กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1627: ล้มเหลว
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ
ปัจจุบันอายุของเขาก้าวเข้าสิบขวบปี สำหรับคนอื่น
ๆ ในเมืองหยางหลิวเขายังคงเป็นเพียงแค่เด็ก แต่
สำหรับ อู่ อวี้ เขารู้แล้วว่าถึงเวลาที่เขาจะลงมือเสียที
ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านเขาเฝ้าคิดมาตลอดว่าเมื่อ
ถึงเวลาเขาจะทำลายภาพลวงตาและฟื้นฟูความ
แข็งแกร่งของตนเองให้ฟื้นคืนกลับคืนมา
แต่จนป่านนี้เขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย นั่นเป็น
เพราะเขายังเด็กเกินไป ดังนั้นจึงไม่สามารถทำตาม
สิ่งที่ต้องการได้
เมื่ออายุสิบขวบ อู่ อวี้ ก็เริ่มอยากไปอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่
จากนั้นก็จะได้ไปที่นิกายกระบี่สวรรค์ แต่ก่อนอื่นเขา
ต้องไปที่อาณาจักรบูรพาเย่วอู่เป็นอันดับแรก ไม่ว่า
ผู้ใดคงยากจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นเขาต้อง
ทดสอบดูก่อน
ดังนั้นเมื่ออายุครบสิบขวบ อู่ อวี้ ก็ดำเนินการทันที
ด้วยการบอกต่อหยางฟานกับหลิวเย่ว่าเขาต้องการ
ไปที่อาณาจักรบูรพาเย่วอู่เพื่อเปิดหูเปิดตา
อันที่จริงปัจจุบัน อู่ อวี้ เริ่มรู้สึกว่าตนเองได้มาเกิด
ใหม่จริง ๆ ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาเขา
พยายามพินิจพิเคราะห์ว่าประสบการณ์ทั้งหมดเป็น
เพียงแค่ภาพจินตนาการหรือความจริง หลังจากใช้
เวลากว่าสิบปีเขาก็สัมผัสได้ว่าภาพเหตุการณ์ส่วน
ใหญ่ โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ ๆ ล้วนเกิดขึ้นจริง
แต่ไม่ว่าเรื่องที่เขาประสบพบเจอจะเป็นความจริง
หรือไม่ก็ตาม เวลานี้เขาไม่สามารถอยู่ในเมืองหยาง
หลิวอีกต่อไปได้ หาวิธีฝึกฝนวรยุทธ
“อะไรนะ!? เจ้าจะไปอาณาจักรบูรพาเย่วอู่? มันจะ
เป็นไปได้ยังไง! อย่าได้คิดเหลวไหลอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่อยู่ห่างไกลจากที่นี่มากนัก อายุของเจ้าแค่เพียง
สิบขวบเท่านั้น เจ้าจะไปที่นั่นได้อย่างไร? ” เมื่อหยาง
ฟานได้ยินสิ่งที่ ‘หยางเฉิน’ กล่าวเขาก็รู้สึกประหลาด
ใจไม่น้อยที่บุตรชายของตนเองบอกว่าต้องการจะไป
ยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
เมื่อหลิวเย่ได้ยินหมดสนทนาของทั้งสองนางก็รีบวิ่ง
เข้ามาหาเขาในทันที พร้อมกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็วว่า
” ใช่ เจ้าจะไปทำอะไรที่อาณาจักรบูรพาเย่วอู่? ที่นั่น
มันไกลมากเลยนะ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจากห
ยางหลิวจะไปอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ”
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะ
เขารู้ว่าสำหรับหยางฟาน หลิวเย่ และทุกคนใน
เมืองหยางหลิว อาณาจักรบูรพาเย่วอู่หรือนิกาย
กระบี่สวรรค์มันห่างไกลเกินไปสำหรับพวก เรียกได้
ว่าพวกเขาไม่อยากจะเชื่อเสียด้วยซ้ำ คนเหล่านี้
อาจจะคิดว่าเขานั้นป่วยจนเพี้ยน ถึงได้คิดเรื่องแล้ว
เหลวไหลเช่นนี้
การต่อต้านหัวชนฝาของหยางฟานกับหลิวเย่ ทำให้
อู่ อวี้ สูญเสียเสียงสนับสนุนในการจะไปยังอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่ แต่มันก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจของเขา
