กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1561: สามราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อู่ อวี้ ไม่มีทางเลือกมากนัก
เขาค่อนข้างสับสนกับสถานการณ์ของจิ่วอิง แม้แต่ราชัน
ปีศาจเพลิงครามผู้ที่อยู่ในนครทมิฬหมื่นปีศาจมานมนาน
ก็ยังไม่ทราบเรื่อง จากความทรงจำมันแค่เคยพบเห็นจิ่
วอิงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าเขาต้องการทราบข่าวของจิ่วอิง
คงเป็นเรื่องยากไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว
สำหรับยามนี้ อู่ อวี้ สามารถใช้อัตลักษณ์ของราชัน
ปีศาจเพลิงคราเข้าสู่แดนมังกรทมิฬได้อย่างไร้กังวล
ดังนั้นปัญหาต่อไปคงมิได้ยากลำบากอันใดนัก เพราะ
สามารถสอบถามข่าวคราวข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างช้าๆ
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะรู้ดีแก่ใจว่าสถานการณ์ของจิ่วอิงยามนี้
ควรกังวลเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็มิอาจรีบร้อนผลีผลามได้
มิฉะนั้นหากเผยพิรุธออกไป ผลลัพธ์ที่ได้อาจร้ายแรงกว่า
ที่คิด
เวลานี้ อู่ อวี้ กลายเป็นราชันปีศาจเพลิงคราม เขาต้อง
ใช้ตัวตนนี้เก็บรวบรวมเครื่องบรรณาการจากเทพปีศาจที่
อยู่ในรายชื่อ หลังจากธุระเสร็จสิ้นเขาก็จะสามารถ
กลับไปยังแดนมังกรทมิฬเพื่อส่งมอบเครื่องบรรณาการ
ทั้งหมดที่รวบรวมมาได้
แน่นอนว่าเรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ราชันมังกรโลกันตร์ไม่มานั่ง
ลงมือจัดการเองอย่างแน่นอน มันได้ส่งขุนพลใต้บังคับ
บัญชาทั้ง 3 ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับราชันปีศาจ
เจ็ดสวรรค์มาจัดการเก็บรวบรวมเครื่องบรรณาการด้วย
ตนเอง
ก่อนหน้านี้หนานซานหวางเยว่ได้สอดแนมราชันปีศาจ
เจ็ดสวรรค์ทั้งสามมาเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ล่วงรู้ข้อมูล
ทั่วไปของพวกมันมาพอสมควรแล้ว
ราชันปีศาจทั้งสามคือหงส์เพลิงมาร , กิเลนนิมิตทมิฬ ,
อสูรเต่าทมิฬ
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับพวกมันผ่านบทสนทนา
พูดคุยของราชันปีศาจห้าสวรรค์กับราชันปีศาจหก
สวรรค์เท่านั้น ในที่สุดยามนี้เขาก็ได้เห็นตัวจริงของอีก
ฝ่ายเสียที
อันที่จริงในความทรงจำของราชันปีศาจเพลิงคราม อู่
อวี้ ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้ง
สามแล้ว แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับมันแบบ
ตัวเป็น ๆ ความจริงในยามปกติราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์
ทั้งสามไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนมากนัก จึงเป็นไป
ไม่ได้ที่จะพบเจอมัน
โดยทั่วไปราชันปีศาจในระดับนี้ถ้ามิใช่เรื่องสลักสำคัญ
จริง ๆ จะไม่ยอมปรากฏตัวออกมา พวกมันหมกตัวอยู่ใน
ตำหนักตนเองใช้เวลาหมดไปกับการฝึกฝนบำเพ็ญตน
เพื่อฝ่าทะลวงก้าวสู่ขั้นต่อไป
เมื่อใดที่พวกมันสามารถป่าทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้ ศักดิ์
