กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1652: เนตรแห่งการจองจำ
บนก้อนศิลา อักษรสีแดงโลหิตส่องสว่างตระการตา
ยิ่ง แผ่บรรยากาศกลิ่นอายที่สามารถบดขยี้ทำลายได้
ทั้งผืนฟ้า
อู่ อวี้ กับพรรคพวกเฝ้ามองดูภาพเหตุการณ์อย่าง
กระตือรือร้น ขณะเดียวกันความสงสัยมากมายก็
ปรากฏขึ้นในจิตใจ คำถามเหล่านี้เริ่มตั้งแต่ภาพ
เหตุการณ์ที่เขาเห็นตอนที่อยู่ในสุสานจักรพรรดินิ
รันดร์ ว่าเหตุใดสวรรค์กับนรกถึงได้ร่วมมือกันบดขยี้
ทำลายภพเทพปีศาจ ปลูกฝังต้นกล้าแห่งความแค้น
“ ตัวตนของบรรพชนที่ส่งต่อมรดกมาให้กับเรา พวก
ท่านอยู่ในสถานะใดกันแน่? แล้วเหตุใดเทพเซียนเทพ
มารถึงได้ร่วมมือกันรุมสังหารพวกท่านด้วย? ”
หนานซานหวางเยว่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
สงสัย ตัวเขานั้นรู้สึกชื่นชมหมูป่าสีดำตัวเขื่องที่กำลัง
ต่อสู้อย่างอาจหาญด้วยวิชาสารพัดกระบวนท่าอย่าง
ไม่เกรงกลัวผู้ใด พลังของท่านแข็งแกร่งชนิดว่า
สามารถบดที่ทำลายล้างโลกาได้
นอกจากนี้อักษรสีแดงโลหิตแปดคำที่ถูกสลักเขียนไว้
บนแผ่นศิลา ยิ่งทำให้ภายในใจของพวกเขาสับสน
สงสัยจนยากจะควบคุม ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไร
ขึ้นกับพวกท่านกันแน่
เป็นไปได้หรือไม่ว่าฉีเทียนต้าเซิ่น , แม่ทัพเทียนเผิง ,
ขุนพลเจวี่ยนเหลียน , มังกรสวรรค์แปดลักษณ์ ได้ฝ่า
ฝืนกฎสวรรค์ร้ายแรง จนเป็นเหตุให้เทพเซียนและ
เทพมารร่วมมือกันสังหารพวกท่านเช่นนี้!
” ในเมื่อขุนพลเจวี่ยนเหลียนเป็นเทพมาร ไฉนถึงมา
อยู่บนสวรรค์ได้?” เย่ซีซีตั้งข้อสงสัยของตัวเอง
ไหนจะแม่ทัพเทียนเผิงกับมังกรสวรรค์แปดลักษณ์ ผู้
หนึ่งเป็นปีศาจหมูส่วนอีกผู้หนึ่งเป็นเทพมังกรของ
ตระกูลเทพมังกร แต่กรณีสองท่านนี้ยังพอ
กล้อมแกล้มหาคำอธิบายได้ แต่สำหรับขุนพลเจวี่ยน
เหลียนมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกเป็นอย่างมากที่
ท่านได้มาอยู่บนสวรรค์ ที่สำคัญยังมีชั้นอาณาเขต
ปกครองเป็นของตนเองอย่าง ‘สวรรค์เจวี่ยนเหลียน’
ที่สำคัญปัจจุบันพวกเขาทั้งสี่ไม่เคยเห็นเทพมารเหนือ
เทพปีศาจมาอยู่บนสวรรค์แต่อย่างใด โดยเฉพาะเทพ
มารเมื่อขึ้นมาบนสวรรค์จะต้องถูกเทพเซียนต่อต้าน
ขับไล่ออกไปอย่างแน่นอน
“ ข้ารู้สึกว่าพวกท่านทั้งสี่ไม่น่าจะทำผิดกฎสวรรค์
มันจะต้องมีเรื่องผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ
ไม่เช่นนั้นทำไมกลุ่มคนที่มาโจมตีเป็นกลุ่มเดียวกันกับ
ที่ทำลายภพเทพปีศาจ? ” ลั่วผินกล่าวด้วยท่าทาง
ครุ่นคิด
” ประเด็นสำคัญก็คือเทพเซียนบนสวรรค์ไม่มีผู้ใด
รู้จักฉีเทียนต้าเซิ่นบ้างเลย ทั้งเทพอสูรบรรพกาลและ
ท้าวธตรัฐมหาราชไม่รู้ตัวตนการมีอยู่ของฉีเทียนต้า
เซิ่นด้วยซ้ำ”
อู่ อวี้ ยังคงจ้องมองไปที่อักษรสีแดงโลหิตทั้งแปดคำ
