กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1626: เกิดใหม่
หยางฟานตัดสินใจไม่ผิด
ในแต่ละวัน ‘หยางเฉิน’ ค่อย ๆ เติบโตขึ้น แม้ว่าเขา
จะไม่เจ็บป่วยหรือมีโรคร้ายแรงใด ๆ แต่ร่างกายของ
เขาก็อ่อนแอกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน มักมี
อาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระดูก
ของเขาอ่อนแอกว่าคนทั่ว ๆ ไป
ความจริงในข้อนี้ทำให้ อู่ อวี้ ยากจะยอมรับได้
หากทั้งหมดนี้เป็นเพียงการทดสอบมันก็ดูจะสมจริง
เกินไป อย่างเช่นตอนนี้เขาแค่เป็นไข้ธรรมดาแต่กลับ
ทุกข์ทรมานเหลือทน การที่เขามีร่างกายอ่อนแอ
เช่นนี้ทำให้เขาแทบทนไม่ไหว
หากเทียบตอนที่เขาอยู่ภายในอาณาจักรบูรพานคร
เย่วอู่ ร่างกายของ ‘หยางเฉิน’ ในปัจจุบันอ่อนแอกว่า
มาก
ถ้าให้ อู่ อวี้ คนก่อนในโลกมนุษย์ซึ่งมีวรยุทธต่อสู้กับ
‘หยางเฉิน’ คาดว่าหากโดนเขาฟาดเพียงแค่ฝ่ามือ
เดียวคงเหมือนกับโดนเขาทุบตีเป็นร้อย
ความแตกต่างนี้เหมือนกับ อู่ อวี้ กำลังถูกทรมานชัด
ๆ นอกจากจะทรมานร่างกายแล้วจิตใจก็ทุกข์ทรมาน
ไม่แพ้กัน ปัจจุบันแค่เขาเป็นไข้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็รู้สึก
เจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส เหมือนเมื่อครั้งที่เขา
ฝึกฝนกายาเพชรอมตะ ความเจ็บปวดที่ได้รับภายใน
ร่างกายมันเกินจะทนจริง ๆ
ทั้ง ๆ อันที่จริงความเจ็บปวดที่เกิดกับคนทั้งสองไม่ได้
อยู่ในระดับเดียวกัน แต่เป็นเพราะร่างกายปัจจุบัน
ของ อู่ อวี้ มันอ่อนแอเหลือเกิน มันเลยทำให้เขา
เจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก
ในแต่ละวันที่เขาค่อย ๆ เติบโตขึ้น เขาเริ่มปรับตัวให้
เข้ากับตัวตนใหม่ของ ‘หยางเฉิน’ ได้ในที่สุด
เขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่ายามนี้เขายังคงจมดิ่ง
สู่ห้วงเห็นภาพลวงตา หรือตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ
กันแน่
เมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ เขารู้สึกว่าตนเองมี
ประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับเมืองหยางหลิว เขา
รู้จักญาติสนิทมิตรสหายเกือบทุกคนที่พ่อแม่เขารู้จัก
ติดต่อสื่อสาร เขารู้ว่าหยางเฉินมีอยู่จริง
ญาติสนิทมิตรสหายของหลิวเย่และหยางฟานบางคน
มาเยี่ยมเยียนหยางเฉิน แต่หยางเฉินมักตอกกลับคน
เหล่านี้ด้วยความเงียบ แม้ตอนนี้เขาจะพูดได้แล้วก็
