กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 16 : การต่อสู้บนเทือกเขาหมิงเทียน
อู่ อวี้ ขี่นกกระเรียนสวรรค์ มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาห
มิงเทียน
เขาไม่อาจลืมค าปลอบโยน
เขาไม่อาจลืม สิ่งที่ชายชรานั้นเคยพร่ าสอนซ้ าแล้วซ้ า
เล่า
เขาไม่อาจลืมส ารับอาหารเย็นในแต่ละวัน ที่ชายชรา
จัดเตรียมไว้รอคอยเขากลับมาจากการฝึกตลอด 1
เดือน
มันเป็นความรู้สึกของค าว่าครอบครัว มันคือความรัก
อันบริสุทธิ์ลึกซึ้ง
ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของชายชรา อาจจะท าให้
ท่านนั้นดูเป็นคนเข้มงวดไปบ้าง แต่แท้จริงแล้ว
ภายในแววตาของชายชรานั้นกลับเปี่ยมล้นไปด้วย
ความรัก และ ความห่วงใย ซึ่งท้วมท้นอยู่ภายใน
หัวใจของท่าน
ภาพความทรงจ า หลังจากตัวเขาผ่านการสอบ
คัดเลือก เขาได้เห็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ และ
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของชายชรา ภาพ
เหล่านี้มันท าให้ อู่ อวี้ รู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวใจของ
เขานั้นถูกกรีดแทงด้วยคมมีดนับหมื่นเล่ม
“ซือตู๋ จิน!”
ซือตู๋ จิน มักมีท่าทางหยิ่งยโส สายตาของมันดูแคลน
ผู้คนที่ต่ าต้อยกว่า ราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงหนอน
แมลง มันมีจิตใจอันโฉดชั่ว และ แสนต่ าช้า ภาพ
เหล่านั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในภาพความทรงจ าของ อู่
อวี้ จากพฤติกรรมอันต่ าตมดั้งเดิมของมันท าให้เขา
สามารถจินตนาการ ถึงภาพเหตุการณ์ของโศก
นาฎกรรมที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด รวมทั้งภาพการตาย
ของท่านลุงเสิ่น มันยิ่งท าให้ความเกลียดชัง และ
เพลิงแค้น ทวีลุกโชนมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในกฎข้อห้ามของนิกาย คือศิษย์ในนิกายห้ามฆ่า
ฟันกันเอง หากมันผู้ใดมีความเกลียดชังเกิดขึ้น
จะต้องรายงานให้นิกายล่วงรู้
“เทือกเขาหมิงเทียน!”
ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึง
เลือดภายในกายที่เดือดพล่าน มันก าลังสูบฉีดไปทั่ว
ทั้งร่างกายของเขาด้วยโทสะอันครุกรุ่น และ ความ
เคียดแค้นอย่างฝังรากลึกไปจนถึง เลือด เนื้อ กระดูก
เส้นเอ็น อวัยวะภายใน หรือแม้กระทั่งเส้นชีพจร ณ
เวลานี้เพลิงสีทองก าลังเผาไหม้พวกมันทั้งหมดอยู่
ภายในร่างกายของเขา ด้วยความเดือดดาลของโทสะ
อันอัดอั้น ส่งผลให้ดวงตาของเขาเป็นสีแดงก่ าราวถูก
ย้อมด้วยสีเลือด บรรยากาศรอบด้านแผ่รังสีแห่ง
ความกดดันออกมาอย่างรุนแรง ผสมกับความ
กระหายเลือดอย่างไม่น่าเชื่อ กลิ่นอายของจิตสังหาร
จากความเคียดแค้น แผ่ขยายออกจากร่างของ อู่ อวี้
อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน!
“ซือตู๋ จินนนนนน!”
เสียงแผดค ารามด้วยความเดือดดาล ดังกึกก้องไปทั่ว
ทั้งยอดเขาหมิงเทียน
ทันใดนั้นเองบนยอดหมิงเทียน ก็เกิดความโกลาหล
ขึ้นอย่างกระทันหัน เพราะเวลานี้มีชายผู้หนึ่ง
หาญกล้าขึ้นมาท้าทายพวกเขา!
