รวมถึงเอาไว้ต้อนรับเหล่ามิตรสหาย
หรือ แขกผู้มาเยือน … ทั้งอุดมไปด้วยพฤกษาเซียน
พืชพรรณสมุนไพรวิญญาณ เรียกได้ว่ามันเป็น
ทิวทัศน์ที่งดงาม และ อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก! งดงามเสีย
ยิ่งกว่าเทือกเขาในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่เสียอีก
นอกเหนือจากนี้บนยอดเขาหวังเชียน ยังเหมือนกับ
แหล่งการค้า เนื่องจากเหล่าศิษย์มักจะเอาต ารายุทธ
มากมายมาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็น
ศิษย์ที่พ านักอยู่ภายในเทือกเขาเดียวกันทั้งสิ้น เป็น
เสมือนดั่งครอบครัวผูกพันธ์ลึกซึ้งแน่นแฟ้น
ในอนาคต อู่ อวี้ , ชิง เหมิง , เจ้า ตานหลง ,จื่อ ฮั้ว
และ ศิษย์ที่เหลือ พวกเหล่านี้ก็จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่
บนยอดเขาหวังเชียนแห่งนี้เช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่
ว่าศิษย์ผู้นั้นจะสามารถบ่มเพาะพลังจนบรรลุเข้าสู่
ขั้นหลอมรวมลมปราณ เข้าสู่วิถีเซียนอมตะ เขาคน
นั้นก็จะได้ขึ้นมาเป็นศิษย์หลัก!
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ได้พาศิษย์ใหม่เข้ามายัง “ยอดเขา
หวังเชียน” ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของยอดเขา เทือกเขา
แห่งนี้ได้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก เมื่อยาม
ทอดสายตามองออกไป เมฆหมอกเหล่านี้ดูราว
มหาสมุทรเมฆก็ไม่ปาน ทั้งยังมีก้อนเมฆน้อยใหญ่
เกาะกลุ่มลอยคลุ้งไปทั่ว เฉกเช่นดอกฝ้ายก าลังลอย
อ้อยอิ่งไปตามกระแสลม ล่องลอยอยู่ระหว่างโลก
มนุษย์ และ สรวงสวรรค์
“นับจากวันนี้พวกเจ้าจะได้เป็นศิษย์ของนิกายกระบี่
สวรรค์อย่างเป็นทางการ ต่อจากนี้แม้ว่าเจ้าจะมีชีวิต
อยู่ หรือ ตาย พวกเจ้าก็ยังเป็นศิษย์ของนิกายกระบี่
สวรรค์!”
“พวกเราเปรียบดั่งกระบี่ที่รอการขัดเกลา ซึ่งสวรรค์
ได้มอบหมายหน้าที่ให้พวกเราเหล่าผู้ฝึกตน เป็นผู้
ปราบเหล่าปีศาจ และ มารร้าย!”