อู่ อวี้ รู้ดีว่าเวลานี้ร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินไป
เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเดินทางไปยังอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่ด้วยกำลังของตัวเองเท่านั้น
ดังนั้นในคืนหนึ่งที่อากาศแจ่มใส เขาได้ทำการหนี
ออกจากบ้านโดยไม่ได้แจ้งให้หยางฟานกับหลิวเย่ได้
ทราบ
เขาไม่คิดว่าทั้งสองจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อรู้ว่าตัว
เขาได้หนีออกจากบ้าน เขาตัดสินใจเด็ดขาดคิแล้วมุ่ง
หน้าไปยังทิศทางของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
“เมืองหยางหลิวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่! และถ้าหากเขาต้องการอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่เขาจะต้องมุ่งหน้าไปทางทิศใต้”
อู่ อวี้ รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเขามองไปยังท้องฟ้าดูดวง
ดาราเพื่อสังเกตทิศทางที่จะมุ่งหน้าพาเขาไปยังทิศใต้
สิ่งที่เขาพกมาเตรียมในการออกเดินทางครั้งนี้คือ
ข้าวปลาอาหารแห้งและกาต้มน้ำ
เดิม อู่ อวี้ คิดว่าตราบใดที่เขายังคงมุ่งมั่นใน
เจตจำนงเดิม ต่อให้เขาต้องใช้เวลาเดินทางกว่าห้า
หรือสิบปีเขาก็จะสามารถไปถึงอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
ได้อย่างแน่นอน ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขายังอ่อนเยาว์
มากเกินไปเลยทำให้การเดินทางล่าช้าลง ตราบใดที่
ยังมีลมหายใจก็สามารถฝึกฝนแทนได้
แต่หลังจากที่เขาออกเดินทาง เขาพบว่าดูเหมือน
สวรรค์จะกำหนดเป้าหมายชะตากรรมว่าจะต่อตาม
เจตจำนงของเขาโดยเฉพาะ
หลังจากเดินไม่ถึงหนึ่งวัน ขวดน้ำที่เขากำลังถืออยู่ก็
ถูกนกยักษ์คาบไปอย่างหน้าตาเฉย เขารีบวิ่งไล่ตาม
ขวดน้ำแต่มันก็ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
หลังจากสูญเสียขวดน้ำ ทุกครั้งที่เขาอยากดื่มน้ำ อู่
อวี้ ก็ต้องพบเจอกับความยากลำบากเป็นอย่างมาก
เขาต้องหาถุงอะไรก็ได้มาลองน้ำไว้ดื่มกิน แต่ด้วย
ร่างกายที่อ่อนแอของเด็กวัยสิบขวบ จึงไม่สามารถ
ต่อต้านกับสัตว์ร้ายใด ๆ ได้ ส่วนจะตัดต้นไม้หรืออื่น
ๆ มาสร้างถุงน้ำเขาก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากไม่มี
เครื่องมือ
เขายังเด็กเกินไปแถมยังไร้ซึ่งพลังอำนาจ ทำให้แม้แต่
การเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานในป่าก็ยังเป็นปัญหา
พอถึงยามราตรีที่เขาจะต้องหลับนอน เขาก็เลือกที่จะ
ปีนขึ้นไปหลับนอนบนต้นไม้แต่ก็ต้องพบเจอกับ
อสรพิษเจ้าถิ่นที่เกาะอยู่บนต้นไม้ หากเขาไม่ตาไว
เห็นมันก่อนเขาคงได้ตกตายอยู่บนต้นไม้ในราตรีนั้น
เป็นแน่แท้
เขาพบเจอกับอุบัติเหตุไม่คาดคิดหลายครั้งหลายครา
ระหว่างการเดินทาง จนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้
ประมาณสิบวัน เขาเดินโซซัดโซเซอยู่บนถนนสาย
หนึ่งทั้งหนาวและหิวโซ นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้กิน
อาหารมาเป็นเวลาเกือบสองวันแล้ว ข้าวปลาอาหาร
ที่เอาติดตัวมาก็หายไปขณะข้ามแม่น้ำ ขณะที่เขา
กำลังเดินโซซัดโซเซอยู่บนถนนอยู่ ๆ อากาศก็ร้อน
ขึ้นอย่างฉับพลัน จนทำให้เขาหน้ามืดเป็นลมล้มทับ
อยู่กลางถนนดังกล่าว
“ ดะ ดูเหมือนว่าเราจะฝืนเกินไป…”