“ซือตู๋ จิน ข้าอยู่นี่แล้วไง”
เสียงแหบพร่าอันเย็นยะเยือก บ่งบอกถึงอารมณ์ใน
เวลานี้เขาไม่แยแสต่อสิ่งใด เป็นเสียงที่เย็นเฉียบราว
กับเพชรฆาต มันก าลังดังกึกก้องไปทั้งยอดเขา
สถานที่แห่งนี้คือ “ยอดเขาหมิงเทียน” ซึ่งถือว่าเป็น
ยอดเขากว้างใหญ่ที่สุด แม้ในวันนี้เป็นเพียงวัน
ธรรมดา แต่ก็ยังมีเหล่าศิษย์จ านวนมากขึ้นมาฝึกปรือ
วิชา
อู่ อวี้ ขี่นกกระเรียนสวรรค์มาถึงยอดเขาในยามเที่ยง
ซึ่งเขาใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม
เท่านั้น ( 1 ชั่วโมง ) แสงแดดเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์
ในยามเที่ยงวัน ได้สาดแสงเจิดจ้าอันร้อนระอุออกมา
อาบไล้ผิวกายของ อู่ อวี้ ไอแดดแทรกซึมเข้าผ่าน
ผิวหนัง ไปสู่เลือดเนื้อที่อยู่ภายในร่างกาย ก่อเกิด
แสงสีทองราวเส้นไหมไหลโคจรไปทั่วร่างกายของเขา
ฉับพลันกระดูกของเขาก็ท่วมรุกโชนไปด้วยเปลว
เพลิงสีทอง
ในเวลานี้บน “ยอดเขาหมิงเทียน” มีเหล่าศิษย์หนุ่ม
สาวอยู่กันเป็นจ านวนมาก พวกเขาเห็นชายหนุ่มคน
หนึ่ง พวยพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ร่างของชายผู้นี้ถูก
ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทอง และ เมื่อถึงยอดเขาหมิง
เทียน เขาก็กระโดดลงมาจากหลังของนกกระเรียน
สวรรค์ทันที ลงสู่พื้นดินด้วยเสียงกระแทกอันหนัก
หน่วง
* ตู้มมม!!!! *
ส่งผลให้บนยอดเขาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาขนาดใหญ่
เกิดรอยแตกร้าวจ านวนมาก ขึ้นบนศิลาก้อนยักษ์
ทันที!
“ผู้ใดกัน!?”
อู่ อวี้ ถูกห้อมล้อมด้วยสาวกเซียนจ านวนมาก พวก
เขาเหล่านี้มิได้อ่อนแอเลย เพียงแต่พวกเขาไม่อยาก
แกว่งเท้าหาเสี้ยน เข้าไปแส่หาเรื่องทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธุระ
กงการอะไรของตนเอง
เป็นเวลาเดียวกันกับ ซือตู๋ จิน ,หวัง ยี่หยาง, ฮั้ว
เฉียน และ เหลี่ยวมู่เซ่ ก าลังเดินออกมาจากห้องพัก
ของตนเองพอดี พวกมันก าลังมุ่งหน้ามายัง “ยอด
เขาหมิงเทียน” แม้ต าแหน่งพวกมันอยู่นั้นห่างไกล
จาก อู่ อวี้ พอสมควร แต่พวกมันก็สามารถสัมผัสได้
ถึงเจตนาฆ่าอย่างรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
บวกกับสายตาอันแดงก่ าราวกระหายเลือดของ อู่ อวี้
ท าให้พวกมันทั้งหมดต่างตกใจกับภาพที่เห็น
“เรามีกันอยู่ตั้ง 4 คน จะเกรงกลัวมันไปไย! อีกทั้ง
กฎของนิกายกระบี่สวรรค์ นั้นห้ามมิให้ศิษย์ในนิกาย
ฆ่าฟันกันเอง มิฉะนั้นมันผู้นั้นจะต้องโดนขับไล่ออก
