กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1650: สวรรค์ทั้งสามชั้นที่หายไป
หลังจาก อู่ อวี้ เรียกรวมตัวไม่นานนักหนานซาน
หวางเยว่กับเย่ซีซีก็มาถึง
ส่วนลั่วผินอยู่กับเขาตลอดเวลา
เมื่อทั้งสี่มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทุก
คนก็แสดงท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ
หนานซานหวางเยว่ เมื่อถึงสถานที่พักอาศัยแสน
สันโดษที่ อู่ อวี้ กับลั่วผินอยู่อาศัย เขาก็หัวเราะแล้ว
กล่าวว่า ” ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดข้าก็รู้ได้รู้เสียทีว่าแม่ทัพ
เทียนเผิงหล่อเหลาเพียงใด! อยากรู้นักว่าหาก
เปรียบเทียบกันแล้วผู้ใดจะหล่อเหลากว่ากัน? ”
เย่ซีซีเหล่มองด้วยความดูถูก “ ชิ๊!! หลงตัวเอง
ชะมัด!”
“ ข้าก็เคยกล่าวไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเหตุผลที่แม่ทัพ
เทียนเผิงเลือกข้าเป็นผู้รับมรดก ส่วนหนึ่งเป็น
เพราะว่าข้าหล่อเหลาเอาการ ” เมื่อหนานซานหวาง
เยว่กล่าวเช่นนั้น เย่ซีซีกับลั่วผิน ต่างมองเขาด้วย
ความหมั่นไส้
ผู้ที่ถูกเลือกให้รับมรดกจะใช้เหตุผลดังกล่าวเป็นตัว
ตัดสินได้อย่างไร?
ถึงแม้จะกัดแซะกันบ้าง แต่การที่ทั้งสี่มาพบเจอกัน
อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ทุกคนก็รู้สึกตื่นเต้น
เป็นที่สุด โดยเฉพาะพวกเขาได้เบาะแสบางอย่าง
เกี่ยวกับมรดกที่พวกเขาครอบครอง ต่อจากนี้ถึงเวลา
ที่พวกเขาจะค้นหาความจริง
ยิ่งไปกว่านั้นมรดกของพวกเขาน่าจะเกี่ยวข้องกับ
การล่มสลายของภพเทพปีศาจ เพราะเวลานี้พลอง
ทองสมปรารถนาและศาสตราวุธชิ้นอื่น ๆ ที่พวกเขา
ได้รับสืบทอดมา กำลังถูกบางสิ่งบางอย่างดึงดูดร้อง
เรียกหา ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจจะทำให้พวกเขารู้ข่าวรู้
เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับการล่มสลายของภพเทพ
ปีศาจ
ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของพวกเขาสามารถ
เดินทางไปยังสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นผ่านบ่อน้ำนิรันดร์
เวลานี้พวกเขากำลังเดินทางตามไล่ล่าสมบัติอย่าง
เงียบ ๆ
ไม่นานนักพวกเขาทั้งสี่ก็เดินทางมาถึง ‘สวรรค์ฉี
เทียน’ วังสวรรค์ชั้นที่ 7,500!