บนแผ่นศิลา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ” แต่สิ่งที่
พวกเรารู้แน่ ๆ ผู้ที่ลงมือโจมตีปิดล้อมภพเทพปีศาจ
กับฉีเทียนต้าเซิ่นและพรรคพวกล้วนเป็นคนกลุ่ม
เดียวกัน ซึ่งข้าก็จดจำพวกเขาได้ทั้งหมด ”
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเทพอสูรบรรพกาลและท้าวธต
รัฐมหาราช ก็อยู่ในกลุ่มคนที่เข้าร่วมโจมตีปิดล้อมฉี
เทียนต้าเซิ่นกับพรรคพวกด้วยเช่นกัน
แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ พวกมันถึงแสดงท่าทางอย่าง
ชัดเจนว่าไม่รู้จักฉีเทียนต้าเซิ่นเลยแม้แต่น้อย
“ ไม่ใช่แค่พวกมันเท่านั้น แต่… จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
เทิดการุณแห่งทิศบูรพากับจักรพรรดิเซียนคนอื่น ๆ
ก็ดูเหมือนไม่รู้จักท่านเช่นเดียวกัน ”
หนานซานหวางเยว่กล่าวอย่างระมัดระวัง
แล้วในขณะนั้นเองแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงเบื้อง
หน้าของพวกเขาก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ กลายเป็นเศษฝุ่น
ดินทรายล่องลอยหายไปท่ามกลางซากปรักหักพัง
แห่งนี้ หลังจากนั้นเศษซากดังกล่าวก็ถูกดูดเข้าไปใน
กระแสวังวนที่ที่อยู่โดยรอบ สูญสลายหายไปในชั่ว
พริบตา
แผ่นศิลาแตกยับเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่
จริง
ถึงกระนั้นอักษรสีแดงโลหิตทั้งแปดคำที่ถูกสลักขีด
เขียนไว้บนแผ่นศิลา ได้ถูกสลักตราตรึงอยู่ในจิตใจ
ของคนทั้งสี่เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
ในเวลานี้พวกเขาทั้งหมดอยู่ในอารมณ์มืดแปดด้าน
พวกเขาทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมัน
ผิดปกติแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเขาไม่รู้
ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปไต่ถามกับผู้ใดได้
แม้จะรู้ว่ามีจักรพรรดิคนใดบ้างที่ร่วมทำศึกในครั้งนั้น
แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกคนบนสวรรค์ไม่มีผู้ใด
จดจำเรื่องราวเลวร้ายในอดีตได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้
พวกเขาจะไปหาความได้จากที่ใด?
“บางทีสุสานจักรพรรดินิรันดร์อาจเป็นโอกาสสุดท้าย
ของพวกเรา”
อู่ อวี้ คิดในใจว่าอาจจะมีรายละเอียดเฉพาะเจาะจง
บางอย่างถูกเก็บไว้ในสุสานจักรพรรดินิรันดร์ แต่เขา
ยังหามันไม่เจอเท่านั้น
แต่ถ้าในสุสานจักรพรรดินิรันดร์ไม่มีเบาะแสดังกล่าว
เขาคงทำได้เพียงไปยังสวรรค์ชั้นสูงสุด ซึ่งเป็นที่
พำนักของจักรพรรดิหยก เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะต้องมี
คุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ไปพูดคุยกับเทพเซียนชั้น
นำบนสวรรค์
ทว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใด?
