กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1614: ตำหนักเฝ้าสุสานที่แท้จริง
สถานการณ์บนแท่นหยกขาวสงบลงชั่วคราว
สำหรับการนี้ไม่ว่าจะเป็นสี่จักรพรรดิปีศาจ อู่ อวี้ หรือ
อู่จวิน ไม่กล้าลงมือทำอันใดแม้แต่น้อย พลังอำนาจที่
ซากศพจักรพรรดิปีศาจแสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์
นับเป็นสิ่งที่น่าตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้
ตอนนี้ทุกคนกังวลว่าถ้ายังต่อสู้กันต่อไป พวกเขาทั้งหมด
อาจต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในนี้
เมื่อสถานการณ์มาถึงขั้นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ทุก
คนจะร่วมมือกัน
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่รวมตัวกันแล้วเริ่มปรึกษาหารือกัน
ซึ่งเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับ ‘หุ่นเชิดซากศพ’ ที่เพิ่งปรากฏ
ตัว ดูเหมือนจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่จะมองเห็นเอกลักษณ์
มันได้อย่างชัดเจน
“ นั่นมันมหาจักรพรรดิเนตรม่วงแห่งภพเทพปีศาจมิใช่
รึ? ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นรูปปั้นของเขากลายเป็นซากหักพัง
อยู่ในภพเทพปีศาจ ข้ามั่นใจว่าเขาต้องเป็นของมหา
จักรพรรดิเนตรม่วงอย่างแน่นอน!” ภูผาทองหมื่นบรรพ
กาลกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
พฤกษาพิภพอนันต์พยักหน้าเห็นด้วย ” นั่นคือมหา
จักรพรรดิเนตรม่วงอย่างแน่นอน ร่างจริงของเขาคืออสูร
เนตรม่วง ตอนนั้นข้าไปหาร่างของเขาที่ซากวังแต่ก็ไม่
พบ ไม่คาดคิดว่าจะถูกเอาร่างมาทำเป็นหุ่นเชิดซากศพ
อยู่ในสุสานจักรพรรดินิรันดร์เช่นนี้ … ”
จักรพรรดิปีศาจราชันนภากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
และกลิ่นอายเย็นยะเยียบที่แผ่ออกมา ” ข้าไม่รู้ว่าผู้ใด
สามารถปรับแต่งจักรพรรดิปีศาจเหล่านี้ให้กลายเป็นหุ่น
เชิดซากศพ แต่ที่แน่ ๆ นี่ไม่ได้มีแค่มหาจักรพรรดิเนตร
ม่วงผู้เดียว อาจจะมีหุ่นเชิดซากศพจักรพรรดิปีศาจตน
อื่น ๆ อีก พวกเราต้องระวังกันให้ดี ”
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย เมื่ออยู่ ๆ
บรรพชนของภพเทพปีศาจมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกมัน
เช่นนี้ แม้แต่จักรพรรดิปีศาจนิรันดร์ในอดีตยังถูก
ปรับแต่งให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพ การที่พวกมัน
ล่วงล้ำบุกรุกเข้ามาในนี้เกรงว่าตนเองจะต้องเผชิญกับ
ภัยอันตรายอันน่าสะพรึงกลัวอย่างไรสิ้นสุด
“ ตอนนี้หวาดกลัวไปก็เท่านั้น เพราะพวกเราเข้ามากัน
แล้ว เอาเป็นว่าหากเมื่อใดที่พบโอกาสก็รีบไขว่คว้ามัน
มาก็แล้วกัน ส่วนเรื่องร่วมมือกับเด็กผู้นั้นมันคงเป็นไป
ไม่ได้ พวกเราจะต้องรักษาชีวิตรอดให้ได้จนถึงที่สุด ”
พฤกษาพิภพอนันต์มองเห็นความเป็นจริงอย่างชัดเจน
เมื่อสุสานจักรพรรดินิรันดร์เต็มไปด้วยภยันตรายเช่นนี้
แสดงว่าจะต้องมีสมบัติหลบซ่อนอยู่อย่างแน่นอน ที่
สำคัญจากสถานการณ์ที่พบเจอทำให้พวกมันรู้ว่าโอกาส
ที่พวกมันจะได้ครอบครองสมบัติเป็นเรื่องยากยิ่ง และ
การรักษาชีวิตของตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยไปจนถึง
ที่สุดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
ในใจของจักรพรรดิปีศาจอนันตกาลหรือพฤกษาพิภพ
อนันต์คิดว่าสุดท้ายแล้วต้องมีจักรพรรดิปีศาจอีกหลาย
ตนตกตายอยู่ที่นี่ เฉกเช่นเดียวกับจักรพรรดิปีศาจไร้
สิ้นสุด …
ส่วนทางด้านของ อู่ อวี้ ไม่ได้คิดมากขนาดพวกมัน
จากบทสนทนาของพวกมันทำให้ อู่ อวี้ ได้รู้ข้อมูล
บางอย่างว่าหุ่นเชิดซากศพตัวที่พบเจอมีนามว่า ‘มหา
จักรพรรดิเนตรม่วง’ ก่อนที่มันจะตกตายมันมีวังตำหนัก
เป็นของตนเอง และปัจจุบันเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง
ที่ยังหลงเหลืออยู่ เห็นได้ชัดว่ามันจะต้องเป็นคนใหญ่คน
โตในภพเทพปีศาจ
ซึ่งมันก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกสังหารตกตายในมหาสงคราม
ในอดีต แม้จะถูกปรับแต่งจนกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพ
แต่ที่สำคัญก็คือผู้ใดกันที่เป็นผู้ปรับแต่งหุ่นเชิดซากศพ
จักรพรรดินิรันดร์นี้ขึ้นมา? เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอะไรที่
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
แม้แต่อู่จวินก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจ ด้วยเพราะ
ที่นี่มันอันตรายมากเหลือเกิน เป็นอันตรายซึ่งแตกต่าง
จากที่เขาเคยประสบพบเจอมาก่อน ณ ปัจจุบันพวกเขา
กำลังอยู่บนแท่นหยกที่กำลังสั่นไหวไปตามลมพายุฟ้า
คะนอง สถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาด
หรืออุบัติเหตุใด ๆ ล้วนสามารถสังหารพวกเขาได้ทั้งสิ้น
หุ่นเชิดซากศพของมหาจักรพรรดิเนตรม่วงเพิ่งออกจาก
แท่นหยกขาวไปได้ไม่นาน ส่วนแก่นเซียนที่อยู่โดยรอบ
ซึ่งสามารถบดขยี้สังหารได้ทุกสรรพสิ่ง กระทำเพียง
ป้องกันหุ่นเชิดซากศพเท่านั้น มิได้สร้างความเสียหายต่อ
มันแต่อย่างใด
อู่ อวี้ มีลางสังหรณ์ว่าตนเองจะได้พบเจอกับหุ่นเชิด
ซากศพมหาจักรพรรดิเนตรม่วงในอนาคตอีกแน่ ๆ
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปอาการบาดเจ็บของ
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่และ อู่ อวี้ ก็ฟื้นตัวขึ้น เรื่องนี้ทำให้
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่รู้สึกใจชื้นมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง
เล็กน้อย
“ดูนั่นสิ! มีอะไรอยู่ข้างหน้า?”
เวลาล่วงเลยผ่านไปประมาณสี่ห้าวัน ดูเหมือนอู่จวินจะ
ค้นพบอะไรบางอย่าง อยู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดพราดยืนขึ้น
แล้วชี้ไปด้านหน้าด้วยสีหน้าท่าทางประหลาดใจ
สี่จักรพรรดิปีศาจกับ อู่ อวี้ ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว
เช่นกัน ด้วยการหันไปมองยังทิศทางดังกล่าวอย่าง
รวดเร็ว
เดิมทีพายุฝนฟ้าฟ้าคะนองเมฆครึ้มที่เคยปกคลุม
หนาแน่นอยู่โดยรอบ ก็ค่อย ๆ เจือจางลดน้อยลง ทำให้ผู้
ที่ยืนหยัดอยู่บนแท่นหยกขาวสามารถมองเห็นวังทมิฬ
ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ
ขนาดของวังทมิฬแห่งใหญ่โตมโหฬารเป็นอย่างยิ่ง!