ผู้เฒ่ามู่เกอ ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์วิถีแห่งเต๋า เริ่มอธิบาย
กฎระเบียบ และ ข้อหวงห้าม ภายในนิกายกระบี่
สวรรค์นั้นมีกฎข้อบังคับมากมายนับไม่ถ้วน
“ต าราเล่มนี้ ได้อธิบายถึงกฎ และ ข้อบังคับต่างๆ
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ ‘ต ารากฎนิกาย’ หลังจาก
พวกเจ้ากลับไป พวกเจ้าต้องไปเปิดอ่าน และ ท่องจ า
มันให้ขึ้นใจ กฎข้อบังคับเหล่านี้ไม่สามารถฝ่าฝืนได้
ผลที่ตามมาของผู้ฝ่าฝืนกฎ จะได้รับบทลงโทษขั้น
รุนแรง บ้างก็ถูกขัง บ้างก็ถูกขับออกจากนิกาย และ
ที่ร้ายแรงสุดก็คือถูกสังหาร”
“ส่วนต าราเล่มนี้เป็น ‘บันทึกเทือกเขาคราม’ บันทึก
เล่มนี้จะบอกถึงแผนผังของเทือกเขา พวกเจ้าก็ควร
อ่านเล่มนี้ด้วยเช่นกัน พวกเจ้าจะได้รู้ว่ามีสถานที่ใด
ที่พวกเจ้าสามารถเข้าไปได้บ้าง แล้วสถานที่ใด
ต้องห้ามส าหรับพวกเจ้า หากเป็นสถานที่ต้องห้าม
แล้วพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งยังกล้าฝ่าฝืนเข้าไป คนผู้
นั้นจะถูกลงโทษทันที”
“ส่วนนี่คือ ‘แผนที่ของดินแดนเทพตงเซิง’ ศิษย์ของ
นิกายควรท าความคุ้นเคยกับมัน ในนี้ได้บอกถึง
อาณาเขต และ ต าแหน่งของนิกายสวรรค์อื่น ๆ ยัง
บอกถึงจุดตั้งของประตูเซียนในต าแหน่งต่าง ๆ
รวมทั้งข้อมูลของภูต และ ปีศาจบางชนิด”
จากนั้นท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ก็หยิบคัมภีร์วรยุทธขึ้นมา
หนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นกระบวนท่ากระบี่ทั้งหมด และ ดู
เหมือนคัมภีร์เล่มนี้จะไม่ค่อยมีประโยชน์ส าหรับ อู่
อวี้ เท่าใดนัก
“นอกจากนี้ในทุก ๆ เดือน ศิษย์นอกจะได้รับ
‘พฤกษาสวรรค์เหาะเหิน’ กันคนละ 1 ใบ และยัง
สามารถเลือกยันต์ได้อีก 1 อย่างด้วยเช่นกัน เดี๋ยว
ผู้ดูแลในส่วนนี้จะจัดสรรปันส่วนให้แก่พวกเจ้าเองใน
ภายหลัง อย่างไรเสียการฝึกตนของพวกเจ้า หนทาง
ของมัันยังอีกยาวไกลนัก ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัว
พวกเจ้าเองทั้งสิ้น”
“ทุกสิ่งที่ข้ากล่าวล้วนอยู่ในบันทึกทั้งสองเล่ม แต่ข้าก็
มีบางอย่างอยากจะบอกแก่พวกเจ้า ทุกคนในที่นี้
ล้วนมาจากการเป็นผู้รับใช้ และ ต่อสู้ฝ่าฟันจนได้
กลายมาเป็นศิษย์ของนิกาย ต่อจากนี้สิ่งส าคัญที่สุด
นั้นคือการปฏิบัติตน พวกเจ้าจ าต้องละเว้นความ
เคียดแค้นเกลียดชัง ที่อยู่ภายในหัวใจให้หมดสิ้น
รวมถึงอารมณ์ความรู้สึก จงกระท าตนเยี่ยงคนตา
บอด แล้วพวกเจ้าพวกเจ้าจงมุ่งไปแต่ปลายทางของ
เป้าหมายอันยิ่งใหญ่นั้น พอถึงวันที่พวกเจ้าประสบ
ความส าเร็จ พอถึงวันที่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋า
นั่นถึงจะเรียกว่า ผู้ยึดถือในวิถีแห่งเต๋าอย่างแท้จริง!”
“อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราน
นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิด จากศิษย์ 100 คน มี
ศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ท าได้ หรืออาจจะกล่าวได้
ว่า ในชีวิตนี้พวกเจ้าทั้ง 30 คน อาจไม่สามารถก้าว
เข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณเลยก็ได้ ฉะนั้นพวกเจ้า
จึงอย่าได้เหิมเกริมทะนงตนไป กับการที่พวกเจ้า
สามารถก้าวเข้ามาเป็นศิษย์ในนิกายกระบี่สวรรค์นี้
ได้ ข้าขอบอกพวกเจ้าไว้ ณ ตรงนี้ เส้นทางของการ
ฝึกตน มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!” สิ่งที่ท่านผู้เฒ่ามู่
เกอเพิ่งกล่าวมานั้น มันท าให้หัวใจของเหล่าศิษย์ใหม่
นั้นถึงกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ มันคือการเตือนสติ
และ ท าให้พวกเขาตระหนักได้ว่า เส้นทางของผู้ฝึก
ตนนั้นแสนยากล าบากเพียงใด
“บนยอดเขาหวังเชียน ศิษย์พี่ทั้ง 53 คนของพวกเจ้า
ได้จับจองที่พักเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้นพวกเจ้า
จงหาต าหนักที่ว่าง แล้วเลือกจับจองต าหนักที่
เหมาะสมแก่ตนเอง อู่ อวี้ เจ้าก็ควรย้ายมาอยู่ที่นี่
เช่นกัน”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ท่านผู้เฒ่ามู่เกอกล่าว ก่อนหน้านี้
พวกเขาท าหน้าที่เป็นเพียงทาสผู้รับใช้ ฉะนั้นการได้
มีบ้านเป็นของตนเองย่อมเป็นความใฝ่ฝันของพวก
เขาทุกคน แล้วในวันนี้ความฝันนั้นก็ได้กลายเป็น
จริง!”
เมื่อได้ยินท่านผู้เฒ่ามู่เกอเรียกชื่อ อู่ อวี้ จึงท าให้พวก
เขานึกขึ้นได้ถึงเรื่องเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ และ
กระบี่ปราบมาร
สมบัติทั้งสองชิ้นนี้ เหล่าผู้รับใช้จ านวนมาก ล้วน
ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของผู้ครอบครองมัน
ซึ่งปกติแล้ว ผู้ที่จะครอบครองมันได้จะต้องเป็นผู้มี
พรสวรค์สูงยิ่ง
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ไม่ได้พูดพร่ าท าเพลงอีก เขาก้าวเข้า
ไปหา อู่ อวี้ แล้วหยิบกล่องหยกออกมา ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้
ว่าท่านผู้เฒ่าหยิบออกมาตั้งแต่เมื่อใด แม้กล่องใบนี้
จะถูกปิดผนึกแน่นหนา แต่กลิ่นอันหอมหวนก็ยังโชย
เล็ดลอดออกมา
“นี่คือเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ เจ้าจงรอจนกว่าจะ
ถึงเวลาอันควร เม็ดยาเม็ดนี้ถึงจะส าแดงผลสูงสุด
ออกมา จงจ าไว้ว่าอย่าเปิดก่อนเวลาอันควร
เด็ดขาด”
‘ขอรับ’
อู่ อวี้ รับกล่องหยกมาจากมือของท่านผู้เฒ่ามู่เกอ
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณเป็นสมบัติล้ าค่าที่หาได้
ยากยิ่งนัก แต่ระดับพลังปัจจุบันของ อู่ อวี้ จึงยังไม่
สามารถใช้มันได้
จากนั้นผู้เฒ่ามู่เกอ ก็หยิบกระบี่ปราบมารออกมา
เมื่อกระบี่ปรากฏขึ้น มันแผ่กลิ่นอายสังหารออกมา
อย่างรุนแรง จนเหล่าศิษย์มิอาจต้านทานได้ กระบี่
เล่มนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ความกว้างของใบกระบี่มี
ขนาดเท่ากับ 3 นิ้วมือ ใบกระบี่สว่างไสวราวหิมะ
ส่วนคมกระบี่นั้นบางเฉียบราวเส้นผม มันสามารถ
โค้งงอได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับว่าคมกระบี่นี้
สามารถตัดปีศาจได้ทุกตน
บนด้ามกระบี่มีอักษรสลักไว้สองค าว่า “ปราบมาร”
ซึ่งเปรียบดั่งหัวใจของมัน!
