กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1704: เจ้าแพ้แล้ว
ในห้วงอเวจีมหาดาราเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีดำทมิฬ
อันมืดมิด
จักรพรรดิเซียนที่เฝ้าดูการต่อสู้บนแท่นรับชมต่าง
มองหน้ากัน ด้วยเพราะไม่มีใครคาดคิดว่า
สถานการณ์ต่อสู้จะออกมาเป็นเช่นนี้
ณ เวลานี้เปลวเพลิงทมิฬมีพลังมหาศาลเป็นอย่าง
มาก อีกทั้งยังกินพื้นที่ขนาดใหญ่ ดูเหมือนเจ้าหงส์
ระบำเพลิงแห่งตระกูลสัตว์สวรรค์หงส์เพลิงกำลังถือ
ครองความได้เปรียบในการต่อสู้ เปลวเพลิงทมิฬแผ่
ขยายปกคลุมจนไม่สามารถมองเห็นร่างของ อู่ อวี้ ได้
เลยด้วยซ้ำ
หลายคนเห็นว่าเขาอยู่ตรงกลางเปลวเพลิงทมิฬ และ
ยังเห็นแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาครั้งหนึ่ง เมื่อดูจาก
ความสว่างของฉันน่าจะเป็นโล่วัชระที่ อู่ อวี้ เคยใช้
มาก่อน …
แม้แต่โล่วัชระก็ยังต้านทานเปลวเพลิงทมิฬนี้ได้แค่
เพียงชั่วครู่เท่านั้น ดังนั้นแทบไม่ต้องกล่าวถึง
กระบวนท่าอื่น ทำให้ผู้คนต่างเห็นได้ชัดว่า อู่ อวี้
กำลังถูกสยบอย่างสมบูรณ์อยู่ฝ่ายเดียวในการต่อสู้
ครั้งนี้
” พวกเราลองไปถามพวกจักรพรรดิหงส์กันดีกว่า ว่า
เจ้าหงส์ระบำเพลิงได้โชควาสนาอันใด? นางถึงมีพลัง
ต่อสู้น่าทึ่งเช่นนี้ ขนาด อู่ อวี้ ที่สามารถเอาชนะหลี่
เทียนจีกับหยางเชียนมาได้ยังถูกกำราบอย่าง
สมบูรณ์? ”
จักรพรรดิเซียนบางคนรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้
ดังนั้นจึงนัดหมายกับจักรพรรดิเซียนหลายคนเดินเข้า
ไปหาหกมหาจักรพรรดิหงส์ของตระกูลสัตว์สวรรค์
หงส์เพลิง เพื่อถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กระจ่าง
ในบรรดาจักรพรรดิเซียนที่อยากรู้อยากเห็นเหล่านี้
ได้แก่ เจ้าแม่ฟ้าแล่บเตียนบ๊อกับเทพอัสนีลุ่ยกง, เทพ
หูทิพย์ตาทิพย์, เทพตะวันสัญจรเทพราตรีสัญจร,
เมื่อเห็นการต่อสู้อันแสนดุเดือดบนสนามก็อดไม่ได้ที่
จะอยากรู้อยากเห็นว่า ‘โชควาสนาอันใหญ่หลวง’ ที่
เจ้าหงส์ระบำเพลิงได้รับนั้นคืออะไรกันแน่
ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายอยากรู้อยากเห็นมากเพียงไหนก็ตาม
ทว่าจักรพรรดิหงส์หยวนจู่ยิ้มอย่างสุภาพแล้วกล่าว
ว่า ” ข้าไม่สะดวกที่จะกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ ข้า
กล่าวได้แค่เพียงว่าโชควาสนาที่บุตรีข้าได้รับ แม้แต่
จักรพรรดิเซียนเก่าแก่อย่างเรา ๆ ก็ยังต้องริษยาตา
ร้อน ส่วนรายละเอียดเอาเป็นว่า ถ้า อู่ อวี้ เอาชนะ
บุตรสาวของข้าได้ ข้าจะประกาศอย่างเป็นทางการ
อีกที ”
ซึ่งหมายความว่า ถ้า อู่ อวี้ พ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้
พวกมันก็ไม่อาจล่วงรู้ความลับดังกล่าว
เจ้าหงส์ระบำเพลิงได้รับโชควาสนาอันใดมากันแน่?
พลังเปลวเพลิงสีดำทมิฬของนางมาจากไหน?
