กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1615: อสูรเนตรม่วง
เมื่อรู้ว่าตำหนักเฝ้าสุสานมีประตูลับซ่อนอยู่จริง ๆ
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่รวมถึงอู่จวินต่างก็พากันตกตะลึง
“เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีคนเข้ามาก่อนหน้าเราแล้ว?”
พวกเขาคาดเดา แต่สำหรับสถานการณ์ยามนี้ไม่ว่าจะ
เป็นการคาดเดาใด ๆ ก็ดูจะไร้ความหมาย เพราะก่อน
หน้านี้ทุกคนมีทางเลือกเพียงแค่สองทางเท่านั้น นั่นก็คือ
เข้าหรือไม่เข้า?
หากเข้าก็อาจจะเจอกับอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้
แต่ถ้าไม่เข้า… อยู่ข้างนอกไปก็เปล่าประโยชน์ ด้วย
เพราะไม่มีใครรู้ทางออกจากที่นี่ได้ แล้วก็ไม่สามารถทำ
อะไรได้เลย
“ เราทำได้แค่สำรวจต่อไปเท่านั้น” อู่ อวี้ คิดขณะ
ปลดปล่อยร่างอวตารล้านตนออกไป
การปลดปล่อยร่างอวตารนับล้านสามารถรับประกัน
ความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปได้ระดับหนึ่ง เขา
ไม่รีบร้อนที่จะเข้าไปด้านใน เพราะรู้ว่าที่นั่นจะต้องมี
อันตรายร้ายแรงหรือไม่ก็กับดักน่าสะพรึงกลัวรออยู่
ในไม่ช้าร่างอวตารบางส่วนก็มารวมตัวกันอยู่ที่หน้า
ประตูทมิฬบานใหญ่ จากนั้นก็บุกทะลวงเข้าไปด้านใน
แม้ประตูลับดังกล่าวจะมีเพียงแค่ช่องทางเดียวที่ผ่านเข้า
ไปได้ แต่ก็มากเพียงพอที่ร่างอวตารของ อู่ อวี้ จะเข้าไป
ได้ สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าร่างอวตารของเขาก็คือพิภพอัน
กว้างใหญ่ ขนาดของมันกว้างใหญ่กว่าแดนมังกรทมิฬ
ก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ
แล้วนี่เป็นเพียงแค่วัง
ร่างอวตารของ อู่ อวี้ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็
พบว่าไม่มีอันตรายใด ๆ แอบแฝงซ่อนอยู่ในวังแห่งนี้
และสิ่งเดียวที่สังเกตเห็นก็คือแสงสีม่วงที่ส่องสว่างมา
จากใจกลางวัง ซึ่งแสงสีม่วงดังกล่าวนั้นดูคุ้นตาเป็น
อย่างยิ่ง สัมผัสได้ถึงอันตรายร้ายแรงที่แผ่ออกมา
อู่ อวี้ พยายามสั่งให้ร่างอวตารเข้าใกล้ใจกลางวังมาก
ขึ้น แล้วในไม่ช้าก็พบว่าแสงสีม่วงดังกล่าวนั้นก็คืออสูร
เนตรม่วง!
ร่างอสูรยักษ์เต็มไปด้วยลำแสงสีม่วง ยืนตระหง่านอยู่ใจ
กลางคอยเฝ้าพิทักษ์วังนี้
อู่ อวี้ ตื่นตระหนกกับภาพฉากที่เห็น ร่างอวตารสามารถ
มองเห็นอสูรยักษ์ตัวนี้ได้จากทุกทิศทาง เห็นได้ชัดว่าร่าง
ของมันทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เนื้อตัวของมันปกคลุมไป
ด้วยเกล็ดสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน เปล่งแสงประกายแสงสี
ม่วงแวววาว
ส่วนตรงช่วงลำคอของมันดูเพรียวยาว เมื่อเทียบกับ
ลำตัวขนาดใหญ่ แต่ถ้ามองดี ๆ จะรู้ว่ามีขนาดใหญ่มาก
ร่างอวตารของเขาดูตัวเล็กยิ่งกว่ามดปลวกด้วยซ้ำ ตรง
ด้านข้างลำตัวของมันมีปีกขนาดใหญ่เช่นดั่งค้างคาว
แม้ว่ามันจะหุบอยู่ แต่ก็กินพื้นที่พิภพขนาดเล็กหลาย
แห่งทีเดียว ราวกับว่ามันคืออสูรโลกาวินาศ
แล้วสิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดก็คือดวงตาของมัน ดวงตาทั้งคู่
ของอสูรยักษ์ตัวนี้เป็นสีม่วง แม้ว่าเกล็ดของมันจะเป็นสี
ดำแต่ก็ยังไม่สามารถซ่อนแสงสีม่วงจากดวงตาของมันได้
“นี่คือ … มหาจักรพรรดิเนตรม่วง?”
