กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 157 : กองทัพวิญญาณแคน
สำหรับ อู่ อวี้ ความตายของ เจียงจี้ ถือเป็นสิ่งที่
แน่นอนอยู่แล้ว
ในด้านวิถีแห่งกระบี่ อู่ อวี้ มีกงล้อกระบี่หยินหยาง
เป็นรากฐาน ทั้งยังมีกระบี่หยินหยางก่อกำเนิด
และ มหากระบี่ทองคำ ทั้ง 2 เคล็ดวิชาเต๋าในวิถี
แห่งกระบี่ กล่าวได้ว่าตัวเขาในตอนนี้ ถือเป็นหนึ่ง
ในปรมาจารย์กระบี่ภายใน นิกายกระบี่สวรรค์ เป็น
อย่างน้อย
ฝีมือของเขาอยู่ในระดับ หลอมรวมลมปราณขั้นที่
7 มีพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ ควบคู่กับพระพุทธรูป
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ซึ่งมีความสูงถึง 4 จั้ง ทั้ง
พลังศักดิ์สิทธิ์มหาศาล กายเนื้ออันแข็งแกร่งอย่าง
ถึงขีดสุด อีกทั้งยังมีร่างจำแลงเซียนวานร การ
สังหาร เจียงจี้ ได้นั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องปาฏิหารย์
เลย อาจกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้วมันช่างง่ายดาย
ราวพลิกฝั่ามือ
ในยามนี้ อู่ อวี้ ไม่ใช่คนเดิมเสมือนดั่งหนึ่งเดือนที่
ผ่านมา อีกต่อไป
นี่คือความห่างชั้นระหว่างอัจฉริยะ กับ ผู้ฝึกตน
ธรรมดาสามัญ!
แต่ช่างน่าเสียดาย มันตระหนักถึงความน่า
สะพรึงกลัวของ อู่ อวี้ ได้ในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อน
ชีวิตจะหาไม่ แน่นอนว่าการตายของมันทำให้เหล่า
สาวก ซึ่งอยู่ภายในวังใต้ดินหย่งอัน รู้สึกหวาดกลัว
ขึ้นมาอย่างจับใจ พวกมันพากันปัสสาวะเรี่ยราดที
ละคน ๆ เมื่อเห็นว่า อู่ อวี้ ซึ่งดูมีอายุรุ่นราวคราว
เดียวกับพวกมัน สามารถก้าวเข้ามาในวังใต้ดิน
หย่งอัน ในยามนี้เหล่าสาวกต่างพากรีดร้องออกมา
อย่างเศร้าโศกเสียใจ พวกมันก้าวถอยหลัง เข้ามา
เบียดเสียดยัดเยียดกันและกัน ด้วยความหวาดกลัว
อย่างจับใจ ใบหน้าของพวกมันซีดขาว สีหน้า
หมองหม่นหวาดกลัวถึงขีดสุด ไร้ซึ่งความกล้าที่จะ
ยืนหยัดต่อสู้
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะมาที่นี่ได้แค่เพียงสองครา แต่
ท่าทางการแสดงออกของเขา กลับไม่ต่างจากเทพ
สงครามในตำนาน ซึ่งสั่นสะเทือนจิตใจของพวก
มันอย่างรุนแรงหนักหน่วง!
ในเวลานี้เหล่าสาวกทุกผู้คน ถูกแสงสีทองจากพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งแสง ออกมาจากร่างกายของบุรุษ
หนุ่มผู้นั้น แสงสว่างอาบไล้ไปทั่วทั้งร่าง บัดนี้พวก
มันต่างพากันคุกเข่าลงบนพื้น พร้อมกับส่งเสียง
อ้อนวอนร้องตะโกนขึ้นว่า ” อู่ อวี้ โปรดเมตตา
โปรดไว้ชีวิตพวกข้า อย่าฆ่าพวกเราเลย”
” การยึดครอง นิกายกระบี่สวรรค์ ของท่านในครั้ง
นี้ ประมุข เจียงเซี่ย กับ เหล่าผู้อาวุโส ล้วนเป็นผู้
ตัดสินใจทั้งสิ้น พวกเราเป็นเพียงแค่ศิษย์รุ่นเยาว์
ไม่สามารถตัดสินใจอันใดได้ เราไม่เกี่ยวข้องอะไร
กับเรื่องนี้ โปรดปล่อยเราไปเถอะ!”
