กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 153 : เกาตําหนัก ปะทะ ลิ่วไห
ค่ายกลหมื่นกระบี่ได้มาถึงสถานการณ์วิกฤตเต็มที
แล้ว กระบี่นับหมื่นที่บินฉวัดเฉลียนอยู่ในอากาศ
บัดนี้ได้ปรากฏช่องโหว่ขึ้นเป็นครั้งคราว หนึ่งในผู้
ฝึกตอนนอกรีตที่กำลังโจมตีอยู่ในตำแหน่งนั้น รีบ
ตรึงช่องว่างไว้ในทันที พร้อมกับกระโจนผ่าน
ช่องว่างนั้น เข้าไปในเทือกเขาครามอย่างไม่ลังเล!
เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุด
เปลี่ยนในสงคราม!
เฟิง ซัวหยา กับ เหล่าผู้อาวุโสทั้งเก้าคน ต้อง
พยายามควบคุมค่ายกลหมื่นกระบี่ หยุดยั้งศัตรูนับ
พันที่โจมตีถาโถมเข้ามา แน่นอนว่า มีเพียงผู้
อาวุโสที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับ 8 ขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะสามารถ
จัดการกับผู้ฝึกตนนอกรีตคนนี้ได้ หากไม่สามารถ
หยุดยั้งคนผู้นี้ได้ มันจะสร้างความเสียหายให้กับ
เทือกเขาครามอย่างอย่างใหญ่หลวง ถึงแม้ อู่ อวี้
จะสร้างความวุ่นวายภายในพรรคจงหยวนไว้อย่าง
ใหญ่หลวง แต่เรื่องนี้ก็นับเป็นปัญหาใหญ่หลวงอยู่
ดี เพราะเมื่อคนผู้นั้นสามารถดึงหนึ่งในเหล่าผู้
อาวุโสออกมาจากค่ายกล รวมถึง เฟิง ซัวหยา สิ่ง
นี้ย่อมนำไปสู่การล่มสลายของค่ายกลหมื่นกระบี่
อย่างสมบูรณ์!
ในเวลานี้ อู่ อวี้ กำลังกัดฟันของตัวเองอย่าง
รุนแรง ทั่วทั้งร่างของเขาปกคลุมไปด้วยอักษรสี
ทองอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายของเขาเมื่อมองจาก
ภายนอกแล้ว ดูเฉกเช่นเดียวกับทองคำ ซึ่งเป็นรูป
ปันวานร!
เหล่าผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ที่ยืนรายล้อม กำลังรับคมวิถี
กระบี่ของตนเอง และทำการควบแน่นบัญญัติ
ก่อกำเนิด
ทันใดนั้น ก็เกิดเสียงการต่อสู้ ดังขึ้นมาจากทิศทาง
ของ ประตูศิลาหมื่นกระบี่ !
อู่ อวี้ ลืมตาขึ้น เป็นเพราะเขารู้สึกสังหรณ์ใจ
บางอย่าง แม้แต่เหล่าสาวกที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็จ้อง
มองไปยังจุดเดียวกัน บางคนดวงตาแดงก่ำ บาง
คนกังวลใจหวาดกลัว
” พวกท่านอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง! ” อู่ อวี้
กล่าวกับซู หยานหลี่ ชิงเหมิง รวมถึงสาวกคนอื่น
ๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้น เพียงพริบตาเขาก็กลายเป็น
แสงสีทอง หายลับไปยังทิศทางของประตูศิลาหมื่น
กระบี่
” ทุกคนอย่าแตกตื่น จงจำไว้ว่าพวกเราต่างให้
คำมั่นว่าจะปกปั้องที่นี่!” ซู หยานหลี่ เป็นคนแรกที่
ช่วยเรียกสติของเหล่าสาวกที่กำลังแตกตื่น
หลังจากนั้นทุกคนก็จ้องมองไปยัง ประตูศิลาหมื่น
กระบี่ ในมือข้างขวาของพวกเขา จับกระชับ
ศาสตราเต๋ากระบี่ไว้แน่น
“อู่ อวี้…”
แม้นางจะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วนาง
นั้นค่อนข้างกังวล
อู่ อวี้ ใช้กระบี่จักรพรรดิเร่งความเร็วไปยังแนวเขา
ซึ่งอยู่ติดกับประตูศิลาหมื่นกระบี่ เพียงชั่วพริบตา
เขาก็มาปรากฏตัวอยู่บนฟากฟั้า เหนือประตูศิลา
หมื่นกระบี่ เขาแหงนหน้าขึ้นมองแลเห็นผู้ฝึกตน
มากกว่า 10 คนรายล้อมอยู่รอบกายของผู้ฝึกตน
นอกรีต ที่สวมใส่ชุดคลุมสีดำคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขา
กำลังตั้งค่ายกลกระบี่เพื่อหมายที่จะสังหารคนผู้นี้
ให้ได้!
