กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1625: เมืองหยางหลิว
อู่ อวี้ รับรู้ได้ทั้งหมด แต่ว่ามันคลุมเครือมาก
เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้น เขาก็พบเห็นคนหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
ปรากฏขึ้นตรงเบื้องหน้า ซึ่งดูแปลกมาก
แต่ที่แน่ ๆ อู่ อวี้ ไม่เคยเห็นหนุ่มสาวคู่นี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนหนุ่มสาวคู่นี้กำลังมองเขาอย่าง
มีความสุข โดยที่เขาถูกโอบประคองอยู่ในอ้อมแขน
ของหญิงสาวผู้นี้…
“ข้ากลายเป็นทารก?” อู่ อวี้ ตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ในความคิดแรกเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นภาพ
มายา แล้วนี่ก็เป็นการทดสอบของสุสานจักรพรรดินิ
รันดร์อีกเช่นเคย
แต่ความรู้สึกที่เขาสัมผัสรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง จน
ตอนนี้เขายังไม่เห็นสัญญาณใด ๆ ว่ามันเป็นภาพลวง
ตา
เขาเบิกตากว้างพยายามสังเกตสภาพแวดล้อม
โดยรอบอย่างยากลำบาก คู่สามีภรรยาพาตัวเขา
ออกมาตรงลานบ้านที่ดูค่อนข้างธรรมดา เพราะการ
‘ถือกำเนิด’ ของเขาทำให้หนุ่มสาวทั้งสองดูมี
ความสุขเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนทั้งคู่เตรียมที่จะเชิญ
ญาติสนิทมิตรสหายและแขกเหรื่อมาร่วมฉลองความ
ยินดีด้วย
อู่ อวี้ อยากจะกล่าว แต่ก็กล่าวอันใดไม่ได้เลย เขาทำ
ได้เพียงร่ำไห้ร้องดังจ้า เสียงร่ำไห้ของเขาทำให้คู่สามี
ภรรยามีความสุขมากยิ่งขึ้น ทั้งสองมองเขาด้วย
ความรักหวงแหนเฉกเช่นดั่งสมบัติล้ำค่าก็มิปาน
“ นี่มันมิใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่? ”
อู่ อวี้ พยายามดิ้นรน เพราะเขาต้องการหลุดพ้น
จากภาพลวงตาที่พันธนาการไว้ อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากเขาอยู่ในร่างทารกทำให้เขาไม่สามารถหลุด
ลอดจากวงแขนของสตรีผู้กำลังโอบอุ้มเขาได้
นับประสาอะไรกับ “ภาพลวงตา” นี้
” การทดสอบก่อนหน้านี้ คือการเอาชนะตัวเอง โดย
ที่บททดสอบหลักคือเจตจำนงและความเพียร
พยายามของข้า!”
” แล้วการทดสอบนี้คืออันใด? เจ้าให้ข้าเข้ามาอยู่ใน
ภาพลวงตาจอมปลอมนี้ ต้องการให้ข้าทำอะไรกัน
แน่? ”
ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ก็ได้แต่คิด เขาไม่สามารถหลบหนี
ออกไปจากที่นี่ได้ ไม่สามารถดิ้นรนให้ตนเองหลุดพ้น
กระทำได้เพียงเฝ้าดูสถานการณ์เท่านั้น
ตอนนี้เข้าพบเจอกับสถานการณ์แปลก ๆ และรู้ว่า
การทดสอบจะต้องไม่ง่ายดายอย่างแน่นอน ดังนั้น
เขาจึงมิได้ตกกังวลมากเกินไป
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในร่างของทารก แต่
ประสบการณ์ความนึกคิดยังเป็นเหมือนเช่นดังใน
อดีต เขาจึงเข้าใจบทสนทนาของทั้งคู่เป็นอย่างดี
หลังจากเวลาผ่านไปประมาณสองสามเขาก็ทราบถึง
สถานการณ์โดยรวมทั้งหมด
ตอนนี้เขาอยู่ในสถานที่เรียกว่า ‘เมืองหยางหลิว’
เป็นเมืองที่อยู่ในเขตชายแดนของอาณาจักรบูรพา