เจ้าแม่ฟ้าแล่บเตียนบ๊อกับเทพอัสนีลุ่ยกงและคนอื่น
ๆ ต่างพากันงงงวย และถอยกลับมาด้วยความ
ผิดหวัง
นอกจากพวกมันแม้แต่จักรพรรดิเซียนระดับสูงอย่าง
มหาเทพตงหัว , เทพสามตา , เทพมารดรวิญญาณ
เร้น ฯลฯ ที่กำลังเฝ้าดูการต่อสู้ครั้งนี้ก็รู้สึกเช่นกัน
ท่ามกลางพวกมันยังมีบุตรชายของเทพสามตาหยาง
เชียนอีกคน ที่กำลังเฝ้าดูการต่อสู้ระหว่างคนทั้งสอง
ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งหยางเชียนก็ฟื้นจาก
อาการหมดสติ สำหรับมันแล้วการพ่ายแพ้ให้แก่ อู่
อวี้ ถือเป็นความอัปยศอันใหญ่หลวง ด้วยเพราะมัน
ค่อนข้างเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนเองว่าไม่
ด้อยไปกว่า อู่ อวี้ อย่างแน่นอน ส่วนกระบวนท่าที่ทำ
ให้มันพ่ายแพ้คงไม่พ้นกระแสวังวนความว่าเปล่า มัน
ไม่อาจทานทนกับพลังอำนาจแสนเจ็บปวดได้ จน
หมดสติและได้รับบาดเจ็บสาหัสไปในที่สุด
ขณะนี้หยางเชียนเฝ้าดูการต่อสู้ในสนามประลองด้วย
สีหน้าเคร่งเครียด เปลวเพลิงทมิฬบนท้องฟ้าทำให้
มันต้องขมวดคิ้ว
มันลองนึกภาพดูว่า หากตนเองต้องเผชิญหน้ากับ
เปลวเพลิงทมิฬนี้ เกรงว่ามันก็คงจะพ่ายแพ้เช่นกัน
นั่นเป็นเพราะพลังทำลายล้างของเปลวเพลิงสีดำ
ทมิฬนั้นแข็งแกร่งเกินไป ทุกกระบวนท่าการต่อสู้ของ
เจ้าหงส์ระบำเพลิงเต็มไปด้วยความดุดันอำมหิต
ตั้งแต่แรกเริ่มการต่อสู้จวบจนปัจจุบัน อีกทั้งแต่ละ
กระบวนท่าของนางยังไม่มีท่าป้องกันเลยแม้แต่น้อย
รูปแบบการต่อสู้ของนางคล้ายกับเทพสามตาทั้ง
เนตรพิพากษา, เนตรสวรรค์ลงทัณฑ์ , เนตรพินาศ
สูญ ล้วนเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ
ทำลายล้าง
ทว่าเมื่อเอาพวกมันมาเปรียบกับเปลวเพลิงสีดำทมิฬ
ของเจ้าหงส์ระบำเพลิงแล้ว พลังของนางร้ายกาจ
รุนแรงเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเพราะเปลว
เพลิงทมิฬสามารถจัดการกับโล่วัชระของ อู่ อวี้ ได้
เพียงเวลาสั้น ๆ โล่วัชระของเขาก็ถูกเผาไหม้จน
หมด!