ผู้ฝึกตนนอกรีตคนนั้นได้พยายามจะพุ่งเข้าไปหา
เฟิง ซัวหยา และ เหล่าอาวุโส อย่างคลุ้มคลั่ง
หมายปลิดชีพ การที่มันมุ่งเปั้าโจมตีไปที่พวกเขา
นั้นเพราะมีเปั้าหมายหนึ่งเดียวคือการทำลาย ค่าย
กลหมื่นกระบี่ จากด้านใน หากพวกมันโจมตี เฟิง
ซัวหยา หรืออาวุโสคนใดคนหนึ่ง ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ก็จะแตกทันที!
” ปีศาจเจ็ดทะเลแดง!”
วิกฤตการณ์ดังกล่าว ทำให้เพลิงโทสะของ อู่ อวี้
พุ่งทะยานถึงขีดสุด!
เวลานี้บนพื้นดิน มีศพร่างหนึ่งกำลังนอนอยู่ นั่น
เป็นร่างของหนึ่งในผู้อาวุโสที่อยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับ 8 ผ่านไปเพียงไม่นานที่ปีศาจเจ็ด
ทะเลแดงเข้ามาด้านในได้ มันกระทั่งสังหารผู้
อาวุโสไปแล้วคนหนึ่ง!
หากที่นี่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก คาดว่าจะต้องมีผู้
สูญสิ้นชีวิตมากเช่นกัน!
หนึ่งในปีศาจเจ็ดทะเลแดง มีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ 9 เป็นอย่างน้อย
มิฉะนั้นคงไม่อยู่ภายใต้วงล้อมของผู้ฝึกตนในขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 8 แล้วไม่ตกตายเช่นนี้
อีกทั้งมันยังสามารถต้านทานผู้ฝึกตนเหล่านี้ได้ด้วย
เช่นนั้นเองขอบเขตการต่อสู้ค่อย ๆ ขยายออก โดย
มุ่งเน้นทิศทางไปยัง เฟิง ซัวหยา ซึ่งกำลังควบคุม
ค่ายกลอยู่
ไม่ว่ามันจะเคลื่อนตัวไปในทางไหน ก็จะพบเห็น
ก้อนศิลาแตกหัก รุกขชาติล้มเกลื่อนกลาด
ระเนระนาด ทั่วท้องฟั้าปกคลุมไปด้วยไอหมอกปี
ดำทมิฬ เคล็ดวิชาเต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีต ช่าง
แปลกประหลาดน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง อีกทั้งยัง
ลึกลับยากจะหยั่งถึง ถึงแม้จะมีผู้ฝึกตนในวิถีแห่ง
กระบี่ทั้ง 9 คอยตั้งค่ายกลสกัดกั้นมันเอาไว้อยู่ แต่
ก็ยากที่จะต้านรับ และ หยุดการโจมตีของมันได้ !
หมอกหนาทึบได้ถูกทำลายลงไปหลายวันแล้ว ทำ
ให้ อู่ อวี้ สามารถล่วงรู้ได้ว่าผู้ฝึกฝนนอกรีตผู้นี้คือ
ผู้ใด!
