กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1629: ประตูแห่งการยืนหยัดต่อสู้
ผืนฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยแสงจันทร์ เวลานี้ อู่ อวี้ ที่
อยู่ในร่างของ ‘หยางเฉิน’ คลานออกมาจากกระท่อม
เก่าทรุดโทรม มุ่งหน้าดิ้นรนไปหาล่อที่ยังเหลืออยู่
เพียงตัวเดียว
ล่อตัวนี้เป็นมรดกสุดท้ายที่หยางฟานกับหลิวเย่ทิ้งไว้
ให้ นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พวกเขาทั้งสามเหลืออยู่
การที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่รอดมาได้ก็เพราะพึ่งพาเจ้า
ล่อตัวนี้ โดยปกติหลิวเย่จะขี่ล่อออกไปหาผักขุดมัน
มากินจากในป่า
มันเป็น ‘’สมบัติทรัพย์สิน’ ชิ้นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่
หลังจากครอบครัวล้มละลาย
ตอนนี้ อู่ อวี้ นอนอยู่บนตัวล่อ ค่อย ๆ ขี่ล่อออกจาก
เมืองหยางหลิว ซึ่งปัจจุบันเขามีชีวิตอยู่มานานถึง
40 ปีแล้ว
หากเปลี่ยนเป็นเขาคนก่อน เวลาสี่สิบปีอาจจะมิได้
สลักสำคัญอันใด เขาสามารถปิดด่านฝึกตนเป็นเวลา
หลายพันปีได้อย่างสบาย ๆ ระยะเวลาสี่สิบปีเป็น
เวลาที่ผันผ่านไปเพียงเสี้ยวพริบตาเท่านั้น
ในช่วงสี่สิบปีมานี้เขาได้สัมผัสกับชีวิตอีกแบบ ชีวิตนี้
มีทั้งชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ โชคดีที่เขามีหยางฟานกับ
หลิวเย่คอยดูแลเอาใจใส่ ทั้งสองเป็นบิดามารดาที่ดี
พยายามสนับสนุนเกื้อกูลเขาทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
ถึงแม้จะรู้ว่าร่างกายของเขานั่นอ่อนแอมากไม่เหมาะ
แก่การฝึกวรยุทธก็ตาม
” ต่อให้ตาย! ข้าก็ขอตายระหว่างทางไปนครเย่วอู่ …
” อู่ อวี้ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น
ถึงแม้ปัจจุบันเขาจะอายุมากแล้วทั้งยังอ่อนแอ แต่
ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของเขาก็ระเบิดออกมาด้วย
ความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
อันที่จริงถ้ามิใช่เพราะกลัวว่าหยางฟานกับหลิวเย่จะ
วิตกกังวล เขาคงออกเดินทางจากบ้านมุ่งหน้าไปยัง
นครเย่วอู่นานแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่แตกต่างจาก
เดิมแต่ประการใด
อู่ อวี้ เป็นคนกล้าหาญชาญชัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วย
สภาพและข้อจำกัดในปัจจุบัน เขาก็ยังมุ่งมั่นดั้นด้น
ไปนครเย่วอู่ให้จงได้ เพราะที่นั่นคือเป้าหมายสุดท้าย
ของเขา นอกจากนี้เขายังรู้ซึ้งถึงความเป็นจริง และ
เขาก็ยังคงต้องการฝึกฝนเข้าสู่วิถีเต๋าอีกครั้ง แต่ด้วย
สภาพของเขาในตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปยัง
นิกายกระบี่สวรรค์
บางครั้งเขาก็คิดถึงเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับนิกายกระบี่
สวรรค์และนครเย่วอู่ ประสบการณ์ที่ผ่านมาเหล่านี้
เป็นเหมือนแรงผลักดันคอยเฆี่ยนตีให้เขามุ่งหน้าก้าว
เดินต่อไป
เขาเดินทางไปพร้อมกับเจ้าล่อสหายตัวเดียวที่
เหลืออยู่ในยามนี้ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางฝันซึ่งเป็น