เมื่อพวกเขาเพิ่งก้าวออกมาจากบ่อน้ำนิรันดร์สู่
สวรรค์ฉีเทียน สิ่งแรกที่พวกเขาสัมผัสได้คือ
บรรยากาศจากเก่าแก่รกร้างเต็มไปด้วยซาก
ปรักหักพัง จากสภาพที่เห็นดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้
ไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว แม้แต่สัญลักษณ์ตรง
ประตูทางเข้าสวรรค์ฉีเทียนก็ยังดูเก่าแก่ทรุดโทรม
เป็นอย่างยิ่ง
สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ที่นี่ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่
เต็มไปด้วยความรกร้างโดดเดี่ยว
ทันทีที่ อู่ อวี้ มาเหยียบที่นี่เขาก็สัมผัสได้ว่าพลอง
ทองสมปรารถนาของเขามีปฏิกิริยาขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง
ปฏิกิริยาดังกล่าวอาจทำให้เขาสามารถผ่านตรา
ประทับเก่าแก่โบราณนี้ไปได้ ทำให้พวกเขาสามารถ
เข้าสู่พื้นที่ ซึ่งถูกปล่อยทิ้งอย่างโดดเดี่ยวอ้าว้างมา
นานพันปี
” ทุกอย่างที่อยู่ที่นี่พังทลายเหลือเพียงความว่าง
เปล่า! ”
พวกเขาทั้งสี่ก้าวผ่านสัญลักษณ์เก่าแก่เข้ามาใน
‘สวรรค์ฉีเทียน’ สายตาของพวกเขาแต่ละคนเบิก
กว้างไม่อยากเชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้า
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้าของพวกเขามีสภาพ
เช่นเดียวกับภพเทพปีศาจ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วย
ซากปรักหักพังพื้นดินแตกสลายพังทลาย จากสภาพ
ที่เห็นดูเหมือนสวรรค์ฉีเทียนถูกทำลายจากการต่อสู้
อันน่าสะพรึงกลัวเช่นเดียวกับภพเทพปีศาจ
ไม่เพียงเท่านั้น อู่ อวี้ ยังค้นพบว่าสวรรค์ฉีเทียนถูก
ลบไปจากความทรงจำของทุกคนที่เขาเคยกลืนกิน
มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเทพเซียนบนสวรรค์
เทพมารบนนรก เทพปีศาจที่อยู่ในภพเทพปีศาจ ทุก
ตัวตนที่ อู่ อวี้ เคยกลืนกินเข้าไปล้วนไม่มีความทรง
จำเกี่ยวกับสวรรค์ฉีเทียนแห่งนี้
แต่ถ้านึกย้อนกลับไป ดูเหมือนฉีเทียนต้าเซิ่นจะกล่าว
อะไรบางอย่าง ว่าเทพเซียนบนสวรรค์ได้หลงลืมทุก
สรรพสิ่งไปหมดสิ้นแล้ว
ทว่าการลืมเลือนดังกล่าวดูเหมือนจะแพร่กระจายไป
ทั่วทั้งสวรรค์แลนรก เทพเซียนบนสวรรค์และเทพ
มารในนรกไม่มีผู้ใดจำได้ว่าภพเทพปีศาจถูกทำลาย
จนย่อยยับป่นปี้ ถ้าให้คาดเดาดูเหมือนว่าสถานการณ์
ที่เกิดขึ้นบนสวรรค์ฉีเทียนก็คงจะคล้ายกับภพเทพ
ปีศาจ
” ชั้นนี้มีนามว่าสวรรค์ฉีเทียน ถ้าเปรียบเทียบจากชื่อ
ดูเหมือนว่ามันจะเกี่ยวข้องกับฉีเทียนต้าเซิ่นใช่
หรือไม่? ”
แล้วทันใดนั้นลั่วผินก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ” สวรรค์ฉีเทียน
แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นที่ 7,500 เช่นนั้นก็แสดงว่าท่านฉี
เทียนต้าเซิ่นจะต้องมีศักดิ์ฐานะสูงส่งใหญ่โตบน
สวรรค์อย่างแน่นอน แล้วเหตุใดอยู่ ๆ เขาถึงทิ้ง
มรดกเอาไว้แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ ที่
สำคัญทำไม ‘สวรรค์ฉีเทียน’ ถึงถูกทำลายย่อยยับจน
มีสภาพเช่นนี้… ”
สำหรับคำถามดังกล่าวปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดสามารถ
ตอบได้
บนโลกที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังย่อยยับ นอกจาก