เยว่อู่บนโลกมนุษย์ ซึ่งถ้าหากเขาเดินทางกลับไปที่
นั่นจะถือเป็นระยะทางที่ห่างไกลอย่างมาก
ซึ่งระยะทางดังกล่าวมันเป็นระยะทางของมนุษย์บน
โลก หากเป็น อู่ อวี้ ในอดีตเขาสามารถใช้เมฆาตลบ
ฟ้ากระโดดตีลังกาเพียงครั้งก็สามารถควบคุม
ระยะทางได้มากกว่านี้หลายร้อยเท่า
‘บิดา’ ของเขามีนามว่าหยางฟาน ส่วน ‘มารดา’
ของเขามีนามว่าหลิวเย่ ในเมืองหยางหลิวมี
ครอบครัวที่ใช้แซ่หยางกับแซ่หลิวมากมายเหลือเกิน
ส่วนฐานะครอบครัวของหยางฟานกับหลิวเย่ไม่ได้
ร่ำรวยมากนัก
หยางฟานเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าอาภรณ์เปิดร้านอยู่ใน
เมือง เขาเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าธรรมดาสามัญเท่านั้น
มิใช่คนใหญ่คนโตในอาณาเขตชายแดน ยิ่งไม่ต้อง
กล่าวถึงอาณาจักรบูรพาเยว่อู่
” ไม่รู้ว่าในภาพลวงตานี้อยู่ในยุคใด? ”
อู่ อวี้ อยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย แต่ตอนนี้เขายังอยู่
ในร่างของทารกไม่สามารถหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้
นั่นคือสิ่งที่เขารู้จนถึงตอนนี้ มีการแลกเปลี่ยนพูดคุย
ระหว่าง หยางฟานกับหลิวเย่และญาติ ๆ ของพวก
เขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนตัวเขาอยู่ข้าง ๆ ฟัง
บทสนทนาของคนเหล่านี้ แล้วก็พบว่าคนเหล่านี้
กล่าวถึงเรื่องอาณาจักรบูรพาเยว่อู่น้อยเหลือเกิน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทพเซียนหรือการฝึกฝนบำเพ็ญตน!
หลังจากเขา ‘ถือกำเนิด’ เกิดมาเวลาก็ล่วงเลยผ่านสี่
ถึงห้าวันแล้ว อู่ อวี้ ไม่เคยได้ยินหยางฟานกล่าวถึง
‘จอมยุทธ์’ เลย คาดว่านักรบในเมืองหยางหลิวจะมี
ไม่มากนัก
“ เป็นไปได้หรือไม่ที่ภาพลวงตานี้ต้องการลดจุดต้น
เริ่มต้นของเรา เพื่อทดสอบว่าตัวข้ายังคงยืนหยัดใน
วิถีของผู้ฝึกตนได้หรือไม่? ” อู่ อวี้ คาดเดาในใจ แต่
ตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา
จากการคาดเดาดูเหมือนเขาจะตกตายแล้วกลับชาติ
มาเกิดใหม่…
ความคิดดังกล่าวว่าแว๊บเข้ามาในใจของเขาเท่านั้น
แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ตอนนี้เขายังคงครุ่นคิดอยู่กับเรื่องตำหนักเฝ้าสุสาน
ส่งผลให้จิตใจของเขามั่นคงไม่แปรเปลี่ยน
สถานการณ์ในปัจจุบันก็เหมือนกับการมองโลกผ่าน
ดวงตาของผู้อื่น
ปัจจุบันเขามีชีวิตอยู่ในร่างทารกหลิวเย่ผู้เป็นมารดา
ดูแลเขาเป็นอย่างดี นางอุ้มเขาอยู่ในอ้อมแขนอยู่
ตลอดเวลา อู่ อวี้ รู้สึกว่าวันเวลาผันผ่านไปช้ามาก
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อก่อนเขามีความเข้าใจในกฎสวรรค์แปรผันเวลา อู่
อวี้หากอายุขัยของเขาเพิ่มขึ้น ความรู้สึกถึงเวลาก็จะ
แปรเปลี่ยนไปเช่นกัน
ในช่วงแรกกำเนิดของมนุษย์ เขารู้สึกว่าเวลาผ่านไป
ช้ามาก ช่วยชีวิตของมนุษย์มีประมาณแค่ 100 ปี
ดังนั้นในทุก ๆ ปีของมนุษย์จึงถือเป็นช่วงเวลาอัน
วิเศษยิ่ง
ทว่าเมื่อเขากลายเซียนเหริน อายุขัยของเขาจะ