ตาม แต่เขาก็ไม่อยากที่จะพูดอันใด รู้สึกว่าตนเองไม่
จำเป็นจะต้องสื่อสารกับผู้อื่น
สุดท้ายแล้วนี่เป็นเพียงการทดสอบ เพียงแค่เขาผ่าน
บททดสอบนี้ไปได้คนเหล่านี้และเมืองหยางหลิวก็จะ
หายไป
อู่ อวี้ คอยเตือนตัวเองว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตาและ
บททดสอบ
แม้ว่าเขาจะเกิดมาได้เพียงห้าปี แต่สำหรับเขาแล้ว
มันเป็นห้าปียาวนานเกือบจะเท่ากับเวลาห้าพันปีใน
การปิดการฝึกตน
ซึ่งมันทำให้เขาเกือบจะคุ้นเคยกับตัวตนฐานะ ‘หยาง
เฉิน’ ไปแล้ว
เขาได้ยินคำว่า ‘หยางเฉิน’ มาตลอดห้าปี เนื่องจาก
ผู้คนเรียกเขา เขาจึงเริ่มคุ้นชินกับชื่อใหม่และร่างกาย
ที่อ่อนแอของตนเอง รวมถึงยังคุ้นเคยที่ตนเองถูกห
ยางฟ่านกับหลิวเย่ดูแลมากขึ้น
อย่างไรก็ตามเวลานี้ อู่ อวี้ ยังคงไม่มีความรู้สึกใด ๆ
กับพวกเขาทั้งสอง เพราะเขาคอยย้ำเตือนตนเองอยู่
ตลอดเวลาว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
นอกจากนี้เขายังแอบคิดมากกว่าหนึ่งครั้ง ว่าบางที
เขาอาจตกตายอยู่ภายในตำหนักเฝ้าสุสานแล้วกลับ
ชาติมาเกิดใหม่ในเมืองหยางหลิว? แต่หลังจากพินิจ
พิเคราะห์ดูแล้วเขาก็มั่นใจว่าเขาไม่น่าจะตายแล้วมา
เกิดใหม่
หากเป็นการกลับชาติมาเกิดเฉกเช่นดั่งตำนานที่เคย
ได้ยิน เขาก็ไม่ควรมีความทรงจำในอดีต ดังนั้นเขาจึง
คิดว่านี่เป็นแค่เพียงบททดสอบที่เป็นรูปแบบของ
ภาพลวงตาเท่านั้น
เรื่องดังกล่าวทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ทั้ง
สงสัยประหลาดใจในคราเดียวกัน ถึงแม้เขาจะจดจำ
ได้หลายอย่าง ๆ เช่น การฝึกฝนบำเพ็ญเพียร , เซียน
อมตะ , ลั่วผิน , ภพเทพปีศาจ ฯลฯ รวมถึงพลอง
ทองสมปรารถนา แต่เขากลับไม่สามารถจดจำคำ
พูดคุยสนทนาหรือวิธีการฝึกฝนบำเพ็ญตนได้เลย
เขาได้อ่านบทสวดสัจจคาถาทั้งหมื่นคำมาแล้วนับ
ครั้งไม่ถ้วน แต่ตอนนี้เขากลับจดจำมันไม่ได้แม้แต่
น้อย ทุกอย่างเสมือนดั่งภาพฝัน ซึ่งมันทำให้เขารู้สึก
สับสนเป็นอย่างมาก
” ถ้าต้องการฝึกฝนบำเพ็ญตนเจ้าต้องไปที่นิกาย
กระบี่สวรรค์!” อู่ อวี้ มีเป้าหมายในใจ แต่ตอนนี้
เป้าหมายตั้งแต่เช้ายังคงห่างไกลเหลือเกิน
ยากยิ่งกว่าตอนที่ อู่ อวี้ เคยเป็นองค์ชายแห่ง
อาณาจักรบูรพานครเย่วอู่ ลำบากยิ่งกว่าตอนที่ต่อสู้
กับฮ่าวเทียนซ่างเซียน
ก่อนหน้านี้ถึงเขาจะเป็นมนุษย์แต่ก็มีศักดิ์ฐานะเป็น
ถึงองค์ชาย ทำให้เขามีทรัพยากรในการฝึกวรยุทธ
อย่างเพียงพอ แต่ตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอเป็น