ฐานะของพวกมันก็จะเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง
อาจจะอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกับราชันมังกรโลกันตร์เลย
ก็ว่าได้
แต่การที่จะทะลวงผ่านจากราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ไปสู่
ราชันปีศาจแปดสวรรค์มิใช่เรื่องง่ายเลย อย่างน้อยใน
ช่วงเวลานี้ก็ไม่มีราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ตนใดแสดงให้
เห็นถึงสัญญาณการทะลวงผ่านระดับ
หลังจากรวมเครื่องบรรณาการจากนครทมิฬหมื่นปีศาจ
จนเสร็จสิ้น เหล่าราชันปีศาจสวรรค์ห้าสวรรค์ก็มา
รวมตัวกัน เพื่อมุ่งหน้าไปราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสาม
อู่ อวี้ ปลอมตัวเป็นราชันปีศาจเพลิงครามเดินเคียงข้าง
ไปกับราชันปีศาจผึ้งทองคำ ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสอง
ไม่ได้เลวร้ายแต่ประการใด
ราชันปีศาจผึ้งทองคำมีอุปนิสัยคล้ายกับราชันปีศาจเพลิง
ทองคราม พวกมันมีนิสัยอวดเบ่งยกตนข่มท่านชอบดู
หมิ่นราชันปีศาจตนอื่น ๆ ในนครทมิฬหมื่นปีศาจ เรียก
ได้ว่าพวกมันทั้งสองมีความต่ำช้าคล้ายกัน อู่ อวี้ ปลอม
ตัวเป็นราชันปีศาจเพลิงคราม เขายังคงแสดงละครได้
แนบเนียนจนราชันปีศาจผึ้งทองคำไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ที่อยู่
ข้าง ๆ มันในยามนี้มิใช่ตัวจริง
ความสามารถการกลืนกินของ อู่ อวี้ ไม่มีผู้ใดมองทะลุได้
แม้แต่ราชันมังกรโลกันตร์ก็ไม่สามารถจับพิรุธ
หลังจากนั้นไม่นานราชันปีศาจห้าสวรรค์ก็มารวมตัวกัน
เวลานี้พวกมันทั้งหมดมายืนอยู่เบื้องหน้าราชันปีศาจเจ็ด
สวรรค์ทั้งสาม ในที่สุดก็ได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่แท้จริง
ของมัน ทั้งยังน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าที่ อู่ อวี้ เห็นในความ
ทรงจำของราชันปีศาจเพลิงครามเสียอีก!
ในบรรดาพวกมันหงส์เพลิงมารมีสายโลหิตสูงส่งเป็น
อย่างยิ่ง เมื่อมันปรากฏกายทั่วร่างของมันปกคลุมไปด้วย
เพลิงสีดำทมิฬ ส่วนระดับความร้อนของเพลิงทมิฬอยู่ใน
อุณหภูมิสูงจนน่าสะพรึงกลัว ต่อให้อยู่ในระดับระดับ
ราชันปีศาจห้าสวรรค์ หากเข้าใกล้คงได้ถูกเพลิงทมิฬเผา
ผลาญจนสูญสลายตกตายเป็นแน่แท้
หงส์เพลิงมารกลายร่างเป็นสตรี การที่ราชันมังกร
โลกันตร์จะยอมรับราชันปีศาจสตรีมาอยู่ในนครทมิฬ
หมื่นปีศาจนับว่าหาได้ยากยิ่ง แต่ความแข็งแกร่งของนาง
ก็ทำให้ผู้คนไร้ซึ่งข้อกังขา หากมีผู้ใดต้องการท้าทาย
ความสามารถของนาง รับรองว่ามันผู้นั้นต้องชดใช้ด้วย
ราคาแสนแพง
ทันทีที่หงส์เพลิงมารปรากฏตัว สายตาของนางที่จ้อง
มองเหล่าราชันปีศาจห้าสวรรค์ตรงเบื้องหน้า เปี่ยมไป
ด้วยจิตสังหารและความเย็นชาอย่างสุดแสน จนราชัน
ปีศาจห้าสวรรค์หายใจหายคอไม่ทั่วท้องไปตาม ๆ กัน
เพราะกลัวว่าตนเองจะไปทำให้ราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ผู้นี้
ขุ่นเคืองใจ
แม้แต่ อู่ อวี้ เขาก็ยังสัมผัสได้ว่าราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์มี