แม้แต่อู่จวินพยายามค้นหาข้อมูลความทรงจำจากส่วน
ลึกของตนเองก็พบว่า ตนเองไม่เคยเห็นวางที่มีขนาด
ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้มาก่อน อันที่จริงมันกำลังลอย
คว้างอยู่ท่ามกลางสวรรค์แลปฐพี ไม่ว่าจะมองไปยัง
ทิศทางใดก็ไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของวันนี้ วัง
ทมิฬดังกล่าวเปรียบเสมือนพิภพที่ค่อย ๆ ปรากฏโฉม
ออกมาให้พวกเขาเห็น
แม้จะอยู่ห่างไกล แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอัน
หนาวเหน็บและน่าสะพรึงกลัวซึ่งแผ่ออกมาจาก
พระราชวัง กลิ่นอายนี้ไม่ต่างจากเข็มเย็นเหยียบทิ่มแทง
ลึกเข้าไปในกระดูกของเขา ทำให้ผู้คนรู้สึกครั่นคร้ามไป
ถึงหัวใจ
ความหนาวเย็นนี้มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามกายภาพ แต่เป็น
ความเย็นเหยียบทางจิตใจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง
โชคดีที่ความหนาวเหน็บทางจิตใจนี้ อู่ อวี้ กับอู่จวินหรื
อแม้กระทั่งจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ต่างมีวิธียับยั้งมัน มิให้
ส่งผลกระทบต่อตนเองช่วงคราว
อู่ อวี้ อาศัยการจ้องมองภาพจำแลงหัวใจวานร เมื่อภาพ
ของราชาวานรปรากฏขึ้นภายในส่วนลึกจิตใจ ความ
หนาวเหน็บที่เกิดจากวังทมิฬก็ค่อย ๆ จางหายไป
จนกระทั่งในที่สุดก็หายไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคนอื่น ๆ ก็
วิธีการของตนเองในการระงับความรู้สึกอันเย็นเหยียบนี้
วังนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารเป็นอย่างยิ่ง แม้แท่นหยก
ขาวที่ อู่ อวี้ ยื่นอยู่จะห่างไกลจากวังพอสมควร แต่เขาก็
ไม่อาจมองเห็นพระราชวังนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ทุกแห่งหนของวังทมิฬถูกห้อมล้อมไปด้วยแก่นเซียน
ระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น วายุกลืนวิญญาณไร้จุดจบ เพลิง
โกลาหลหุบเขามาร เหมันต์เยือกแข็งราตรีนิรันดร์ และ
อัสนีพิพากษา สี่พลังทำลายล้างห้อมล้อมปกคลุมวังทมิฬ
ไว้แทบทั้งหมด
” ผู้ใดเป็นคนสร้างวังนี้? ช่างงดงามตระการตายิ่งนัก
ความกว้างใหญ่ของมันเทียบเท่าได้กับหนึ่งในยี่สิบส่วน
ของภพเทพปีศาจเลยทีเดียว!” อสูรลาวาเทิดหล้าเป็นผู้
แรกที่อุทานขึ้น มันรู้สึกตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้ามาก
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่แสดงท่าทางตกตะลึงออกมาอย่าง
เห็นได้ชัด คำกล่าวของอสูรลาวาเทิดหล้านั้นไม่ผิดเลย
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกมันคือพระราชวังใหญ่ยักษ์
ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวรรค์ปฐพี มีขนาดเทียบเท่า
กับหนึ่งในยี่สิบส่วนของภพเทพปีศาจ
จากมุมมองของ อู่ อวี้ ภพเทพปีศาจนั้นกว้างใหญ่เป็น
อย่างยิ่ง หรือจะกล่าวว่ามันคือพิภพขนาดยักษ์ซึ่ง
เทียบเท่าได้กับแดนสวรรค์เลยทีเดียว
หรือจะกล่าวว่าหากเปรียบเทียบวังทมิฬเบื้องหน้าของ
เขากับบนสวรรค์แล้ว ขนาดของมันเทียบเท่ากับวัง
สวรรค์หลายสิบแห่งเลยทีเดียว แม้แต่ อู่จวิน ก็ยังไม่เคย