ต่อให้เวลานี้เขามี อู่ อวี้ มหาพลังอิทธิฤทธิ์กับ
ความสามารถในการกลืนกิน ความห่างชั้นระหว่าง
ตัวเขากับเทพเซียนชั้นนำระดับสูงอย่างจักรพรรดิ
หยกก็ยังต่างชั้นกันแบบเทียบไม่ติด
อู่ อวี้ มั่นใจว่าต่อให้เขากลืนกินจักรพรรดิปีศาจ
ทั้งหมดที่ถูกกบฝังอยู่ภายในสุสานนิรันดร์ ก็ไม่
สามารถทำให้เขาทะลวงขึ้นสู่ระดับเดียวกับ
จักรพรรดิหยกได้ อย่างไรเสียการกลืนกินก็ไม่ได้
หมายความว่าจะทำให้เขาพุ่งไปสู่ระดับที่ต้องการได้
ทุกครั้งไป เนื่องจากเขาต้องทำความเข้าใจรู้แจ้งด้วย
ตนเอง
อีกอย่างต่อให้เขากลืนกิน เขาก็ต้องใช้เวลาในการ
ย่อยสลายให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
จริงอยู่ที่เขากลืนกินและย่อยสลายไวกว่าผู้อื่น แต่ก็
ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ
ทั้งสี่ไร้ซึ่งคำพูดอยู่นานสองนาน สายตาของพวกเขา
มองไปยังความว่างเปล่าที่เคยมีเศษซากแผ่นศิลา
แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ และพวกเขาบางคนไม่รู้ว่า
จะต้องทำอย่างไรต่อไป
แม้เขาจะได้รับมรดกของจักรพรรดิเซียนระดับสูง แต่
สิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับอยู่บนบ่านั้นก็หนักหนาเป็น
อย่างยิ่ง ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ พวกเขาไม่พบ
เบาะแสร่องรอยใด ๆ ทั้งยังไม่รู้ว่าตนเองควรทำเช่น
ไรต่อไป
แต่ทันใดนั้นเองก็ปรากฏกลิ่นอายแรงกดดันมหาศาล
ขึ้นบนฟากฟ้า!
เมื่อแรงกดดันดังกล่าวปรากฏขึ้น มันก็ดึงดูดความ
สนใจของ อู่ อวี้ กับพรรคพวกทั้งสามทันที พวกเขา
แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ด้วยสีหน้าตึงเครียดเหงื่อ
ตก!
แลเห็นดวงเนตรสีทองขนาดใหญ่กว่าดวงตะวันที่
แตกสลายอยู่บนฟ้า แบ่งแยกความว่างเปล่าออกใน
ฉับพลัน ปรากฏขึ้นบนท้องนภาเหนือพวกเขา
ทันทีที่ดวงเนตรนั้นปรากฏขึ้น มันก็ส่องสว่างแสงสี
ทองอร่ามมาที่คนทั้งสี่ ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรง
กดดันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ระงับและสยบความว่าง
เปล่าที่อยู่รอบตัว จนพวกเขามิอาจขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย
ดวงเนตรสีทองนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ เปี่ยม
ไปด้วยความเฉยชาอันบริสุทธิ์ ๆ ซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึก
อึดอัดทรมานใจอย่างสุดแสน เมื่อผืนฟ้าถูกฉีกออก
แม้กระทั่งความว่างเปล่าก็ยังสั่นไหว จนดูราวกับว่า
ทั่วทั้งท้องนภาเหลือเพียงดวงเนตรสีทอง
ภายในดวงเนตรสีทองไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
เปี่ยมไปด้วยความเย็นชาอย่างสุดแสน ราวกับว่าแล
เห็นทุกสรรพชีวิตบนโลกเป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น!
” นี่มัน… ”
ในเวลานี้ อู่ อวี้ กับพรรคพวกอีกสามคนรู้สึกตื่น
ตระหนกอยู่ไม่น้อย พวกเขาพบว่าทั่วทั้ง ‘สวรรค์ฉี
เทียน’ ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิด
ดวงเนตรสีทองซึ่งฉีกกระชากความว่างเปล่าปรากฏ
ขึ้นบนผืนฟ้า กักขังพวกเขาทั้งสี่ด้วยบรรยากาศและ
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวไว้อย่างสิ้นเชิง
แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ยังไม่สามารถขยับนิ้วมือนิ้วเท้าหรือตี
ลังกาพลิกตลบออกไปได้
พวกเขาทั้งสี่ถูกสยบกดดันโดยดวงเนตรสีทองอย่าง
สมบูรณ์ แล้วในช่วงเวลานั้นพวกเขาก็สัมผัสได้ถึง
การมาของจักรพรรดิผู้ปกครองสูงสุด วิชาอันน่า
สะพรึงกลัวนี้แข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิเซียนนิรันดร์
อาวุโสมังกรภพสวรรค์หลายหมื่นเท่านัก!
