กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1556: ย่องเข้าแดนมังกรทมิฬ
อู่ อวี้ ซึ่งเปลี่ยนร่างเป็นราชันปีศาจดึกดำบรรพ์กำลังร้อง
ตะโกนอยู่นอกแดนมังกรทมิฬ เขาร้องตะโกนว่าตนเอง
ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของแดนมังกรทมิฬ
หลังจากตะโกนอยู่สามวันสามคืน ก็ยังไม่มีผู้ใดออกมาให้
ความสนใจในตัวเขา จน อู่ อวี้ แอบสงสัยว่าวิธีนี้อาจจะ
ไม่ได้ผล ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ฉับพลันก็มีเสียง
อันน่าเกรงขามของคนผู้หนึ่งดังมาจากส่วนลึกของแดน
มังกรทมิฬ
“ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์… คนเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างเจ้า
เหตุใดถึงพยายามที่จะเข้าร่วมแดนมังกรทมิฬของข้า
นักหนา? จงออกไปจากแดนมังกรทมิฬของข้าเสีย อย่า
ให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้าอีกครั้งไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็ ข้าจะถลก
หนังดึงเส้นเอ็นของเจ้ามาเลี้ยงปีศาจที่นี่!”
เสียงดังกึกก้องราวอัสนี ดังกังวานออกมาด้านนอกแดน
มังกรทมิฬ
ส่งผลให้ราชันปีศาจอื่นที่อยู่โดยรอบ อู่ อวี้ ต่างพากัน
ถอยกรูดออกไป ด้วยท่าทางเคารพนบนอบอย่างที่สุด ทั้ง
สีหน้าแลสายตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่าง
เห็นได้ชัด
ฟังจากที่ราชันปีศาจทั้งหลายพูดคุยกระซิบกระซาบกัน
อู่ อวี้ รู้ได้ทันทีว่าเสียงเก่าแก่โบราณที่ดังออกมาจากแดน
มังกรทมิฬนั้นก็คือราชันมังกรโลกันตร์!
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าหลังจากร้องตะโกนอยู่ด้านนอกแดน
มังกรทมิฬอยู่นานสองนาน จะถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่าง
เด็ดขาดไร้ซึ่งเยื่อใย
นอกจากยังเอาเหตุผลเรื่องความเจ้าเล่ห์เพทุบายของ
ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์มากล่าวอ้าง
บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ราชันมังกรโลกันตร์เคย
ทาบทามชักชวนราชันปีศาจดึกดำบรรพ์มาเข้าร่วม แต่
ถูกราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่ามันไม่
ต้องการอยู่ใต้อาณัติของผู้ใด
อู่ อวี้ ไม่สามารถล่วงรู้เหตุผลที่แท้จริง แต่ฝ่ายตรงข้ามก็
ไม่ควรดูถูกเหยียดหยามราชันปีศาจดึกดำบรรพ์เช่นนี้ อู่
อวี้ สังหรณ์ใจว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับจิ่วอิง
หากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจิ่วอิงจริง ๆ แสดงว่าราชันมังกร
โลกันตร์กำลังให้ความสำคัญในเรื่องนี้เหนือสิ่งอื่นใด จึง
ไม่ต้องการให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแดนมังกรทมิฬใน
ยามนี้
” ดูคนผู้นี้สิ… ตอนถูกชักชวนก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ตอนนี้
มันกลับมาอ้อนวอนขอเข้าร่วมเสียอีก คราวนี้เจ้าคงเห็น
ความสำคัญของแดนมังกรทมิฬแล้วใช่หรือไม่? ”
” ช่างน่าเสียดายที่ราชันมังกรโลกันตร์ของเราไม่ใช่ผู้ที่
ใครจะมาทำตัวโอหังใส่ได้ง่าย ๆ ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์
เคยปฏิเสธเขามาก่อน ทีนี้ดันอยากจะเข้าร่วม มันชักจะ
มากเกินไปแล้ว!”