ยาวนานนับแสนปีหรือหลายล้านปีเลยทีเดียว
ระยะเวลาเพียงแค่ 100 ปีสำหรับเขาผ่านไปแค่ชั่ว
ประกายหินเหล็กไฟเท่านั้น ขนาดเขาปิดด่านฝึกตน
ยังต้องใช้เวลาหลายพันปี
ความเข้าใจในกฎสวรรค์แปรผันเวลาก่อนหน้านี้ของ
อู่ อวี้ เมื่อดูจากระดับความเข้าใจของเขา เขา
สามารถเร่งเวลาให้เร็วขึ้นได้
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าการไหลเวียนของเวลาในช่วงวัย
เด็กของเขาช้ามาก ซึ่งทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ว่าจะมี
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในตัวเขา และเกรง
ว่าบททดสอบนี้มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายเป็นแค่ภาพลวง
ตาธรรมดา …
แค่เดือนแรกเขาก็รู้สึกลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง
เขายังคงรอเวลาให้ตนเองเติบใหญ่มากกว่านี้ เมื่อนั้น
เขาจะไปยังบูรพาเยว่อู่เพื่อดูสถานการณ์แล้วค่อย
วางแผนอื่น ๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตามเขารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
แม้เวลาจะผ่านไปตั้งนานแล้วสำหรับเขา แต่แท้จริง
แล้วมันเพิ่งผ่านไปเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น!
ปัจจุบันเขาลืมตาดูโลกมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว
หยางฟานกับหลิวเย่จัดงานเลี้ยงครบเดือนให้กับเขา
โดยการเชิญญาติสนิทมิตรสหายและผู้ร่วมคนธุรกิจ
ของหยางฟานมาร่วมยินดี
นี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้เห็นภาพฉากใหญ่ในช่วง
ชีวิตนี้
” นี่หยางเฉินใช่หรือไม่? ฮ่า ๆ ดูดวงตาเล็ก ๆ ของ
เขาสิ เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณยิ่ง ดูเหมือนน้อง
รองให้กำเนิดบุตรชายมากความสามารถแล้ว ช่างดี
จริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ!”
พี่ชายคนโตของหยางฟานกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่
จ้องมอง อู่ อวี้ ที่เป็นทารก
หยางเฉินนี่คือชื่อใหม่ของ อู่ อวี้ ในชีวิตนี้ ซึ่งหยาง
ฟานกับหลิวเย่คิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว
” ไม่เลว ๆ เด็กผู้นี้หน่วยก้านดีมีแววเมื่อเขาเติบใหญ่
ขึ้นหยางฟาน…ดูเหมือนในอนาคตเจ้าจะได้รับพรอัน
ประเสริฐยิ่ง! ” ญาติห่าง ๆ ของหยางฟานยิ้มแล้ว
กล่าวอย่างเรียบเฉย
นี่คือ ‘งานฉลองครบเดือน’ ของ อู่ อวี้ ในชีวิตนี้
ในช่วงเวลา 1 เดือนแรกของทารก บิดามารดาจะ
เชื้อเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาเลี้ยงฉลองร่วมยินดี
อันที่จริงเหมือนกับการป่าวประกาศว่าเขาได้ลูกชาย
แขกเหรื่อส่วนใหญ่ที่ร่วมฉลองล้วนกล่าวชมเชย
อย่างชื่นมื่น แต่ อู่ อวี้ ก็ยังรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย
เพราะในสายตาของพวกเขา อู่ อวี้ ก็คือ ‘หยางเฉิน’
ซึ่งเป็นทารกที่เพิ่งมีอายุครบ 1 เดือนเท่านั้น นี่ถือ
เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้คนมากมาย มันสามารถทำ
ให้เขาหวาดกลัวตื่นตกใจจนร่ำไห้
ทว่าตอนนี้ อู่ อวี้ กลับดูสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง ดวงตา
ทั้งคู่ของเขาคอยสอดส่องสำรวจแขกเหลือที่มาร่วม
ยินดี เขาเก็บทุกรายละเอียดโดยไม่พลาดแม้แต่น้อย
ราวกับว่ากำลังมองหาบางอย่างอยู่
อันที่จริง อู่ อวี้ กำลังมองหาความไม่สอดคล้องของ
ภาพฉากเหล่านี้ เพื่อค้นหาบกพร่องในภาพลวงตา
แต่น่าเสียดายไม่ว่าเขาจะพยายามหาจุดที่ผิดสังเกต
อย่างไรก็ไม่พบ ทุกอย่างดูกลมกลืนลื่นไหล หยาง
ฟานกับหลิวเย่ให้ความบันเทิงแก่แขกเหรื่อที่มารวม
งาน ส่วนแขกเหรื่อเหล่านี้ก็พูดคุยหัวเราะกันอย่าง
สรวลเสเฮฮา ส่วนใหญ่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องน่าสนใจที่
เกิดขึ้นในเมืองหยางหลิว
ทุกรายละเอียดชัดเจนเป็นอย่างมากแล้ว อู่ อวี้ ไม่
สามารถบอกได้ว่านี่เป็นภาพลวงตาหรือความจริง
แต่เสียงภายในใจก็บอกเขาว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตา
เท่านั้น มันเป็นแค่บททดสอบของตำหนักเฝ้าสุสาน
แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูเหมือนเป็นเรื่องจริง มันดูจริง
มากเสียจนเขาไม่สามารถหลบหนีไปจากมันได้
เขามิได้ร่ำไห้ โดยที่หลิวเย่ยังคงโอบกอดเขาอย่าง
เงียบ ๆ
เรื่องนี้ทำให้เขาดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูแตกต่าง
จากเด็กคนอื่น ๆ ทั่วไปในเมืองหยางหลิว ซึ่งทำให้
แขกเหรื่อรู้สึกสนอกสนใจเขาเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยความเฉลียว
ฉลาดดูน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้หยางฟานกับหลิวเย่มีความสุขเป็นอย่าง
มาก อย่างไรเสียพ่อแม่ทุกคนย่อมหวังให้ลูกแตกต่าง
จากผู้อื่น กลายเป็นคนใหญ่คนโตในอนาคต
“ ข้าได้ยินมาว่ามีกลุ่มโจรมาที่เขาพยัคฆ์มังกร มี
พ่อค้าหลายคนถูกพวกมันปล้นชิงบาดเจ็บล้มตายกัน
เป็นเบือ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก! ”
“ ใช่… แต่ข้าได้ยินว่าจอมยุทธอาวุโสในเมืองหยาง
หลิว ปรมาจารย์หยางไป๋เดินทางออกไปต่อสู้กับโจร
กลุ่มนี้แล้ว คาดว่าพวกเราจะได้รับข่าวดีในอีกวัน
สองวัน ”
” ปรมาจารย์หยางไป๋มีวรยุทธล้ำเลิศเหนือคนทั่วไป
ว่ากันว่าตอนยังเยาว์วัยเขามีพลังมากมายมหาศาล
จนต่อยพยัคฆ์ตาย ”
เมื่อได้ยินแขกเหรื่อกล่าวถึงวรยุทธ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
เขารู้สึกว่าระดับนี้ต่ำมากเกินไป แม้ว่าจะฝึกฝนวร
ยุทธจนอยู่ในระดับสูงสุด แต่พลังที่แท้จริงก็ยังเบา
บางเฉกเช่นดั่งขนนก กล่าวได้ว่าผู้มีวรยุทธสำหรับ
เขาไม่ต่างจากคนธรรมดาสามัญ โดยพื้นฐานแล้วผู้
มีวรยุทธไม่ต่างจากสามัญชนทั่วไป
แต่ในเมืองหยางหลิวแม้แต่ผู้ฝึกวรยุทธยังหาได้ยาก
มาก นับประสาอะไรกับผู้ฝึกตน
ฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึงเทพเซียนเลยด้วยซ้ำ
