กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1628: จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
ทุกคนในเมืองหยางหลิวต่างเห็นความพยายามของ
อู่ อวี้ ในฐานะ ‘หยางเฉิน’
โดยเฉพาะปรมาจารย์หยางไป๋ แม้ว่าเขาจะมีอายุอา
นามมากขึ้น แต่เขาก็เริ่มได้ยินชื่อเรื่องราวความ
พยายามของ ‘หยางเฉิน’ มากขึ้นเรื่อย ๆ หยางเฉิน
พยายามฝึกฝนวรยุทธอย่างหนัก เขาฝึกฝนทั้งวันทั้ง
คืน แม้ร่างกายของเขาจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังคงยืน
หยัดฝึกฝนต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
ปรมาจารย์หยางไป๋ชื่นชมในวิญญาณนักสู้ของเขา
จนชี้แนะบอกกับ อู่ อวี้ เป็นการส่วนตัวว่าอย่าหัก
โหมเกินไปเดี๋ยวร่างกายจะรับไม่ไหว
อู่ อวี้ ไม่เพียงไม่ฟัง แต่เอายังโต้เถียงกลับไป เพราะ
ในสายตาของเขา ผู้ฝึกวรยุทธอย่างปรมาจารย์หยาง
ไป๋นั้นต่ำต้อยเกินไป ไม่มีคุณสมบัติจะมาชี้แนะตัวเขา
ไม่ใช่ว่าเขาคิดดูถูกแต่เป็นเพราะเขามีฝันของตนเอง
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาทำตามคำชี้แนะของ
ปรมาจารย์หยางไป๋
ดังนั้นเขาจึงยังคงฝึกฝนวรยุทธต่อไปอย่างบากบั่น
ทุ่มเทอย่างหนัก
ปรมาจารย์หยางไป๋ทอดถอนหายใจกับความดื้อรั้น
หัวแข็ง ในที่สุดเขาก็ไม่สนใจ อู่ อวี้ อีก
” ความเร็วในการก้าวหน้าช้าเกินไป! ” อู่ อวี้ รู้สึกถึง
ระดับความเร็วในการฝึกฝนวรยุทธของตนเอง เวลา
นี้ทำให้เขาค่อย ๆ หมดหวังลงเรื่อย ๆ
เขาไม่รู้ว่ามันเป็นภาพลวงตาหรืออะไรกันแน่ เพราะ
ไม่ว่าเขาจะฝึกฝนหรือพยายามมากเท่าไหร่ แต่ดู
เหมือนร่างกายของเขาจะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อย ๆ หยาง
ฟานกับหลิวเย่ก็ถึงกับล้มละลายหมดตัวสินทรัพย์ที่
เคยมีทั้งหมดเอามาหาซื้อทรัพยากรที่จำเป็นในการ
ฝึกฝนวรยุทธให้แก่เขา แต่เวลาก็ผ่านมาหลายปีแล้ว
เขายังไม่คืบหน้าไปไหนเลย
” เป็นไม่ได้! ข้าไม่เชื่อว่าต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่
สามารถฝึกฝนได้สำเร็จ?” ผลลัพธ์นี้ทำให้ อู่ อวี้ ไม่
อาจยอมรับได้
เขาคิดว่าตนเองอาจจะกระทำผิดพลาดบางสิ่ง
บางอย่างไป หรือไม่ก็ผู้ฝึกยศในเมืองหยางหลิวมี
ระดับต่ำเกินไป จนส่งผลต่อการฝึกวรยุทธทำให้ไม่ได้
ดีเท่าที่ควร
ทว่าภาพความทรงจำและเรื่องราวการฝึกฝนบำเพ็ญ
ตนก่อนหน้านี้เขากลับลืมเลือนจนหมดสิ้น มันทำให้
เขาไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ในตอนนี้
จนทำให้เขารู้สึกว่า แม้ปรมาจารย์หยางไป๋กับผู้ฝึกวร
ยุทธคนอื่น ๆ จะไม่ได้อยู่ในระดับสูงส่งอันใด แต่
อย่างน้อยพวกเขาก็ประสบความสำเร็จบางอย่าง ซึ่ง
ต่างจากเขาที่ไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ เลย ในทาง
กลับกันนับวันร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอแย่ลง
สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่ง ‘หยางเฉิน’
อายุย่างเข้ายี่สิบปี อู่ อวี้ พยายามฝึกฝนวรยุทธมา
นานนับสิบปีแต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ล้มเลิก
ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เขาลุกขึ้นยืนอยู่ ๆ เขาก็ล้ม
ลงอย่างกะทันหัน เส้นลมปราณที่ขาของเขาถูกปิด
กั้นอย่างสมบูรณ์ กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาหดตึง
อย่างรุนแรงเกือบจะเสียหายทั้งหมด ทั้งหมดเป็น
เพราะเขาหักโหมเกินไปจนเส้นลมปราณแตกซ่าน!