“ ถูกต้องที่สุด… ไม่บอกก็รู้ว่าการฝึกฝนบำเพ็ญตนของ
ชายผู้ได้มาถึงคอขวดจุดตีบตัน มันถึงได้ต้องการอาศัย
ปราณทมิฬหมื่นปีศาจมาช่วยในการฝึกฝน ทีนี้เป็นไงล่ะ
แม้กระทั่งนครทมิฬหมื่นปีศาจก็ยังถูกสั่งห้ามเข้ามา ”
ราชันปีศาจหลายตนที่อยู่โดยรอบ เมื่อเห็นราชันปีศาจ
ดึกดำบรรพ์หรือ อู่ อวี้ ถูกประณามหยามเกียรติ พวกมัน
ก็ต่างพากันสนุกสนานกับหายนะของผู้อื่น แต่ละตนต่าง
ชี้โบ๊ชี้เบ๊มาทางเขา พร้อมพูดคุยซุบซิบนินทากันอย่าง
สนุกสนาน
ซึ่งราชันปีศาจเหล่านี้ไม่มีผู้ใดมีพลังฝีมือถึงอาณาจักร
ปีศาจไร้ลักษณ์ขั้น 5 เลยสักตน ไม่เช่นนั้นพวกมันคงไม่
ได้มาอยู่ด้านนอกแดนมังกรทมิฬเช่นนี้
แม้จะฝึกฝนบำเพ็ญตนอยู่ภายในนครทมิฬหมื่นปีศาจก็
จริง แต่การจะทะลวงผ่านอาณาจักรปีศาจไร้ลักษณ์ขั้น
4 ไปสู่อาณาจักรปีศาจไร้ลักษณ์ขั้น 5 ใช่เรื่องง่ายดาย
เลย
ช่วงหลายหมื่นปีที่ผ่านมานี้ยังไม่มีผู้ใดทำได้เลย
กล่าวได้ว่าผู้ที่ฝึกฝนตนอยู่ในนครทมิฬหมื่นปีศาจเฉก
เช่นดัง ราชันปีศาจเงาทมิฬ ที่กำลังตกอยู่ในคอขวดจุด
ตีบตันจากขั้น 4 ทะลวงขึ้นสู่ขั้น 5 มีจำนวนมากมาย
หลายร้อยคน
ถึงกระนั้นทุกตนก็ยังคงพยายามฝ่าฟัน ซึ่งต้องการปราณ
ทมิฬหมื่นปีศาจหรือปราณเซียนที่หนาแน่น สิ่งนี้มี
ความสำคัญอย่างยิ่งยวดแก่เหล่าราชันปีศาจที่กำลัง
ฝึกฝน เพราะพวกมันจำเป็นต้องมีความเข้าใจรู้แจ้งใน
เต๋ามากขึ้น
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้ามีปราณเซียนอยู่มากมาย
หนาแน่น แล้วจะทำให้ทะลวงฝ่าจุดเตีบตันได้เลย
เพียงแต่มันช่วยให้ฝึกตนสามารถทะลวงผ่านได้ง่ายขึ้น
เมื่อถูกราชันมังกรโลกันตร์ดุด่าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ อู่
อวี้ ก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย
หลังจากไตร่ตรองเขาก็คิดว่าตัวตนของราชันปีศาจดึกดำ
บรรพ์คงไม่อาจใช้ได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากตัวตนนี้ไม่
สามารถแฝงตัวเข้าสู่แดนมังกรทมิฬได้ ซึ่งก็หมายความ
ว่าเขาจะไม่สามารถค้นหาข้อมูลความจริงเกี่ยวกับจิ่วอิง
ดังนั้นเขาจึงหันกลับมาออกจากแดนมังกรทมิฬ
ในสายตาของราชันปีศาจทั้งหลาย ราชันปีศาจดึกดำ
บรรพ์เหมือนสิ่งปฏิกูลที่ถูกทิ้ง ไม่มีผู้ใดเห็นค่าให้
ความสำคัญ
แน่นอนไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกความคิดของ อู่ อวี้ ท้ายที่สุด
แล้วในสายตาของราชันปีศาจตนอื่น ๆ ภายในนครทมิฬ
ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์คือผู้ที่บรรลุถึงอาณาจักรราชัน
ปีศาจหกสวรรค์ หากเขาเข้าร่วมกับนครทมิฬหมื่นปีศาจ
ได้สำเร็จ เขาย่อมกลายเป็นบุคคลชั้นสูงในนครแห่งนี้
อย่างแน่นอน
หากกล่าวถึงในแง่ของความแข็งแกร่งนอกจากแดนมังกร
ทมิฬ ไม่มีราชันปีศาจตนใดภายในนครทมิฬหมื่นปีศาจ
เป็นคู่ต่อกรของเขา
ดังนั้นหลังจาก อู่ อวี้ ออกมาจึงไม่มีผู้ใดสามารถได้ตาม
เขาได้ทาน
ท้ายสุดแล้วไม่มีผู้ใดหาญกล้ามากพอที่จะไล่ล่าราชัน
ปีศาจดึกดำบรรพ์
เว้นแต่ราชันมังกรโลกันตร์จะออกหน้าด้วยตนเอง
หรือไม่ก็ราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสามซึ่งอยู่ภายใต้
บัญชาของมัน
แต่บุคคลเช่นนั้นจะสนใจราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ได้
อย่างไร?