ในเวลานี้ เหล่าสาวกนับพันต่างคุกเข่าลงเบื้องหน้า
ของ อู่ อวี้ พยายามอ้อนวอนร้องขอชีวิต กรีดร้อง
ร่ำไห้อย่างน่าอเนจอนาถ
ก่อน อู่ อวี้ จะเข้าโรมรันต่อสู้กับ เจียงจี้ เป็นครั้งที่
สอง ถ้อยคำน่ารังเกียจต่าง ๆ นานา พรั่งพรู
ออกมาจากปากของพวกมัน พวกมันได้เปิดตัวคน
ธาตุแท้ออกมาจนหมดสิ้น ในยามนี้จะให้ อู่ อวี้
หลงเชื่อคำของพวกมันอีกได้อย่างไร ว่าพวกมัน
เหล่านี้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา?
การที่พวกมันทั้งหมด ต้องมาอยู่รวมตัวกันอยู่ ณ
สถานที่แห่งนี้ เป็นเพราะว่าพวกมันอ่อนแอ
ไม่เช่นนั้นแล้วเวลานี้พวกมันคงไปรวมตัวกันอยู่
ตรงบริเวณ เชิงเขาของ เทือกเขาคราม แล้ว
ทั้งสีหน้ารวมถึงอากัปกิริยา การแสดงออกด้วย
ความหวาดกลัวอยู่นี้ แท้จริงแล้วล้วนโปั้ปดเส
แสร้งแกล้งทำทั้งสิ้น สมควรยิ่งที่พวกมันเป็นศิษย์
ในพรรคของ เจียงเซี่ย เนื่องจากพวกมันมีอุปนิสัย
คล้ายคลึงกันอย่างที่สุด การแสดงออกเต็มไปด้วย
ความเที่ยงธรรมน่าเชื่อถือ พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ อู่
อวี้ หวนนึกถึง ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ขึ้นมาอย่างไม่
อาจหลีกเลี่ยง ทำให้เขาล่วงรู้ว่า พรรคจงหยวน มี
คนเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก!
เมื่อเทียบกับคุณธรรม และ กฎเหล็กที่เหล่าสาวก
ใน นิกายกระบี่สวรรค์ จำต้องยึดมั่นจนเข้ากระดูก
ดำ นำมาเทียบกับพฤติกรรมที่พวกมันเป็น ช่าง
เป็นเรื่องน่าอับอายอย่างแท้จริง
“แต่เดิมแผนคือการสร้างความปันปั่วน และ จับ
เหล่าสาวกหลายพันคนมาเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่
เจียงจี้ ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ทั้งหมดนี้เพื่อให้
เจียงเซี่ย ย้อนกลับมาที่พรรคอีกครั้ง ซึ่งถึงแม้
เจียงเซี่ย จะย้อนกลับมาจริง ข้าก็ไม่สามารถ
จัดการกับมันได้อยู่ดี คงทำได้เพียงถ่วงเวลา ไว้ได้
ชั่วคราวเท่านั้น…”
” วันนี้ อาจารย์มอบเถาวัลย์แหวกเมฆาให้แก่ข้า
เกรงว่านี่จะเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่าให้ข้าลองใช้
แผนใหม่ดู”
เถาวัลย์แหวกเมฆา มีความแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
เมื่อส่งพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไป มันสามารถยืดขยาย
ออกไปได้มากกว่า 500 จั้ง!