อู่ อวี้ ฉุกคิดความเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วทันใดนั้นเขาก็ขาด
การติดต่อจากร่างอวตารทั้งหมด
ดูเหมือนว่าอยู่อสูรเนตรม่วงผู้น่าสะพรึงกลัวจะเปิดฉากจู่
โจม และร่างอวตารของเขาก็ไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับ
มันได้แม้แค่เพียงเสี้ยวพริบตา ภาพสุดท้ายที่ อู่ อวี้
มองเห็นแล้วจำได้มีเพียงแสงสีม่วงที่แผ่ปกคลุมผืนฟ้า
แสงสว่างนั้นบดบังการมองเห็นของร่างอวตาร แล้ว
พริบตาต่อมาร่างอวตารของเขาก็ถูกทำลายโดยสมบูรณ์
“มันคือร่างจริงของมหาจักรพรรดิเนตรม่วง”
เมื่อ อู่ อวี้ แบ่งปันสิ่งที่เห็นจากร่างอวตารให้กับ
จักรพรรดิทั้งสี่ พวกมันก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ฉับพลันมันก็จำตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที
” นั่นมันหุ่นเชิดซากศพมหาจักรพรรดิเนตรม่วง หุ่นเชิด
ซากศพตนนี้จะต้องรับมือได้ยากกว่ามหาจักรพรรดิเนตร
ม่วงร่างมนุษย์ตนก่อนอย่างแน่นอน … ” ทุกคนต่างมี
ความคิดไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับการเผชิญหน้าครั้ง
ต่อไป ในที่สุดพวกเขาทั้งสองฝ่ายก็ตัดสินใจที่จะผนึก
กำลังร่วมมือกัน บุกทะลวงเข้าไปจัดการกับหุ่นเชิด
ซากศพมหาจักรพรรดิเนตรม่วง
เหตุผลที่ตัดสินใจสู้เป็นเพราะพวกเขาไม่มีหนทางให้ล่า
ถอย หลังจากสำรวจทุกอย่างจนหมดสิ้นนอกจาก
กระเบื้องบนแท่นอิฐ ด้านหลังก็ปกคลุมไปด้วยลมพายุฟ้า
คะนองของแก่นเซียน ตรงเบื้องหน้าของเขาก็มีเพียง
ประตูที่ไม่มีทางออกอื่นใด
ถ้าไม่ก้าวไปข้างหน้า พวกเขาก็จะถูกขังอยู่ที่นี่ไปชั่วนิ
รันดร์ แล้วหนทางที่ดีที่สุดก็คือร่วมมือกันเพื่อไปตายดู
เอาดาบหน้าว่าจะมีทางรอดอยู่หรือไม่
” มาตกลงกันก่อน… พอเข้าไปแล้วทุกคนต้องทำอย่าง
เต็มที่! ถ้าเราไม่ช่วยกันต่อสู้ ก็จะไม่มีผู้ใดออกไปจากที่นี่
ได้” ดาวมฤตยูราชันนภาจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ เพื่อ
ตักเตือน
“ใช่! ถ้าผู้ใดไม่ยอมทุ่มสุดตัว ข้าผู้นี้แหละจะลงมือสังหาร
มันก่อนเป็นคนแรก!” อสูรลาวาเทิดหล้ากล่าวด้วย
น้ำเสียงดุดัน เห็นได้ชัดว่ามันกำลังพูดกระทบโดยมุ่งเน้น
ไปที่ อู่ อวี้ เป็นหลัก
ตอนที่อยู่บนแท่นหยกขาว อู่ อวี้ ยอมยื่นมือเข้า
ช่วยเหลือ หลังจากพวกจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ได้รับ
บาดเจ็บจากน้ำมือของหุ่นเชิดซากศพมหาจักรพรรดิ
เนตรม่วง
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่รู้สึกไม่ค่อย
ไว้ใจ อู่ อวี้ สักเท่าไหร่นัก หากว่าสถานการณ์ในตอนนี้
ไม่เข้าตาจนจริง ๆ มันคงไม่คิดร่วมมือกับ อู่ อวี้ อย่าง
แน่นอน
แต่สถานการณ์ในยามการนี้ร่วมมือกับ อู่ อวี้ เป็นเพียง
แค่หนทางเดียวเท่านั้น
เขาพยักหน้าแล้วตะคอกกลับอย่างเย็นชา “ ไม่ต้องห่วง
ถ้าครั้งนี้ข้ายังคงออกมือไม่ออกแรงเต็มที่ พวกเราทุกคน
จะต้องตายอย่างแน่นอน ”
