กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 155 : ฝาสายลมและเกลียวคลื่น!
“เคล็ดลับของกายาเพชรอมตะก็คือ ทำใจให้สงบ
สมาธิตั้งมั่นแน่วแน่”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ทำให้รู้ว่าการบ่มเพาะกายา
เพชรอมตะขั้นที่ 2 ไม่ใช่เพียงแค่จะต้องทนทุกข์
ทรมานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่บางครั้งต้องทำความเข้าใจจิตใจตนเอง เพื่อขัด
เกลาจิตใจให้กล้าแข็งควบคู่ไปกับร่างกาย ซึ่งนั่นก็
เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ
สัมผัสถึงชีวิตและความตาย ก้าวผ่านประตูนรก
วนเวียนเป็นวัฏจักร พบเจอไม่รู้จบ ย่อมเป็นเรื่องที่
ยากเย็นอย่างยิ่ง ซึ่งแต่ละครั้ง อู่ อวี้ ก็จะเปิดความ
เข้าใจที่แตกต่างกันออกไปตามสถานการณ์
“กายาที่แข็งแกร่ง ก็จำเป็นจะต้องมีหัวใจที่
แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน”
“มีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีเจตนารมณ์เฉกเช่นราชา
วานร ก็จะมีกายาเช่นเดียวกับราชาวานร!”
“เจตนารมณ์ของราชาวานร ชีวิตและความตายมิ
อาจสั่นคลอน มีจิตใจอันแน่วแน่ เหยียดหยามฟั้า
สวรรค์ ความดีและความชั่วทั้งหลายในโลกหล้า
ต่างอยู่ในจิตใจของข้า”
อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีวันที่เขารู้สึกภาคภูมิ
ในความเจ็บปวดจากการท่องสัจจาคาถา วัชระ
แก่นแท้ธรรมสูตร จนทำให้เขานั้นได้เข้าไปอยู่ใน
ขอบเขตอันลึกลับที่นับได้ว่าเป็นจุดสูงสุด ซึ่งเมื่อ
เข้าสู่ขอบเขตนี้จะทำให้ไม่เจ็บปวดทรมานจากมัน
อีกต่อไป แต่กลับเป็นการเพลิดเพลินไปกับมันแทน
มันคือการปล่อยวางอย่างแท้จริง
และมันยังมีวิธีใช้ให้เกิดประโยชน์อีก
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีแมลงวิญญาณพยายามจะเข้า
มาสู่ร่างกายของเขา ยามที่เขานึกถึง พระพุทธรูป
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร จะสามารถกำจัดสิ่ง
แปลกปลอมนี้ออกไปได้ในทันที นี่ก็ถือเป็นพลัง
วัชระอย่างหนึ่ง
การหลอมรวมกล้ามเนื้อตามแบบวิถีของราชา
วานร มันไม่ใช่การต้องมานั่งตบะเพื่อทนรับ
เจ็บปวดทรมาน แต่ว่ามันเป็นการชำระล้างกาย
เนื้อที่ไม่เหมือนวิชาอื่นทั่วไป กล่าวได้ว่ามันเป็น
การชำระล้างพร้อมสร้างใหม่ของร่างเนื้อ และ
กระดูก
ด้วยวิธีนี้ก็เป็นเหมือนกับเป็นการเสริมสร้างจิตใจ
ตนเองอีกทางหนึ่งเช่นกัน อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าในอดีตนั้น
เขาจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่เพื่อที่จะท่องสัจจะคาถา
รู้เพียงแค่ว่าในตอนนี้ความเร็วในการท่องสัจจะ
คาถาของตนเองนั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งบางครั้ง เขาได้จมลงสู่ห้วงภวังค์ของวังวน
แสงสีทองจนไม่รู้วันรู้คืน
ด้านในวังวนแสงสีทองนั้นเปรียบเสมือนกับ
ทะเลสาบอันกว้างใหญ่ คอยชำระล้างตัวเขาให้
บริสุทธิ์ทีละน้อยๆ ภายในวังวนนี้แสงเขาลองล่อย
ไปตามเกลียวหมุนของมัน จนเขาและวังวนผสาน
หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้กระทั่งเขาก็ยังรู้สึก
ว่าตนเองนั้นได้กลายเป็นวังวนเสียเองแล้ว
คงจะมีคนที่อยู่ข้างกายของเขาเท่านั้นที่จะสังเกต
ว่า ในหนึ่งวันเขาท่องสัจจะวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
ได้เพียงแค่ไม่ถึงสิบรอบเท่านั้น แต่ในตอนนี้เขา
กลับท่องไปแล้วหลายสิบรอบหรืออาจจะเป็นร้อย
รอบแล้วก็ได้
ตูม!
ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นว่าร่างกายของ อู่ อวี้ ปรากฏ
เป็นพระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรขนาดใหญ่
ขึ้นหนึ่งองค์ พระพุทธรูปนั้นยังคงขยายใหญ่ขึ้น
อย่างต่อเนื่องส่องแสงสว่างไปถึงหมื่นจั้ง
จนกระทั่งพระพุทธรูปนั้นมีความสูงถึงสี่จั้ง!
วิ้งงง!
พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรได้ลับหายไป
ในตอนนี้ฝูงชนทุกคนต่างจ้องมองไปที่อู่ อวี้ ด้วย
ความตื่นตะลึง สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนก็
คือความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ นั้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่าง
มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกายเนื้อของเขา โดยไม่
ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากที่ได้เคล็ดลับในการฝึกฝน
จิตใจเข้ามาช่วย กายาเพชรอมตะของเขาแทบจะ
เรียกได้ว่าอยู่เหนือจิตนาการไปเสียแล้ว ซึ่งอีกไม่
นานก็คงจะสามารถทะลวงไปถึงขอบเขตขั้นที่สี่ได้!
ที่เป็นเช่นนี้ต้องขอบคุณ ลิ่ว ไห่จุน
ในตอนนี้กายเนื้อของ อู่ อวี้ แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าว
กระโดดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากไม่คำนึงถึง
ความแข็งแกร่งจากพลังศักดิ์สิทธิ์ และ ต่อสู้ด้วย
พลังกายล้วนๆ ต่อให้มี เฟิง ซัวหยา หนึ่งพันคน ก็
ยังไม่ใช่คู่มือของ อู่ อวี้ ในยามนี้
ทุกๆการเคลื่อนไหวของเขามีพลังอำนาจที่จะ
สามารถโยกภูเขาสั่นคลอนท้องทะเล
ตอนนี้แสงสีทองที่ออกมาจากร่างกายของเขา
เปรียบได้กับสว่านเหล็กกล้า หากมองผ่านๆไป
เพียงแค่ชั่วครู่ ก็ทำให้ผู้มองสามารถรู้สึกถึงความ
เสียวซ่านขนลุกได้แล้ว ดังนั้น คนอื่นๆทั้งหลายที่
อยู่รอบๆจึงต่างพากันหลีกเลี่ยงออกไปและไม่กล้า
ที่จะสบตากับ อู่ อวี้ โดยตรง
ตอนนี้สายตาของทุกคนล้วนเต็มไปด้วย ความ
อิจฉา เคารพเลื่อมใส และตกตะลึง
แสงสีทองบนร่างกายของเขาก็ค่อยๆจางลงไป อู่
อวี้ จึงเปิดเปลือกตาขึ้น เขาก็ไม่คาดคิดว่าร่างกาย
ของตัวเองมีพลังอำนาจมหาศาลแบบที่ไม่เคย
ปรากฏขึ้นมาก่อนเช่นนี้ พลังหยางอันร้อนแรงปก
คลุมไปทั่วเทือกเขาคราม เกรงว่าปีศาจจิ้งจอกพัน
ปีที่อยู่นอกค่ายกลหมื่นกระบี่ ก็น่าจะสามารถ
สัมผัสได้ถึงพลังที่เปรียบดั่งพระอาทิตย์อันยิ่งใหญ่
นี้ได้
เมื่อ อู่ อวี้ รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงร่างกายของ
ตัวเองนี้ เขาก็หันไปยิ้มให้กับทุกคนที่อยู่รอบกาย
เขา จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิและหยิบเม็ดยาหลอม
รวมลมปราณขึ้นมามากกว่า30เม็ด
เขาเตรียมตัวที่จะฝั่าทะลวงเข้าไปสู่ขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่เจ็ด!