ชื่อเสียงของ กระบี่ปราบมาร นั้นกระฉ่อนเลื่องลื่อไป
ทั่ว เป็นที่รู้จักทั้งใน และ นอกนิกายกระบี่สวรรค์
แม้แต่ อู่ อวี้ เองก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงของมัน เมื่อ
ครั้งตัวเขายังเป็นเจ้าชายรัชทายาท เพียงแต่เขาไม่
เคยล่วงรู้มาก่อนว่ากระบี่ปราบมาร เป็นของนิกาย
กระบี่สวรรค์ ทัศนคติที่เขามีต่อกระบี่ปราบมารใน
เวลานั้น เป็นกระบี่สวรรค์ และ โลกจักต้องย าเกรง
ในพลังอ านาจของมัน มีแต่เทพสวรรค์เท่านั้นถึงจะ
ใช้มันได้ !
เขาไม่เคยคาคิดเลยว่าจะได้ครอบครองมัน
“สมบัติชิ้นนี้ ข้าจะต้องรักษามันไว้ให้ดี”
หลังจากผู้เฒ่ามู่เกอสั่งสอนเสร็จสิ้น ท่านก็ลอยตัว
กลับไป
บรรดาผู้รับใช้มองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยความริษยา
“ไปกันเถอะ ศิษย์น้องชายหญิง นับจากนี้พวกเจ้าทุก
คนจะเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวยอดเขาหวัง
เชียน เดี๋ยวศิษย์พี่คนนี้จะพาพวกเจ้าไปเลือกที่พัก!”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพูดขึ้นมา
จากนั้น อู่ อวี้ ก็ได้เลือกต าหนักที่อยู่บริเวณช่วงกลาง
ของภูเขา
“อู่ อวี้ เราเป็นสหายกันแล้วใช่หรือไม่?” ชิงเหมิง
ถามแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา
“แน่นอน”
“งั้นหากว่างเมื่อใด ข้าจะไปเที่ยวเล่นที่บ้านของท่าน
เพื่อเรียนรู้วิชายุทธเพิ่มเติม” ชิงเหมิงนั้นเป็นเพียง
เด็กสาว และ ยังเยาว์วัยนัก
ครู่ต่อมานางก็วิ่งกระโดดโลดเต้นด้วยความสดใสร่า
เริง ซึ่งดูสมกับวัยของนาง
ทุกอย่างที่ได้เห็น นั้นดูตื่นตาตื่นใจส าหรับศิษย์ผู้มา
ใหม่อย่างพวกเขา ทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ ล้วนสรร
หาได้จากที่นี่ แม้พวกเขาจะเป็นเพียงแค่ศิษย์นอก
แต่ก็สามารถมีผู้รับใช้ได้ถึง 10 คน
“ข้าจะกลับไปที่เทือกเขาหยานหลี่ จะไปขอตัวท่าน
ลุงเสิ่น มาจากแม่นางซูหยานหลี่ ให้ท่านได้มาอยู่กับ
ข้าที่นี่ ท่านจะได้ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างมี
ความสุข หลังจากนั้นข้าค่อยไปหาผู้รับใช้มาสัก
จ านวนหนึ่ง”
ในทุกวัน ๆ บรรดาศิษย์เก่า มักจะพาผู้รับใช้มาจาก
ภายนอก ดูเหมือนผู้รับใช้เหล่านั้นจะมาจากอีกฟาก
ของประตูเซียน
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงรีบรุดกลับไปยังเทือกเขาหยานหลี่
เพื่อขนสัมภาระมาไว้ยังที่พักใหม่ของตน
ทางนิกายได้มอบของขวัญ นกกระเรียนสวรรค์ให้กับ
ศิษย์ทุกคน เอาไว้เดินทางไปไหนมาไหนภายใน
เทือกเขาครามได้ง่ายยิ่งขึ้น นกกระเรียนสวรรค์ของ
อู่ อวี้ มีรูปทรงสูงใหญ่สง่างาม
นกกระเรียนสวรรค์ที่ อู่ อวี้ ได้รับมาจากนิกาย มันก็
เหมือนกับนกกระเรียนที่มีชื่อว่า หลินเอ๋อ หรือ
เหมยเอ๋อ ของซือตู๋ จิน และ เหล่าสหายของมัน
อู่ อวี้ ปีนขึ้นไปบนหลังของนกกระเรียน แล้วบิน
ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท้าทายกระแสลมแรง เส้นผม
ของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม มันท าให้เขารู้สึก
อิสระมีชีวิตชีวา โลกของเซียนอมตะช่างกว้างใหญ่
ไพศาล ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเขาในวันนี้