ทุกคนรู้ดีว่าหุ่นเชิดซากศพมหาจักรพรรดิเนตรม่วงมีพลัง
มากกว่า หุ่นเชิดซากศพร่างมนุษย์ก่อนหน้านี้ หากพวก
เขาทั้งหกร่วมมือกันก็ยังพอมีโอกาสสังหารคู่ต่อสู้ได้
นี่เป็นเหตุผลที่พวกเขาตัดสินใจลงมือ
ก่อนที่จะก้าวเข้าเข้าสู่โถงด้านหน้า จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่
ได้พยายามสำรวจทดสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบหลาย
ต่อหลายครั้ง ซึ่งก็มั่นใจว่าไม่มีอันตรายอื่นใดอยู่โดยรอบ
หลังจากเข้าไปแล้ว พวกมันต้องเผชิญหน้าซากศพมหา
จักรพรรดิเนตรม่วง
“เจ้ามีวิชาหลบนี้หลายอย่าง เช่นนั้นเจ้าเข้าไปก่อน”
ในไม่ช้าทุกคนก็มาถึงหน้าประตูลับ แล้วจักรพรรดิปีศาจ
ทั้งสี่ก็ปิดล้อม อู่ อวี้ กับอู่จวินบีบบังคับให้พวกเขาเข้าไป
ด้านในก่อน
สาเหตุหลักมาจาก ‘เหตุการณ์ก่อนหน้านี้’ ทำให้
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ไม่เชื่อเขา อีกอย่าง อู่ อวี้ เป็นผู้
บอกข้อมูลดังกล่าวให้กับพวกมัน แล้วถ้าหากเขาโกหก
พวกมันเล่า?
ดังนั้นพวกมันจึงลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า
ต้องการให้ อู่ อวี้ เข้าไปก่อน
” ไม่กลัวข้าหลบหนีหรือไร? พอข้าเข้าไปแล้วพวกเจ้าก็
รีบตามมาก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นถ้าข้าถูกสังหารตกตายไป
เสียก่อนลำพังพวกเจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหุ่นเชิดซากศพ
เช่นเดียวกัน ” อู่ อวี้ หัวเราะเยาะกับการเกี่ยงงอนของ
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ เพราะเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าพวกมัน
ปอดแหกไม่กล้าเข้ามาต่างหาก
ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเล พาอู่จวินเข้าไปด้านในประตูตำหนัก
เฝ้าสุสาน
ฉับพลันพวกเขาก็ถูกล้อมรอบไปด้วยหมอกสีดำ ราวกับ
ว่าได้เยื้องย่างเข้ามาในภพพิเศษแห่งหนึ่ง แม้ที่นี่จะถูก
ปกคลุมด้วยหมอกสีดำแต่ก็ยังทอประกายไปด้วยแสง
สว่างสีม่วง เวลานี้อสูรเนตรม่วงอยู่ตรงเบื้องหน้าของเขา
หลังจากทำลายร่างอวตารของเขา มันก็มิได้เปิดฉาก
โจมตี อู่ อวี้ ในทันที
เขากับอู่จวินก้าวย่างเข้าไปในห้องโถงอย่างระมัดระวัง
ในไม่ช้าก็สังเกตเห็นว่าจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่กลายร่างเป็น
มนุษย์ติดตามหลังพวกเขามา
“ลงมือกันเลยดีกว่า”
อู่ อวี้ กล่าวบางอย่าง ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องทุ่มเท
ฝีมือเต็มที่
เขาเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนร่างเป็นเซียนวานรทองคำ
ปลดปล่อยกฎสวรรค์สัประยุทธ์และกฎสวรรค์กายเนื้อ
ทันทีที่พลังดังกล่าวระเบิดออกก็แผ่ขยายปกคลุมร่างของ
เขา ส่งผลให้พลังความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขา
ทวีเพิ่มขึ้นหลายระดับ แล้วตามต่อด้วยผนึกเมฆาเร้น
ระเบิดเข้าใส่หุ่นเชิดซากศพอย่างรวดเร็ว!