จากนิกาย หรือไม่แล้วก็ถูกฆ่าทิ้งเสีย แล้วไอ้ทาสชั้น
ต่ าอย่างมันจะท าอะไรพวกเราได้ ?” ซือตู๋ จิน ยิ้ม
ออกมาอย่างชั่วร้าย จากนั้นมันก็เดินตรงเข้าไปหา อู่
อวี้ ด้วยท่าทางหยิ่งผยอง ไร้ซึ่งความแยแสทันที
“ได้ข่าวว่าคนผู้นี้คือ อู่ อวี้ ที่พึ่งผ่านการทดสอบมา
หมาดๆ เจ้าดูกระบี่ปราบมารที่เขาถือมานั่นสิ ไม่รู้ว่า
เขากับพวกซือตู๋ จินนั้นมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันนะ? ”
“เอาจริงๆ น้องชายของซือตู๋ จินมีพรสวรรค์อันโดด
เด่นอย่างมาก จึงส่งผลให้สถานะของมันสูงขึ้นตามไป
ด้วย มันจึงยิ่งย่ามใจ และ ข่มเหงรังแกศิษย์ภายใน
นิกายไปทั่ว เมื่อไม่นานมานี้หลายคนก็ถูกมันข่มเหง
รังแกเช่นเดียวกัน”
ด้วยเหตุนี้เอง จึงท าให้มีเพียงไม่กี่คน ที่จะเต็มใจยื่น
มือเข้าช่วยเหลือ ซือตู๋ จิน และ เหล่าสหาย
อู่ อวี้ ไม่ได้ฟังเสียงซุบซิบ ของฝูงชนที่อยู่รอบตัว
เพราะเขาก าลังมุ่งความสนใจทั้งหมดไปยัง ซือตู๋ จิน
และ สหายทั้ง 3 คนของมัน มีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่
ภายในใจของเขาเวลานี้ นั่นก็คือการฆ่าไอ้คนใจโฉด
ชั่วตรงหน้า หากเขาไม่ได้ฆ่าพวกมันทิ้งเสียในวันนี้
เขาจะไม่ขอเกิดมาเป็นคนอีก!
ซือตู๋ จิน คือตัวการหลัก ส่วนเหล่าสหายทั้ง 3 ของ
มันคือผู้สมรู้ร่วมคิด
“สวบ ~ สวบ!”
ก่อนหน้านี้กระบี่ในมือ อู่ อวี้ เป็นเพียงแค่กระบี่
โลหะ แต่บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยกระบี่ปราบมาร ยาม
เมื่อแสงแดดจากดวงอาทิตย์กระทบลงบนใบกระบี่ ก็
เกิดแสงประกายสะท้อนสีเลือดชวนให้หนาวเย็น ราว
กับว่าเหล่าปีศาจที่ถูกคมกระบี่ปราบมารเล่มนี้สังหาร
ก าลังร้องโหยหวนออกมาจากกระบี่ ยามใดก็ตามที่
กระบี่เปล่งเสียงร้องค ารามออกมา นั่นคือสัญญาณ
เตือนว่าจะต้องเกิดการนองเลือด
อู่ อวี้ ไม่พูดพร่ าท าเพลง เขาท าเพียงแค่ก้าวเท้า
อย่างมั่นคงไปข้างหน้าพร้อมกับกระบี่ปราบมาร
อย่างช้าๆ แต่ดวงตาทั้งสองข้างของเขายังคงจับจ้อง
ไปทาง ซือตู๋ จิน และ เมื่อสายตาของ ซือตู๋ จิน
ปะทะเข้ากับ อู่ อวี้ ดวงตาของ อู่ อวี้ ก็แปร
เปลี่ยนเป็นประกายสีทองอย่างฉับพลัน
“ อะแฮ่ม ๆ หากข้าเอ่ยชื่อใครขึ้นมา มันผู้นั้นจะ
ได้รับบริการพิเศษจากผู้รับใช้แห่งเทือกเขาหยานหลี่
ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพึ่งเข้าเป็นศิษย์ของนิกายในวันนี้ เหตุ
ใดเจ้าถึงไม่กลับมาไปยังเทือกเขาหยานหลี่ เพื่ออวด
ความส าเร็จของเจ้า? เจ้าจะมาหา ซือตู๋ จิน ไปท าไม
กัน?”