พบเห็นพระราชวังแสนงดงามเช่นนี้มาก่อน
“ ข้าไม่รู้ว่ามันจะเทียบได้กับตำหนักจักรพรรดิหยก
หรือไม่? ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ในใจ เขาไม่เคยเห็นตำหนักของ
จักรพรรดิหยกมาก่อน แต่ก็พอนึกภาพออกว่ามันจะเป็น
เช่นใด เป็นไปได้มากที่สถาปัตยกรรมในสถานที่แห่งนี้จะ
เชื่อมโยงกับจักรพรรดิหยก ท้ายสุดแล้วเขาเคยเห็นวง
เวทย์เซียนกำเนิดพบสายหมอกมาก่อน ซึ่งมันแทบจะ
เหมือนกับวงเวทย์ที่จักรพรรดิหยกจัดตั้งขึ้นในนรก
ทั้งนี้ทั้งนั้นช่วงเวลาที่พวกเขาพบเห็นวังทมิฬ คนทั้งหมด
ก็ต่างใช้วิชาของตนเองต่อต้านความเย็นเยียบถึงจิต
วิญญาณซึ่งแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งพระราชวัง
จนกระทั่ง 7 วันผ่านไป แท่งหยกขาวก็เข้าใกล้
พระราชวัง การเคลื่อนไหวของมันนั้นเป็นเช่นเดียวกับ
นาวาเทียบท่า หยุดอยู่เบื้องหน้าแท่นอิฐสีดำหน้าวังทมิฬ
ในที่สุด อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ก็สามารถออกจากแท่นหยก
ขาว เดินสำรวจอยู่รอบนอกของวังทวิฬนี้ได้
สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่เกินไป จนจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่มิ
กล้าก้าวเข้าไป อย่างไรก็ตามหลังจากคิดทบทวน
ไตร่ตรองดูแล้ว พวกมันก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอันใดที่ตนเอง
จะหดหัวมิกล้าแสวงหาสมบัติ?
ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่จึงกลับสู่ร่างเดิมทีละตน
จากนั้นก็เครื่องกายเข้าไปใกล้วังทมิฬ!
ตนแรกคือภูผาทองหมื่นบรรพกาลเปล่งประกายแสงสี
ทองแวววาวตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวรรค์และปฐพี
บินทะยานออกจากแท่งหยกขาวมุ่งไปข้างหน้าอย่าง
รวดเร็ว ส่วนอีกหนึ่งคือพฤกษาพิภพอนันต์กิ่งก้านสาขา
แมกไม้แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า
ตนต่อมาก็คืออสูรลาวาเทิดหล้า ทั่วทั้งร่างดูราวกับแอ่ง
ลาวาใต้พิภพ มิได้ให้ความรู้สึกเหมือนอสูรปีศาจแม้แต่
น้อย แต่ดูเหมือนกับภูเขาไฟมีชีวิต มีเพียงปากขนาด
ใหญ่ของมันเท่านั้นที่แสดงตัวตนว่ามันคืออสูรปีศาจ
และตนสุดท้ายคือดาวมฤตยูราชันนภา ผู้กลายร่างเป็น
ดวงดาวขนาดยักษ์มุ่งหน้าไปยังพระราชวัง
ร่างจริงของจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่นั้นมีขนาดใหญ่เป็น
อย่างยิ่ง แม้ อู่ อวี้ จะปลดปล่อยร่างอวตารหนึ่งล้านตน
ออกไป แต่ก็เทียบไม่ได้กับหนึ่งในร้อยส่วนของขนาด
ร่างกายอีกฝ่าย
อย่างไรก็ตามหลังจากจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่กลายเป็นร่าง
จริง เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของวังทมิฬแล้ว หากมอง
มาจากไกล ๆ พวกมันก็ดูไม่ต่างจากแมลงสองสามตัวที่
ไต่อยู่บนวังเท่านั้น
มิใช่ว่าจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ตัวเล็ก แต่วังทมิฬนั้นมีขนาด
ใหญ่และงดงามตระการตามากเกินไป สำหรับ อู่ อวี้ กับ
อู่จวินซึ่งอยู่ในร่างมนุษย์ เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าวังทมิฬ
แล้วขนาดของพวกเขาก็ยิ่งเล็กลงไปอีก