อย่างไรก็ตามการที่ราชันมังกรโลกันตร์ก่นด่า อู่ อวี้ ด้วย
ตนเองนั้น เพราะต้องการให้ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ไส
หัวไปทันที และอย่าได้เข้ามายุ่มย่ามอีก
อันที่จริงแล้วหากต้องการปฏิเสธ อู่ อวี้ เพราะไม่ต้องการ
ให้เขาเข้าร่วมแดนมังกรทมิฬ ราชันมังกรโลกันตร์ก็ไม่
จำเป็นต้องออกหน้าด้วยตนเองเช่นนี้
แน่นอนว่าคำประกาศกร้าวของราชันมังกรโลกันตร์ ทำ
ให้ อู่ อวี้ จึงจำเป็นต้องจากไป
หากปล่อยให้ผู้อื่นออกมาชี้แจง อู่ อวี้ อาจจะไม่ยินยอม
และสร้างปัญหาให้กับนครทมิฬหมื่นปีศาจได้
ภายในนครทมิฬหมื่นปีศาจ อู่ อวี้ พบสถานที่ที่ค่อนข้าง
ไกลหูไกลตาของผู้คน หลังจากนั้นเขาก็พยายามคิดหา
หนทางร่วมกันกับหนานซานหวางเยว่และเย่ซีซี ว่าจะ
เข้าไปในแดนมังกรทมิฬเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ได้
อย่างไร
“ ไม่คิดว่าเหล่าอู่จะมีวันนี้ วันที่วิชาแปลงกายของเจ้าใช้
ไม่ได้ผล เห็นทีคงต้องพึ่งวิธีของเสี่ยเยว่ผู้นี้แล้ว ”
หนานซานหวางเยว่ปรากฏกายขึ้น พร้อมเอ่ยอย่าง
ภาคภูมิใจ
” น้ำหน้าอย่างเจ้าจะทำอะไรได้? อย่าบอกนะว่าเจ้า
ฝึกฝนบำเพ็ญเขตแดนสวรรค์ไร้รอย จนถึงขั้นที่แม้แต่
ราชันมังกรโลกันตร์ก็มองไม่เห็นเจ้าแล้ว?”
เย่ซีซีแสดงท่าทางไม่เชื่อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนานซานหวางเยว่ก็ส่ายหัว พร้อมทำ
เสียงชิชะแล้วกล่าวว่า “เจ้าดูถูกพี่ชายหนานซานผู้นี้
เกินไปแล้ว บอกไว้เลยข้านั้นไม่ด้อยไปกว่าพี่ชายอวี้ของ
เจ้า จงฟังให้ดีตัวข้าได้ฝึกฝนเขตแดนสวรรค์ไร้รอยจนถึง
ขั้นที่ 9 ‘สามภพไร้เงา’ แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่ามัน
หมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่านอกจากตัวตน
ระดับจักรพรรดิปีศาจนิรันดร์แล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจ
พบร่องรอยของเสี่ยวเยว่ผู้นี้ได้! ”
หากมิใช่จักรพรรดิปีศาจนิรันดร์ ก็มิอาจตรวจพบ
ร่องรอยของเขาได้ กล่าวได้ว่าในภพเทพปีศาจ มันคือ
อาวุธที่ไร้ผู้ต่อกรอย่างแท้จริง!