ความว่างเปล่าก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีก
เลย มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าสมบัติวิเศษของหนาน
ซานหวางเยว่แลเย่ซีซีไม่ได้ถูกเรียกมาที่นี่ แต่
ต้องการให้ไปยังสวรรค์ชั้นที่สูงกว่า
อู่ อวี้ ปรึกษาหารือกับคนอื่น บนสวรรค์ฉีเทียนไม่มี
ร่องรอยเบาะแสใด ๆ ฉะนั้นการขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่า
น่าจะดีกว่า
ภายใต้สวรรค์ฉีเทียนชั้นที่ 7,500 มีชื่อว่า ‘สวรรค์
หยวนเผิง’ และอีกชั้นก็มีชื่อว่า ‘สวรรค์เจวี่ยน
เหลียน’ ซึ่งก็สอดคล้องกับผู้รับมรดกอย่างหนานซาน
หวางเยว่ได้รับมรดกจาก ‘แม่ทัพเทียนเผิง’ ส่วนเย่ซี
ซีได้รับมรดกจาก ‘ขุนพลเจวี่ยนเหลียน’
อย่างไรก็ตามหลังจาก อู่ อวี้ กับพรรคพวกขึ้นไป
พวกเขาพบว่า ‘สวรรค์หยวนเผิง’ กับ ‘สวรรค์เจวี่ยน
เหลียน’ อยู่ในสภาพพังพินาศเช่นเดียวกับสวรรค์ฉี
เทียน
วังสวรรค์ทั้งสามชั้นนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าพวกกับวัง
สวรรค์ชั้น ๆ อื่น มันถูกบดขยี้ทำลายอย่างสมบูรณ์
แม้กระทั่งความว่างเปล่าก็แตกเป็นเสียง ๆ ซึ่งเห็นได้
ว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงยิ่งกว่าภพเทพปีศาจ
เสียอีก
มันคือการทำลายล้างอย่างสมบูรณ์ สงครามที่เกิดขึ้น
นี้บดขยี้ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งแม้แต่กระทั่งความ
ว่างเปล่า
เมื่อ อู่ อวี้ กับพรรคพวกเห็นสภาพของวังสวรรค์ทั้ง
สามชั้น พวกเขาก็รู้สึกสงสัยและตื่นตระหนกอยู่ไม่
น้อย จึงพยายามค้นหาไปรอบ ๆ เพื่อดูว่ามีเบาะแส
อะไรบ้างหรือไม่
ความว่างเปล่าที่แตกสลายและร่องรอยการทำลาย
ล้างแผ่กระจายไปทั่วทุกแห่งหน ทำให้พวกเขาต้อง
ถอดถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ผู้ใดกันที่เป็น
คนก่อสงคราม จนถึงขนาดทำลายวังสวรรค์เช่นนี้?
อู่ อวี้ ไม่เคยค้นพบความทรงจำเกี่ยวกับวังสวรรค์ทั้ง
สามแห่งของคนที่เขาเคยกลืนกินมาก่อน
ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเทพเซียนหลงลืมเกี่ยวกับวัง
สวรรค์ทั้งสามไปแล้ว หรือมีคนจงใจปิดข่าวของ
สถานที่แห่งนี้กันแน่
ถ้าไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ได้รับมรดกของฉี
เทียนต้าเซิ่นกับบรรพชนทั้งสาม ไม่มีทางที่เขาจะพบ
การดำรงอยู่ของมัน เนื่องจากวังสวรรค์ทั้งสามชั้น
แยกตัวออกจากโลกภายนอก และแตกสลายพัง
พินาศอย่างสมบูรณ์ ราวกับว่ามันคือสิ่งที่หลงเหลือ
จากร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ ไม่ควรค่าใด ๆ ให้ใส่
ใจ
สามารถแลเห็นได้ว่านอกจากความว่างเปล่าที่แตก
สลายแล้ว ในบรรดาวังสวรรค์ทั้งสามแห่ง มีตำหนัก
ราชวังที่ดูงดงามยิ่ง แต่ตอนนี้มันเหลือเพียงซาก
ปรักหักพังเท่านั้น ตำหนักอันงดงามไม่มีอีกต่อไป มี
เพียงร่องรอยแห่งการทำลายล้างที่เหลืออยู่
“ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดสวรรค์ทั้งสามชั้นจึงหายไป
จากสวรรค์อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีความทรงจำ
เกี่ยวสถานที่แห่งนี้ ทั้งยังไม่กล่าวถึงสวรรค์ทั้งสาม
ชั้นด้วยซ้ำ?” อู่ อวี้ ขมวดคิ้วพร้อมครุ่นคิด