ทิศทางของนครเย่วอู่ ด้วยระดับความเร็วที่เชื่องช้า
มาก
หากระหว่างการเดินทางเกิดหิวโหย อู่ อวี้ ก็ขุด
หัวมันหัวผักป่ากินประทังชีวิต ตราบใดที่ล่อกินได้
เขาก็จะกินเช่นกัน ซึ่งมันช่วยรับประกันได้ว่าหัวมัน
หัวผักป่าจะไม่มีพิษอย่างแน่นอน ด้วยวิธีนี้ช่วย
แก้ปัญหาความอดอยากระหว่างการเดินทาง
เนื่องจากสองข้างทางมีผักป่าขึ้นเยอะแยะมากมาย
สิบปีก่อน อู่ อวี้ ไม่ได้คิดเช่นนี้ เขาเดินทางใน
เส้นทางที่ไม่ถูกต้องส่งผลให้เขาไม่สามารถเคลื่อน
หน้าไปได้ไกลอย่างที่ควร
แต่คราวนี้เขามุ่งหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในสภาพพิกลพิการ ซึ่งเดินทาง
ยากยิ่งกว่าตอนอายุสิบขวบ แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดมุ่ง
หน้าต่อไปด้วยความหวัง
ร่างกายของเขาค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น แม้จะยังไม่
สามารถยืนหยัดเดินไปไหนมาไหนรอบ ๆ ได้ แต่
เพราะเขามีเจ้าล่อจึงจำเป็นต้องเดิน
อย่างน้อยในชีวิตนี้เขาก็อยากจะเห็นนครเย่วอู่สัก
ครั้ง
ระหว่างการเดินทางเขาผ่านหมู่บ้านและเมืองบาง
แห่ง เขาจะขี่เจ้าล่อไปขอทานตามบ้าน ทำให้เขา
ได้รับน้ำอาหารดื่มกินมากขึ้น โดยไม่ต้องไปเก็บผัก
มันในป่าบ่อย ๆ ซึ่งต้องใช้เวลานาน
ตราบใดที่เขาสามารถมุ่งหน้าไปยังเมืองหรือหมู่บ้าน
ต่อไปได้ เขาก็จะไม่ขาดแคลนอาหาร
เพราะสภาพของเขามันช่างน่าสงสารอย่างแท้จริง
ชาวบ้านบางคนยังห่วงใยเต็มใจช่วยเขาเป็นอย่าง
มาก
ระหว่างการเดินทางบนถนนสายการค้า เขายัง
สามารถพบกันคาราวานพ่อค้ามากมายที่เต็มใจ
แบ่งปันน้ำดื่มอาหารคาวหวานให้แก่เขา ช่วยทำให้
เขาเดินทางไปได้ไกลขึ้นคอยช่วยเหลือในช่วงเวลา
ยากลำบาก
ด้วยวิธีนี้ทำให้ อู่ อวี้ เดินทางไปบนท้องถนนได้อย่าง
น่าอัศจรรย์
ความจริงในใจเขารู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึก ๆ แต่ระหว่าง
ความสิ้นหวังเขาก็ยังคงดื้อรั้นต่อต้าน
สภาพชีวิตของเขาย่ำแย่เลวร้ายอย่างแท้จริง แต่ถ้า
เมื่อใดที่ได้เห็นนครเย่วอู่อีกครั้ง เมื่อนั้นความฝันที่มี
มาตั้งแต่อายุสิบขวบก็จะเป็นจริง
ถึงแม้ว่าตนเองจะไร้ซึ่งอนาคต แต่เขาก็ยังยืนหยัด
ต่อสู้กับโชคชะตา หลังจากตกตายไปแล้ว เขาค่อย
พักผ่อนให้หนำใจ แต่ อู่ อวี้ ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น
เพราะมันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขาเลย
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความตายเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ไม่
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นเขาควรมุ่งมั่นไปตาม
ฝันก่อนชีวิตจะหาไม่
วันแล้ววันเล่า อู่ อวี้ มุ่งหน้าไปตามทิศทางถนนสาย
การค้า คอยถามพ่อค้าที่ผ่านไปผ่านมาว่าตัวเขาได้
เดินทางใกล้ถึงนครเย่วอู่มาแค่ไหนแล้ว และคำตอบ
ทำให้รู้ว่าเขาเข้าใกล้ฝั่งฝันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงแม้กองคาราวานของพ่อค้าจำนวนมากจะไม่ได้