นี่เป็นเหมือนระเบิดร้ายแรงหล่นเข้าใส่ อู่ อวี้
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันเขาก็กลายเป็นคนป่วยนอนติด
เตียง ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธได้อีกต่อไป ความตึง
เครียดวิตกกังวลทำให้เส้นผมของหยางฟานกับ
หลิวเย่กลายเป็นหงอกขาว เมื่อสถานการณ์เช่นนี้
เกิดขึ้นพวกเขาทั้งสองก็ต้องวุ่นวายอีกครั้ง เพราะ
ต้องไปตามหาหมอมือดีในเมืองหยางหลิวมาดูแล
รักษาเขา
ทว่าเมื่อทุกคนเห็นสภาพอาการขาของเขา ทุกคน
ต่างก็พากันส่ายศีรษะ ซึ่งหมายความว่าขาของเขาไม่
มีทางที่จะรักษาหาย
คำตอบนี้เหมือนสายอัสนีฟาดผ่าลงกลางศีรษะ!
อู่ อวี้ ซึ่งอึ้งตะลึงกับผลลัพธ์เป็นเวลานาน เขาไม่อาจ
ยอมรับความจริงในข้อนี้ได้ ไม่อาจยอมรับว่าตนเอง
ขาพิการแล้วจริง ๆ เขาไม่สามารถหยัดยืนหรือเดิน
ไปไหนมาไหนรอบ ๆ ได้อีกต่อไป ถ้าเป็นเช่นนี้เขาจะ
สามารถเดินตามความฝันด้วยการเดินทางไปยัง
อาณาจักรบูรพาเย่วอู่หรือนิกายกระบี่สวรรค์เพื่อเข้า
สู่เส้นทางผู้ฝึกตนได้อย่างไร?
หลังจากพยายามอย่างหนักพบเจอกับความ
ยากลำบากมาตลอดยี่สิบปี อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่าจุดจบ
ของตนเองจะเป็นเช่นนี้
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้ ไม่ใช่การฝึกฝน
บำเพ็ญตนอยู่ในนิกายดาบสวรรค์หรืออาณาจักร
บูรพาเย่วอู่อีกต่อไป ทั้งหมดล้วนพังทลายกลายเป็น
ฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึงไปตลอดชีวิต
เป็นเพราะขาของเขาพิกลพิการไปเสียแล้ว ทำให้ทุก
ครั้งที่พยายามหยัดยืนร่างของเขาจะล้มพับลงอย่าง
ไม่เป็นท่า แต่ด้วยความรักของพ่อแม่หยางฟานกับ
หลิวเย่ยังคงพยายามค้นหาหมอมาที่อยู่เมืองรอบ ๆ
มารักษาขาของเขา
เพื่อทำให้ความใฝ่ฝันในการฝึกฝนวรยุทธของเขาเป็น
จริง ตลอดสิบปีที่ผ่านมาหยางฟานกับฮูหยินใช้เงินไป
จนหมดสิ้น แล้วตอนนี้ยังต้องมารักษาขาของเขาอีก
ทำให้ทั้งสองเป็นหนี้เป็นสินท่วมหัวมากมาย
อู่ อวี้ มักจะได้ยินว่าเสียงคนร้องตะโกนจากด้านนอก
ว่า ‘ชดใช้หนี้’ แต่หยางฟานปิดร้านขายผ้าไปแล้ว
ทำให้ครอบครัวเขาไม่มีแหล่งรายได้
เท่ากับว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสามตกอยู่ในห้วงแห่ง
ความสิ้นหวัง
ในสายตาของคนอื่น ๆ ในเมืองหยางหลิว ตอนนี้ อู่
อวี้ เป็นเพียงขยะไร้ค่า ไม่สามารถสมรสมีภรรยาผลิต
ทายาทกลายเป็นผู้สืบทอดมรดก ชักนำตระกูล
รุ่งโรจน์โชติช่วง สำหรับคนเมืองหยางหลิวทั้งหมด
‘หยางเฉิน’ กลายเป็นเพียงตัวตลกเท่านั้น
เด็กหลายคนที่ฝึกยุทธพร้อมกับเขา ตอนนี้กลายเป็น
คนหนุ่มสาวที่มีฝีมือสูงส่งมากขึ้นในเมืองหยางหลิว
แม้ในสายตาของ อู่ อวี้ ก่อนหน้านี้ ตัวตนเช่นพวก
มันจะเทียบไม่ได้กับมดปลวก ทว่าในปัจจุบันพวกมัน
มีคุณสมบัติมากพอที่จะชี้นิ้วมาทางเขาพร้อมดูถูกว่า
: การฝึกยุทธ์คืออันใด..คิดว่าเจ้าพยายามแล้วจะทำ
ได้สำเร็จงั้นหรือ? หากยังดึงดันฝึกฝนวรยุทธโดยไร้ซึ่ง
พรสวรรค์ จุดจบเดียวของเจ้าก็คือพิการ!