แม้กระทั่งจิตใจของ อู่ อวี้ กับคนทั้งสามก็ถูกดึงดูด
เข้าไปในดวงเนตรเช่นกัน ฉับพลันกระแสวังวนความ
ว่างเปล่าได้ก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ดวงเนตรทองคำ พร้อม
แรงกดดันเย็นชาไร้ซึ่งความแยแสที่ระเบิดออกมา
จากกระแสวังวน ขณะเดียวกันก็บังเกิดเป็นอำนาจ
สยบอย่างรุนแรงอีกครั้ง กักขังพวกเขาไว้ท่ามกลาง
ความว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์
ดวงเนตรสีทองคู่ยักษ์ แบ่งแยกพื้นฟ้า ควบคุมทั่วทั้ง
ท้องเวหา!
อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจาใดได้สัก
คำ กระทำได้เพียงเฝ้าดูสหายที่อยู่รอบกาย ถูกดวง
เนตรทองคำสะกดข่มอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาใช้เพียงจิตเซียนสื่อสารกันได้เท่านั้น อู่ อวี้
กัดฟันกล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า ” นี่มัน เทพสามตาเอ้
อหลาง! ภายในแผ่นศิลา เทพสามตาก็ใช้พลัง
อิทธิฤทธิ์นี้เช่นกัน นี่คือเนตรแห่งการจองจำ… เป็น
เนตรดวงที่สามของเขา เขาอาจจะไม่ได้มาที่นี่ด้วย
ตนเอง ”
“ ขนาดเป็นแค่ตาที่สาม พวกเรายังไม่อาจขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์ หากเขามาที่นี่
ด้วยตนเองจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใดกัน?” ยามนี้
ใบหน้าของหนานซานหวางเยว่ซีดเซียว เขาไม่อาจ
ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย สามารถ
จินตนาการได้เลยว่าเขาต้องพยายามฝืนทนเช่นใด
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ อู่ อวี้ ตระหนักได้
ในทันทีว่า เทพอสูรบรรพกาลกับท้าวธตรัฐมหาราช
ต้องไปขอร้องให้เทพสามตาเอ้อหลางเป็นผู้ลงมือ
อย่างแน่นอน
ด้วยศักดิ์ฐานะของเทพสามตา มันจะสนใจเด็กที่ยัง
ไม่บรรลุเป็นจักรพรรดิเซียนอย่างเข้าได้เช่นใด?
ดังนั้นจึงกระทำเพียงแค่สยบ อู่ อวี้ ด้วยตาที่สาม
หากการคาดเดาของเขาถูกต้อง อีกไม่นานเทพอสูร
บรรพกาลกับท้าวธตรัฐมหาราชจะต้องมาที่นี่อย่าง
แน่นอน
ขณะที่เขาคิดเช่นนั้น เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาจาก
สถานที่ห่างไกลออกไป แน่นอนว่านี่คือเสียงของเทพ
อสูรบรรพกาลกับท้าวธตรัฐมหาราช!
กายาจักรพรรดิเซียนใหญ่ยักษ์ของพวกมันทั้งสอง
ก้าวผ่านความว่างเปล่ามาที่สวรรค์ฉีเทียนแห่งนี้ เมื่อ
เห็นว่า อู่ อวี้ กับพรรคพวกทั้งสามถูกสยบจองจำไว้
อย่างสมบูรณ์ รอยยิ้มดุร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ของพวกมัน
“ฮ่าฮ่า ไม่ว่าเจ้าจะไปมาไร้ร่องรอยประดุจภูตพราย
มากเพียงใด ก็ไม่มีทางหลบหนีจากเนตรแห่งการจอง
จำของเทพสามตาได้อย่างแน่นอน?” เทพอสูรบรรพ
กาลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเย็นชา ขณะจ้อง
มองไปยัง อู่ อวี้ กับพรรคพวก
แม้พวกมันจะไม่สามารถจับตัว อู่ อวี้ ได้ แต่มันก็ไม่
เคยเห็น อู่ อวี้ อยู่ในสายตา
ยามนี้เมื่อเทพสามตาเป็นผู้ลงมือด้วยตัวเอง มันมั่นใจ