อย่างมาก แค่ฝึกฝนวรยุทธก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ
นับประสาอะไรกับการฝึกฝนบำเพ็ญตน
หากให้กล่าวง่าย ๆ ตอนนี้ท่ามกลางประชากรหลาย
หมื่นในเมืองหยางหลิวที่แสนเรียบง่าย ปัจจุบันยังไม่
เคยมีผู้ใดได้ไปที่นครเย่วอู่เลยแม้แต่ผู้เดียว
ครั้งหนึ่งเคยมีคนออกจากเมืองหยางหลิว คน
เหล่านั้นบอกว่าจะเดินทางไปยังนครเย่วอู่ แต่คน
เหล่านั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย ไม่มีแม้แต่จะส่ง
จดหมายมาแจ้งข่าวคราว ระยะทางจากเมืองเล็ก ๆ
ไปยังนครเย่วอู่มันค่อนข้างไกลเกินไปสำหรับมนุษย์
อู่ อวี้ รู้สึกประทับใจเล็กน้อย เดิมทีเมืองหยางหลิว
อยู่ใกล้กับสุดขอบพรมแดนของอาณาจักรบูรพานคร
เย่วอู่ แม้กระทั่งนายทหารชั้นยอดในนครหลวงเย่วอู่
ก็จำเป็นต้องเดินทางข้ามผ่านภูผาและลำธาร ประสบ
พบเจอกับความยากลำบากมากมายเป็นเวลาหลาย
เดือนหรือหลายปีถึงจะมาที่นี่ได้
ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าคนผู้นั้นต้องประสบพบเจอกับ
อันตรายมากเพียงใดระหว่างทาง แม้กระทั่งภัย
ธรรมชาติและภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงสัตว์
ร้ายมากมายที่ตามหลอกหลอนระหว่างทาง ถือเป็น
เรื่องยากที่มนุษย์ชนคนธรรมดาจะข้ามผ่านมันไปได้
มีผู้คนมากมายในเมืองหยางหลิวต้องการไปที่
อาณาจักรบูรพานครเย่วอู่ แต่พวกเขาก็ตกตายไปใน
ระหว่างการเดินทาง
หาก อู่ อวี้ ต้องการไปที่นิกายกระบี่สวรรค์ เขาต้อง
ไปให้ถึงนครเย่วอู่ก่อนถึงจะมีทางเป็นไปได้ มิฉะนั้น
แล้วคงยากที่จะไปยังเทือกเขาครามซึ่งเป็นตำแหน่ง
ที่ตั้งของนิกายกระบี่สวรรค์ เนื่องจากการเดินทาง
นั้นอยู่ห่างไกลจนเกินไป
ระยะเวลาที่เขาเติบใหญ่มาจนถึงห้าขวบ อู่ อวี้
อาศัยอยู่ในเมืองหยางหลิวในฐานะ ‘หยางเฉิน’ แม้จะ
เป็นชีวิตที่ธรรมดายิ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าหยางฟานกับ
หลิวเย่รักเขามาก
เพียงแต่เขามิได้มีความรักกับคู่สามีภรรยามากนัก จึง
ยากที่จะมีความรู้สึกร่วมด้วยได้
” ภาพลวงตานี้ดูเหมือนจริงมากเกินไป จนดูไม่
เหมือนกับภาพลวงตา… แต่ถ้ามันไม่ใช่ภาพลวงตา
แล้วเป็นเรื่องจริงข้าควรจะทำเช่นใด? ” ความคิดนี้
ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของ อู่ อวี้
หากสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นเรื่องจริง เขาไม่รู้ว่า
ทำไมถึงเกิดใหม่ แล้วจะทำเช่นใดหากเขาเป็น ‘หยาง
เฉิน’ ขึ้นมาจริง ๆ ?