สำหรับผู้คนในเมืองหยางหลิว ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนใดก็
ตามที่ผ่านไปผ่านมาล้วนถือเป็น ‘เทพเซียน’ เช่นฮ่า
วเทียนซ่างเซียนในอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ หากมันมา
ที่เมืองหยางหลิว ทุกคนจะแซ่ซ้องบูชามัน
ร่ำลือกันว่ามีเทพเซียนอยู่ในเมืองหยางหลิว แต่เป็น
ตำนานเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ถูกสืบทอดมารุ่นต่อรุ่น
ด้วยเหตุนี้ภายในเมืองหยางหลิวจึงมีตำนานเกี่ยวกับ
เทพเซียนน้อยมาก
นี่คือสภาพความเป็นอยู่ของเมืองหยางหลิวใน
ปัจจุบัน
อู่ อวี้ กังวลเล็กน้อย เขารอเวลาที่ตนเองจะเติบโตขึ้น
อย่างใจจดใจจ่อ และสิ่งเดียวที่ อู่ อวี้ คิดอยู่ในใจ
ตอนนี้คือไปดูนครเย่วอู่
เห็นได้ชัดว่าถ้าเขาอยู่ในเมืองหยางหลิว ภาพลวงตา
จะไม่มีวันถูกทำลาย
ดังนั้นเขาต้องออกไป แต่ต้องรอจนกว่าเขาจะเติบ
ใหญ่มากกว่านี้ เมื่อครุ่นคิดพิจารณาถึงสภาพทารก
ของตนเองในปัจจุบัน แล้วจะเดินหน้าไปยังสถานที่
ห่างไกลอย่างนครเย่วอู่ได้อย่างไร?
งานฉลองครบเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น
ไม่นานก็มีข่าวใหญ่ว่า ปรมาจารย์หยางไป๋ที่ออกไป
ปราบโจรชั่วกลับมาแล้ว แน่นอนว่ากลุ่มโจรทั้งหมด
ถูกกวาดล้างจนสิ้น อีกทั้งเขายังจับผู้นำหลายคนของ
พวกมันหลายคนกลับมาที่เมืองหยางหลิวด้วย
หยางฟานออกไปดู ส่วนหลิวเย่ก็กอด อู่ อวี้ ไว้แน่น
นางมิได้พาเขาออกไปด้วย เนื่องจากเขายังเด็กเกินไป
มิใช่วัยที่เหมาะสมกับการไปรับชมงานรื่นเริงเช่นนั้น
เพราะมีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันเอาได้
” สมควรแล้วที่ปรมาจารย์หยางไป๋ถูกยกย่องว่าเป็น
ปรมาจารย์ ร่ำลือกันว่าวิชากังฟูของเขาสามารถ
สังหารพยัคฆ์ได้เลยทีเดียว! ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก หากข้า
อายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปี ข้าคงมุ่งมั่นฝึกฝนวรยุทธ
จนกลายเป็นจอมยุทธอย่างแน่นอน!” หลังจากหยาง
ฟานกลับมา เขาก็เอ่ยชื่นชมปรมาจารย์หยางไป๋ยก
ใหญ่ น่าเสียดายที่เขารู้ว่าตอนนี้ตนเองเลยช่วงเวลา
ที่ดีที่สุดในการฝึกฝนวิทยายุทธมาแล้ว
หลิวเย่หัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า ” การฝึกฝนวิทยา
ยุทธนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและพรสวรรค์ มีสักกี่
คนในเมืองหยางหลิวของเราที่สามารถฝึกฝนวรยุทธ
เจ้าสามารถนับหัวคนพวกนั้นได้เลย ลืมมันไปเสีย
บางทีหยางเฉินอาจจะมีโอกาส… ”
” เด็กคนนี้งั้นหรือ กล่าวตามตรงกระดูกและร่างกาย
ของเขาค่อนข้างอ่อนแอ หากต้องการฝึกวรยุทธคง
ยากจะเป็นไปได้ เช่นนั้นเราอย่าไปคิดถึงมันเลย
ขอให้เขามีชีวิตอย่างปกติสุขก็ดีมากแล้ว รู้หรือไม่ว่า
เส้นทางยทุธนั้นอันตรายมากเพียงใด? ” หยางฟาน
รัก อู่ อวี้ มาก หรือก็คือ ‘หยางเฉิน’ แต่เขาเห็นได้
ชัดเจนว่าร่างกายของลูกชายตนเองอ่อนแอโดยเนื้อ
แท้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝึกฝนวรยุทธ
—————-