“ อย่าได้รีบร้อนผลีผลามไป สถานที่แห่งนี้ต้องเต็มไป
ด้วยอันตรายอย่างแน่นอน ให้ร่างอวตารของข้าสำรวจ
ก่อน ”
อู่ อวี้ คว้าตัวอู่จวินที่กำลังก้าวไปเบื้องหน้าไว้ จากนั้นก็
ปลดปล่อยร่างอวตารนอกวิถีทั้งหนึ่งล้านตน บินทะยาน
ไปยังทิศทางของวังทมิฬอย่างรวดเร็ว ความเร็วของพวก
มันนั้นมิได้ช้าไปกว่าจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่เลย
เมื่อเห็นเช่นนั้นจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ก็ชะลอความเร็วลง
แน่นอนว่าพวกมันไม่ต้องการเสี่ยง และยินดีปล่อยให้ร่าง
อวตารของ อู่ อวี้ สำรวจเส้นทางก่อน
พวกเขาทั้งหกรวมตัวกันบนแท่นอิฐสีดำหน้าประตูวัง
ทมิฬ รอให้ร่างอวตารของ อู่ อวี้ สำรวจพระราชวังไป
ก่อน
จนถึงตอนนี้จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ยังไม่ต้องการต่อสู้ถึงขั้น
เป็นตายกับ อู่ อวี้ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังกว้างใหญ่เป็น
อย่างยิ่ง ทำให้การสังหาร อู่ อวี้ เป็นเรื่องยากเข้าไปอีก
ในทางกลับกันหากพวกมันสังหาร อู่ อวี้ กับอู่จวิน ก็ไม่
อาจรับประกันได้ว่าพวกมันจะมีชีวิตรอดอยู่ในวังทมิฬ
แสนอันตรายและน่าสะพรึงกลัวนี้ไปได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้
การร่วมมือกันจึงจะดีกว่า
ตอนนี้จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่กับ อู่ อวี้ และอู่จวินได้ตกลง
ร่วมมือกันโดยปริยาย แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดพูดอันใดและ
พยายามรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้ ทั้งหมดก็เพื่อ
ความปลอดภัยของตนเอง
วังทมิฬแห่งนี้กว้างใหญ่เกินไป แม้ร่างอวตารนับล้านจะ
กระจัดกระจายสำรวจตรวจสอบไปทั่วทุกแห่งหน แต่ก็
เป็นเฉกเช่นดั่งการงมเข็มในมหาสมุทร เขาก็ยังไม่พบสิ่ง
ใดเป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่น้อย ยิ่งเวลาล่วงเลยไป อู่ อวี้ ก็
ยิ่งร้อนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานนักร่างอวตารของเขาก็
ทะยานไปเบื้องหน้าประตูวังทมิฬ
เบื้องหน้าของเขาคือประตูสีดำทมิฬทอดยาวออกไปไกล
สุดลูกหูลูกตามองไม่เห็นปลายสุดของมันแม้แต่หน้า มี
ตัวอักษรสีโลหิตขนาดใหญ่ถูกสลักไว้บนประตู : ตำหนัก
เฝ้าสุสาน!
ดูเหมือนว่าที่นี่คือตำหนักเฝ้าสุสานจริง ๆ ห้องลับและ
แท่นหยกขาวก่อนหน้านี้เป็นเพียงวิธีป้องกันตำหนักเฝ้า
สุสาน ตัวอักษรสีโลหิตทั้งสามนั้นมีขนาดใหญ่ก็พอ ๆ
กับร่างจริงของจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ ยากจะจินตนาการ
ได้ว่ามันถูกสลักขึ้นมาได้อย่างไร
รอบประตูสีดำแห่งนี้เต็มไปด้วยม่านหมอกสีดำทมิฬไร้
สิ้นสุด ปิดกั้นวิสัยทัศน์การมองเห็นของร่างอวตาร แต่
ร่างอวตารของเข้านั้นไม่กลัวตาย มันพุ่งฝ่าเข้าไปใน
หมอกทมิฬ พังประตูเบื้องหน้า และในที่สุดก็พบว่าประตู
แห่งนี้ถูกปิดซ่อนเอาไว้อยู่!
“ เป็นไปได้หรือไม่ว่าข้าสามารถเข้าไปในตำหนักเฝ้า
สุสานได้ตามต้องการ?” อู่ อวี้ ไม่อยากจะเชื่อเล็กน้อย
ประตูนี้ถูกเปิดออกซึ่งแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้
—————————