ทั้งทิวทัศน์พร้อมทั้งภูเขาน้อยใหญ่ ช่างสวยงาม
ตระการตายิ่งนัก อาาาา … ศิษย์ผู้รับใช้ กับ ศิษย์
นอก ไฉนถึงแตกต่างกันเช่นนี้ …
………
ณ เทือกเขาหยานหลี่
ตามกฎแล้ว อู่ อวี้ ต้องจอดนกกระเรียนสวรรค์ของ
เขาไว้ในสวนสัตว์สวรรค์ของ ซู หยานหลี่ หลังจากที่
เขาได้กลายเป็นศิษย์นอก เขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับ ซู หยานหลี่ อีกต่อไป
“ลงจอด”
นกกระเรียนสวรรค์เป็นสัตว์วิญญาณ ดังนั้นแม้ว่า
พวกมันจะไม่สามารถพูดได้ แต่มันก็สามารถเข้าใจใน
ภาษาของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
แกว๊กกก ๆ ∼ ∼
มันส่งเสียงร้องเพื่อเป็นการขานรับ จากนั้นมันก็ร่อน
ปีกลงไปยังเทือกเขาหยานหลี่ ผู้รับใช้ต่างรีบกุลีกุจอ
วิ่งกรูเข้ามาดูแลนกกระเรียน แต่น่าแปลกยิ่งนัก
เพราะบนใบหน้าของพวกเขากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม สี
หน้าของพวกเขาซีดขาว และ หม่นหมอง “ อะ…อู่…
อวี้ แย่แล้ว มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น”
เรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของ อู่ อวี้ ก็หล่นวูบทันที
ผู้รับใช้ชี้นิ้วไปทางกระท่อมไม้บนเนินภูเขา ด้วยมือ
อันสั่นเทา
อู่ อวี้ รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีทันที เขารับรู้ได้ว่าต้อง
มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับ เสิ่น อู๋เต้า เป็นไปได้ว่าท่านลุง
อาจจะลื่นล้มระหว่างเดินทางกลับมายังเทือกเขาห
ยานหลี่?
ฟึ่บ!
สีหน้าของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความวิตกกังวลตึงเครียด
ตุ่บตุบ ∼ ตุ่บตุบ ∼ หัวใจของเขาเต้นถี่รัวอย่างร้อน
รน เขาวิ่งอย่างสุดฝีเท้ากลับไปยังบ้านพัก พร้อมพร่ า
ภาวนาไปตลอดทาง “ อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน
ลุงเลย! อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านลุงเลย! ”
ใกล้แล้ว!
กระท่อมไม้อยู่นั่น!
บานประตูไม้เปิดแง้ม ด้านในมีผู้รับใช้กลุ่มหนึ่งอยู่
พวกเขาคือคนที่ อู่ อวี้ ฝากฝังท่านลุงเสิ่นไว้ คน
เหล่านี้เคยสาบานว่าจะดูแลท่านลุงให้กลับถึงที่หมาย
โดยสวัสดิภาพ
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือด ร่างกายของพวกเขาสั่น
เทา
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นภาพนั้น เขารู้สึกราวกับถูกสายฟ้า
ฟาดลงกลางหัวใจ จิตใจของเขาว่างเปล่าเวิ้งว้างใน
ฉับพลัน
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาภายในบ้านกระท่อมไม้ เขา
เห็นชายชราร่างกายผ่ายผอมนอนราบอยู่บนเตียง
ด้วยดวงตาที่ปิดสนิทไร้สัญญาณของการมีชีวิต แข้ง
ขาของเขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงทรุดลงไปกับพื้นในทันที
* บูมมมมม! *
พลังภายในร่างระเบิดออกมาด้วยความโกธรแค้น
และ เศร้าโศกอย่างที่สุด เลือดภายในกายเดือด
พล่านสูบฉีดพุ่งสู่สมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง เส้นเลือด
ปูดโปน ดวงตาของเขาแดงก่ าราวกับสีเลือด บัดนี้
โลกเบื้องหน้าของเขาได้ถูกละเลงไปด้วยหมึกสีแดง
บัดนี้ชายชรานอนแน่นิ่งไร้ซึ่งลมหายใจ ลุงเสิ่นของ
เขาตายเสียแล้ว
“พวกเจ้า!”