พวกเขายังคงค้นหาไปตามซากปรักหักพังของสวรรค์
ทั้งสามชั้น เพื่อมองหาเบาะแสร่องรอยแม้เพียงสัก
เล็กน้อยก็ยังดี
หลังจากมาถึงที่นี่การชี้นำของมรดกทั้งสี่ก็เบาบางลง
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขามาถึงที่หมายแล้ว แต่
มรดกชี้นำพวกเขามาที่นี่เพื่อสิ่งใด คนทั้งสี่ก็ไม่ทราบ
เช่นกัน
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา พวกเขาพยายามค้นหา
ร่องรอยในวังสวรรค์ทั้งสามชั้นอยู่ตลอดเวลา แม้ใน
ส่วนลึกของความว่างเปล่าทุกคนก็ยังพยายามเข้าไป
หา ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่า เพื่อ
ค้นหาพื้นที่ส่วนใหญ่บนวังสวรรค์ทั้งสามชั้น
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปสิบปีพวกเขาก็ยังไม่พบสิ่งใด
อู่ อวี้ จึงตัดสินใจกลับไปที่ ‘สวรรค์ฉีเทียน’ เพื่อ
ค้นหาในวังสวรรค์ชั้นนี้ซึ่งเดิมทีแล้วอาจจะเป็นของฉี
เทียนต้าเซิ่น เมื่อมาถึงพลองทองสมปรารถนาก็ดู
เหมือนจะมีปฏิกิริยาอีกครั้ง ชี้นำเข้าไปในทิศทางที่
ชัดเจน
เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขา
ทั้งสี่ล้วนเดินทางร่วมกัน
เมื่อพลองทองสมปรารถนาชี้นำ อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ก็
มุ่งหน้าไปตามทิศทางนั้น ไม่นานนักก็มีแผ่นศิลา
ขนาดใหญ่ท่ามกลางซากปรักหักพังปรากฏขึ้นเบื้อง
หน้าพวกเขา!
บนดินแดนรกร้างแห่งนี้ มีซากปรักหักพังขนาดใหญ่
ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ทั้งผืนฟ้าและปฐพี
เต็มไปด้วยช่องว่างความว่างเปล่าที่แตกสลาย ช่าง
เป็นภาพฉากที่ดูเสื่อมโทรมน่าเวทนาอย่างสุดแสน
ส่วนแผ่นศิลาขนาดใหญ่เบื้องหน้า ก็ดูธรรมดายิ่ง
ราวกับว่ามันตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่มานานแล้ว
ท่ามกลางวันเวลาอันผันผวน ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน
พังทลาย มันยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ ราวกับเป็น
เพียงสิ่งเดียวในดินแดนรกร้างที่ยังอยู่ในสภาพ
สมบูรณ์
อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ถูกแผ่นศิลาขนาดใหญ่ดึงดูด
ในทันที พวกเขาจ้องไปที่มันจากนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้
เมื่อพวกเขาทั้งสี่เข้าไปใกล้ ทันใดนั้นแผ่นศิลาก็เกิด
การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฉับพลันก็ปรากฏภาพ
ขึ้นบนแผ่นศิลาด้านหนึ่ง!
“ดูสิ มีภาพอยู่บนแผ่นศิลาด้วย ดูเหมือนว่ามัน
ต้องการบอกอะไรกับเรา?”
เย่ซีซีเป็นคนแรกที่พบการเปลี่ยนแปลง นางยกมืออัน
เรียวบาง ชี้ไปยังจุดสูงสุดบนแผ่นศิลา
เมื่อคนทั้งสี่จับจ้องไปยังทิศทางนั้น ภาพก็ค่อย ๆ
เด่นชัดขึ้น ราวกับว่านี่คือภาพแห่งประวัติศาสตร์อัน
ยาวนานที่ผันเปลี่ยนจากบนลงล่าง
ตอนแรกพวกเขาพยายามเพ่งพินิจจ้องมองดูอย่าง
ตั้งใจ แลเห็นเพียงสี่เงาร่างเลือนรางบนแผ่นศิลา ซึ่ง
เงาร่างทั้งสี่นั้นได้ปลดปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์แลเคล็ด
เซียนอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง แสดงให้เห็นว่าเงาร่างทั้งสี่
คือจักรพรรดิเซียนระดับสูงสุดภายใต้สวรรค์ปฐพีแห่ง
นี้!