ปัจจุบันแม้กระทั่งกลิ่นอายของ อู่ อวี้ ก็ยังมิอาจ
สัมผัสได้ เพราะยามนี้บนสนามประลองเต็มไปด้วย
กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกน่าสะพรึงกลัวของเปลวเพลิง
ทมิฬ
ทุกคนต่างแลเห็นว่า อู่ อวี้ กำลังจมอยู่ในมหาสมุทร
เปลวเพลิงทมิฬ และพยายามดิ้นรนต่อสู้อย่างหนัก
เมื่อเห็นสภาพดังกล่าวองค์ไทซ่างเหล่าจวินกับ
ปรมาจารย์สุภูติก็อดทอดถอนหายใจออกมาอย่าง
ช่วยไม่ได้ นับตั้งแต่ได้เห็นเปลวเพลิงทมิฬบนท้องฟ้า
“แม่สาวน้อยจากตระกูลสัตว์สวรรค์หงส์เพลิงช่างน่า
ทึ่งจริง ๆ แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเปลวเพลิงทมิฬนี้มันคือ
อะไร แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันสามารถสยบ อู่ อวี้ ได้อยู่
หมัด”
องค์ไท่ซ่างเหล่าจวินสังเกตเห็นบนสนามประลอง
แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ” ปรมาจารย์สุภูติดูเหมือน
ศิษย์ของท่านจะพ่ายแพ้เสียแล้ว ”
“ผลลัพธ์ยังมิอาจสรุปได้อย่างแน่ชัด”
ปรมาจารย์สุภูติส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ถ้าเขาพ่าย
แพ้ โอกาสเข้าสู่แดนสงครามสู่นิรันดร์จะถูกส่งมอบ
ให้กับผู้อื่น มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดนางถึงมาที่นี่ ”
พวกมันไม่ได้คาดเดาอันใดเกี่ยวกับเปลวเพลิงทมิฬ
ด้วยเพราะมีชีวิตอยู่มาเนิ่นนานเกินไป ดังนั้นจึงมิอาจ
รู้ได้ว่าพวกมันกำลังคิดอันใดอยู่
การดำรงอยู่ระดับนี้อยู่เหนือจินตนาการของ
จักรพรรดิเซียนสามัญอันโดยสิ้นเชิง
บนสนามประลอง
สถานการณ์ของ อู่ อวี้ ค่อนข้างย่ำแย่พอสมควร
ยามนี้เขาได้แสดงทักษะความสามารถมากมายเพื่อ
ต่อต้านเปลวเพลิงทมิฬ พลองสมปรารถนาในมือของ
เขาระเบิดพลังอิทธิฤทธิ์ ‘สวรรค์ปฐพีพินาศสิ้น’
กวาดเข้าใส่เปลวเพลิงทมิฬโดยรอบ
เมื่อแสงสีทองปะทะกับเปลวเพลิงทมิฬ แม้จะ
สามารถผลักดันจนเปลวเพลิงจนแพร่กระจายออกไป
ได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถทำลายเปลวเพลิงทมิฬได้
ทั้งหมด ไม่นานนักมันก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ชั่วขณะต่อมาเปลวเพลิงทมิฬเหล่านี้ก็โหมกระหน่ำ
กวาดผ่านเข้าใส่ อู่ อวี้ ด้วยความเร็วอันน่า
สะพรึงกลัวยิ่ง จากนั้นก็กลืนกินเผาผลาญไปทั่วทั้ง
ร่างของเขา
ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดแสนเกิน
กว่าจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้ ความเจ็บปวดนี้
เกิดจากการถูกเผาเรือนกายและจิตเซียน เฉกเช่นดั่ง
การกัดกินของอสูรมารฟ้าในแดนสงครามมารฟ้า!
แน่นอนว่าหากกล่าวถึงความเจ็บปวดแล้ว การกัดกิน
ของอสูรมารฟ้าในแดนสงครามมารฟ้านั้นมากกว่า
หลายเท่า แต่เพลิงทมิฬนี้กำลังเผาผลาญร่างกายและ
จิตเซียนของเขา ทำให้มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูร
มารฟ้าอย่างเห็นได้ชัด
อสูรมารฟ้าในแดนสงครามมารฟ้ากัดกินเพียงจิต
เซียนของเขาเท่านั้น มิได้สนใจร่างกายของเขาแม้แต่
น้อย
ทว่าปัจจุบันทั้งร่างกายและจิตเซียนของเขาล้วนถูก
แผดเผา นำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างสุดแสนลึกลง
ไปถึงในกระดูกดำ ต่อให้เขามีจิตตานุภาพแข็งแกร่ง
มากเพียงใด เขาก็แทบจะไม่สามารถทานทนได้
“ข้าพ่ายแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!”