ในเวลานี้เหล่าสาวกจาก พรรคจงหยวน กำลัง
คุกเข่าร้องขอความเมตตาอย่างน่าเวทนา อู่ อวี้ ใช้
แรงกดดันทำให้ดวงตาของพวกมันทุกคนจดจ่อมา
ที่ร่างของเขา ทันใดนั้นเองเขาก็ล้วงมือลงไปในถุง
จักรวาล พร้อมกับหยิบ ‘เถาวัลย์แหวกเมฆา’
ออกมา เมื่อเขาส่งพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไป เถาวัลย์
แหวกเมฆาก็ยืดขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง มันแตก
แขนงแพร่กระจายออกไป เฉกเช่นดั่งอสรพิษสีดำ
ขนาดใหญ่ มีแม้กระทั่งกิ่งก้านใบไม้ และ หนามอัน
แหลมคมเติบโตขึ้นมา ในเวลานี้ในมือของ อู่ อวี้ มี
แส้โลหะซึ่งมีความยาวมากกว่า 500 จั้ง!
เมื่อเหล่าสาวก พรรคจงหยวน แลเห็น เถาวัลย์
แหวกเมฆา ซึ่งเดิมทีเป็นของ เจียงติง พวกมัน
ต่างพากันตกตะลึงจนแทบจะสิ้นสติ!
“เขาใช้ เถาวัลย์แหวกเมฆา…”
สาวกผู้นั้นยังพูดไม่ทันกล่าวจนจบประโยค อู่ อวี้
ก็ม้วนตวัดมือ สะบัดเถาวัลย์แหวกเมฆา ซึ่งดูราว
กับอสรพิษขนาดยักษ์ออกไปอย่างรวดเร็ว เถาวัลย์
แผ่ขยายออก ม้วนกวาดผ่านเข้าใส่สาวกผู้หนึ่ง ซึ่ง
กำลังหลบหนีด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นเอง
เถาวัลย์ก็ขยายออกอีกครั้ง พร้อมกับพุ่งเข้าไปหา
ร่างของสาวกนับพัน เพียงชั่วพริบตา เถาวัลย์ก็
รวบร่างพวกมันเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาประดุจ
ดั่งเชือก สาวกนับพันล้วนถูกเถาวัลย์นี้พันธนาการ!
“อ๊ากกกกก!”
ทันใดนั้นเอง สาวกนับพันคนก็กรีดร้องออกมา
อย่างสิ้นหวัง!
เนื่องจากว่า ยิ่งพวกมันพยายามต่อสู้ดิ้นรนมาก
เท่าไหร่ ใบไม้กับหนามอันแหลมคม ก็ยิ่งกดรัดลง
บนร่างของพวกมันแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น บัดนี้ใบไม้
รวมถึงหนามแหลมคมได้เจาะทะลวงผ่านเข้าไปใน
ผิวหนังของพวกมัน ก่อให้เกิดรอยบาดแผลขึ้นทั่ว
ทั้งร่างของเหล่าสาวก ในเวลานี้เถาวัลย์แหวก
เมฆาถูกอาบชโลมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
ความหวาดกลัว คลุ้มคลั่ง ต่อสู้ดิ้นรน และ ความ
สิ้นหวัง คืบคลานปกคลุมไปทั่วทั้งจิตใจของเหล่า
สาวกนับพัน
บัดนี้ เหล่าศิษย์นับพันกลายเป็นเชลยของ อู่ อวี้!
เพราะเถาวัลย์แหวกเมฆาทำให้ อู่ อวี้ คิด
แผนการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้!
“ถ้าข้าเป็นพวกเจ้า ข้าจะพยายามทำตัวให้สงบ
เสงี่ยมเข้าไว้ ยอมให้ค่าจับกุมแต่โดยดี ผู้ใดกรีด
ร้อง หรือ ส่งเสียงรบกวน ข้าจัดส่งคนผู้นั้นไปลง
นรก”
เมื่อเสียงของ อู่ อวี้ เงียบลง เหล่าสาวกของ พรรค
จงหยวน ก็กรีดร้องคลุ้มคลั่งออกมาอย่างรุนแรง
บางคนปัสสาวะเรี่ยราดออกมาไม่หยุด
” อู่ อวี้ เจ้าจะต้องไม่ตายดี! นิกายกระบี่สวรรค์
ของเจ้าจะถูกทำลาย ผู้คนจะถูกเข่นฆ่าทรมานจน
ไม่มีเหลือ ถึงแม้จะจับตัวพวกเราไป เจ้าคิดว่า
ตัวเองจะใช้ประโยชน์จากเราได้หรือไง! เจ้าจะต้อง
ตกไปด้วยสภาพน่าอนาถ ไม่ว่าจะเป็นตัวเจ้า
อาจารย์ของเจ้า หรือ ผู้คนที่เจ้ารู้จัก พวกมัน
ทั้งหมดจะได้ลิ้มรส กับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
อย่างสุดแสนสาหัส เท่าที่มีอยู่บนโลกนี้!”