ภัยคุกคามบางอย่างกับเขา ก่อนหน้านี้เขาเคยสังหาร
ราชันปีศาจหกสวรรค์ที่ผนึกกำลังปิดล้อมเขามาก่อน แต่
สำหรับราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์เขายังไม่เคยเผชิญหน้ากับ
มันอย่างแท้จริง
ดังนั้นตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจาก
หงส์เพลิงมาร ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ด้วยเพราะก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตนเองสามารถจัดการกับ
ราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย แต่ปัจจุบันหาก
ต้องเผชิญหน้ากับหงส์เพลิงมารผู้นี้ เขาคงจำเป็นต้อง
ปลดปล่อยความแข็งแกร่งสูงสุด หรือแม้กระทั่งใช้
ความสามารถเผาผลาญด้วยซ้ำ
ยิ่งถ้าราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสามผนึกร่วมมือ เกรงว่า
อู่ อวี้ คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันอย่างแน่นอน
เว้นเสียแต่ว่าเขาใช้ความสามารถในการเผาผลาญเกิน
ขีดจำกัดเช่นเดียวกับตอนที่ต่อสู้กับราชันปีศาจสงัดทมิฬ
ซึ่งเถ้าใช้วิธีดังกล่าวเขาก็ต้องสูญเสียพลังจนได้รับ
ผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หากไม่เข้าตาจนจริง ๆ เขา
คงไม่ใช้ความสามารถเผาผลาญเกินขีดจำกัดอีก เพราะ
มันคือหนทางสุดท้ายที่เขาจะเลือก
นอกจากหงส์เพลิงมาร ฝั่งด้านซ้ายของนางก็คือกิเลน
นิมิตทมิฬ มันคือกิเลนตัวสีดำสนิท เป็นสัตว์ปีศาจสาย
พันธุ์กิเลนที่มีพลังไร้สิ้นสุด ร่างกายของมันปกคลุมไป
ด้วยม่านหมอกอันมืดมิด ดวงตาของมันเป็นสีดำเข้ม แต่
มีเสน่ห์ชวนดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง
ราชันปีศาจห้าสวรรค์ไม่กล้ามองตากิเลนนิมิตทมิฬ
เพราะในดวงตาของมันเป็นเสมือนดั่งฝันร้ายอันน่า
สะพรึงกลัว แม้แต่ราชันปีศาจหกสวรรค์ก็สามารถถูก
ลากเข้าสู่ฝันร้ายอันน่าสะพรึงกลัวได้อย่างง่าย
เมื่อถูกดึงเข้าสู่ฝันร้าย ชีวิตของมันก็อาจจะหาไม่โดยไม่มี
โอกาสได้แม้แต่อ้อนวอนขอความเมตตา
เมื่อเทียบกับหงส์เพลิงมาร กฎสวรรค์นิมิตทมิฬของกิเลน
นิมิตทมิฬนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามหาก
ต้องเผชิญหน้ากับหงส์เพลิงมาร คนผู้นั้นก็คงรับรู้ได้ถึง
ฤทธิ์เดชจากพลังกฎสวรรค์เพลิงทมิฬของนาง
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับกิเลนนิมิตทมิฬ ท่านอาจไม่รู้เลยว่า
ตนเองตกตายด้วยอันใด
สำหรับราชันปีศาจตนอื่น ๆ การตกตายในฝันร้ายเป็น
อะไรที่น่าสะพรึงกลัวมากเกินไป หากต้องให้เลือกที่จะ
ต่อสู้กับหนึ่งในสองนี้พวกมันคงเลือกที่จะต่อสู้กับหงส์
เพลิงมารเสียยังดีกว่า
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การสมมุติเท่านั้น
สำหรับราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสาม ผู้ใดในนครทมิฬ
หมื่นปีศาจก็มิกล้ายั่วยุท้าทายมัน เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้น
จะอยากตาย
ส่วนทางด้านขวาของหงส์เพลิงมาร คือราชันเจ็ดสวรรค์
ตนสุดท้ายผู้มีนามว่า ราชันปีศาจเต่าทมิฬ!