หวัง ยี่หยาง หัวเราะขึ้นมาอย่างขบขันแล้วกล่าวขึ้น
ว่า “ ฮ่า ๆ ๆ ๆ เป็นไปได้ว่ามันคงติดใจบริการ
พิเศษของ ซือตู๋ จิน ส่วนเหตุผลที่มันรีบตาลี
ตาเหลือกมาที่นี่ คงเป็นเพราะไอ้แก่หน้าโง่ที่มันนับ
ถือนั้น แปดส่วนคงจะมีอะไรสักอย่างที่เหมือนพ่อ
ของมันกระมั้ง แน่นอนว่าการที่จัดการไอแก่ไร้ค่าคน
หนึ่งไปนั้นมันก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากๆเรื่อง
หนึ่ง แต่ยังโชคยังดีนะ…ที่เจ้ายังไม่แก่ชรา ไม่เช่นนั้น
เจ้าคงได้ตายตามไอ้แก่นั่นไปแล้ว เฮ้อ … กะอีแค่
ขยะเก่า ๆ ชิ้นหนึ่ง ตายไปเสียได้ก็ดี อยู่ไปก็เปลือง
ข้าวสุกของนิกายกระบี่สวรรค์เปล่า ๆ”
หลังจากพวกมันทั้งสอง ก าลังหัวเราะกันอย่าง
สนุกสนานสตรีทั้งสองก็ไม่อาจอดกลั้นความขบขันได้
อีกต่อไป นางทั้งสองจึงร่วมวงหัวเราะด้วยอีกคน
เสียงหัวเราะบวกกับค าถากถางอันต่ าช้าของพวกมัน
ได้ดึงดูดความสนใจ และ สายตาของฝูงชนจ านวน
มาก
ซือตู๋ จิน หันหน้ากลับมามอง อู่ อวี้ ด้วยสีหน้าอันชั่ว
ร้าย จากนั้นมันก็กล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้ ข้าจะบอกความ
จริงกับเจ้าให้ได้รู้ ข้าผู้นี้เป็นคนฆ่าไอ้แก่นั่นเอง ก็
เพราะข้าไม่ค่อยชอบขี้หน้ามันเท่าไหร่นัก เห็นทีไร
เป็นรกหูรกตาข้าทุกทีสิน่า ว่าแต่…ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว
แล้วเจ้าคิดว่าจะท าอะไรข้าได้งั้นหรือ ? เจ้ากล้าสู้กับ
ข้า? รึเจ้ามีปัญญาเพียงแค่นี้? ไอ้ลูกสุนัข เจ้ากล้า
หรือไม่?”
มันไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย !
นั่นเป็นเพราะว่ามันมีสหายอยู่อีก 3 คน อีกทั้งยังมี
กฎข้อห้ามของนิกายกระบี่สวรรค์ค้ าคออยู่ สิ่งส าคัญ
เวลานี้เป็นยามเที่ยงของยอดเขาหมิงเทียน ซึ่งมีเหล่า
ศิษย์กว่า 20 คน ก าลังจับจ้องมาทางพวกมัน และ ดู
เหมือนจ านวนของฝูงชนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ !
เหตุผลที่ ซือตู๋ จิน นั้นกล้าหยิ่งผยองเช่นนี้ ก็เป็น
เพราะ น้องชายคนเล็กของมัน ผู้มีนามว่า ซือตู๋ หมิง
หลาง เด็กอัจฉริยะคนนี้สามารถบรรลุวิชาการต่อสู้
ด้วยวัยเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น เพราะเหตุนี้ศิษย์บน
ยอดเขาหมิงเทียน จึงไม่มีผู้ใดกล้าขัดแย้งกับมัน!
มิฉะนั้นไยคนทั้งสาม โดยเฉพาะ หวัง ยี่หยาง และ
สาวงามทั้งสองถึงกล้าหยิ่งยโสโอหังได้ถึงเพียงนี้ ไย
พวกมันทั้งสามถึงยอมซูฮก ? ยอมเดินตามหลัง ซือตู๋
จิน และ ให้มันเป็นผู้น าของกลุ่ม?
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ …”
พวกมันทุกคนต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ราวก็
ว่าเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเพียงเรื่องปกติ บ่อยครั้งที่
พวกมันกระท าเรื่องเลวร้าย แต่ก็ไม่กลายเป็นเรื่อง
ใหญ่โตอันใด นั่นก็เพราะว่าการที่จะได้เข้ามาเป็น
ศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์ มันเป็นเรื่องยากอย่าง
ที่สุด จึงไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงที่จะแหกกฎข้อห้ามของ
นิกาย หากผู้ใดกล้าฝ่าฝืน…คนผู้นั้นอาจจะถูกขับไล่
ออกจากนิกาย ซ้ าร้ายอาจจะถูกสังหารเลยก็ได้ใคร
จะไปล่วงรู้ ?