จุดบัญญัติก่อกำเนิดจุดที่เจ็ดอยู่ตรงช่วงปลายเท้า
ทั้งสองข้างมัน เรียกว่า จุดหย่งเฉวียน!
จุดหย่งเฉวียน เป็นจุดที่เชื่อมต่อผืนแผ่นดิน มันมี
ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่ามันเชื่อมต่อเข้ากับ
ผืนดินโดยตรง พลังฟั้าดินจากผืนดินที่ถูกรวบรวม
มาไว้จะเข้าสู่จุดบัญญัติก่อกำเนิดหย่งเฉวียนนี้เป็น
จุดแรก ว่ากันว่าในจุดหย่งเฉวียนนี้ เพียงแค่ยืนอยู่
บนพื้นดินก็จะใช้เวลาฟืนฟูพลังศักดิ์สิทธิ์ได้อย่าง
รวดเร็ว
ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อเมื่อมองเห็น อู่ อวี้ กินเม็ด
ยาหลอมรวมลมปราณเข้าไปราวกับกินถั่ว เพียง
แค่เขาใส่เข้าไปในปากเขาก็สามารถกลั่นสกัดมันได้
อย่างรวดเร็ว ในยามนี้พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขากำลัง
ยกระดับอย่างต่อเนื่อง
เพราะว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ของเขาเพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงจำเป็นจะต้องมีร่างกายที่
แข็งแกร่งคอยสะกดควบคุมเอาไว้ไม่ให้แตกซ่าน
ถ้าหากเป็นคนทั่วไปใช้วิธีกลั่นเม็ดยาเช่นเดียวกับ
เขา มันก็เหมือนกับว่าพวกเขากำลังรนหาที่ตาย
คนทั่วไปสามารถกลั่นสกัดเม็ดยาได้หนึ่งเม็ดภายใน
หนึ่งเดือน ก็ถือได้ว่าเก่งอย่างมากแล้ว
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณที่ได้มาจากพรรคจง
หยวนกำลังเข้าไปอยู่ในร่างกายของ อู่ อวี้ ที
ละเม็ด จุดบัญญัติก่อกำเนิดหย่งเฉวียนกำลังก่อตัว
ขึ้นมาด้วยความรวดเร็วที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ความจริงแล้วพลังศักดิ์สิทธิ์ของเขานั้นมีความ
เข้มข้นมากกว่าคนอื่นมาก นอกจาก อู่ อวี้ จะมีกา
ยาเพชรอมตะแล้ว เขายังมีมหาเคล็ดวิถีเทียน
เซียนอยู่อีกด้วย ผลจากการก่อบัญญัติก่อกำเนิด
ด้วยเคล็ดมหาวิถีเทียนเซียนนั้น จะทำให้พลัง
ศักดิ์สิทธิ์มีความเข้มข้น และ สมบูรณ์แบบ แม้แต่
เทพปีศาจก็มิอาจย่างกราย!
เป็นความจริงที่ว่าเหล่าศัตรูที่เขาจะพบเจอ
หลังจากนี้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหาก
ว่ามันแข็งแกร่งกว่า อู่ อวี้ เพียงแค่สองระดับ เขา
ก็ยังสามารถที่จะเอาชนะมันได้อยู่!