หนึ่งในปีศาจเจ็ดทะเลแดง มันคือลำดับที่หก มี
นามว่า ลิ่ว ไห่จุน!
ฝีมือของมันอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 9
กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมา แทบจะไม่ต่างกับ
เจียงจี้
ลิ่ว ไห่จุน หยิบศาสตราเต๋าขึ้นมา 2 ชิ้น มันช่างดู
น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง หนึ่งคือฉมวก ทั่วทั้งด้าม
ของมันเป็นสีดำทะมึน ด้านบนมีดวงตามัจฉาแดง
ก่ำ ประดุจดั่งโลหิตสามดวง การโจมตีแต่ละครั้ง
ของมันประดุจดั่งมันสามารถสูบกลืนโลหิตจาก
ร่างกายได้
นอกจากนี้ยังมีตาข่ายยักษ์ ซึ่งไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า
สายเส้นมันถูกถักทอมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดใด มี
ระฆังทองแดงหลายสิบอันถูกแขวนเอาไว้ด้านบน
ในทุก ๆ ครั้งที่ระฆังลั่น เปรียบเสมือนดั่งเสียงกรีด
ร้องของภูตผีปีศาจ ทำให้พูดได้ยินหนังศีรษะลุกชู
ชันด้วยความสยดสยอง!
ผู้ฝึกตนนอกรีตใช้ศาสตราเต๋าทั้ง 2 ชิ้นนี้ เข้าผัว
พันกับผู้ฝึกตนในนิกายกระบี่สวรรค์ซึ่งกำลังใช้
‘ค่ายกลกระบี่เก้าตำหนัก’ เข้าสู้ นอกจากนี้มันยัง
ถือเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงสำหรับเหล่าสาวก
ทุกคน สถานการณ์ของสนามรบในตอนนี้ถูกกดดัน
โดย ลิ่ว ไห่จุน อย่างหนักหน่วง แล้วบัดนี้มันกำลัง
มุ่งโจมตีไปทาง เฟิง ซัวหยา!
ลิ่ว ไห่จุน กำลังสร้างความปันปั่วนโจมตีด้านใน
ส่วน เจียงเซี่ย กำลังโจมตีมาจากด้านนอก พวก
มันร่วมมือกันโจมตีเข้าใส่ค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง ใน
เวลานี้ เฟิง ซัวหยา กำลังจดจ่ออยู่กับ ค่ายกล
หมื่นกระบี่ จนไม่อาจปลีกตัวมาจัดการกับ ลิ่ว ไห่
จุน
ด้านล่างตีนเขา เสิน เอ้อจุน เปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมา ” ฮ่า ๆ ๆ น้องหก ไว้ชีวิตสตรีให้ข้าหน่อย
ก็แล้วกัน อย่าให้มันตายเด็ดขาด! ได้ข่าวว่านิกาย
กระบี่สวรรค์มีสตรีจำนวนมาก ข้าล่ะชื่นชอบยิ่ง
นัก!”
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ศาสตราเต๋าของมันเป็นกระถางขนาดใหญ่ ตราบ
ใดที่มันถูกโจมตีจากกระบี่นับหมื่น เพียงแค่ยก
กระถางขึ้นเหนือหัว ทำให้สามารถสกัดกั้นการ
โจมตีจากด้านบนท้องฟั้าได้ทั้งหมด!
ทั้งสองฝั่ายเกือบจะเผชิญหน้ากันแล้ว การต่อสู้
แห่งความเป็นความตายกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ!