ในบรรดาผู้คนหลายพันคนใน ย่อมต้องมีหนึ่งหรือ
สองเสมอที่ไม่หวาดกลัวความตาย มันหัน
เผชิญหน้ากับ อู่ อวี้ ตะโกนกรีดร้องด้วยโทสะแห่ง
ความเกรี้ยวกราดบ้าคลั่ง
อู่ อวี้ กระชับเถาวัลย์แหวกเมฆา บังคับให้มันบีบ
รัดเหล่าสาวกที่ปากดีเหล่านี้ ฟึด!!! ภาพอันน่าตื่น
ตะลึงนี้ ได้สร้างความสั่นสะเทือนจิตใจอย่างยิ่ง
ให้แก่สาวกหลายพันคน ร่างกายของพวกมันสั่น
เทาเชื่อฟังแต่โดยดี ถึงแม้จะยังหวาดกลัวอยู่ แต่
บัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้ากรีดร้อง หาญกล้าเผชิญหน้าอีก
ต่อไป
“ออกมา!”
อู่ อวี้ กระทำราวกับว่าเขากำลังล่ามกลุ่มสัตว์
เดรัจฉาน เขากระชากเหล่าสาวกนับพันที่ เจียง
เซี่ย พยายามปกปั้องออกจากวังใต้ดินหย่งอัน
ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตระการตาเป็นอย่างยิ่ง!
แต่อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ใดล่วงรู้ อู่ อวี้ กำลังอะไร
หรือ ปรารถนาสิ่งใด เขาพาตัวสาวกนับพันออก
จากสถานที่แห่งนี้ ในท้ายที่สุดแล้วเราต้องการทำ
อะไรกันแน่?
ในไม่ช้า อู่ อวี้ จะให้คำตอบ!
ใบหน้าของ อู่ อวี้ เรียบเฉยไร้ซึ่งความแยแส เขา
เอื้อมมือออกไปเบื้องหน้า จากนั้นก็มีกระบี่สีขาวดำ
ก็ปรากฏขึ้น เขาควบคุมกระบี่ให้ลอยคว้างอยู่กลาง
อากาศ จากนั้นกระโดดขึ้นไปบนกระบี่อย่าง
รวดเร็ว พร้อมกับหันกระบี่บินทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า
ไปยังทิศทาง นิกายกระบี่สวรรค์ โดยไม่เอื้อนเอ่ย
วาจาใด ๆ ออกมา!
“หวา!”
เหล่าสาวกนับพันชีวิต เข้าใจในการกระทำของ อู่
อวี้ โดยทันที เวลานี้พวกมันรู้สึกหวาดกลัวจนแทบ
สูญเสียจิตวิญญาณ
ทันทีที่ อู่ อวี้ บินทะยานขึ้นบนฟากฟั้า เหล่าสาวก
นับพันก็บินทะยานขึ้นไปบนฟากฟั้าเช่นกัน บัดนี้
บนท้องนภาเต็มไปด้วยเหล่าสาวกจำนวนมากมาย
อู่ อวี้ ยังคงบินทะยานต่อไปเรื่อย ๆ ทิศทางที่เขา
มุ่งหน้าไปนั้น คือทิศทางของ นิกายกระบี่สวรรค์
แม้จะต้องแบกรับน้ำหนักของสาวกนับพัน แต่ทว่า
ความเร็วในการเคลื่อนที่คลองกระบี่บินจักรพรรดิ
ก็ไม่ถดถอยลดลงแต่แม้แต่น้อย!
นี่คือความแตกต่างระหว่างนกกระเรียนสวรรค์ กับ
กระบี่เป็นจักรพรรดิ!