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็สามารถฝั่าทะลวงเข้าสู่
ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดได้สำเร็จ
ในตอนนี้ ซู หยานหลี่ นั้นเพิ่งจะเริ่มก่อจุดบัญญัติ
ก่อกำเนิดจุดที่หกเท่านั้น ส่วนหนทางที่ โม่ ซื่อซู
จะทะลวงสู่ ขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่เจ็ด
ยังคงห่างไกลอยู่มากนัก
“อ้า ช่างน่าขายหน้าเสียจริง ถ้าหากยังเป็นอย่างนี้
ต่อไปข้าก็ไม่กล้าที่จะเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องอีกแล้ว
!” โม่ ซื่อซู รู้สึกได้ว่าตัวเขานั้นอยากจะร้องไห้
แต่ก็ไม่มีน้ำตาออกมา
ฝูงชนต่างเข้ามาล้อมรอบเขาและก็ยินดีไปกับ อู่
อวี้ เขาอยู่ในจุดที่ได้รับการยอมรับจากที่ทุกคน
อย่างไม่มีข้อกังขาใดอีกต่อไป
อู่ อวี้ ก็เห็นว่าขนาด ซู หยานหลี่ ยังต้องอิจฉาตัว
เขา แต่ก็ดีใจไปกับเขาด้วยเช่นกัน ดวงตาของนาง
มองมายัง อู่ อวี้ เฉกเช่นเดียวกับตนเป็นน้องชาย
ของนางจริงๆ เป็นความรู้สึกที่ทั้งพึงพอใจและก็
ภาคภูมิใจในตัวของ อู่ อวี้
“ข้าควรจะออกไปยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย”
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็มีความมั่นใจในการจะเอ่ยประโยค
นี้ออกมา ไม่กี่วันมานี้ค่ายกลหมื่นกระบี่เองก็ใกล้จะ
ถึงขีดสุดของมันแล้ว แม้ว่าจะไม่มีใครสามารถบุก
ทะลวงเข้ามาได้ แต่เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างก็
เหนื่อยล้ากันแล้ว เนื่องจากพวกเขาต่างเฝั้ามอง
มันอยู่ตลอดเวลา จนสามารถมองเห็นได้ว่าค่ายกล
หมื่นกระบี่นี้เริ่มที่จะไม่มั่นคงอีกต่อแล้ว จนกระทั่ง
มีบางคนได้เอ่ยออกมาด้วยความสั่นคลอนว่ามันจะ
อยู่ได้อีกเพียงแค่ไม่เกินสามวันเท่านั้น
“ท่านอาจารย์”
อู่ อวี้ มาถึงประตูศิลาหมื่นกระบี่ ในเวลานี้ ทางฝัง
เจียงเซี่ย กำลังพักผ่อนกันอยู่ แต่ทว่าทางฝังของ
เฟิง ซัวหยา ยังจะต้องคอยคงสภาพค่ายกลหมื่น
กระบี่นี้เอาไว้ ไม่สามารถจะไปพักได้เช่นเดียวกับ
พวกมัน
บางครั้งผู้อาวุโสบางท่านหรือว่า หวันเทียน หยู๋เซ
วีย ก็ขึ้นไปคอยควบคุมค่ายกลแทน
เมื่อเห็น อู่ อวี้ แต่ละคนก็แสดงความยินดีออกมา
ทางสีหน้าของพวกเขา เฟิง ซัวหยา ก็สังเกตเห็น
ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แล้วเขาก็ถามว่า
“เจ้าทะลวงระดับพลังได้อีกขั้นแล้วรึ?”