ลิ่ว ไห่จุน เปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังสนั่นแล้ว
กล่าวว่า “ท่านพี่รองโปรดมั่นใจ เดี๋ยวในวันนี้เรา
จะเพลิดเพลินไปกับความงดงามของเทือกเขาที่
ประดุจดั่งเทพนิยาย พรั่งพร้อมด้วยเหล่าสาวงามผู้
ก้าวเดินอยู่ในวิถีแห่งเต๋า! ข้าจะทำหน้าที่แทน อัน
ซางจุน เอง รางวัลข้าเองก็ไม่ต้องการอะไร
มากมาย ขอแค่สามร้อยนางก็พอ! ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้นิกายกระบี่
สวรรค์ในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรไปจากปลาที่อยู่บน
เขียงรอถูกสับ
ผู้ฝึกตนนอกรีตล้วนแล้วแต่ต่ำช้าเลวทราม สีหน้า
ของมันในตอนนี้ ดูน่าขยะแขยงอย่างยิ่ง อู่ อวี้ ได้
ยินมาว่าโลกของผู้ฝึกตนนอกรีตนั้น เต็มไปด้วย
ความชั่วร้ายอยุติธรรม ผู้ที่แข็งแกร่งได้รับความ
เคารพ ไม่แปลกใจว่าทำไมมันถึงได้ไม่สนใจใยดี
มนุษย์ ฆ่าคนราวกับเป็นหนูหรือสุนัขแบบนี้
อู่ อวี้ จับตามอง ‘ค่ายกลกระบี่เก้าตำหนัก’ อย่าง
ไม่ละสายตา ในกลุ่มของพวกเขามี หวันเทียน หยู๋
เซวีย กับ หลาน หลิวลี่ อยู่ด้วย
มันคือข่ายอาคมกระบี่เป็นวงเวทย์ที่ เฟิง ซัวหยา
จำลองมาจากค่ายกลโบราณ จากนั้นก็นำมันมา
ประยุกต์ เริ่มจาก 4 สภาพ 5 เบญจธาตุ 6 วิถี 7
กลุ่มดาว แผนผัง 8 ทิศ 9 ตำหนัก และ ค่ายกล
กระบี่ 10 จัตุรัส ถือเป็นรูปแบบค่ายกลที่แข็งแกร่ง
ที่สุดในนิกายกระบี่สวรรค์ จำเป็นต้องใช้สาวกมาก
ว่า 4 คนร่วมมือกันโจมตีผสานสร้างเป็นค่ายกล
เวลาในการฝึกตนของ อู่ อวี้ ยังสั้นนัก ทำให้เขา
ไม่ได้ฝึกฝนผสานเข้ากับค่าย มิเช่นนั้นเขาคงร่วม
โจมตีกับค่ายกลกระบี่ 9 ตำหนัก สร้างเป็นรูปแบบ
ของ 10 จัตุรัส ซึ่งทำให้ค่ายกลนี้มีความแข็งแกร่ง
มากยิ่งขึ้น!
ทั้งเก้ากระบี่ต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อหยุด ลิ่ว
ไห่จุน ทั้งสองฝั่ายกำลังต่อสู่ห้ำหั่นต่อสู่กันอย่าง
ดุเดือด ด้วยสถานการณ์รีบเร่ง อู่ อวี้ จึงรีบทะยาน
ลงมาจากที่สูง พุ่งเข้าไปสกัด ลิ่ว ไห่จุน ซึ่งกำลัง
เข้าจู่โจม เฟิง ซัวหยา
” ข้าจะไม่ปล่อยมันไปเด็ดขาด !”
ลิ่ว ไห่จุน ใช้ฉมวกต่อสู้กับ ค่ายกลกระบี่ 9
ตำหนัก มันไม่ได้เข้าไปเชิญหน้าโดยตรงกับค่ายกล
นี้ แต่กลับใช้เคล็ดวิชาเต๋านอกรีต พลิกแพลงไปมา
อย่างต่อเนื่อง อัญเชิญเหล่าภูตผีปีศาจ จาก ‘ตา
ข่ายระฆังทมิฬ’ ต่อต้านกับค่ายกลกระบี่ 9 ตำหนัก
เหนี่ยวรั้งขอบเขตการต่อสู้ให้เข้ามาใกล้ เฟิง
ซัวหยา ขึ้นเรื่อย ๆ !
เกรงว่าหัวใจของทั้ง 4 กองกำลัง ต่างใจจดใจจ่อ
อยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แล้ว!