“เฮ้อ∼∼ … ชายผู้นั้นเพิ่งได้เข้ามาในนิกายกระบี่
สวรรค์แท้ ๆ แต่กลับกล้ามาท้าทาย ซือตู๋ จิน เขา
ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
“เหตุเพราะน้องชายคนเล็กของ ซือตู๋ จิน จึงไม่มีผู้ใด
กล้าตอแยกับมัน”
“อู่ อวี้ เจ้านี่มันโง่เง่าไร้สมองสิ้นดี เจ้ากล้ามาหาข้า
เพียงล าพัง อีกทั้งยังกล้าท้าทาย ซือตู๋ จิน ผู้นี้เชียว
งั้นรึ ”
พวกมันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง ซือตู๋ จิน
ยิ้มออกมาอย่างมีชัย มันเอื้อมมือไปโอบรอบเอวของ
ฮั้วเฉียน แล้วจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาเย้ยหยัน
ฟึ่บ!
อู่ อวี้ กระโดดพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็วสูง จิตสังหาร
แผ่ออกมาอย่างรุนแรง หมายปลิดชีพในทันที
สีหน้าของ ซือตู๋ จิน เปลี่ยนไปในทันที
“พวกเจ้าอย่าเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าจะเป็น
คนสยบมันเอง”
หลังจากมันบอกให้ฮั้วเฉียนถอยออกไป สีหน้าของ
ซือตู๋ จินเปลี่ยนเป็นจริงจัง มันรีบชักกระบี่ยาว
ออกมา ฉับพลันก็ปรากฎแสงแวววาวสะท้อนบน
กระบี่ราวกับหิมะ ไอเย็นแผ่ออกมาจากกระบี่ เห็นได้
ชัดว่ามันแตกต่างกับกระบี่ปราบมาร จากนั้นมันก็ใช้
วิชาประจ าตระกูล เพลงกระบี่ยาวนั้นมีชื่อว่า ‘กระบี่
เยือกแข็ง’ แล้วพุ่งเข้าโจมตีอู่ อวี้ทันที
“ไอ้ขยะไร้ค่า ลิ้มรสเพลงกระบี่ของข้าซะ กระบวน
ท่า ‘แช่แข็งฟ้าดิน’!” ซือตู๋ จิน ต้องการชนะ อู่ อวี้
อย่างสง่างาม เนื่องจากมันมั่นใจว่ากระบี่เยือกแข็ง
ของมันได้พัฒนาขึ้น
“วายุทะลวงคลื่นสะบั้น!”
เมื่อการพุ่งตัวของอู่ อวี้เข้าใกล้ซือตู๋จินทุกขณะ เขาก็
รีบใช้กระบวนท่าวายุทะลวงคลื่นสะบั้นทันที การ
ต่อสู้ของทั้งสองผสมผสานเข้ากับแสงแดดอันเจิดจ้า
ของดวงอาทิตย์ ที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ส่งผล
ให้กระบี่ปราบมารเกิดแสงสะท้อนประกายแวววาว
ไปทั่วพื้นที่ เขาใช้สองมือจับด้ามกระบี่แล้วพุ่งทะลวง
เข้าใส่ด้วยความเร็วสูง แรงอัดกระแทกมหาศาลราว
กับสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีน้ าหนักกว่าแสนจิน!
“ฉึก! ”
“ย๊ากกกกก! ”
กระบี่เปี่ยมล้นไปด้วยโทสะของอู่ อวี้ ถูกกวัดแกว่ง
เข้าใส่กระบี่เยือกแข็งของซือตู๋ จินทันที มันคือกระบี่
ของชาวสวรรค์ แต่เมื่อต้องปะทะกับความบ้าคลั่ง
ของโทสะอันลุกโชน ก็เป็นเรื่องยากที่มันจะต้านรับ
ส่งผลให้กระบี่เยือกแข็งแตกละเอียดในพริบตา
ชิ้ง ∿ ชิ้ง ∿ ชิ้ง∿ ฉึ่ก!!!!!