ทุกคนต่างก็กำลังรอฟังคำตอบ
พวกเขาคิดไม่ถึงว่า อู่ อวี้ เพิ่งจะฝั่าทะลวง
ขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับที่หก เมื่อเดือน
ที่แล้ว แน่นอนว่าการจะก่อจุดบัญญัติก่อกำเนิดที่
อยู่ในระดับสูงขึ้น ความยากลำบากก็จากยากขึ้น
ตาม เป็นเพราะว่าการที่จะควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์ที่
มีมากขึ้นก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก ดังนั้นพวกเขาจึง
รู้สึกประทับใจในตัว อู่ อวี้ โดยปกติแล้วยิ่งอยู่ใน
ระดับขั้นที่สูงเท่าไหร่ความเร็วในการฝึกตนก็จะยิ่ง
ช้าลง อาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีเลยทีเดียว แต่
ตรงกันข้ามกับ อู่ อวี้ ยิ่งเขาฝึกมากเท่าไหร่กลับยิ่ง
เร็วขึ้นไปอีก
“ขอรับ ท่านอาจารย์” อู่ อวี้ ที่เก็บตัวอยู่นาน จึง
ทำให้เจตนารมณ์ของ ราชาวานร(ฉีเซียนต้าเซิ่ง)
ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยของ อู่ อวี้ ไป
พอสมควร
เมื่อได้รับการยืนยันคำตอบเช่นนี้ ก็ทำให้เกิดแสง
แห่งความหวังอันริบหรี่จุดประกายขึ้นมาภายใน
ความมืดมิด ทุกคนต่างพากันแสดงรอยยิ้มอันปิติ
ออกมา ตลอดเวลาที่อยู่ภายในค่ายกลหมื่นกระบี่นี้
ก็มักจะได้ยินแต่ข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง เพราะว่า
ทางนิกายกระบี่สวรรค์นั้นกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต มี
เพียงอู่ อวี้ เท่านั้น ที่มักจะนำข่าวดีมาบอกให้กับ
พวกเขาเสมอ
“เจ้ากำลังวางแผนจะทำสิ่งใด?” เฟิง ซัวหยา รู้ดี
ว่า อู่ อวี้ มักจะไม่มาหากไม่เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ
“พวกเขาต่างพากันกล่าวว่าอีกไม่เกินสามวันค่าย
กลหมื่นกระบี่จะถึงขีดจำกัด” อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้น
มอง เฟิง ซัวหยา
“บางทีอาจจะเป็นสองวันหรืออาจจะเป็นสี่วัน แต่
นั่นก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ เพราะจนกระทั่ง
ตอนนี้มันเกือบจะถึงขีดจำกัดของมันแล้ว”
หลังจากที่คอยประคองค่ายกลไว้เป็นเวลาหลาย
เดือน ในตอนนี้ เฟิง ซัวหยา นั้นดูซูบผอมลงไป
เยอะมาก หากนำเทียบตัวเขากับก่อนหน้านี้ช่าง
แตกต่างกันราวฟั้ากับเหว
อู่ อวี้ เข้าใจได้ในทันที
แล้วเขาก็หันไปมองทางฝูงชนและกล่าวขึ้นมาว่า
“ท่านอาจารย์ ให้เวลาข้าสามวัน ข้าอยากจะ
เปลี่ยนกระแสสงครามสักหน่อย”
“เจ้าวางแผนจะไปที่พรรคจงหยวน?” เฟิง ซัวหยา
ได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว
“ถูกต้อง ครั้งนี้ ข้าจะไปจัดการกับเจ้า เจียงจี้”
“ใช้วิธีเดิมเป็นครั้งที่สอง มันจะได้ผลหรือ” หลาน
ฮั้วหยุน อดไม่ได้ที่จะมองในแง่ร้ายออกมา
ใช่ มันอาจจะไม่ได้ผล ดังนั้นเกี่ยวกับการตัดสินใจ
ของ อู่ อวี้ ทุกคนจึงแย้งออกมาด้วยเหตุผล
แต่ เฟิง ซัวหยา กลับไม่คิดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