ผลที่ตามมาทำให้เขาสิ้นหวังเล็กน้อย ความคิดของ
เขาพังทลายลง ด้วยร่างกายมนุษย์ที่บอบบางเช่นนี้
แม้ว่าเขาต้องการไปที่อาณาจักรบูรพานครเย่วอู่ แต่
ก็ต้องประสบพบเจอกับปัญหามากมายจนแทบจะ
เป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฟื้นคืนทุกสรรพ
สิ่งกลับคืนมา
พลองทองสมปรารถนา มรดกของฉีเทียนต้าเซิ่น
ด้วยสภาพในปัจจุบันยังนับว่าห่างไกลเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่การฝึกฝนวรยุทธที่เรียบง่ายมากที่สุดยังยากจะ
เป็นไปได้ มีเพียงปรมาจารย์หยางไป๋ผู้เดียวในเมืองห
ยางหลิ่ว ซึ่งเป็นจอมยุทธอาวุโส ตอนที่เขาเพิ่งเกิด
ใหม่ ๆ ปรมาจารย์หยางไป๋ได้ปราบกลุ่มโจรภูเขา
นอกเมือง กลายเป็นบุคคลผู้น่ายกย่องมากที่สุดใน
เมืองหยางหลิว
ปรมาจารย์หยางไป๋ยอมรับลูกศิษย์จำนวนมาก แต่
ศิษย์เหล่านั้นล้วนมีความสามารถและพรสวรรค์ใน
การฝึกยุทธ หรืออย่างน้อย ๆ ร่างกายของเด็ก
เหล่านั้นก็แข็งแกร่งมากพอ มิได้อ่อนแอเช่นดั่ง
‘หยางเฉิน’
เขามักคิดอยู่เสมอว่า ‘นี่เป็นเรื่องจริง’ ดังนั้น อู่ อวี้
จึงค่อย ๆ ยอมรับตัวตนของ ‘หยางเฉิน’ เพราะต่อให้
เป็นภาพลวงตา เขาก็ไม่มีทางทำลายมันได้
แทนที่จะเอาสมองไปครุ่นคิดถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สู้
เริ่มต้นใหม่ดีกว่า ดูว่าตนเองจะก้าวหน้าต่อไปใน
เส้นทางนี้ได้หรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริง สิ่งที่เขา
ปรารถนาในตอนนี้คือการเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางแห่ง
การฝึกฝนบำเพ็ญตน
“ ตอนนี้ข้าเพิ่งอายุห้าขวบเท่านั้น เมื่อใดที่โตขึ้นค่อย
มาดูกันอีกทีว่าข้าจะไปอาณาจักรบูรพานครเย่วอู่ได้
หรือไม่? ” อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ในใจ เขาไม่เคยรู้สึก
อยากให้เวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้มาก่อน เพื่อที่เขาจะ
ได้เติบใหญ่มากกว่านี้
ในอดีต การฝึกฝนบำเพ็ญตนนั้นคือการแข่งขันกับ
เวลา เขาต้องการให้เวลาหยุดนิ่งเพื่อจะได้พัฒนา
ตนเองให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทว่ายามนี้ อู่ อวี้ หวัง
เพียงว่าเวลาจะเร็วขึ้น ตนเองจะได้เติบใหญ่มากกว่า
นี้
ความสิ้นหวังและความเจ็บปวดในจิตใจของเขา
เพิ่มขึ้นตามเวลาที่เติบโต ทั้งความคิดและความรู้สึก
ที่ตนเองไม่แม้แต่จะพยายามไขว่คว้าโชคชะตาได้นั้น
เป็นอะไรที่น่าหดหู่ยิ่ง สิ่งนี้ทำให้ ‘หยางเฉิน’ ดูนิ่ง
เงียบมากขึ้น
เขาไม่เต็มใจที่จะสื่อสารกับคนรอบข้าง แม้แต่หยาง
ฟานกับหลิวเย่ผู้เป็นบิดามารดาของเขาก็ยังไม่รู้ว่า
เขาคิดอันใดอยู่
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจ มิฉะนั้นเขาจะ
ถูกมองว่าเป็นคนเสียสติ
เพียงแต่ อู่ อวี้ ไม่รู้ตัวว่าเมื่อเขาเริ่มกังวลว่าตนเอง
จะถูกมองเป็นคนเสียสติ นับแต่บัดนี้ เขาจะเริ่มสนใจ
เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากผู้คนรอบข้าง หรือจะกล่าว
ว่าเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ไปแล้ว
เขาถูกแทนที่ด้วยตัวตนของ ‘หยางเฉิน’ ได้สัมผัส
ประสบการณ์ทุกอย่างผ่าน ‘หยางเฉิน’ หากเขามิใช่
‘หยางเฉิน’ แล้ว ‘หยางเฉิน’ จะเป็นผู้ใด?