เนื่องจากตอนนี้ทั่วทั้งภพเทพปีศาจ ไม่มีผู้ใดบรรลุถึง
ระดับจักรพรรดิปีศาจนิรันดร์เลยสักคน ด้วยเพราะตัวตน
ระดับจักรพรรดิปีศาจนั้นตกตายไปในสงครามครั้งก่อน
ประวัติศาสตร์จนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งราชันปีศาจในปัจจุบัน
ก็เป็นแค่ปีศาจที่เพิ่งทะยานขึ้นมาจากโลกมนุษย์ใน
ภายหลัง แม้แต่ราชันมังกรโลกันตร์ก็อยู่แค่อาณาจักร
ปีศาจไร้ลักษณ์ขั้นที่ 8 เพียงเท่านั้น นับเป็นความ
แข็งแกร่งที่ยังห่างจากจักรพรรดิปีศาจนิรันดร์อยู่ดี
อู่ อวี้ คิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับราชันมังกรโลกันตร์
คือการบรรลุสู่ระดับจักรพรรดิปีศาจนิรันดร์
ดังนั้นการรับจิ่วอิงเป็นบุตรบุญธรรม ต้องมีเจตนาแอบ
แฝงอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้ อู่ อวี้ ยังไม่รู้คือ
อันใด เขาจึงก็ทำได้เพียงคาดเดาเท่านั้น
“เช่นนั้นเจ้าก็พาเราเข้าสู่แดนมังกรทมิฬ เพื่อตรวจสอบ
สถานการณ์ ตกลงหรือไม่? ” อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
แล้วหันไปกล่าวกับหนานซานหวางเยว่
” ไม่มีปัญหา ข้าก็อยากเห็นหน้าค่าตาของราชันมังกร
โลกันตร์เช่นกัน เป็นไปได้ว่ามันอาจซ่อนความลับ
บางอย่างไว้ภายในแดนมังกรทมิฬ อีกทั้งจิ่วอิงยังถือเป็น
สหายของเรา หากราชันมังกรโลกันตร์คิดทำร้ายเขา ข้า
ไม่ยอมแน่ ”
หนานซานหวางเยว่แสดงท่าทางไม่ยินยอม ท้ายสุดแล้ว
เขาเคยพูดคุยสนทนากับจิ่วอิงมาก่อน ดังนั้นจึงมีความ
ประทับใจในตัวของจิ่วอิงระดับหนึ่ง ทั้งยังรู้ว่าจิ่วอิงคือ
สหายคนสำคัญของ อู่ อวี้ ตอนที่ อู่ อวี้ เริ่มฝึกฝน
บำเพ็ญตนใหม่ ๆ เพราะเหตุการณ์ของจิ่วอิง ทำให้เขา
ต้องพบเจอกับประสบการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ
มากมาย
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าอย่างไรหนานซานหวางเยว่ก็จะพยายาม
ช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่
” เหล่าซีซี , ซีซี เชิญพวกเจ้ารออยู่ในเจดีย์ล่องกำเนิด
อย่างสบายใจ รอดูพี่ชายหนานซานผู้นี้พาพวกเจ้าเข้าสู่
แดนมังกรทมิฬ ฮ่าฮ่า!”
ในที่สุดหนานซานหวางเยว่ก็มีโอกาสได้แสดงฝีมือ ดังนั้น
เขาจึงแสดงท่าทางตื่นเต้นมีชีวิตชีวายิ่ง
คนทั้งสองทำตามแผนการที่หนานซานหวางเยว่กล่าว
ดังนั้น อู่ อวี้ กับเย่ซีซีจึงเข้ามาในเจดีย์ล่องกำเนิด
ขณะที่หนานซานหวางเยว่เก็บเจดีย์ไว้กับตัว พร้อมใช้
ออกด้วยเขตแดนสวรรค์ไร้รอย ทันใดนั้นร่างของเขาก็
เลือนหายไปทันที จากก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดิมที่ อู่ อวี้
ออกมาจากแดนมังกรทมิฬ
เป็นตำแหน่งเดียวกับที่ราชันมังกรโลกันตร์ เคยสั่งห้ามมิ
ให้ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์เหยียบเข้ามาในนครทมิฬหมื่น
ปีศาจอีก
แต่ตอนนี้ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์จากไปแล้ว หนานซาน
หวางเยว่จึงใช้ประโยชน์จากการที่ไม่มีราชันปีศาจตนใด
มองเห็นตนเอง มุ่งหน้าเข้าไปในแดนมังกรทมิฬอย่าง