คมกระบี่จ านวนมากได้เชือดเฉือนตามร่างกายของ
ซือตู๋ จิน ซึ่งหนึ่งในคมกระบี่อันแหลมคมก็ได้เข้า
เชือดเฉือนมุมปากของมันเข้าอย่างจัง แทบจะทันที
เลือดสีแดงสด พุ่งกระฉูดออกมาจากปากอย่างท่วม
ทะลัก
* ฉึ่ก! *
จากแรงปะทะส่งผลให้กระบี่ปราบมาร ทิศทางหักเห
ไปเล็กน้อย คมกระบี่ไม่สามารถฉีกกระชาก ร่างซือตู๋
จินแยกออกเป็นสองส่วนได้ แต่ก็ไม่ถือว่าล้มเหลวซะ
ทีเดียว กระบวนท่านี้สามารถตัดแขนข้างหนึ่งของมัน
จนขาดสะบั้น ลอยกระเด็นออกไป เลือดที่พุ่งกระฉูด
ออกมา ถูกแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันอันร้อนระอุแผด
เผาดูราวกับเลือดต้มสุก
* ฉั๊วะ! *
ภาพเหตุการณ์ปะทะทั้งหมด ใช้เวลาเพียงแค่ชั่ว
พริบตาเท่านั้น ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดต่างตก
ตะลึงราวกับถูกแช่แข็ง ผู้ที่เคยเยาะเย้ยอู่ อวี้ก่อน
หน้า บัดนี้ต่างปิดปากจนเงียบสนิท
ภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วย ความเย่อหยิ่งทะนงตนของ
ซือตู๋ จิน บัดนี้มันได้หายไปจนหมดสิ้น ร่างของมัน
นอนกลิ้งเกลือกบนพื้นอย่างน่าสังเวช มันส่งเสียง
กรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งราวกับคนเสียสติ
พลาดพลั้งเพียงหนึ่ง ก็หมายถึงความตาย!
อู่ อวี้ ยกกระบี่ปราบมารขึ้นมาด้วยสายตาอันเย็น
เฉียบ จากนั้นเขาก็แทงคมกระบี่เข้าตรงบริเวณ
หน้าอกของซือตู๋ จิน โดยไร้ซึ่งความปราณี หมายปิด
ฉาก
“ซือตู๋ จิน”
“หยุด!”
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าอู่ อวี้ จะมีความกล้าบ้าบิ่น
เพียงนี้ ไม่มีใครคิดว่าเขาจะกล้าสังหาร ซือตู๋ จิน!
ยอมผิดกฎต่อนิกายเพื่อแก้แค้นให้ข้ารับใช้คนหนึ่งที่
ตายไป !
ในเวลานี้สมองของหวังยี่หยาง และ สมุนที่เหลือของ
ซือตู๋ จินต่างอยู่ในอาการสับสน เพียงแค่นี้ยังไม่
สามารถท าให้โทสะ และ ความเคียดแค้นของอู่ อวี้
บรรเทาทุเลาลงได้ ความโกรธเกรี้ยวของเขามันหนัก
หนาสาหัสยิ่งนัก มันเกินกว่าผู้อื่นจะสามารถ
จินตนาการแทนได้ ในขณะทุกคนก าลังตกตะลึง
สหายทั้งสามของมันก็รีบปรี่เข้ามา ขวางหน้าอู่ อวี้
เอาไว้อย่างรวดเร็ว ซือตู๋ จิน ส่งเสียงกรีดร้องออกมา
อย่างโหยหวนด้วยความเจ็บ มันพยายาม
ตะเกียกตะกายคลานออกจากลานต่อสู้ อันเจิ่งนอง
ด้วยโลหิตสีแดงฉาน
“ ปะ …ไป… ตามพี่ใหญ่ข้ามา! ไปตามพี่ใหญ่ข้ามา!!!
” ซือตู๋ จินตกอยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง เนื่องจากความ
เจ็บปวดที่ได้รับจากการสูญเสียแขนไปหนึ่งข้าง
ดวงตาของมันในตอนนี้กลายเป็นสีแดงก่ า
มันเชื่อว่าการที่หวังยี่หยาง และ สหายคนอื่นๆ มา
ช่วยยืนขวางมันเอาไว้นั้น จะสามารถถ่วงเวลาอู่ อวี้
เอาไว้ได้ สามารถรอจนกว่าพี่ใหญ่ซือตู๋ คังของมันจะ
ปรากฎตัว ออกมาจากด้านในเพื่อช่วยเหลือมัน ซึ่ง
ความจริงแล้วตัวมัน และ ซือตู๋ คังต่างอยู่ด้วยกันที่นี่
ฉับพลันก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น
“ ปัง!”
ร่างอันสั่นเทาชุ่มโชกไปด้วยเลือดของซือตู๋ จิน ได้
สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้พบเห็น
“ หลิว มู่เซว่! ”
สตรีร่างสูงเพรียวที่อยู่ข้างกายของมันในตอนนี้ก็คือ
หลิว มู่เซว่ สตรีนางนี้คือหญิงที่ซือตู๋ จินคิดจะพานาง
ขึ้นเตียง แต่ทว่าบัดนี้คมกระบี่ของ อู่ อวี้ ได้เจาะ
ทะลุทรวงอกของนาง เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูด
ออกมาจากร่าง ดวงตาสีซีดจางของนางแหงนมองขึ้น
ไปบนท้องฟ้า
นางได้ตายแม้กระทั่งตายังไม่หลับดี!