นกกระเรียนสวรรค์ จะสามารถแบกรับคนได้เพียง
แค่ไม่กี่คนเท่านั้นขณะบิน
หุบเขาเซียนจงหยวน ยังมีเหล่าสาวกนับแสนคน
อยู่ ส่วนผู้ที่อยู่ด้านนอกจะเป็นศิษย์สายนอก กับ
สาวกรับใช้อีกจำนวนหนึ่ง บัดนี้เหล่าสาวก พรรค
จงหยวน กำลังแหงนหน้ามองขึ้นบนฟากฟั้า พวก
มันได้พบเห็นกับภาพอันน่าตื่นตะลึง มีร่างของคน
ผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่บนกระบี่บิน พร้อมกับฉุด
กระชากเหล่าสาวกนับพันของพรรคจงหยวน
ติดตามไปด้วย สภาพของพวกมันในตอนนี้คือ
ศีรษะทิ่มลงด้านล่าง และ เท้าชูขึ้นด้านบน ม้วน
กลิ้งทะลุผ่านหมู่เมฆ ลอยละลิ่วล่วงหล่นจาก
อากาศ ราวดั่งใบไม้ร่วงหล่นปลิวคว้างยามช่วงฤดู
ใบไม้ผลิ พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนกัน
ออกมาไม่หยุด…
สาวกนับพันผูกมัดพันคออยู่ด้วยกัน เฉกเช่นราว
กับก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่ถูกเสียบลอยละลิ่วอยู่ใน
อากาศ
“โอ้สวรรค์!”
บัดนี้ อู่ อวี้ ได้สร้างความสยดสยองฝังตราตรึง
เอาไว้ภายในหัวใจของเหล่าสาวก พรรคจงหยวน
ทั้งมวล
ให้พวกมันได้รู้จักกับคำว่า ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่!
.
สามวัน!
เฟิง ซัวหยา สีหน้าซีดเผือด หยาดเหงื่อรินไหลลง
มาจากหน้าผา มือของเขาสั่นเทาเป็นครั้งคราว
ขณะควบคุม ค่ายกลหมื่นกระบี่
เมื่อแลมองไปทางผู้อาวุโสทั้ง 8 สภาพของพวกเขา
ยามนี้ ย่ำแย่เสียยิ่งกว่า เฟิง ซัวหยา บางคนแข้ง
ขาสั่นเทา ร่างกายโงนเอน ไม่อาจยืนหยัดอย่าง
มั่นคงได้
เบื้อหน้าของพวกเขา มีคนกว่า 20 ชีวิตกำลังอยู่
ท่ามกลาง ค่ายกลหมื่นกระบี่ เพื่อกำลังฝั่าวงล้อม
กระบี่นับหมื่นเข้ามา ซึ่งทุกคนล้วนแต่เป็นยอด
ฝีมือทั้งสิ้น แล้วบัดนี้ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ก็กำลัง
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! พวกมันทุกคนต่างงัดพลัง
ของตนที่มีเพื่อฝั่า ค่ายกลหมื่นกระบี่ เข้ามาอย่าง
สุดกำลัง แถมในตอนนี้ยังไร้ซึ่ง อู่ อวี้ อีก ทำให้
เป็นวิกฤตอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าผู้ที่ฝั่าเข้า
มาได้ไกลมากที่สุดก็คือ เจียงเซี่ย และ จิ่วเซียน
ส่วนอีกคนที่เร่งตามมาติดๆก็คือยอดฝีมือในขั้น
หลอมรวมลมปราณระดับ 10 ซึ่งยามที่ ค่ายกล
หมื่นกระบี่ ถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์ เวลานั้นทุก
ผู้คนในนิกายกระบี่สวรรค์ จะต้องเตรียมทำศึกกับ
กองทัพไตรภาคีทั้ง 3 อย่างสุดชีวิต แม้ต้องแลก
ด้วยชีวิตหรือความตายก็ตาม!