การต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นทันที
สำหรับจักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ อู่ อวี้ และอู่จวินคือ
ทางเลือกสุดท้ายสำหรับพวกเขา พวกเขาไม่มีทางให้
หลบหนีนอกจากบดขยี้อุปสรรคที่ขวางกั้น แล้วฝ่า
ทะลวงไปข้างหน้า!
เมื่อเห็น อู่ อวี้ ลงมือโจมตี จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่ก็ยอม
ปล่อยวางความเคลือบแคลงสงสัย จากนั้นพวกมันก็
กลายเป็นร่างจริงทะยานพุ่งเข้าใส่หุ่นเชิดซากศพอสูร
เนตรม่วง
“กฎสวรรค์ลาวาหลอม!”
นี่คือกฎสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของอสูรลาวาเทิด
หล้า ทันทีที่ปลดปล่อยพลังดังกล่าวเปลวเพลิงก็โหม
กระหน่ำพวยพุ่งเข้าใส่หุ่นเชิดซากศพอสูรเนตรม่วง
“กฎสวรรค์โรยรา!”
สำหรับพฤกษาพิภพอนันต์นี่คือกฎสวรรค์ที่ทรงพลังเป็น
อย่างยิ่ง ชั่วพริบตาต่อมาเห็นใบไม้กิ่งไม้จำนวนนับไม่
ถ้วนร่วงโรยราลงมาจากพฤกษาพิภพอนันต์ จากนั้นกฎ
สวรรค์โรยราก็รวมตัวควบแน่นกลางเวหา ก่อเกิดเป็น
พายุหมุนน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ชั่วพริบตาต่อมามัน
ก็ถาโถมเข้าใส่อสูรเนตรม่วง!
“กฎสวรรค์ประกายแสง!”
ดาวมฤตยูราชันนภาจะยอมน้อยหน้าได้อย่างไร ทันใด
นั้นร่างดาราของมันก็หมุนคว้างกลางท้องเวหา พลัน
ควบแน่นลำแสงสีน้ำเงิน ลำแสงดังกล่าวน่าสะพรึงกลัว
เป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นมันก็ยิ่งเข้าใส่หุ่นเชิดซากศพอสูร
เนตรม่วง
“กฎสวรรค์ดาบทองคำ!”