“อู่ อวี้ ?” เมื่อ ลิ่ว ไห่จุน แลเห็น อู่ อวี้ ใบหน้าของ
มันก็ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นทันที สาเหตุการตาย
ของ โย่ว หลิงจี และ อัน ซางจุน ล้วนเกี่ยวเนื่อง
กับ อู่ อวี้ ทั้งสิ้น ฉะนั้นในสงครามครั้งนี้ เขาจึง
กลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับศึกครั้งนี้!
และการปรากฏตัวนี้ทำให้ ลิ่ว ไห่จุน รู้สึกคึกคัก
มากยิ่งขึ้น ทันใดนั้นมันก็พุ่งฉมวกออกไป หวืดดด
∼ จึก!!!! ฉับพลันก็ปีศาจหลายสิบตัวพวยพุ่ง
ออกมาจากพื้นดิน กลิ่นอายปีศาจชั่วร้ายส่งกลิ่น
เหม็นคละคลุ้งลอยตลบอบอวลไปทั่ว มันคือเคล็ด
วิชาเต๋ายากจะจัดการ ปีศาจร้ายพุ่งเข้าไปหาผู้
อาวุโสนิกายกระบี่อย่างรวดเร็ว การโจมตีครั้งนี้
สร้างผลกระทบให้แก่พวกเขาอย่างยิ่ง!
ฉั๊วะ! ฉั๊วะ!
วิญญาณชั่วร้ายสามารถถูกฉีกกระชากได้อย่าง
ง่ายดาย แต่มันกลับไม่ยอมสลายหายไป จึงกล่าว
ได้ว่ามันยากที่จะจัดการให้พวกมันสลายหายไป
อย่างถาวรได้ ซึ่งวิธีเดียวที่จะจัดการได้นั่นก็คือต้อง
ปลิดชีพ ลิ่ว ไห่จุน!
เมื่อเห็นว่า ลิ่ว ไห่จุน กำลังรีบวิ่งออกจากวงล้อม
อู่ อวี้ รู้ว่าเขาไม่สามารถเผชิญหน้ากับมันตาม
ลำพังได้ในยามนี้
ในช่วงวิกฤตนี้เอง ทุกคนกำลังจดจ่อไปที่ผู้ฝึกตน
นอกรีต อู่ อวี้ อู่ อวี้ หันไปเห็นอย่างฉับพลันว่า ตง
ฟาง ชิงหัว และ เจียงติง ที่ถูกมัดเอาไว้อยู่ กำลังดู
การละเล่นนี้พร้อมกับยิ้มขึ้นอย่างเหยียดหยาม
อู่ อวี้ ขี่กระบี่พุ่งทะยานออกไป โดยไม่เอ่ยคำใด
ออกมา เพียงชั่วพริบตาร่างของ ตงฟาง ชิงหัว
และ เจียงติง ที่ถูกมัดเอาไว้อยู่ก็บินทะยานขึ้นไปสู่
ฟากฟั้า มาปรากฏตัวอยู่ตรงด้านหน้าของ เจียง
เซี่ย!
” เจียงเซี่ย รีบถอนกำลังออกจาก ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ทันที มิฉะนั้น ตงฟาง ชิงหัว ตาย!”