ราชันปีศาจยุทธทมิฬ ร่างจริงของมันก็คือสัตว์อสูรเต่า
ทมิฬ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์สัตว์สวรรค์เต่าทมิฬ เพียงแต่
มันมีสายโลหิตหยินสูงส่งจึงมิอาจทะยานขึ้นสู่สวรรค์ มัน
มีร่างกายเป็นเต่า แต่มีหัวเป็นอสรพิษสามหัว เมื่อเทียบ
กับสวรรค์เต่าทมิฬแล้วรูปลักษณ์ของมันกลับดูน่า
สะพรึงกลัวยิ่งกว่า ส่วนพลังอิทธิฤทธิ์กับกฎสวรรค์ล้วน
เกี่ยวข้องกับหัวอสรพิษทั้งสาม ดังนั้นมันจะมีพลังสาม
ชนิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หัวอสรพิษสีม่วงมีความสามารถในการควบคุมสายอัสนี
ทั่วทั้งส่วนหัวรวมถึงดวงเนตรของมันมีสายอัสนีแล่น
ประกายมาอย่างต่อเนื่อง หากระดับราชันปีศาจห้า
สวรรค์ต้องสัมผัสกับสายอัสนีเหล่านี้ รับรองว่าร่างของ
มันผู้นั้นคงถูกแผดเผากลายเป็นตอตะโกเป็นแน่แท้
หัวอสรพิษสีเขียวมีความสามารถในการควบคุมวายุ
แน่นอนว่าทั้งส่วนหัวของมันถูกปกคลุมไปด้วยกระแส
สายวาโย ซึ่งความรุนแรงนั้นก็อยู่ในระดับที่น่า
สะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แม้แต่ความว่างเปล่าก็สามารถถูก
ฉีกกระชากได้
ส่วนหัวสุดท้ายเป็นหัวอสรพิษเขียวเข้ม ซึ่งมี
ความสามารถในการควบคุมธาตุไม้ ลักษณะของหัวสี
เขียวเข้มนี้ดูแข็งทื่อเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่ามันอยู่เฉย ๆ
ตลอดเวลา ซึ่งถือว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหัวอสรพิษ
ทั้งสอง
คงมีแต่ราชันปีศาจที่คุ้นเคยกับราชันปีศาจยุทธทมิฬ
เท่านั้นถึงจะรู้ว่าอสรพิษหัวนี้มีพลังความสามารถอันใด
และหัวที่แข็งแกร่งมากที่สุดก็คือหัวที่มีคุณสมบัติธาตุไม้
ถึงแม้เห็นว่ามันอยู่นิ่ง ๆ แต่เมื่อใดที่มันตื่น ความ
แข็งแกร่งของมันจะทวีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
แม้แต่หงส์เพลิงมารกับกิเลนนิมิตทมิฬก็ยังหวาดกลัว
อสูรเต่าทมิฬ!
เพลานี้ราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสามตนได้ปรากฏตัวอยู่
ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนกอยู่
ไม่น้อย ถึงแม้ปัจจุบันพลังฝีมือของเขาจะมิได้อ่อนแอ
กว่าพวกมันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าหาก
ราชันย์ปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสามตนผนึกกำลังร่วมมือกัน
ความแข็งแกร่งของพวกมันย่อมเหนือกว่าเขา หากเขา
ทำอะไรให้ปีศาจทั้งสามพบพิรุธ ไหนจะราชันมังกร
โลกันตร์ที่อยู่ในวังหลักของแดนมังกรทมิฬอีก ชะตาชีวิต
ของเขาคงตายหยังเขียดอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามตอนนี้ตัวตนของ อู่ อวี้ คือราชันปีศาจ
เพลิงคราม เขาจะไม่วู่วามแสดงอาการตื่นตระหนกมาก
เกินเหตุ แน่นอนว่าท่าทีตกใจจากแรงกดดันของอีกฝ่าย