ในเมืองหยางหลิวข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับ อู่ อวี้ ได้
ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวเขา
แม้กระทั่งหยางฟานกับหลิวเย่ก็ได้รับผลกระทบ
เช่นกัน ความเป็นอยู่ของพวกเขาเริ่มแย่ลง จนแทบ
เอาชีวิตไม่รอด แต่พวกเขาก็พยายามดูแลเอาใจใส่ อู่
อวี้ อย่างเต็มที่
ความรักความเอ็นดูที่หยางฟานกับฮูหยินมอบให้แก่
เขา ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง หากมิใช่
เพราะเขา หยางฟานกับหลิวเย่ก็คงจะมีชีวิตยังสุข
สบายมากกว่านี้? เป็นเพราะตัวกาลกิณีอย่างเขาถือ
กำเนิดเกิดมา ทำให้ครอบครัวต้องพังพินาศจนย่อย
ยับ
เมื่อเขากลายเป็นคนป่วยติดเตียง ก็มีเพียงหยางฟาน
กับหลิวเย่ที่คอยดูแลเป็นห่วงเป็นใย
จนอายุสามสิบ อู่ อวี้ ก็ยังไม่สามารถลุกจากเตียงได้
ด้วยความสิ้นหวัง เขาจึงเตรียมสารหนูไว้ใต้หมอน
เพื่อปลิดชีพตนเอง ให้หลุดพ้นไปจากชีวิตบัดซบนี้
เสีย
ก่อนหน้านี้แม้จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่าง
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวง เขาก็ไม่เคยรู้สึกสิ้นหวัง
เท่านี้
ทว่าปัจจุบันเขากลับรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดแสน จนฝัง
ลึกลงไปทั่วทั้งอณูร่างกายและจิตใจ
ความสิ้นหวังตามหลอกหลอนเขามานานนับสิบปี
นับตั้งแต่ที่เขากลายเป็นคนพิการนอนติดเตียง อู่ อวี้
ต้องประสบพบพักตร์กับความทุกข์ทรมานอยู่
ตลอดเวลา จนเขารู้ว่าบางทีความแข็งแกร่งของผู้คน
อาจมิได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าภายนอกหรือฝ่ายตรงข้าม
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเอง
ครั้นเมื่อ อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับจักรพรรดิโบราณเห
ยียนหวง ด้วยความแข็งแกร่งที่ต่างชั้นถึงขีดสุดจน
แทบจะทำให้ผู้คนสิ้นหวัง แต่เขาก็ยังพอมีหนทาง
และความหวัง ดังนั้นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของ
เขาจึงทรงพลังมากพอที่จะเอาชนะศัตรู
ยิ่งมีความหวังและหนทางมากเท่าใด ก็ยิ่งมั่นใจ
ตัวเองมากยิ่งขึ้น
ทว่าตอนนี้เขากลับไม่มีสิ่งใดเลย ขาของเขาพิการ
จนกลายเป็นคนติดเตียง ในสภาพเช่นนี้ ต่อให้เป็น
จอมยุทธตัวเล็ก ๆ ในโลกมนุษย์ก็ยังสังหารเขาได้
ทั้งหมดนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสิ้นหวังไร้ซึ่งหนทางใด ๆ
นี่คือความจริงและความแตกต่างอย่างชัดเจน
อู่ อวี้ ป่วยเตียงมานานนับสิบปี ทำให้เขาหวาดวิตก
คิดมากจนเกินไป แต่มันก็ไม่อาจจะชดเชยความไร้
ประโยชน์ที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบันได้ หลังตกอยู่
ท่ามกลางความสิ้นหวัง ทำให้เขาคิดอยากจะจบชีวิต
ตนเองแทบทุกวี่วัน
แต่ไม่ว่าอย่างไรหยางฟานกับฮูหยินก็พยายามดูแล
เอาใจใส่เขาอย่างเต็มที่ ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ แม่
ครอบครัวของพวกเขาจะต้องประสบกับความลำบาก