หากพวกมันหยุดโจมตี เมื่อนั้น เฟิง ซัวหยา จะมี
โอกาสปลีกตัวมาได้เล็กน้อย จนกว่า ลิ่ว ไห่จุน จะ
ตาย พวกเขาถึงจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้
เจียงเซี่ย เงยหน้าขึ้นมอง มันขบฟันแน่นลังเลอยู่
ครู่หนึ่ง เนื่องจากกระแสสงครามยามนี้ พวกมัน
กำลังถือครองความได้เปรียบ ช่วงเวลานี้มันควรจู่
โจมแบบหัวชนฝา เพื่อบดขยี้ทำลาย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ให้สิ้นซาก
ดูเหมือนว่าภายใจของ เจียง เซี่ย ตงฟาง ชิงหัว
จะมีค่าน้อยกว่าโอกาสอันดีในตอนนี้ แต่ก็ไม่สำคัญ
ว่าอีกแล้วมันจะได้ผลหรือไม่ อู่ อวี้ เปลี่ยนนิ้วของ
ตัวเองเป็นกระบี่ทันที
” อู่ อวี้ อย่า อย่า!!! ”
ตงฟาง ชิงหัว หวาดกลัวจนใบหน้าซีดเผือด ตัว
ของมันสั่นเทา บัดนี้มันถูกสยบลงอย่างหมดรูป
” ท่านอาจารย์ช่วยข้าด้วย! ”
หากเปรียบเทียบกันแล้ว เกียรติยศและศักดิ์ศรี
จากศิษย์ของ พรรคจงหยวน ไม่อาจเทียบได้กับ
หวันเทียน หยู๋เซวีย เลยแม้แต่น้อย หลังจากมันถูก
จับตัวโดย อู่ อวี้ มันก็ร่ำไห้ออกมาอย่างน่าอนาถ
หดหู่
เหล่าสาวกของพรรคจงหยวนต่างมองหน้ากัน
อย่างกังวล เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้อย่างน่าอนาถของ
ตงฟาง ชิงหัว มันคือศิษย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ
พรรคจงหยวน แต่สุดท้ายแล้ว เจียงเซี่ย ก็ยังไม่มีที
ท่าจะช่วยเหลือศิษย์ลำดับหนึ่งผู้นี้แต่อย่างใด
” นับว่าเจ้าโชคไม่ดี ที่มีอาจารย์เช่นนี้ ”
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตน เฟิง
ซัวหยา อาจารย์ของเขาจะต้องยื่นมือเข้ามา
ช่วยเหลือ โดยไม่ห่วงชีวิตของตนเอง
ฉั๊วะ!
อู่ อวี้ สังหาร ตงฟาง ชิงหัว ต่อหน้าทุกคน จากนั้น
เขาก็โยนร่างของมันลอยละลิ่วเข้าไปใน ค่ายกล
หมื่นกระบี่!
ทันทีที่ร่างไร้วิญญาณลอยเข้าไปภายใน ค่ายกล
หมื่นกระบี่ โลหิตสีแดงสด ก็กระจัดกระจายราว
กับพิรุณโลหิต สาดกระเซ็นอาบชุ่มโชกบนร่างกาย
เจียงเซี่ย!
“ชิงหัว!”
เจียงเซี่ย ใบหน้าแดงก่ำ กรีดร้องออกมาด้วยโทสะ
ถึงขีดสุด ทันใดนั้นมันก็ปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์
จำนวนมหาศาลโคจรหมุนวน จนเกิดเป็นหลุม
ขนาดใหญ่ขึ้น
ภายในดวงตาของ อู่ อวี้ ไม่เพียงแต่ไร้ซึ่งความ
แยแส แต่ยังโอหังไม่ยอมก้มหัว เมื่อเห็นว่า ลิ่ว ไห่
จุน ยังคงพยายามเข้าไปใกล้ เฟิง ซัวหยา มากขึ้น
เรื่อย ๆ อู่ อวี้ ก็ยกร่างของเจียงติงขึ้น ในเวลานี้
มันไม่อาจดิ้นรนขัดขืนได้ เนื่องจากมันได้ถูก เฟิง
ซัวหยา หักมือหักขาไปแล้ว
” ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้ากล้าสังหารข้า ?” ดวงตาของ
เจียงติง เย็นเยือกดุร้าย เฉกเช่นดั่งภูตผีอันน่า
สะพรึงกลัว
” เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าให้ดู ดีหรือไม่? ”
อู่ อวี้ แบกร่างของ เจียงติง ลอยขึ้นฟั้า เขาอยากรู้
นักว่า ตงฟาง ชิงหัว ไม่มีความสำคัญกับมัน แล้ว
ส่วน เจียงติง ในตอนนี้จะมีค่าต่อจิตใจของ เจียง
เซี่ย มากเพียงใด เชลยผู้นี้จะมีผลต่อศัตรูมากน้อย
เพียงใด?