ดวงเนตรของ อู่ อวี้ เบิกกว้าง เขากระชับพลองทอง
สมปรารถนาในมือแน่น แสงสีทองยังคงส่องสว่าง
ออกมาจากร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง
เขาใช้ออกด้วยภาพจำแลงหัวใจวานร จับจ้องมอง
ภาพราชาวานรทองคำนำมาซึ่งความหวังและความ
ปรารถนาแก่ตัวเขา แต่มันก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการ
เผาไหม้อย่างรุนแรงของเปลวเพลิงทมิฬได้
แม้กระทั่งกายาเพชรอมตะก็ยังถูกเปลวเพลินทมิฬ
สะกดข่ม ความเสียหายที่ได้รับจากการถูกแผดเผา
ยากจะฟื้นคืนกลับมาได้ในเวลาอันสั้น อีกทั้งเปลว
เพลิงทมิฬยังบดขยี้ทำร้ายร่างกายและจิตเซียนของ
เขาด้วยความเร็วสูงล้ำยิ่ง
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างของเขาคงถูกแผด
เผากลายเป็นเถ้าถ่านไร้ซึ่งซากศพให้กลบฟังอย่างแน่
แท้
พลองสมปรารถนาในมือของเขาทำให้ อู่ อวี้
แข็งแกร่งขึ้น ทว่าบัดนี้เป็นครั้งแรกที่มิได้ตอบสนอง
ต่อการเรียกหาของเขาแม้แต่น้อย เรากลับว่าเมื่ออยู่
ภายใต้เปลวเพลิงทมิฬ แม้กระทั่งจิตวิญญาณใน
พลองทองสมปรารถนาก็ยังถูกแยกออก
มิอาจปลดผนึกที่สี่ได้!
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ ผิดหวังเล็กน้อย เขาทานทนต่อ
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมากที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคย
ได้รับ พลังกฎสวรรค์ทุกชนิดถูกปลดปล่อยออกไป
แม้กระทั่งใช้ออกด้วยเทียมฟ้าจรดดิน เคล็ดระเบิด
พลังคลั่งและพลังอิทธิฤทธิ์ชนิดอื่น ๆ แต่ไม่ว่าทักษะ
ใดก็ไม่สามารถหยุดยั้งการเผาไหม้ของเปลวเพลิง
ทมิฬได้เลย
ไม่ว่าจะหลบหนีไปแห่งหนใด เปลวเพลิงทมิฬเหล่านี้
ก็เหมือนโรคกระดูกเน่าที่คอยตามไล่ล่ากัดกินร่างกาย
ของเขา ทำให้ร่างของเขาถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอ
ตะโก
เปลวเพลิงทมิฬนี้โหมกระหน่ำเผาผลาญมาอย่าง
ยาวนาน แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลงแม้แต่
น้อย
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเปลวเพลิงทมิฬนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน
แต่ดูราวกับว่ามันสามารถคงอยู่ท่ามกลางห้วงอเวจี
มหาดาราได้ตราบชั่วนิรันดร์ เพลิงทมิฬโหมกระหน่ำ
เผาผลาญร่างของ อู่ อวี้ ด้วยความรู้สึกยากจะทาน
ทนได้
ความเจ็บปวดอย่างสุดแสนทำให้ อู่ อวี้ มิอาจทาน
ทนได้อีกต่อไป
แต่ด้วยเจตจำนงอันแรงกล้า เขายืนหยัดปฏิเสธ
ยอมรับความพ่ายแพ้ แน่นอนว่ามิใช่เพราะเขากังวล
เรื่องสิทธิ์ในการเข้าสู่แดนสงครามสู่นิรันดร์ แต่เขา
อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหงส์ระบำเพลิงและ
หนานกงเหว่ย…
ทุกทักษะความสามารถของเขาล้วนถูกนำออกมาใช้
จนสิ้น แต่มันก็ไม่มีผลกับเปลวเพลิงทมิฬแม้แต่น้อย
หากต้องการยืนหยัดต้านรับการเผาไหม้ของเปลว
เพลิงทมิฬนี้ต่อไป แม้กระทั่ง ‘โล่วัชระ’ การป้องกันที่
แข็งแกร่งมากที่สุดของเขาก็ยังต้านทานการเผาไหม้
ได้เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น กล่าวได้ว่าด้วย
ความสามารถในปัจจุบันของเขาไม่สามารถต้านทาน
เปลวเพลิงทมิฬได้เลย
ความไม่ยินยอมปรากฏขึ้นภายในจิตใจของเขา
เป็นไปได้หรือไม่ว่าครั้งนี้เขาจะพ่ายแพ้ ไม่อาจทราบ
ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหงส์ระบำเพลิงและ
หนานกงเหว่ย?