อย่างสุดแสน ทั้งยังไม่แม้แต่จะตำหนิหรือกล่าวโทษ
อู่ อวี้ นี่คือความรักอันบริสุทธิ์จากบิดามารดาบังเกิด
เกล้า
อู่ อวี้ รู้สึกผิดเป็นอย่างยิ่ง เพราะตนเองกลายเป็น
บุตรอกตัญญูที่ทำลายชีวิตของพวกเขา อีกทั้ง
ในตอนนี้เขายังอายุ 30 ปีแล้ว หยางฟานกับฮูหยินก็
แก่ตัวลงทุกวัน ทำให้การใช้ชีวิตอย่างลำบากมากขึ้น
เรื่อย ๆ
อู่ อวี้ นึกไม่ออกเลยว่า พวกเขาจะหาเงินใช้จ่ายให้
รอดชีวิตในวันถัดไปได้อย่างไร
แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นจริง ๆ เมื่อเขาอายุย่าง
เข้า 35 ปี หยางฟานก็ป่วยหนักจนนอนติดเตียง
เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดจากความชราและโหม
งานหนักจนร่างกายแบกรับไม่ไหว กงเกวียนกงกรรม
เกิดแก่เจ็บตายในโลกมนุษย์นั้นช่างน่าเวทนาอย่าง
สุดแสน อู่ อวี้ กระทำได้เพียงถอดถอนหายใจ โดยไม่
อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
หลังจากที่หยางฟานป่วย หลิวเยว่ก็เป็นคนเดียวที่
คอยดูแลพวกเขา
ในเวลานี้ผู้คนในเมืองหยางหลิวถแทบจะตัดขาดจาก
พวกเขาแล้ว ครอบครัวของพวกเขาถูกขับออกจาก
เมืองเพราะหนี้ท่วมหัว จนต้องระเหเร่ร่อนมาสร้าง
เพิงเก่าทรุดโทรมอยู่ในมุมหนึ่งของเมืองหยางหลิว
อู่ อวี้ กับหยางฟานป่วยติดเตียงอาศัยอยู่ในเพิงเก่า
ทรุดโทรม ใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังไปวัน ๆ
หากมิใช่เพราะหลิวเย่ยังไม่ยอมแพ้ อู่ อวี้ คงไม่อาจ
ทานทนแบกรับความไร้ค่าของตนเองได้ จนปลิดชีพ
ตัวเองไปนานแล้ว ความสิ้นหวังเช่นนี้น่าสะพรึงกลัว
เป็นอย่างยิ่ง มันคือความสิ้นหวังที่เจาะลึกเข้าไปใน
ก้นบึ้งจิตใจของผู้คน
ปัจจุบันหลิวเย่กลายเป็นหญิงชราผมหงอกขาว แต่
ถึงกระนั้นนางก็ยังคงดูแล อู่ อวี้ กับหยางฟานไม่ห่าง
ไปไหน
การฝืนทนให้มีชีวิตอยู่ต่อไปท่ามกลางความสิ้นหวัง
ทำให้ อู่ อวี้ เจ็บปวดทุกขณะจิต แน่นอนว่าหยาง
ฟานก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่เขาไม่เคยมีประสบการณ์
ในชาติก่อนเช่นเดียวกับ อู่ อวี้ ดังนั้นเขาจึงมิได้รู้สึก
ทนต่อไปไม่ไหวเหมือน อู่ อวี้ ในปัจจุบัน
สำหรับมนุษย์การเกิดแก่เจ็บตายถือเป็นถือเป็นเรื่อง
ธรรมชาติ หยางฟานเคยคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ดังนั้น
เขาจึงมิได้หวาดกลัวหากตนเองจะตายด้วยความ
ชรา
แต่ อู่ อวี้ นั้นแตกต่างออกไป
อู่ อวี้ เคยเป็นเทพเซียนมาก่อน มีช่วงชีวิตยืนยาว
เคียงคู่สวรรค์ปฐพี จนแทบจะเป็นอมตะ แต่เขาไม่
เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจักต้องเผชิญหน้ากับความ
สิ้นหวังเช่นนี้ ด้วยความแตกต่างระหว่างช่วงชีวิตทั้ง
สองทำให้จิตใจของเขารู้สึกสิ้นหวังเจ็บปวด
มากกว่าหยางฟานนับร้อยเท่า
ในที่สุดหลังจากหยางฟานก็เสียชีวิตจากการเจ็บป่วย
อย่างร้ายแรง หลังจากนั้นไม่นานหลิวเย่ก็ตกตายตาม
กันไป
ในเวลานี้ ‘หยางเฉิน’ อายุครบสี่สิบปีแล้ว และเขาถูก
ทิ้งให้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้!