ติดต่อธุรกิจการค้าที่นครเย่วอู่ โดยเฉพาะต้นทุนการ
ขนส่งเดินทางสูงเกินไป แต่ อู่ อวี้ รู้ดีว่านี่เป็นก้าว
แรกของเขาและก้าวต่อไปจะเริ่มง่ายขึ้น
การเดินทางไปพร้อมกับเจ้าตัวล่อคู่ใจ ไม่มีอะไร
สามารถหยุดยั้ง อู่ อวี้ มิให้มุ่งหน้าไปยังนครเย่วอู่ได้
ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ท่ามกลางกลุ่มโจร แต่โจรกลุ่มนี้ก็
ไม่ได้สนใจหรือแยแสเขาแต่อย่างใด นั่นเพราะตัวเขา
ไม่มีเงินทองติดตายหรือของมีค่าอะไร เรียกได้ว่า
ยากจนแร้นแค้นยิ่งกว่าโจรอย่างพวกมันเสียอีก พวก
โจรจึงไม่คิดจะตื้อเอาเงินหรือสนใจเขาให้เสียเวลา
ทว่าหลังจากพวกมันปล่อย อู่ อวี้ เขาก็ไปพบเข้ากับ
กองคาราวานที่กำลังเดินทางผ่านป่าเขาแห่งนั้น เขา
ก็บอกเตือนกองคาราวานดังกล่าว
แต่กองคาราวานไม่เชื่อว่ามีโจรป่าดักรออยู่ข้างหน้า
จึงส่งคนไปตรวจสอบและคนผู้นั้นก็ไม่กลับมาตาม
เวลากำหนด กองคาราวานจึงรู้ว่าต้องมีบางอย่างเกิด
ขึ้นกับคนที่ส่งไปสอดแนมอย่างแน่นอน
เมื่อรู้ดังนั้นกองคาราวานจึงอ้อมไปอีกทาง แล้ว
ขอบคุณในคำเตือนของ อู่ อวี้ ยกใหญ่ หลังจากที่ได้
ฟังความฝันของ อู่ อวี้ หัวหน้ากองคาราวานจึง
ตระเตรียมรถม้าพร้อมกับคนเก่าแก่ให้พาเขาไปส่งยัง
นครเย่วอู่
กองคาราวานนี้เพิ่งติดต่อธุรกิจการค้าบางอย่างกับ
นครเย่วอู่ ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นเคยเส้นทางของนคร
เย่วอู่เป็นอย่างดี
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ลาจากเจ้าล่อที่กำลังจะตาย แล้วขึ้น
รถม้าของกองคาราวานเดินทางไป ในชีวิตนี้เขาไม่มี
อะไรนอกจากจะมุ่งหน้าไปตามความฝัน เขาไม่กลัว
ว่าคาราวานกลุ่มนี้จะขัดขวางไม่ให้เขาไปยัง
จุดหมาย
ต่อให้อีกฝ่ายไม่คิดจะไปส่ง เขาก็จะไม่ยอมแพ้
เด็ดขาด!
หลังจากได้ขึ้นรถมาเหมือนชีวิตของเขาสบายขึ้น
เล็กน้อย แต่ อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกได้ว่าชีวิตค่อย ๆ ผ่าน
พ้นไป
ชีวิตนี้ช่างสั้นเหลือเกิน ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น
เรื่องราวของเขากลายเป็นเรื่องตลกของคนเมืองห
ยางหลิว เขาเป็นเหมือนเป็นตัวอัปมงคลที่พาสอง
สามีภรรยาหยางฟานกับหลิวเย่ดิ่งลงเหว…
แล้วตอนนี้เขาได้เป็นอิสระจากบ่วงพันธนาการ
ทั้งหมด เขาจึงรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง
และบางครั้งเขาก็ได้พูดคุยกับชายชราคนขับรถม้า
เมื่อเขาได้ยิน อู่ อวี้ บอกว่าตนเองเดินทางมาจาก
เมืองชายแดนอย่างเมืองหยางหลิว ชายชราขับรถมา
จึงกล่าวขึ้นด้วยความตื่นตกใจว่า “เมืองหยางหลิว
ไม่ใกล้เลยนะนั่น! มันไกลเสียจนกองคาราวานของ
พวกเราไปทำการค้าไม่ไหว ขนาดพวกเราใช้รถม้าใน
การเดินทางยังต้องใช้เวลากว่าสามเดือนเป็นอย่าง
น้อย แต่เจ้ากลับเดินทางมาพร้อมกับล่อแก่ ๆ ใกล้
ตายตัวนั้นมาถึงนี่ได้? ”
สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ อู่ อวี้ เป็นคนพิการที่ไม่
สามารถขยับแข้งขาได้ ชายชราที่ขับรถมาจึงรู้สึก
ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เจ้าล่อแก่ใกล้ตายกับคน