“นางตายแล้ว!”
ณ เวลานี้ยอดเขาหมิงเทียน เกิดความโกลาหลขึ้น
อย่างฉับพลัน เสียงดังอันเซ็งแซ่ของฝูงชนระเบิดไป
ทั่วทั้งหุบเขา
การต่อสู้ และ ความตายสองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง!
อู่ อวี้ ได้ก่อเรื่องใหญ่แล้ว! ในไม่ช้าทุกคนจะล่วงรู้ถึง
เหตุการณ์เกิดขึ้นบนยอดเขาหมิงเทียน ไม่ว่าจะเป็น
เหล่าผู้อาวุโส ศิษย์หลัก ฯลฯ ทุกคนจะต้องแห่แหน
มาที่นี่ !
ทุกคนเริ่มแตกตื่น ส่งเสียงสนทนาดังอื้ออึงไปทั่ว!
แต่เป็นเพราะว่าซือตู๋ จิน มีนิสัยใจต่ าช้าโหดเหี้ยม
ศิษย์กว่า 20 ชีวิตที่นี่ จึงไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าไป
ช่วยเหลือมัน
ณ เวลานี้อู่ อวี้นั้นไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหาร จะมี
ผู้ใดกันคิดรนหาที่ตายตนเอง ด้วยการแส่ยื่นมือเข้า
ไปช่วย แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดเต็มใจ ต่อให้พวกมัน
จะมีระดับพลังสูงกว่าอู่ อวี้ก็ตาม แต่การที่พวกมัน
ยอมเสี่ยงชีวิตเฝ้าดู ก็เพราะต้องการเป็นสักขีพยาน
เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้เท่านั้น การดับลมหายใจ
ของซือตู๋ จินส าหรับพวกมันแล้ว นับว่าเป็นความ
เสี่ยงที่คุ้มค่าไม่น้อย
* อ๊ากกกก! *
ซือตู๋ จินส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
ร่างกายของมันสั่นเทา ขณะเพ่งมองไปยังซากศพ
ของหลิว มู่เซว่ สายตาของมันเลิ่กลั่กอย่างลนลาน
ทันใดนั้นก็มีร่างๆหนึ่งล้มทับลงบนกายของมัน ซือตู๋
จิน รีบผลักร่างๆนั้นให้ออกห่างจากตัวอย่างทุลักทุเล
มันผลักร่างปริศนาลงไปบนพื้น แล้วทันใดนั้นเอง
ดวงตาของมันก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อร่างปริศนาที่ว่านั้น
มันไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับเป็นร่างของฮั้วเฉียน ดวงตา
ของนางเบิกโพลงจ้องมองมาทางซือตู๋ จิน
“ฮั้วเฉียน!”
สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามนางนี้ คือสตรีที่มันมีใจพิศวาส
แต่วันนี้นางกลับถูกสังหารด้วยน้ ามือของอู่ อวี้
สายตาของฮั้วเฉียนยังคงเบิกโพลงจับจ้องมองมาที่
มัน
กลิ่นอายอันเย้ายวนชวนหลงไหล บัดนี้มันค่อยๆ จาง
หายไปพร้อมกับลมหายใจของนาง ร่างกายของนาง
เย็นเยียบ และ ในไม่ช้านานจะเหลือเพียงเถ้ากระดูก
ความงามของนางไม่สามารถดึงดูดใจของซือตู๋ จิน ได้
อีกต่อไป สิ่งที่ซือตู๋ จิน มีให้กับร่างไร้ลมหายใจของ
นางตอนนี้ก็คือ ความหวาดกลัว
“ เหวออออออออ ไปไกล ๆ ข้า … ” ซือตู๋ จิน กรีด
ร้องออกมาด้วยความตกใจอย่างลืมความเจ็บปวด
ความหวาดกลัวท่วมท้นภายในจิตใจของมัน มันหวน
นึกถึงสิ่งที่กระท าลงไปนั้นช่างเลวร้าย ต่อให้เวลานี้
มันส านึกผิด หรือ เสียใจก็สายเกินไปอยู่ดี เพราะไม่
อาจเปลี่ยนแปลงการกระท าในอดีตของมันได้
“ซือตู๋ จิน ข้าเกลียดเจ้า!”