หลังจากอายุห้าขวบ ในที่สุดเขาก็เริ่มเติบโตขึ้น
เด็ก ๆ เติบโตเร็วมาก ทุกครั้ง ๆ ที่เห็นญาติและ
สหายของ หยางฟานกับหลิวเย่รวมถึงพันธมิตรทาง
ธุรกิจบางราย อีกฝ่ายจะจับจ้องมาที่ อู่ อวี้ ด้วย
ความประหลาดใจ พร้อมทอดถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น
ว่า ” ทำไมเด็กถึงโตเร็วเช่นนี้ เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก!
”
อายุห้าขวบ เจ็ดขวบ เก้าขวบ…
จนกระทั่งอายุสิบขวบ ผู้คนมากมายต่างรู้สึกว่าเวลา
ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘หยางเฉิน’ เติบโตขึ้นในพริบตา
แต่ในมุมมองของ อู่ อวี้ สิบปีนี้ยาวนานมาก จนเขา
แทบจะเสียสติด้วยความสิ้นหวัง
ความคิดแรกของเขาคือการไปที่นครเย่วอู่ จากนั้นก็
มุ่งหน้าไปยังนิกายกระบี่สวรรค์ เริ่มต้นเส้นทางแห่ง
การฝึกฝนบำเพ็ญ แต่ต่อมาเขาก็พบว่ามัน
ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะสภาพร่างกาย
ของเขาในปัจจุบัน แม้กระทั่งคุณสมบัติในการฝึก
ยุทธยังไม่มี นับประสาอะไรกับการฝึกฝนบำเพ็ญ
หากเขาอ่อนแอเกินไป การฝึกยุทธจะทำให้ร่างกาย
ของเขาเสียหาย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการฝึกฝนบำเพ็ญ
ซึ่งต้องการคุณสมบัติสูงยิ่งกว่าการฝึกยุทธมากนัก
ท่ามกลางผู้คนนับล้านในอาณาจักรบูรพานครเย่วอู่
มีไม่ถึงหมื่นคนที่มีคุณสมบัติในการฝึกฝนบำเพ็ญตน
อู่ อวี้ ครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่าเขาจะ
เริ่มการฝึกฝนตนได้อย่างไร ในที่สุดเขาก็พบว่าด้วย
ตัวตนของ ‘หยางเฉิน’ ในชีวิตนี้ แค่จุดเริ่มต้น เขาก็
ไม่มีทางบรรลุกลายเป็นผู้ฝึกตนแล้ว
เมื่ออายุสิบขวบ ‘หยางเฉิน’ ที่เป็นคนเงียบขรึมมา
โดยตลอด กลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของ
ผู้อื่น
เดิมทีตอนที่เขายังเป็นเด็ก ผู้ใหญ่บางคนคิดว่าเขามี
ความฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันสามารถ
สะท้อนให้เห็นในการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ มิใช่สิ่ง
ธรรมดาที่เด็กทั่วไปจะทำได้ แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็
กลายเป็นเด็กมีปัญหา เพราะเขาไม่ชอบพูดคุย จน
เด็กคนอื่น ๆ ในเมืองหยางหลิวพากันหัวเราะเยาะ
เขา
ตอนแรกเขามิได้สนใจอันใดมากนัก แต่ต่อมาเขาก็
พบว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเบื่อหน่ายเล็กน้อย
ยามนี้ อู่ อวี้ ยอมรับตัวตนของ ‘หยางเฉิน’ แล้ว
แน่นอนลึก ๆ ภายในใจของเขายังรู้สึกว่านี่เป็นเพียง
ภาพลวงตา ที่ไม่สามารถทำลายได้
—————-