ภายใต้การเผาไหม้ของเปลวเพลิงทมิฬ สติของเขา
เริ่มเลือนรางมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเรือนกายและ
จิตเซียนของเขาก็ถูกแผดเผาไปกว่าครึ่ง หากปล่อย
ให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ว่าเขาจะมีเจตจำนงกล้าแกร่ง
มากเพียงใด ก็สามารถตกตายได้เช่นกัน
ทันใดนั้นเปลวเพลิงทมิฬก็ควบแน่นหลอมรวมเข้า
ด้วยกัน กลับกลายร่างเป็นหงส์เพลิงทมิฬอยู่ไม่ห่าง
จาก อู่ อวี้ อีกครั้ง
ต่อมาหงส์เพลิงทมิฬกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของเจ้าหงส์
ระบำเพลิง สวมใส่อาภรณ์สีแดง เปี่ยมไปด้วยความ
งามอันเลิศล้ำ แสดงท่าทางเย็นชาถึงขีดสุด!
“เจ้าพ่ายแพ้แล้ว”
น้ำเสียงอันไร้ซึ่งอารมณ์ดังออกมาจากเจ้าหงส์ระบำ
เพลิง
อู่ อวี้ ไม่สามารถหักล้างคำกล่าวของนางได้
เนื่องจากยามนี้สาเหตุที่เขายังคงสติอยู่ได้เป็นเพราะ
เจตจำนงอันแรงกล้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ว่าเขาจะไม่อยากจะยอมรับความพ่ายแพ้ แต่
ตอนนี้เขาสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปแล้ว!
ปราชัย!
อู่ อวี้ ไม่ยินยอม แต่เปลวเพลิงทมิฬนี้น่าสะพรึงกลัว
มากเกินไป จนเขาไม่สามารถทำอันใดได้เลย
ไม่ว่าพลังอิทธิฤทธิ์หรือก็สวรรค์ใด ๆ ล้วนไม่สามารถ
หยุดยั้งการเผาไหม้ของเปลวเพลิงทมิฬได้เลย!
หลังกล่าวจบ เจ้าหงส์ระบำเพลิงก็หันหลังจากไป
พร้อมจับจ้องไปยังทิศทางของปรมาจารย์สุภูติกับ
องค์ไท่ซางเหล่าจวิน เพื่อบอกเป็นนัยว่าถึงเวลาแล้ว
ที่จะประกาศผล
เหล่าจักรพรรดิเซียนผู้เป็นเจ้าภาพในบททดสอบ
จักรพรรดิเซียนต่างรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
เปลวเพลิงทมิฬที่โหมกระหน่ำเผาผลาญปกคลุมไป
ทั่วทั้งผืนฟ้า ทำให้พวกเขาหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง อู่ อวี้ โชควาสนาอันแสนยิ่งใหญ่ที่
เจ้าหงส์ระบำเพลิงได้รับช่างน่าทึ่งจริง ๆ !
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ปรากฏ ปรมาจารย์สุภูติก็ครุ่นคิดอยู่
พักหนึ่งพร้อมประกาศว่า ” การประลองในครั้งนี้เจ้า
หงส์ระบำเพลิงคือผู้ชนะ ตามเงื่อนไขที่เจรจาตกลง
กันไว้ เจ้ามีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่แดนสงครามสู่นิรันดร์”
คำป่าวประกาศนี้ทำให้ผู้ชมตกตะลึง!
ทุกคนมองไปที่เจ้าหงส์ระบำเพลิงด้วยความเหลือเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเซียนของสวรรค์ฤทัยหรือเป็น
เหล่าทายาทจักรพรรดิเซียน พวกมันรู้สึกตกตะลึงยิ่ง
กว่าการที่ อู่ อวี้ เอาชนะหยางเชียนจนได้รับอันดับ
หนึ่ง
ตอนที่หยางเชียนพ่ายแพ้ อู่ อวี้ ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่
เช่นกัน ความแข็งแกร่งของทั้งสองถือว่าก้ำกึ่งสูสี แต่
อู่ อวี้ เหนือกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ตอนนี้เจ้าหงส์ระบำเพลิงต่อสู้กับ อู่ อวี้ ซึ่งเป็น
อันดับหนึ่งในแดนจักรพรรดิมังกรเซียน กลับพ่ายแพ้
ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงโดยที่มิอาจตอบโต้ได้
แม้แต่น้อย สถานการณ์เช่นนี้อยู่เหนือเกินกว่า
จินตนาการของทุกผู้เกิน
เมื่อใดที่ราชันเทวะเก้าสวรรค์ ซึ่งยังไม่บรรลุถึง
อาณาจักรจักรพรรดิเซียนกลับมีพลังต่อสู้น่า
สะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?
———————-