เขาได้เอ่ยขึ้นว่า “ข้าเชื่อเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะต้องการ
ทำอะไร เจ้าก็ไปทำเถอะ ถ้าเจ้าต้องการสามวัน ข้า
ก็จะให้เจ้าสามวัน และข้าก็จะรอการกลับมาของ
เจ้า”
ศิษย์อาจารย์แค่มองกันก็เข้าใจ ไม่ต้องพูดสิ่งใดให้
มากความ
อู่ อวี้ ก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย เขาต้องการเวลา
เพียงแค่สามวันก็เพียงพอแล้ว การเดินทางของ
เขาในครั้งนี้จะต้องเกินจินตนาการของทุกคนอย่าง
แน่นอน
“อู่ อวี้ ”
ในตอนที่เขากำลังจะหมุนตัวจากไป เฟิง ซัวหยา ก็
เรียกชื่อเขาออกมา จากนั้นก็โยนเชือกยาวสีดำ
ออกไปเส้นหนึ่ง เมื่อ อู่ อวี้ ลองสังเกตมันดีๆก็
พบว่ามันเป็นเถาวัลย์สีดำเส้นหนึ่ง ที่มีใบมีดอัน
แหลมคมมากมายอยู่บนตัวแส้
มันกระคือศาสตราเต๋าชนิดหนึ่ง
“นี่คือ ‘เถาวัลย์แหวกเมฆา’ของ เจียงติง มันมี
อักขระเวทย์สองชนิดอยู่ศาสตราเต๋านี้ อักขระแรก
คือ แข็งตัว ซึ่งมันทำให้‘เถาวัลย์แหวกเมฆา’มี
ความแข็งมากกว่าศาสตราเต๋าทั่วๆไป อักขระอันที่
สองคือ ขยาย มันจะทำให้‘เถาวัลย์แหวกเมฆา’
สามารถยืดยาวได้ถึงห้าร้อยจั้งเลยทีเดียว นี่นับว่า
เป็นศาสตราเต๋าที่ไม่เลว”
เจียงติง อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่สิบ
นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับสองของพรรคจงหยวน
ศาสตราเต๋าของมันถือได้ว่าใช้งานง่ายแต่มี
ประสิทธิภาพ อย่างน้อยๆการที่ให้ อู่ อวี้ มีไพ่ตาย
อยู่ในมือสักใบสองใบก็ย่อมอุ่นใจกว่า
คนส่วนใหญ่มักจะมีศาสตราเต๋าที่เอาไว้ใช้
พันธนาการศัตรูติดตัวไว้หนึ่งชิ้น เพื่อสยบคู่ต่อสู้
แต่ อู่ อวี้ นั้นยังไม่มี เพราะฉะนั้น เฟิง ซัวหยา จึง
มอบศาสตราของ เจียงติงนี้ ให้กับเขาในเวลานี้
“ใช้มันให้ดีๆ”
“ขอรับ ท่านอาจารย์” อู่ อวี้ ก็รับ เถาวัลย์แหวก
เมฆา เอาไว้ เนื่องจาก เฟิง ซัวหยา ได้ตั้ง
ความหวังไว้กับเขาอย่างมาก ดังนั้นขาจึงจะต้องไม่
ทำให้ท่านอาจารย์ของเขาต้องผิดหวัง
“ศิษย์น้อง ข้าละอิจฉาเจ้าจริงๆที่ได้ เถาวัลย์แหวก
เมฆา มาเช่นนี้ เป็นศาสตราเต๋าที่ดี ฉะนั้นเจ้าจง
รักษามันไว้ให้ดีๆ “ หวันเทียน หยู๋เซวีย ก็ยิ้มขึ้น
แล้วกล่าวออกมา
หวันเทียน หยู๋เซวีย เป็นคนที่นิสัยเถรตรงเป็น
อย่างยิ่ง ทำให้ความรู้สึกที่เขาอยากจะได้มันมาไว้
ในครอบครอง จึงไม่สามารถที่จะปกปิดเอาไว้ได้
“มันเหมาะสมกับเจ้ามาก” หวันเทียน หยู๋เซวียก็
กล่าวออกมาด้วยความจริงใจ
“ข้าจะไม่ทำให้ศิษย์พี่ต้องผิดหวัง” ด้วยการแบก
รับความคาดหวังจากพวกเขา อู่ อวี้ จึงได้ออก
เดินทางอีกครั้ง ในยามนี้เขาได้ใช้เคล็ดวิชากระบี่
บินจักรพรรดิออกอย่างสุดกำลังเพื่อออกเดินทาง
ไปให้เร็วที่สุด
กลายเป็นลำแสงฝั่าสายลมและเกลียวคลื่น!
วันรุ่งขึ้น เขาได้ปรากฏตัวอยู่เหนือพรรคจงหยวน
ราวกับทรราชผู้อยู่เหนือทุกสิ่งทั้งปวง
ส่วนที่อยู่ด้านล่างเป็น วังใต้ดินหย่งอัน !
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