เงียบ ๆ
อาจกล่าวได้ว่าการที่หนานซานหวางเยว่ตระหนักรู้
ยกระดับพลังอิทธิฤทธิ์ ‘เขตแดนสวรรค์ไร้รอย’ ขึ้นไป
อีกขั้น ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันให้กับ อู่ อวี้ ได้เลย
ทีเดียว
หากแฝงตัวเข้าไปในแดนมังกรทมิฬได้สำเร็จ เขาคงรู้
สถานการณ์ภายในแดนมังกรทมิฬได้มากขึ้น
หลังจากนั้นไม่นานหนานซานหวางเยว่ก็ก้าวเข้าสู่แดน
มังกรทมิฬ เมื่อเดินลึกเข้าไปสามารถมองเห็นได้จากไกล
ๆ ว่าใจกลางของแดนมังกรทมิฬถูกปกคลุมไปด้วยเมฆา
ทมิฬและสายอัสนีทมิฬ ซึ่งภายในนั้นมี ‘วังมังกร
โลกันตร์’ ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ นี่คือที่พำนักของ
ราชันมังกรโลกันตร์
วังมังกรโลกันตร์มีบรรยากาศลึกลับเคร่งขรึม แสงอัสนีสี
ดำแล๊บผ่าอย่างต่อเนื่อง กระหน่ำฟาดเข้าใส่วังมังกร
โลกันตร์ ซึ่งทำให้หนานซานหวางเยว่ตกใจเล็กน้อย
” วังมังกรโลกันตร์แห่งนี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก หากผู้ใด
สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปคงถูกสายอัสนีฟาดผ่าจนตกตายอย่าง
แน่นอน!”
หนานซานหวางเยว่ทอดถอนหายใจ แล้วเตรียมตัว
เตรียมใจเข้าไปสังเกตและตรวจสอบวังมังกรโลกันตร์
เนื่องจากจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้คือ สืบเสาะหา
ข้อมูลของจิ่วอิง ในฐานะที่เขาเป็นบุตรบุญธรรมของ
ราชันมังกรโลกันตร์ เขาจะต้องพักอาศัยอยู่ภายในวัง
มังกรโลกันตร์แห่งนี้อย่างแน่นอน
หลังจากหนานซานหวางเยว่ย่องเข้ามาในวังมังกร
โลกันตร์อย่างเงียบเชียบ เขาก็พบว่ารอบ ๆ วังมังกร
โลกันตร์มีวงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์จัดเรียงป้องไว้มากมาย
วงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์เหล่านี้แข็งแกร่งเหนียวแน่นอย่าง
ที่สุด แม้ว่าหนานซานหวางเยว่จะใช้เขตแดนสวรรค์ไร้
รอยก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้มันได้ ฉะนั้นหมดสิทธิ์ที่จะ
ผ่านเข้าไปอย่างแน่นอน
และเนื่องจากว่าวังมังกรโลกันตร์ถูกล้อมรอบป้องกันไป
ด้วยวงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์ ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะ
แอบย่องเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ในวังมังกรโลกันตร์
สิ่งนี้ทำให้หนานซานหวางเยว่หงุดหงิดอยู่ไม่เล็กน้อย
เดิมทีเขาคิดว่าวิชาความสามารถของตนเองจะสามารถ
ล้วงลับข้อมูลได้ในฉับพลัน แต่จนบัดนี้เขาก็ยังไม่
สามารถเข้าไปในวังมังกรโลกันตร์ได้เลย
“ ในเมื่อเข้าไปไม่ได้ ก็สังเกตสถานการณ์อยู่ข้างนอก
ก่อนแล้วกัน ”
ทั้งสามแอบพูดคุยหารือกันอย่างลับ ๆ จากนั้นก็ได้
ข้อตกลงว่าจะสำรวจสถานการณ์ของวังมังกรโลกันตร์ใน
แดนมังกรทมิฬอยู่ด้านนอกไปก่อน นอกจากวังมังกร
โลกันตร์แล้วก็ยังมีตำหนักอื่น ๆ อยู่โดยรอบมากมาย ซึ่ง
ทั้งหมดล้วนเป็นที่พำนักของราชันปีศาจภายในแดน
มังกรทมิฬ
ยิ่งไปกว่านั้นขนาดที่พักอาศัยเหล่านี้กว้างใหญ่ราวกับ
พิภพใบเล็ก!
———————