เวลานี้ อู่ อวี้ อยากจะฉีกร่างของผู้รับใช้ที่อยู่
ตรงหน้า ออกเป็นชิ้น ๆ
แต่เมื่อเขามองกลับไปทางผู้รับใช้ทั้งสอง ก็พบว่า
พวกเขานั่งทรุดตัวลงกับพื้น มีเลือดสีแดงสดหยด
ออกจากริมฝีปาก ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง
พยายามเปล่งเสียงออกมาจากปากของตัวเอง ด้วย
ศัพท์ภาษาที่เข้าใจยาก เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด อู่
อวี้ ก็สังเกตเห็นว่าลิ้นของพวกเขาถูกตัดขาดออกไป
ผู้รับใช้ส่วนที่เหลือนั่งทรุดเข่าลงกับพื้นเช่นกัน เกา
หลาน และ เชียนเฟิง พวกเขาทั้งสองคนพูดขึ้นมา
พร้อมกันว่า
“มันเป็นฝีมือของ ซือตู๋ จิน พลังของพวกข้ามิอาจ
ต้านทานมันได้”
ผู้รับใช้พูดขึ้นมาด้วยน้ าตานองหน้า
“ซือตู๋ จิน ไอ้ลูกสุนัขห้าร้อยชาติ!”
ดวงตาของ อู่ อวี้ เป็นสีแดงก่ าราวสีเลือด หัวใจของ
เขาร้อนรุ่ม เฉกเช่นภูเขาไฟที่ก าลังจะระเบิด!
เสิ่น อู๋เต้า คือผู้ที่อู่อวี้เคารพนับถือมากที่สุดในชีวิต
ความพยายามทุกอย่างในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่าน
มานั้น เพราะเขาปรารถนาจะให้ชายชรา ได้พบกับ
ความสุขในช่วงบั้นปลาย แต่ในเวลานี้เขาได้เป็นศิษย์
สมใจ แล้วทุกอย่างที่เขาวาดฝันเอาไว้ก็ก าลังจะ
เริ่มต้นขึ้น แต่…แต่ ซือตู๋ จิน กลับมาพรากชีวิตของ
ลุงเสิ่นไป!
จิตใจมันเหี้ยมโหดชั่วช้าอะไรเยี่ยงนี้ มันฆ่าได้
แม้กระทั่งชายแก่ที่ไร้ซึ่งอาวุธ!
อู่ อวี้ รู้สึกสงสารในความอาภัพของชายชรายิ่งนัก
เขาก าลังจะพาชายชราไปอยู่บนยอดเขาหวังเชียน
ด้วยกัน หวังเพื่อให้ชายชราได้ใช้ชีวิตในบั้นปลาย
อย่างสงบสุข
“ดูเหมือนว่า ซือตู๋ จิน จะเกลียดเจ้าจนเข้ากระดูกด า
พอมันเห็น เสิ่น อู๋เต้า มันก็ฆ่าเขาทันที มันบอกว่า
การฆ่าผู้รับใช้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ไม่ต่างอะไรกับ
การฆ่ามดปลวก”
“เกาหลานบอกกับพวกมันไปว่า เจ้าเป็นศิษย์คนหนึ่ง
ของนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว แต่ซือตู๋ จินกับสหายของ
มันก็หัวเราะกันอย่างขบขัน ไม่เพียงเท่านั้นมันยังตัด
ลิ้นของเกาหลานทิ้ง พวกมันยังพูดอีกว่าคนขี้ขลาด
อย่างเจ้า ต่อให้กลับมาเห็น เสิ่น อู๋เต้า ถูกฆ่าตาย
เจ้าก็คงหลบเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง ไม่กล้าตอบ
โต้พวกมัน มันยังบอกอีกว่าหนึ่งชีวิตที่มันฆ่าไป นั้น
เป็นเพียงแค่ขยะเก่าๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น เจ้าจะแก้แค้น
พวกมันหรือไม่?”