พิการสามารถเดินทางมาไกลหลายพันลี้ มันเป็นเรื่อง
ที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
เขารู้สึกชื่นชมในความมุมานะของ อู่ อวี้ จากจริงใจ
ยิ่งไปกว่านั้น อู่ อวี้ ยังมีน้ำใจตักเตือนเขาเรื่องโจรป่า
ทำให้กองคาราวานของพวกเขาไม่ถูกโจรป่ากลุ่ม
ดังกล่าวปล้นชิง ยิ่งทำให้เขารู้สึกประทับใจในตัว อู่
อวี้ มากขึ้น
ปัจจุบันชายชราขับรถม้า อู่ อวี้ เริ่มเข้าไปใกล้นคร
เย่วอู่มากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน อู่ อวี้ รู้แค่มุ่งหน้า
ให้ผ่านไปแต่ละวันเท่านั้น และเขารู้ว่าตนเองเดินทาง
ออกมาจากเมืองหยางหลิวเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นเมืองอันแสนงดงามที่ปลายขอบ
ฟ้า
แต่ถ้าเทียบกับนครเซียนที่เขาเคยพบเห็นบนสวรรค์
ที่นี่คงไม่อาจเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นนิกายกระบี่สวรรค์
, ซูซัน , นครจักรพรรดิเพลิง ความงดงามยิ่งใหญ่
น้อยกว่าบนสวรรค์หนึ่งในหมื่นเท่า
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นนครเย่วอู่ซึ่งเป็นเป้าหมาย หยาด
น้ำตาก็ไหลรินออกมาจากสองตาด้วยความตื้นตัน
อย่างที่สุด
นี่คือนครเย่วอู่ ในที่สุดเขาก็ได้ไม่เห็นนครเย่วอู่อีกครั้ง
ในที่สุดความใฝ่ฝันเมื่อตอนอายุสิบปีก็ประสบ
ความสำเร็จเสียที เขาใช้ชีวิตท่ามกลางความสิ้นหวัง
มานานหลายทศวรรษ ในที่สุดเขาก็มาถึงฝั่งฝันจนได้
นครเย่วอู่ปรากฏขึ้นบนขอบฟ้า
ในช่วงเวลานั้นชีวิตของเขาก็สิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ที่เขายังคงประคองชีวิตอยู่มาได้เป็นเพราะ
กำลังใจความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเฮือกสุดท้าย ทว่า
ยามนี้เขาได้มาเห็นนครเย่วอู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไร
ให้ติดค้างอยู่ในใจอีกต่อไป
การได้เห็นนครเย่วอู่ด้วยสองตาของตัวเองอีกครั้ง ถือ
เป็นการต่อสู้กับโชคชะตาอย่างใหญ่หลวงแล้ว
ท่ามกลางสายตาของชายชราผู้ขับรถม้า เขาค่อย ๆ
หลับตาลงแล้จากไปอย่างสงบในฐานะ ‘หยางเฉิน’
เมื่อเขาได้เห็นนครเย่วอู่ ราวกับว่าโลกดูเลือนรางไป
หมด จนกระทั่ง อู่ อวี้่ ก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้
อีกต่อไป
อย่างไรก็ตามคนที่ตกตายไปคือ ‘หยางเฉิน’ ไม่ใช่ อู่
อวี้
เมื่อ อู่ อวี้ ลืมตาตื่นขึ้น เขาก็พบว่าตนเองอยู่ใน
เส้นทางปิดสนิท ด้านหลังของเขาคือห้องที่สองของ
โถงด้านหลังภายในตำหนักเฝ้าสุสาน มีคำว่า ‘หยืน
หยัดต่อสู้’ ปรากฏขึ้นบนประตูห้องนี้
นี่คือ ‘ประตูแห่งการต่อสู้’ เช่นเดียวกับ ‘ประตูแห่ง
การรู้แจ้ง’ ในห้องกระจกก่อนหน้านี้ แน่นอนแล้วมัน
คือบททดสอบสำหรับผู้ที่บุกรุกเข้ามาในตำหนักเฝ้า
สุสาน
มาจนถึงตอนนี้ อู่ อวี้ ยังคงสั่นสะท้านกับเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นกับตนเอง ชีวิตของ ‘หยางเฉิน’ นั้นช่างสิ้น
หวังอย่างแท้จริง
” ในที่สุดท่านก็ตื่น! ” ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดเย่ซีซีร่ำ