ยังคงมีอยู่
ราชันปีศาจห้าสวรรค์ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขานั้น แสดงท่าที
เคารพและริษยาไปในคราวเดียวกัน ถ้า อู่ อวี้ ไม่กระทำ
เช่นนี้ เขาก็จะเผยพิรุธเอาได้ หากถูกจับแผนการทุก
อย่างคงจบเห่เป็นแน่
“มอบเครื่องบรรณาการมาสิ”
หนึ่งในพวกมัน หงส์เพลิงทมิฬกล่าวออกมาอย่างไม่
แยแส ขณะที่กล่าวแรงกดดันก็ระเบิดออกมาอย่าง
มหาศาลทำให้ราชันปีศาจห้าสวรรค์หลายตนหวาดกลัว
ขวัญผวา หลังจากนั้นแต่ละตนก็เริ่มส่งมอบเครื่อง
บรรณาการที่พวกมันเก็บรวบรวมได้ออกไป
อู่ อวี้ ก็ทำเช่นเดียวกับราชันปีศาจตนอื่น ๆ เป็นเรื่อง
ปกติที่พวกมันจะไม่สร้างปัญหาเมื่ออยู่หน้าราชันปีศาจ
เจ็ดสวรรค์ ท่าทางหยิ่งยโสโอหังที่พวกมันเคยแสดงเมื่อ
อยู่ต่อหน้าเทพปีศาจภายในนครทมิฬหมื่นปีศาจได้
หายไปอย่างปลิดทิ้ง
อู่ อวี้ แลเห็นอารมณ์ความรู้สึกของเหล่าราชันปีศาจห้า
สวรรค์ผ่านทางสายตามีทั้งชื่นชมสรรเสริญ , ริษยา ,
หวาดกลัว
ราชันปีศาจห้าสวรรค์ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น
แม้แต่ในภพเทพปีศาจผู้แข็งแกร่งก็ยังควรค่าแก่การ
เคารพนับถือ ซึ่งเทพปีศาจที่มีตัวตนเช่นนี้ก็มีมากมาย
เหลือเกิน ฉะนั้นพวกมันต้องรู้จักอยู่ให้เป็น หากทำไม่ได้
ชีวิตของพวกมันคงไม่สามารถอยู่รอดมาจนถึงป่านนี้
ดังนั้นการแสดงของราชันปีศาจส่วนใหญ่จึงไม่ค่อย
ชัดเจนนัก
สำหรับราชันปีศาจเจ็ดสวรรค์ทั้งสามในแดนมังกรทมิฬ
พวกมันเป็นเสมือนดั่งผู้ควบคุมชะตากรรมของราชัน
ปีศาจห้าสวรรค์เหล่านี้ไว้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ราชัน
ปีศาจห้าสวรรค์จึงเคารพและเกรงกลัวพวกมันเป็นอย่าง
ยิ่ง
สถานการณ์ปัจจุบันราชันปีศาจสวรรค์ห้าสวรรค์ทุกตน
ทำการส่งเครื่องบรรณาการที่พวกมันรวบรวมมา ทยอย
มอบให้แก่หงส์เพลิงมาร , กิเลนนิมิตทมิฬ , อสูรเต่า
ทมิฬ เพื่อตรวจสอบ หากจำนวนเครื่องบรรณาการดู
น้อยเกินไปปีศาจตนนั้นก็จะโดนตำหนิติติง
พวกมันทั้งสามมีหน้าที่ดูแลเครื่องบรรณาการ ซึ่ง
เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของราชันมังกรโลกันตร์ จึง
จำเป็นต้องเข้มงวดเรื่องปกติ
ส่วน อู่ อวี้ ที่สวมรอยเป็นราชันปีศาจเพลิงคราม
แน่นอนว่าเครื่องบรรณาการที่เขาได้มา มิได้มากมาย
เท่ากับราชันปีศาจเพลิงครามตัวจริงเล็กน้อย เขาจึงโดน
กิเลนนิมิตทมิฬตำหนิ
เพียงแต่ผู้ที่มันกำลังตำหนิอยู่ในยามนี้ก็คือ ราชันปีศาจ
เพลิงครามหรือ อู่ อวี้
หลังจากโดนอีกฝ่ายตำหนิ อู่ อวี้ ก็มิกล้าถือโทษโกรธ
เคือง เขาทำได้เพียงรับปากว่าครั้งหน้าจะไม่เป็นเช่นนี้อีก
ไม่พยายามแสดงอาการต่อต้านขัดขืนแต่อย่างใด โชคดีที่
ปริมาณเครื่องบรรณาการที่เขาส่งมอบไม่ค่อยแตกต่าง
จากผู้อื่นมากนัก อีกฝ่ายจึงแค่ตำหนิแล้วปล่อยเขา
กลับไป
—————–