นับตั้งแต่ที่เขากลายเป็นคนป่วยติดเตียงตอน 20 เขา
ก็รู้สึกสิ้นหวังเจ็บปวดแทบทุกขณะจิต จนคิดอยากจะ
ฆ่าตัวตายมานานแล้ว แต่เป็นเพราะหยางฟานกับฮู
หยินพยายามดูแลเอาใจใส่เขาอย่างหนัก ด้วย
ลักษณะนิสัยและตัวตนอันแข็งแกร่งเขาจึงจำใจฝืน
ทนมีชีวิตต่อไป
หากเปลี่ยนเป็นเทพเซียนคนอื่น ต้องมาพานพบ
สัมผัสกับประสบการณ์เช่นนี้ คาดว่าพวกมันคงไม่
อาจทานทนแบกรับความสิ้นหวังได้จนสุดเส้นทาง
แล้วตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการปลิดชีพตนเองทิ้งไปนาน
แล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ อู่ อวี้ กลับโล่งใจในที่สุด
ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เขารู้สึกว่าชีวิตของตนเอง
นั้นช่างบัดซบเสียเหลือเกิน เขาต้องทนทุกข์ทรมาน
จากสายตาของผู้คนในเมืองเมืองหยางหลิวแทบ
ทั้งหมด ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็มิอาจฝึกฝนวร
ยุทธได้สำเร็จ เฉกเช่นดั่งคำสาปติดตัวก็มิปาน เป็นคำ
สาปที่ทำให้ อู่ อวี้ หรือ ‘หยางเฉิน’ ต้องตกอยู่ใน
สภาพน่าสังเวชเยี่ยงนี้
แม้ว่าเขาจะมิได้ดึงดันฝึกฝนวรยุทธ แต่ด้วยสภาพ
ร่างกายที่อ่อนแอตามอายุที่โตขึ้น ในที่สุดเขาก็ต้องมี
จุดจบเช่นนี้อยู่ดี
อู่ อวี้ ถอดกายนอนในเพิงเก่าทรุดโทรม จ้องมองแสง
จันทร์ที่ส่องทะลุผ่านเพิงเก่า ทันใดนั้นจิตวิญญาณ
แห่งการต่อสู้อย่างมิอาจพรรณนาได้ก็ปรากฏขึ้นใน
จิตใจของเขา
ทุกสรรพสิ่งที่ประสบพบเจอในชีวิต ช่างน่าเศร้าและ
เวทนาอย่างสุดแสน หากเป็นการทดสอบมันก็ดู
เหมือนจริงมากเกินไป
อย่างไรก็ตามเป็นเพราะความสมจริงมากเกินไป ทำ
ให้จิตใจของผู้คนตกอยู่ท่ามกลางความสิ้นหวังถึงขีด
สุด!
หากนี่เป็นเพียงภาพลวงตา เป้าหมายสูงสุดของการ
ทดสอบในครั้งนี้ คือการทำให้คนผู้นั้นตกอยู่
ท่ามกลางความสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์
“ ไม่ว่านี่จะเป็นภาพลวงตาหรือไม่ แต่ข้าควรใช้ชีวิต
ที่เหลืออยู่ต่อไปเช่นใด?” อู่ อวี้ รู้สึกไม่ยินยอม การ
ฆ่าตัวตายคือหนทางของผู้อ่อนแอ ตอนนี้เขารู้สึกว่า
แม้จะตายก็ต้องตายในเส้นทางแห่งฝัน
ตอนที่หยางฟานกับฮูหยินคอยดูแลเอาใจใส่เขา ทำ
ให้ อู่ อวี้ ไม่อยากปลิดชีพตนเอง ทว่ายามนี้เขามิได้
กังวลอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะล้มเลิกความฝัน
ตอนอายุ 10 ขวบ
เขาดิ้นรนออกจากเตียงภายในเพิงเก่าเพื่อออกไปด้าน
นอก แม้ใบหน้าของเขาจะซีดเซียว ใต้แสงจันทร์ที่
ส่องกระทบลงมาสะท้อนความมุ่งมั่นในแววตาของ
เขาอย่างแจ่มชัด
——————