ส่วนภูผาทองหมื่นบรรพกาลเวลานี้ร่างใหญ่ยักษ์ของมัน
กลายเป็นชิ้นส่วนหลายล้านชิ้น หลังจากนั้นชิ้นส่วน
ต่างๆก็กลายเป็นดาบทองคำพวยพุ่งเข้าใส่หุ่นเชิด
ซากศพจากทุกทิศทาง
อู่จวินก็ไม่ได้นิ่งเฉย ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้เขาก็แปลง
กายเป็นมังกรวิญญาณเซียนบรรพกาล โจมตีร่วมกับ
จักรพรรดิปีศาจทั้งสี่พร้อมกัน เวลานี้กฎสวรรค์ลม
หายใจมังกรโจมตีเข้าใส่หุ่นเชิดซากศพอสูรเนตรม่วง
อย่างบ้าคลั่ง
ในช่วงเวลานี้คนทั้งหกปลดปล่อยการโจมตีที่แข็งแกร่ง
ที่สุดแทบจะพร้อมกัน พวกเขาไร้ซึ่งหนทางให้ถอยหนี มี
เพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือก้าวไปข้างหน้าแล้วบดขยี้
ทำลายหุ่นเชิดซากศพเป็นชิ้น ๆ มิฉะนั้นแล้วผู้ที่จะถูก
สังหารในตำหนักเฝ้าสุสานอันน่าสะพรึงกลัวนี้ก็คือพวก
เขา
ภายใต้ความปรารถนาในการอยู่รอด คนทั้งหมดต่าง
ระเบิดพลังอันน่าทึ่ง แม้กระทั่งพลังกฎสวรรค์ก็ยัง
แข็งแกร่งกว่าปกติหลายเท่า
อย่างไรก็ตามไม่นานนัก อารมณ์ของพวกเขาก็เริ่มหนัก
หน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
สามารถแลเห็นได้ว่าหุ่นเชิดซากศพของมหาจักรพรรดิ
เนตรม่วง ถูกการโจมตีมากมายถาโถมเขาใส่ในเวลา
เดียวกัน ทว่าบนผิวกายของมันปรากฏเพียงรอยแผล
เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันมิได้รับผลกระทบ
ใด ๆ แม้แต่น้อย อีกทั้งการป้องกันของมันยังน่า
สะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง แม้พวกเขาจะร่วมมือกันมันก็
มิได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เกล็ดสีดำซึ่งเปล่งประกายแสงสีม่วงบน ดูดซับการโจมตี
ส่วนใหญ่ แม้แต่กฎสวรรค์ของดาวมฤตยูราชันนภาจะ
บดขยี้เข้าใส่ศีรษะของมัน แต่ก็ไม่อาจทะลุทะลวงเกล็ด
ชิ้นบาง ๆ เหล่านี้ได้
เห็นได้ชัดว่าสำหรับ อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ภาพที่ปรากฏขึ้น
เบื้องหน้าสร้างความตกตะลึงให้แก่พวกเขาเป็นอย่าง
มาก ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้กล่าวอันใดไปก็เปล่า
ประโยชน์ กระทำได้เพียงสู้ต่อไปเท่านั้น
“ฆ่า!”
การต่อสู้ครั้งใหญ่บังเกิดขึ้นในโถงด้านหน้าของตำหนัก
เฝ้าสุสาน
ทว่าก่อนที่ อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ จะเปิดฉากโจมตีเป็นครั้งที่
สอง หุ่นเชิดซากศพมหาจักรพรรดิเนตรม่วงก็หายไปจาก
ท้องเวหาทันที จากนั้นก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลัง อู่ อวี้
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากซากศพบดขยี้เข้าใส่ อู่
อวี้
ทันใดนั้นมันก็สะบัดปีกปลดปล่อยลมวายุสีม่วงพวยพุ่ง
เข้าใส่ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว
“ นี่คือ… พลังกฎสวรรค์สองชนิดที่ถูกปลดปล่อย
ตามลำดับ!” อู่ อวี้ จดจำได้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายตรงข้ามใช้
พลังกฎสวรรค์เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่ จากนั้นก็ทำให้เกิด
ลมพายุสีม่วงนี้ กล่าวได้ว่า หุ่นเชิดซากศพมีความ
ยืดหยุ่นและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงประกายหินเหล็กไฟนี้ อู่ อวี้ กระทำได้เพียงใช้
เมฆาตลบฟ้าเพื่อหลบหนีเท่านั้น เนื่องจากโถงด้านหน้านี้
ใหญ่เกินไป แม้จะใช้เมฆาตลบฟ้า ระยะทางที่เขาเคลื่อน
ผ่านไปก็มิได้ไกลเท่าใดนัก ดังนั้นจึงมิต้องกังวลว่าตัวเขา
จะไปปรากฏกายในสถานที่ที่ไม่รู้จัก
อู่ อวี้ ปรากฏกายขึ้นในตำแหน่งอื่น เมื่อมองย้อนกลับไป
เขาก็พบว่าความว่างเปล่าในจุดที่เขาเคยยืนอยู่ ดูราวกับ
ว่าถูกบดขยี้ทำลายโดยวายุสีม่วง วายุสีม่วงนี้ทรงพลัง
พอที่จะบดขยี้ทำลายความว่างเปล่า อีกทั้งขอบเขตการ
โจมตียังกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หากมิใช่เพราะเมฆาตลบ
ฟ้า คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะหลีกเลี่ยงมัน
จบตอน