ไห้ออกมาด้วยความยินดี นางกลัวว่ อู่ อวี้ จะไม่ตื่น
ขึ้นมาอีก
” จริงเหรอ … เหล่าอู่หมดสติไปตั้งแต่ก้าวเข้ามาใน
ห้องนี้ ยามนี้เจ้าตื่นแล้ว เจ้าได้พบเจออะไรมาบ้าง? ”
หนานซานหวางเยว่รีบไต่ถาม อู่ อวี้ เหมือนเด็ก
อยากรู้อยากเห็น
อู่ อวี้ ค่อย ๆ ฟื้นตัวจากประสบการณ์ชีวิตของ
‘หยางเฉิน’ เมื่อเขามีสติมากน้อยก็ยิ้มให้กับทุกคน
รอยยิ้มนี้แฝงไปด้วยความว่างเปล่าและอิสรภาพ
หลังจากต่อสู้กับโชคชะตาอันแสนโหดร้าย
” ดูเหมือนว่าห้องนี้มีทดสอบให้คนที่เข้ามาต่อสู้กับ
โชคชะตาและความฝันของตนเอง มิน่าล่ะ… ไม่ว่าข้า
จะพยายามฝึกฝนวรยุทธมากแค่ไหนก็ไม่ประสบ
ความสำเร็จเสียที เนื่องจากร่างกายของข้าอ่อนแอจึง
ทำให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จการฝึกฝนวร
ยุทธ นับวันร่างกายของข้าก็ยิ่งอ่อนแอลงเรื่อย ๆ บท
ทดสอบของห้องนี้ต้องการให้ผู้ที่เข้ามารับการ
ทดสอบอดทนอดกลั้นฟันฝ่าอุปสรรค! ”
อู่ อวี้ เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ทุกคนในเจดีย์ล่อง
กำเนิดฟัง ซึ่งทุกคนก็ดูหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ฟัง
คำบอกเล่าของเขา
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทุกสิ่งที่ ‘หยางเฉิน’ ต้อง
เผชิญ ทุกอย่างคือบททดสอบที่ต้องใช้ความอดทน
มุ่งมั่นฝ่าฟันความยากลำบากมาตั้งแต่อายุสิบขวบ
ถ้าเขาตายในเมืองหยางหลิว เขาจะไม่สามารถ
กลับไปร่างเดิมของ อู่ อวี้ ได้
หรือจะกล่าวว่าหากเขาไม่พยายามฟันฝ่าก้าวข้าม
อุปสรรคเพื่อความสำเร็จในท้ายสุด อู่ อวี้ ก็มิอาจไป
ถึงนครเย่วอู่ และออกไปจากห้องแห่งนี้ได้
อย่างไรก็ตามตอนนี้ อู่ อวี้ ทำสำเร็จแล้ว
เพียงแต่เขามีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม
อย่างสิ้นเชิง เท่ากับว่าเขามีความเข้าใจในเวลาและ
ชีวิตเพิ่มขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์
แม้กระทั่งความสิ้นหวังถึงขีดสุดเขาก็เคยมี
ประสบการณ์ผันผ่านมาแล้ว เช่นนั้นตอนนี้เขา
จะต้องหวาดกลัวอันใดอีก?
หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของ อู่ อวี้ หนานซานหวาง
เยว่กับเย่ซีซีและอู่จวินก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ภาพลวงตา
ในห้องแห่งนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง บีบ
บังคับให้ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสิ้นหวัง หาก
เปลี่ยนเป็นพวกเขาแทน คนทั้งสามคงไม่สามารถ
ผ่านการทดสอบนี้ไปได้
นี่คือการฝึกจิตตานุภาพอันหนักหนาจริง ๆ ทั้งยังมี
มาตรฐานสูงมาก สำหรับเทพเซียนธรรมดาสามัญ
แล้วถือเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะทานทนต่อสู้กับโชคชะตา
เพื่อมุ่งมั่นไล่ตามฝันของตนเองต่อไป
” เอาล่ะ… ถึงเวลาไปที่ห้องสุดท้ายแล้ว ” อู่ อวี้ มุ่ง
หน้ามาถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทาง ยืนอยู่ด้านหน้าห้อง
สุดท้าย ด้วยสีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย
จบตอน