“ดูเหมือนว่าศิษย์ในนิกาย ไม่อาจฆ่าฟันกันเองได้
มิฉะนั้นจะได้รับโทษร้ายแรง พวกมันถึงได้กล้าท า
เรื่องโหดเหี้ยมอ ามหิตเช่นนี้! ฮือ ๆ ๆ ๆ เสิ่น อู๋เต้า
นั้นแก่ชรามากแล้ว พวกมันยังไม่ยอมละเว้น !”
ผู้รับใช้ร่ าไห้สะอึกสะอื้น ร่างของพวกสั่นสะท้านพูด
ขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจอย่างยิ่ง
“ท่านลุงเสิ่น”
อู่ อวี้ ทรุดเข่าลงบนพื้น ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เขาจะไม่ลืมว่าตัวเขามีวันนี้ได้ ก็เพราะมรดกที่ท่าน
ลุงนั้นมอบให้แก่เขา
ส าหรับเขาแล้วชายชราผู้นี้ เปรียบเสมือนบิดาของ
เขาก็ไม่ปาน แม้ท่านจะเข้มงวด แต่เปี่ยมไปด้วย
ความรัก และ ความเมตตาที่ท่านนั้นมอบให้แก่เขา
ช่างโชคร้ายยิ่งนัก ที่สวรรค์ไม่ให้โอกาสเขาได้ตอบ
แทนพระคุณ
แต่เขาจะไม่โทษตนเอง เพราะนี่มันไม่ใช่ความผิด
ของเขา แต่เป็นความผิดของไอ้ลูกสุนัขใจโฉดตัวนั้น
มันเป็นความผิดของซือตู๋ จิน!
เรื่องราวทุกอย่างเกิดเพียงเพราะนกกระเรียน มันถึง
กลับต้องท าเรื่องโฉดชั่วอ ามหิต โดยการใช้แส้สังหาร
เขา
มันปรารถนาให้ท่านลุงเสิ่น กินอึของนกกระเรียน
เพียงเพื่อความหรรษาของมันกับเหล่าสหาย
เพราะความริษยา มันถึงกับฆ่าชายชราที่มีอายุเกือบ
ร้อยปีได้ลงคอ มันไม่ใช่มนุษย์ คนอย่างมันเลวร้าย
เสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน
อู่ อวี้ โขกหัวลงกับพื้น เปล่งเสียงค ารามออกมาราว
กับเขานั้นปรารถนาจะฉีกกระชากบางสิ่งให้แหลก
เป็นชิ้นๆคามือ เขาก ามือแน่นทุบก าปั้นลงบนพื้นด้วย
ความคับแค้นอย่างที่สุด เศษอิฐที่อยู่ในมือของเขานั้น
แหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง
สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือเขาไม่ได้สังหารซือตู๋ จินให้
เร็วกว่านี้
* อ๊ากกกกกก!!!!! *
อู่ อวี้ แผดเสียงร้องออกมา เลือดในกายของเขา
เดือดพล่าน รังสีสังหารแผ่ออกมาอย่างรุนแรง ความ
ปรารถนาจะแก้แค้น การนองเลือด การฆ่าล้าง!
“ข้า อู่ อวี้ ขอสาบาน หากข้าไม่ได้ฆ่าซือตู๋ จินให้ตก
ตาย ข้าจะไม่ขอเกิดมาเป็นคนอีก!”
…………………………………..
ღゝ◡╹)ノ♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