ถึงจะคิดได้ดังนั้น ทว่า อู่ อวี้ ก็ยังคงกัดฟันสู้เดินโซ
ซัดโซเซ ไปตามถนน เวลานี้เขาไร้ซึ่งหนทางอื่น หาก
เขายังเดินลัดเลาะอยู่ภายในป่า จุดจบที่เขาจะต้อง
พบเจอคืออดตายเป็นแน่แท้ แต่ถ้าเขายังคงเดินไป
ตามเส้นทางถนนสายหลัก โชคดีเขาอาจจะได้เจอ
พ่อค้าที่ผ่านไปผ่านมาในเส้นทางนี้
ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าเส้นทางนี้จะห่างไกลเกินไปที่จะ
เดินทางมาติดต่อธุรกิจการค้า และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ
พบเจอผู้คน
อู่ อวี้ เดินโซซัดโซเซมุ่งก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ใน
ที่สุดเขาก็เห็นจุดสิ้นสุดตรงหน้า เขาเห็นกลุ่มสีดำเล็ก
ๆ ปรากฏขึ้น ดูเหมือนจะเป็นคาราวานของพวก
พ่อค้าเร่ที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้พอดี เมื่อเห็นดังนั้น
เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็
หมดสติล้มพับไปกองกับพื้น
เมื่อกลุ่มคาราวานพ่อค้าเดินทางเข้ามาใกล้ก็เห็นเขา
เป็นลมล้มพับอยู่กลางถนน แล้วคนผู้หนึ่งก็ร้องอุทาน
เสียงดังขึ้นมาว่า ” นี่มิใช่หยางเฉินบุตรชายตัวนาย
ของเถ้าแก่ร้านผ้าหยางฟานเมืองหยางหลิ่วมิใช่รึ?
เจ้ามาทำอะไรที่นี่ พวกเรากำลังจะกลับไปที่เมืองห
ยางหลิวพอดี เร็ว ๆ รีบพาเขาเข้าข้างทางก่อน! ”
กลายเป็นว่า อู่ อวี้ ถูกกองคาราวานกลุ่มนี้พาตัว
กลับไปยังเมืองหยางหลิว
สามวันผ่านไปในที่สุด อู่ อวี้ ก็ฟื้นลืมตาตื่นขึ้น พบว่า
เวลานี้เขากลับมาอยู่ที่บ้านในเมืองหยางหลิว
ระหว่างเดินทางกลับคาราวานพ่อค้าไม่พบเจอกับ
อุปสรรคใด ๆ ทำให้พวกเขากลับมาถึงเมืองได้
รวดเร็วขึ้น
และเนื่องจากเส้นทางที่เขาเลือกเดินครั้งสุดท้าย
ไม่ใช่เส้นทางการค้าหลักที่จะมุ่งหน้าไปยังอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่โดยตรง จึงทำให้เขาเสียเวลาไปมาก
พอสมควร และเมื่อเขาต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่
ไร้ทางออก เขาก็ต้องเดินอยู่บนเส้นทางดังกล่าวอย่าง
ไม่เต็มใจนัก
เมื่อเขาตื่นก็พบว่าหลิวเยว่ ‘มารดา’ ของเขาน้ำตา
นองอาบหน้าร่ำไห้อย่างขมขื่น กอดเขาด้วยความรัก
และเป็นห่วง
สติของ อู่ อวี้ ค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมา เขารู้ตัวว่าการที่
ตนเองหนีออกจากบ้านทำให้หยางฟานกับหลิวเย่เป็น
ห่วงเป็นใยเขามากเพียงใด พวกเขาแทบไม่ได้หลับ
ไม่ได้นอนตั้งแต่เขาหนีไป เส้นผมของพวกเขาขาว
โพลน โดยเฉพาะหลิวเย่น้ำตานองอาบหน้าทั้งคืน
ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้ อู่ อวี้ ตำหนิตัวเองอยู่ไม่น้อย
เขาทบทวนเรื่องการดูแลเอาใจใส่ของหลิวเยว่และห
ยางฟาง นับตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดมาในเมืองหยาง
หลิวเย่จวบจนถึงป่านนี้ ทั้งสองดูแลเอาใจใส่เขาเป็น
อย่างดี ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘ตัวประหลาดยัง’ อย่าง อู่ อวี้
ปรากฏตัวขึ้น ครอบครัวก็สามารถอยู่ดีกินดีในเมืองห
ยางหลิวได้แน่นอน
หลังจาก อู่ อวี้ ตื่นขึ้นเขาก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย
เขาเริ่มคิดว่าตนเองควรจะยืนกรานว่าจะไปยัง
อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ต่อไปดีหรือไม่?
ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถเข้าใจ
สถานการณ์ได้
หากเขายังคงดึงดันไปยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ต่อ
ด้วยสภาพร่างกายและเงื่อนไขในปัจจุบันของเขานั้น
ถือว่ายังห่างไกลเกินไป หากคิดจะหวังพึ่งเส้นทาง
การค้าของเมืองหยางหลิว ระยะขอบเขตการเดินทาง
ทำการค้าน้อยกว่าหนึ่งในสิบของระยะทางจาก
อาณาจักรบูรพาเย่วอู่
ดังนั้นการเดินทางไปยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ เป็นไป
ไม่ได้ที่จะใช้เวลาเพียงแค่สองสามปี
แต่ถ้าเรื่องของ ‘หยางเฉิน’ แห่งเมืองหยางหลิวเป็น
เรื่องจริง ข้าควรจะทำให้หยางฟานกับหลิวเย่เขา
เสียใจเช่นนี้ดีแล้วหรือ?” อู่ อวี้ เฝ้าถามตัวเอง เมื่อ
เห็นหยางฟานกับหลิวเย่แสดงท่าทางเป็นห่วงเขาจน
แทบใจจะขาด
เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขาดูสมจริงมาก
เกินไป ถึงแม้เขาพยายามปลอบตัวเองว่าทั้งหมดเป็น
เพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น แต่ประสบการณ์ตลอด
สิบปีที่ผ่านมาทำให้เขาไม่อาจคิดเช่นนั้นได้
แล้วระหว่างทางที่เขามุ่งหน้าไปยังอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่ เขาสัมผัสได้ถึงมีพลังมืดคอยขัดขวางไม่ให้เขา
ไปถึงอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ระยะทางที่เขาเดินทางยัง
ไม่ถึงหนึ่งในร้อยส่วนเลยด้วยซ้ำ ในที่สุดเขาก็ต้อง
กลับมาที่เก่า
หากไม่ใช่เพราะไปบังเอิญพบเข้ากับคาราวานพ่อค้า
ระหว่างทาง คาดว่าเขาคงไม่มีปัญญากลับมาด้วย
ตนเอง
หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินข่าวว่าหยางฟานมอบเงินเป็น
จำนวนมากให้กับกองคาราวาน เพื่อแสดงความ
ขอบคุณ เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะรู้ว่าหยางฟานกับฮู
หยินให้ความสำคัญต่อ ‘หยางเฉิน’ มากเพียงใด
หลังจากกลับมา อู่ อวี้ ก็กลายเป็นคนที่ ‘มีเหตุผล’
มากขึ้น เขาไม่เงียบขรึมเหมือนเดิมอีกต่อไป เริ่ม
พูดคุยสื่อสารกับผู้คนในเมืองหยางหลิวบ้างเล็กน้อย
สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ อู่ อวี้ ขออนุญาตหยางฟาน
ฝึกฝนวรยุทธ
หยางฟานกับหลิวเย่ไม่ลังเลที่จะใช้เงินทองไปกับ
เรื่องนี้ เขาต้องการหาผู้มีวรยุทธเต็มใจสอนสั่ง ‘หยาง
เฉิน’ ในเมืองหยางหลิวมีผู้เป็นวรยุทธอยู่ไม่เกินห้า ผู้
ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มนี้คือปรมาจารย์หยางไป๋หรือ
เรียกอีกนามหนึ่งว่าพ่อเฒ่าหยาง
อีกสี่คนล้วนเป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยางไป๋ ตอนนี้
พวกเขามีอายุสามสิบถึงสี่สิบปีแล้ว ซึ่งเปรียบเหมือน
พยัคฆ์และหมาป่า
แล้วเนื่องจากปัจจุบันปรมาจารย์หยางไป๋แก่ชรามาก
แล้ว ทำให้เขาไม่สามารถรับศิษย์ได้อีกต่อไป ด้วย
เหตุนี้หยางฟานกับหลิวเยว่จึงทำได้เพียงไต่ถามลูก