หวังยี่หยางคือคนสุดท้าย มันเดินโซเซแล้วทรุดตัวลง
นั่งลงข้าง ๆ ซือตู๋ จิน ซึ่งแววตาของมันได้มองค้อน
มายัง ซือตู๋ จิน ต่อมาลมหายใจหืดหอบเฮือกสุดท้าย
ลอดผ่านริมฝีปากออกมาก่อนที่มันจะสิ้นลม
อู่ อวี้ สังหารไปแล้วสาม! ยังเหลืออีกหนึ่ง!
ฮือฮา!
ซือตู๋จินลนลานด้วยความหวาดกลัว มันจ้องมองไป
ยังกระบี่อาบโลหิตในมือของอู่ อวี้ ท่ามกลาง
แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าร้อนระอุ ผิวหนังของอู่อวี้ได้
ส่องประกายแสงสีทองระยิบระยับ ราวกับเส้นไหม
ซึ่งปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้แต่ดวงตา
ของอู่อวี้ก็ยังสาดประกายแสงสีทองออกมา ซึ่งมัน
สร้างความสับสนงงงวยขึ้นภายในจิตใจของซือตู๋ จิ
นอย่างยิ่ง
เรื่องใหญ่แน่!
ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาหมิงเทียน ต่างลุ้นระทึกกับ
ภาพ เหตุการณ์จนแทบลืมหายใจ
“ ถึงตาเจ้าแล้ว ” อู่อวี้ก้าวขาไปหาซือตู๋ จินอย่างช้า
ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนับว่าซือตู๋ จินนั้นโชคดี
มาก ที่มันไม่ต้องตกตายไปเป็นคนแรก
แต่ความโชคร้ายก็คือ มันต้องมาเห็นภาพการตาย
ของสหาย หวังยี่หยาง !
ความหวาดกลัว และ ความเจ็บปวดเปี่ยมล้นจนสุด
ระงับ ทันทีที่มันเห็นอู่ อวี้ย่างก้าวเดินมาหามันอย่าง
ช้า ๆ มันรีบเขยิบถอยหลังล่นออกไปด้วยความ
หวาดกลัว ความกดดันที่ถาโถมเข้ามา ท าให้มันไม่
อาจควบคุมกระเพาะปัสสาวะของตนเองได้ แล้วใน
ที่สุดมันก็ปัสสาวะราดกางเกงอย่างสุดจะควบคุม
“เจ้ารนหาที่ตายเอง!”
ทันใดนั้น ขณะอู่ อวี้ก าลังลงมือสังหารซือตู๋ จิน ซือตู๋
คังก็ปรากฏกายขึ้น อู่ อวี้ชะงักคมดาบหยุดลงอีกครั้ง
ศิษย์ที่อยู่โดยรอบต่างรู้สึกว่าซือตู๋ จินนั้นหนังเหนียว
ยิ่งนัก ขณะที่มันก าลังลาจากลมหายใจสุดท้าย แต่
แล้วมันก็ถูกช่วยไว้อีกครั้ง
ก่อนจะมาที่นี่ซือตู๋คัง ก าลังร่ าสุราอย่างสนุกสนาน
กับเหล่าสหายของมัน และ คิดว่าซือตู๋ จินก าลัง
จัดการปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น มันไม่คาดคิดว่าสหาย
ของน้องชายจะตกตายไปถึง 3 คน ส่วนน้องชายของ
มันก็บาดเจ็บสาหัส เป็นตายเท่ากัน!
ชายรูปร่างสูงกว่าซือตู๋ จิน ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า
ของอู่ อวี้ หน้าตาของมันมีความละม้ายคล้ายกับซือตู๋
จินมาก แตกต่างกันตรงที่ไม่มีรัศมีความเย่อหยิ่ง มัน
ดูเยือกเย็นสุขุม มันสวมใส่ชุดเกราะเช่นเดียวกับแม่
ทัพ
“ พี่ใหญ่ฆ่ามัน! ก าจัดมันที !!! ” ซือตู๋ จินกรีดร้องขึ้น
พี่ชายของมันอยู่ในระดับสละร่างขั้น 7 เป็นเพราะว่า
ขยันหมั่นฝึกปรือมากว่าซือตู๋ จินถึง 10 เท่า
สละร่างขั้น