แต่ในระหว่างนั้น ร่างทั้งสี่กำลังถูกปิดล้อมและตามไล่
ล่าสังหารโดยเงาร่างอื่น ๆ อีกมากมาย พวกเขา
พยายามหลบเลี่ยงหายไปท่ามกลางความว่างเปล่า
ของสวรรค์และปฐพี
ในสายตาของ อู่ อวี้ เขาเห็นว่าเงาร่างทั้งสี่นั้น เปี่ยม
ไปด้วยความแข็งแกร่งถึงขีดสุด ไม่ว่าไปยังแห่งหนใด
ความว่างเปล่าใต้ฝ่าเท้าของเขาล้วนถูกบดขยี้
พังทลายเป็นเสี่ยง ๆ พระราชวังอันงดงามตระการตา
ถูกบดขยี้ทำลายแหลกสลายไปท่ามกลางความว่าง
เปล่าจนยากจะฟื้นคืนได้
อู่ อวี้ สัมผัสได้ว่าถ้าตนเองก็เผชิญหน้ากับเงาร่าง
เลือนรางทั้งสี่ พวกเขาสามารถบดขยี้ อู่ อวี้ ได้ด้วย
การโจมตีเพียงครั้งเดียว
แต่ตอนนี้เงาร่างจำนวนนับไม่ถ้วนระหว่างสวรรค์
และปฐพี กำลังไล่ล่าพวกเขาบีบบังคับให้พวกเขาไม่
มีทางหลบหนี ท้ายสุดแล้วท่ามกลางความว่างเปล่าที่
ถูกบดขยี้ทำลายอย่างต่อเนื่อง เงาร่างทั้งสี่ก็ถูกปิด
ล้อมอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งในขณะนั้นเองภาพบนแผ่นศิลาด้านหน้า อู่ อวี้
กับคนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น แน่นอนว่าสิ่งแรกที่
ดึงดูดความสนใจของพวกเขาคือเงาร่างเลือนรางทั้ง
สี่
” กลับกลายเป็น… พวกเขา? ”
เมื่อภาพปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน อู่ อวี้ กับพรรคพวก
อีกสามคนก็อึ้งตะลึงทันที
ด้วยเพราะเงาร่างที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขานั้นดู
แล้วช่างคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง น่าแปลกที่มันคือภาพ
ของคนที่เคยปรากฏขึ้นในความคิดของพวกเขายาม
ที่ได้รับมรดกจักรพรรดิเซียนมา!
ดวงเนตรของ อู่ อวี้ จับจ้องไปยังร่างของเซียนวานร
ทองคำอย่างสมบูรณ์
เซียนวานรทองคำเบื้องหน้าของเขา มีดวงเนตรซึ่ง
เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งผยองอหังการ ราวกับว่า
มองเห็นทุกสรรพชีวิตชีวิตอยู่แทบเท้า ในมือของเขา
คือพลองทองคำซึ่งเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันครอบงำ
มันสามารถบดขยี้ทำลายความว่างเปล่าทะลุทะลวง
ฝ่าห้วงเวลาด้วยการตวัดวาดเพียงครั้ง บดขยี้สังหาร
เงาร่างที่พยายามปิดล้อมเขาตกตายไปในทันที!
นี่คือเซียนวานรใหญ่ยักษ์ สวมใส่ชุดเกราะทองคำ มี
ก้อนเมฆามงคลปกคลุมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา ทำให้
เขาสามารถพุ่งทะยานฝ่าความว่างเปล่าได้อย่าง
ต่อเนื่อง บางครั้งดวงเนตรก็จะเปล่งประกายแสงสี
ทองเจิดจ้าระเบิดอำนาจสังหารอันน่าสะพรึงกลัว ทำ
ให้ศัตรูที่อยู่โดยรอบโดนแผดเผามลายกลายเป็นเถ้า
ถ่าน!
อู่ อวี้ จดจำเซียนวานรทองคำตนนั้นได้ในทันที
นี่คือคนที่ส่งต่อมรดกให้แก่เขา … ฉี เทียน ต้า เซิ่น!
————-