ยามนี้ความสำเร็จของพวกมันอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม
เจียงเซี่ย กับพรรคพวกของมันเริ่มบ้าคลั่งมากขึ้น
ยิ่งฝั่ายตรงข้ามสิ้นท่าหมดหวังมากขึ้นเท่าใด มันก็
ยิ่งหึกเหิมรุกหนักมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทั้ง
แรงสั่นสะเทือนบวกกับเสียงอึกทึกที่เกิดขึ้นภายใน
เทือกเขาคราม ยามนี้ ช่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง
อย่างที่สุด ส่วนสาวกของ นิกายกระบี่สวรรค์
ล่วงรู้อยู่แก่ใจอย่างสุดซึ้ง ว่าบัดนี้ปลายทางของ
จุดสิ้นสุดใกล้มาถึงทุกขณะ เลือดในกายของพวก
เขาเกรี้ยวกราดพลุ่งพล่านพร้อมต่อสู้ เหล่าสาวก
ต่างพากันสัตย์สาบานต่อความตาย ยืนหยัดเพื่อ
กวัดแกว่งศาสตราเต๋าของตนเอง เตรียมพร้อมที่จะ
บุกฝั่าออกสู่แนวหน้า!
แรงสั่นสะเทือนของ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ยามนี้ เป็น
เฉกเช่นเดียวกับเรือเล็กที่ลอยคว้างอยู่กลางทะเล
ต้องพบเจอกับคลื่นพายุขนาดมหึมา เหล่าสาวก
นิกายกระบี่ต่างล่วงรู้ดีว่า โชคชะตาของพวกเขา
ขึ้นอยู่กับ ค่ายกลหมื่นกระบี่ สงครามที่เกิดขึ้นจวบ
จนปัจจุบัน บัดนี้ถึงเวลาที่จะต้องรู้ผลชี้ชัดแล้ว!
” เหล่าสาวกหญิงชายทั้งหลาย ในวันนี้พวกท่าน
ทั้งหลายสามารถใช้เคล็ดวิชาเต๋าต้องห้ามกันได้
อย่างเต็มที่!” สำหรับ หวันเทียน หยู๋เซวีย ในฐานะ
ผู้นำของเหล่าสาวก เขาล่วงรู้ดีว่าในศึกการต่อสู้
ครั้งนี้ สร้างแรงบันดาลใจ และ ความฮึกเหิมให้แก่
เหล่าสาวกนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นั่นเพราะ
ฝีมือแลจิตใจของพวกเขายังคงอ่อนแอนัก
“ทราบ!!!”
เสียงแผดคำรามของหลายพันชีวิต ดังออกมาอย่าง
พร้อมเพรียงกัน กระบี่ยาวพันเล่มนับพันเล่มส่อง
แสงประกายเรืองรอง สาวก นิกายกระบี่สวรรค์ ไม่
เคยมีเจตนาฆ่ามากมายมหาศาลเช่นนี้มาก่อน
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
บัดนี้บริเวณด้านบนของ ค่ายกลหมื่นกระบี่ เกิดรู
โหว่ขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง โชคยังดีที่ยังไม่มีศัตรู
เข้าใกล้จนมาอยู่ด้านบนบริเวณรอยโหว่ที่เปิดออก
ไม่เช่นนั้นแล้วพวกมันคงถาโถมเข้ามาอย่าง
รวดเร็ว
ด้านนอก ค่ายกลหมื่นกระบี่ ปีศาจที่อยู่บนภูเขา
เริ่มกลายร่างสู่ รูปลักษณ์ของปีศาจที่แสนหน้า
สะพรึงกลัว กระโจนทะยานเร้นซ่อนกายอยู่ภายใน
เทือกเขา และ แม่น้ำ บริเวณเหล่านี้จึงเป็นสถานที่
น่ากลัวและอันตรายที่สุด ภายใน นิกายกระบี่
สวรรค์
ซึ่งมันช่างตรงกันข้ามกับสาวก พรรคจงหยวน
ถึงแม้พวกมันแต่ละคนจะดูยโสโอหัง แต่ทว่าไม่น่า
เกรงกลัวแม้แต่น้อย!
แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาต่างได้รับการตักเตือนว่า
ถึงปีศาจจะน่ากลัวอย่างที่เห็น แต่สิ่งที่น่ากลัว ทั้ง
ยังเลวร้ายยิ่งกว่านั่นก็คือผู้ฝึกตนนอกรีต ปีศาจเจ็ด
ทะเลแดง กับ ‘กองทัพวิญญาณแค้น’ ของพวกมัน
อย่าคิดว่ามันมีเพียงแค่เจ็ดคน อีกทั้งยามนี้จะเหลือ
เพียงแค่ 6 คน มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า ยิ่งมันมีอายุไข
มากเท่าใด มันยิ่งสามารถใช้เคล็ดวิชาเต๋านอกรีต
เรียกวิญญาณแค้นได้มากขึ้นเท่านั้น เป็นกองทัพ
ซึ่งมีความแข็งแกร่งดุร้าย ไม่ด้อยไปกว่าเหล่า
ปีศาจแม้แต่น้อย ฉะนั้นพวกมันจึงถือเป็นศัตรูที่น่า
สะพรึงกลัวมากที่สุด!
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ พวกปีศาจเจ็ดทะเลแดงคง
ไม่มีทางครอบครองผลประโยชน์มากมายขนาดนี้
ได้
กองทัพปีศาจ กองทัพวิญญาณแค้น เหล่าสาวก
ของพรรคจงหยวน พวกมันต่างเตรียมพร้อมเข้า
โรมรันต่อสู้ด้วยโลหิตอันเดือดพล่าน ดวงตาของ
พวกมันแดงก่ำ จ้องมองไปยังเทือกเขาคราม อัน
อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกลิ่นอายพลังฟั้าดิน สิ่งนี้คือ
สาเหตุที่ทำให้พวกมันต้องดิ้นรนจนถึงปัจจุบัน
แล้วในยามนี้พวกมันต่างเฝั้ารอคอยมานานจนเกิน
จะทานทน เฉกเช่นพวกปีศาจซึ่งกำลังหิวโซอย่าง
ที่สุด!
หากเปรียบเทียบกันแล้ว ถึงแม้เหล่าสาวกภายใน
นิกายกระบี่สวรรค์จะปลดปล่อยจิตสังหารออกมา
มากล้นเพียงใด แต่ด้วยจำนวนคนที่นิกายนี้มี มันก็
ไม่เพียงพอสังหารผู้คนจากทั้งสามกองทัพลงได้!
สงครามสี่ทัพ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการต่อสู้แบบสอง
ต่อสอง แต่กลับเป็นหนึ่งต่อสาม จึงทำให้กระแส
สงครามของ นิกายกระบี่สวรรค์ แทบจะถูก
กำหนดให้ต้องพังพินาศ!
” ท่านเจ้านิกาย ถ้าเรายังคงยืนหยัดปักหลักต่อไป
เกรงว่าจะไร้ประโยชน์ ข้าคิดว่าพวกเราควรใช้
ความแข็งแกร่งที่เหลืออยู่ เพื่อต่อสู้จะดีกว่า ” ผู้
อาวุโส มู่เกอ มีฝีมืออยู่ในระดับ หลอมรวม
ลมปราณขั้น 9 เท่านั้น ซึ่งถือว่าด้อยสุดในกลุ่มผู้
อาวุโสทั้งหมด ฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถยืนหยัดได้
นานนัก
ท่านผู้อาวุโส มู่เกอ กล่าวถูกต้อง
หากยังดื้อดึงยืนหยัดจน ค่ายกลหมื่นกระบี่ ถูก
ทำลาย ถ้าเช่นนั้นควรใช้พลังที่เหลืออยู่ เข้าห้ำหั่น
ศัตรูให้มากที่สุดเสียยังดีกว่า
เขาขบฟันแน่น แหงนมองขึ้นบนท้องฟั้าพร้อมกับ
เอ่ยขึ้นว่า “รออีกครึ่งชั่วยาม”
การที่เขาเฝั้าเพียรอดทนยืนหยัด เป็นเวลากว่า 3
วัน เกิดจากมุ่งมั่นรอคอย อู่ อวี้
หาก อู่ อวี้ กลับมา เขาไม่อยากให้ อู่ อวี้ ได้พบ
เห็นการแตกพ่ายของ ค่ายกลหมื่นกระบี่ ได้มาเห็น
เทือกเขาคราม ถูกอาบโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
ราวกับธาราโลหิต
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