ว่า อู่ อวี้ ไม่มีทางหลบหนีจากฝ่ามือของมันอีกต่อไป
มันพลิกฝ่ามือทันใดนั้นก็ปรากฏศาสตราเซียนกำเนิด
ภพขึ้น และสิ่งนั้นก็คือ ‘หุบเหววิญญาณมรณะ’ ที่เคย
กักขังทรมาน อู่ อวี้ มาก่อน ทันทีที่หุบเหววิญญาณ
มรณะปรากฏขึ้น มันก็พุ่งตรงไปยังตำแหน่งของ อู่
อวี้ กับพรรคพวกทันที เห็นได้ชัดว่ามันต้องการกักขัง
พวกเขาอีกครั้ง
“ ครั้งนี้พวกเจ้าทั้งสามจะถูกหุบเหววิญญาณมรณะ
ทรมาน ผู้ใดใช้ให้เจ้าบังอาจหยิ่งผยองหลบหนีจาก
ฝ่ามือของข้าผู้นี้ก็เล่า?” เทพอสูรบรรพกาลกล่าว
ด้วยท่าทางดุร้าย ท่ามกลางการแสดงออกที่ได้ขึ้น
ความแยแสของมันแฝงไปด้วยความสุขเล็กน้อย
ช่วงเวลาหลายพันปีนี้มันรู้สึกไม่มีความสุขเลยแม้แต่
น้อย
อย่างไรเสียจักรพรรดิเซียนอย่างพวกมันมีชีวิตยืน
ยาวไร้สิ้นสุด ดังนั้นจึงรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ตลอดเวลา
” ได้เล่นสนุกกับเด็ก ๆ เหล่านี้ ข้าจะได้ไม่ต้องเบื่อ
หน่ายต่ออีกไป ” ท้าวธตรัฐมหาราชเอ่ยขึ้นอย่างแผ่ว
เบา มันมิได้แสดงออกมาเหมือนเทพอสูรบรรพกาล
แต่มันก็ยื่นมือออกไปพร้อมใช้ออกในวิชาบางอย่าง
แยกตัวของ ลั่วผิน กับ อู่ อวี้ และพรรคพวกอีกสอง
คนออกจากกัน
สำหรับลั่วผิน นางถือเป็นบุคคลสำคัญของตระกูล
เทพมังกร ดังนั้นพวกมันจึงมิอาจสังหารหรือทรมาน
นางได้
หลังจากจัดการปัญหาของ อู่ อวี้ พวกมันจะส่งตัวลั่ว
ผินกลับไปที่แดนจักรพรรดิมังกรเซียน อย่างไรก็ตาม
เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่พอใจกับท่าทางที่ตระกูลเทพ
มังกรมีต่อ อู่ อวี้ เนื่องจากพวกเขาจงใจปกปิดข่าว
การปรากฏตัวของ อู่ อวี้
หากไม่ใช่เพราะตระกูลเทพมังกร พวกมันคงจับตัว อู่
อวี้ ได้นานแล้ว ไม่ต้องไปอ้อนวอนขอร้องเทพสามตา
ให้มาช่วยเหลือเช่นนี้?
ยามนี้เทพอสูรบรรพกาลกับท้าวธตรัฐมหาราชเอ่ยขึ้น
พร้อมหัวเราะไปด้วย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ปลดปล่อย
‘หุบเหววิญญาณมรณะ’ กักขัง อู่ อวี้ หนานซาน
หวางเยว่ เย่ซีซี ไว้ภายใน ปล่อยให้อสูรมรณะบรรพ
กาลกัดกินเลือดเนื้อจิตเซียนของพวกเขา ไม่ต้อง
กล่าวถึงว่ามันทรมานมากเพียงใด เพราะ อู่ อวี้ เคย
โดนมาก่อน มันคือความเจ็บปวดชนิดที่เรียกว่าตาย
ไปเสียยังดีกว่า
ส่วนดวงเนตรสีทองขนาดยักษ์บนฟากฟ้า ยังคง
ปลดปล่อยอำนาจสะกดข่ม ตรึงร่างของ อู่ อวี้ กับ
พรรคพวกอีกสามคนไว้ ภายในดวงเนตรนั้นมีเพียง
ความเฉยชาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ มันดูไม่
เหมือนกับดวงเนตรของสิ่งมีชีวิต แต่ดูราวกับสวรรค์
ที่กำลังทอดมองมายังโลกเบื้องล่าง
สำหรับ อู่ อวี้ กับพรรคพวก ดวงเนตรแห่งการจอง
จำของเทพสามตา คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุดใน
โลกหล้านี้ แม้จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวยังทำไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการหลบหนี
———————