ศิษย์ทั้งสี่ของเขา อีกอย่างผู้คนในเมืองหยางหลิวก็มี
เพียงแค่ไม่กี่คน เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าหยางเฉินต้องการ
ฝึกฝนวรยุทธ พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า
กล่าวว่า การฝึกฝนวรยุทธนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายมันมี
เงื่อนไขหลายอย่างที่ระบุไว้ชัดเจน
สำหรับพวกเขาหากหยางเฉินต้องการพัฒนาฟื้นฟู
สมรรถภาพร่างกาย จำเป็นต้องซื้อวัสดุปรุงยาล้ำค่า
มากมายเพื่อแช่ตัว และถ้าหากเขาต้องการอาจารย์
สอนวรยุทธที่ดีเขาจะต้องเสียเงินเสียทองมากมาย
แต่หยางฟานกับหลิวเย่ไม่ใช่คนขี้เหนียว ในไม่ช้าเขา
ก็หาวัสดุโอสถล้ำค่ามากมายมาให้ อู่ อวี้ โดยยอมใช้
เงินออมกว่าครึ่งชีวิตเพื่อบุตรหัวแก้วหัวแหวน วัสดุ
โอสถล้ำค่าที่หามาทั้งหมดถูกใช้เป็นยาบำรุงให้แก่ อู่
อวี้ ทุกวี่วัน
หลังจาก อู่ อวี้ กินซุปโอสถสมุนไพรเหล่านี้ เขาก็
สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสมุนไพรเหล่านี้ช่วยบำรุง
ร่างกายให้แก่เขาได้เป็นอย่างดี
แต่พอผ่านไปสักพัก เขาก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ เขาพบว่า
ร่างกายของเขาไม่สามารถดูดซับยาบำรุงสมุนไพร
เหล่านี้ได้ ทั้งหมดละลายหายไปจากร่างกายโดยไม่
ทราบสาเหตุ
แน่นอนว่าแม้เขาจะดูดซับเพียงเล็กน้อย แต่ร่างกาย
ของเขาก็ดีขึ้นเช่นกัน แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะบรรลุ
เงื่อนไขในการฝึกฝนบำเพ็ญ
เมื่ออายุได้สิบสองปี เขาก็ติดตามศิษย์พี่ใหญ่ของ
อาจารย์หยางไป๋ เริ่มฝึกฝนวรยุทธ
กล่าวได้ว่ากระบวนการนี้ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
ยากยิ่งกว่าตอนที่ อู่ อวี้ เป็นองค์ชายของอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่ ในทุก ๆ วันของการฝึกฝนวรยุทธ เขา
รู้สึกว่ายาวนานนับปี แม้จะเป็นเพียงรากฐานของการ
ฝึกตน แต่ก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดไม่รู้จบ
ครั้น อู่ อวี้ เป็นองค์ชาย แม้การฝึกวรยุทธจะมิใช่
เรื่องง่าย แต่ก็มิได้ยากลำบากจนเกินไป
ตอนนี้เขารู้สึกว่าเส้นลมปราณในร่างกายของ ‘หยาง
เฉิน’ เกือบตีบตันแทบทั้งหมด อีกทั้งเคล็ดบ่มเพาะ
สำหรับฝึกฝนวรยุทธ ยังทำให้ร่างกายของเขาต้อง
แบกร้ับภาระอันใหญ่หลวง จนเขาแทบจะทานทนไม่
ไหว
หลังจากฝึกฝนมาได้ไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าร่างกายของ
เขาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะ
เกิดจากการดันทุรังมากเกินไปในระหว่างการ
ฝึกฝนวรยุทธ
แต่ อู่ อวี้ ก็ไร้ซึ่งทางเลือกอื่น เขารู้สึกว่าหากไม่
พยายามให้มากกว่านี้ ตราบชั่วชีวิตเขาจะไม่สามารถ
ไปถึงนครหลวงเย่วอู่หรือนิกายกระบี่สวรรค์ได้ ดังนั้น
เขาจึงฝึกฝนวรยุทธหนักกว่าศิษย์คนอื่น ๆ นับสิบ
เท่า