ถ้าไม่… เช่นนั้นก็ไร้ประโยชน์
การที่นำ เจียงติง มาเป็นตัวประกันก็เพื่อเวลานี้
โดยเฉพาะ!
เมื่อ อู่ อวี้ บินขึ้นฟั้า ฝูงชนที่อยู่ด้านล่างต่างตก
ตะลึงงัน จากนั้นเขาก็กล่าวกับ เจียงเซี่ย ขึ้นว่า ”
ข้าให้เวลาโดยนับ 1-3 ให้พวกเจ้า ผู้ฝึกตนนอกรีต
และเหล่าปีศาจ หยุดการโจมตีเดี๋ยวนี้ แล้วถอยทัพ
ออกไปจาก ค่ายกลหมื่นกระบี่ มิฉะนั้น เจียงติง จะ
เป็นรายต่อไป ต่อจากตงฟาง ชิงหัว!”
“อู่ อวี้! ” เจียงเซี่ย คำรามขึ้นมาอย่างน่า
หวาดหวั่น กระทั่งหมู่เมฆที่อยู่บนฟากฟั้ายังเกิด
การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้น
ถึงแม้ช่วงเวลานี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีของกองกำลัง
ทัพไตรภาคี แต่ อู่ อวี้ กลับใช้ตัวประกันมาถ่วง
เวลา ทั้งยังสังหาร ตงฟาง ชิงหัว จนตกตายไปต่อ
หน้าต่อตา ทำให้ในยามนี้ เจียงเซี่ย ได้สูญเสีย
เกียรติแลความน่านับถือไปจนสิ้น อีกทั้งต่อมายัง
เป็นน้องชายและยังเป็นเสาหลักของ พรรคจง
หยวน อีก!
“หนึ่ง!” อู่ อวี้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เขา
เริ่มนับทันที!
ประกายโทสะของ เจียงเซี่ย พุ่งทะยานอย่างที่สุด
หลังจากนั้นมันก็เอ่ยกับ จิ่วเซียน และ คนอื่น ๆ
ขึ้นว่า ” ท่านทั้งหลายเรายังมีโอกาสอีกมาก ข้าว่า
ถ้าจะให้ดี เราควรถอยก่อน”
เทียน อี้จุน ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วกล่าวขึ้น
ว่า ” ท่านเจียง โปรดอย่าสับสนไป ข้าเข้าใจดีว่า
ยามนี้ เจียงติง ตกอยู่ในเงื้อมือของพวกมัน แต่
ท่านโปรดอย่าลืมเลือนว่า เจียงติง นั้นยังคงเป็น
มนุษย์ หากท่านยังคงห่วงกังวลในเรื่องนี้ การ
โจมตีทั้งหมดที่ผ่านมาของเรา จะต้องล้มเลิกเสีย
เปล่าในที่สุด!
จิ่วเซียนเอ่ย ” เทียน อี้จุน กล่าวถูกต้องแล้ว
ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของพวกเรา ข้าไม่
ปรารถนาจะล้มเลิกกลางคัน หากท่านเกรงกลัวว่า
เจียงติง จะต้องตกตายไป ผู้ฝึกตอนเหล่านี้ก็จะใช้
เจียงติง มาข่มขู่ท่านอีกนับครั้งไม่ถ้วน ”
อู่ อวี้ ไม่ได้คาดหวังว่าปีศาจ กับ ผู้ฝึกตนนอกรีต
จะฟังคำของ เจียงเซี่ย
เมื่อได้ยินผู้ฝึกตนส่วนใหญ่กล่าวเช่นนี้ แม้ว่า
ดวงตาของ เจียงเซี่ย จะแปรเปลี่ยนด้วยความ
สับสนอยู่หลายครั้ง ในที่สุดดวงตาของมันก็กลับมา
นิ่งสงบเย็นยะเยือก มองไปที่ เจียงติง พร้อมเอ่ย
ขึ้นว่า ” น้องข้า … ในชีวิตต่อไป ข้าจะชดใช้ชีวิต
ของข้าคืนให้แก่เจ้า! ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