กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 175 : ความตายของ เจียงเซี่ย
จิ่วเซียนและ อู่ อวี้ ได้บินจากไป ทำให้ในเวลานี้
บนสมรภูมิรบเกิดการเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้กลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างนิกาย
กระบี่สวรรค์และพรรคจงหยวนเพียงเท่านั้น ฝั่าย
นิกายกระบี่สวรรค์ในตอนนี้ได้กุมความได้เปรียบ
เอาไว้ การกลับมาของ อู่ อวี้ ในครั้งนี้ ทำให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
สามารถกล่าวได้ว่า อู่ อวี้ กลายเป็นวีรบุรุษของ
นิกายกระบี่สวรรค์ไปเสียแล้ว!
แต่บัดนี้ จิ่วเซียน ได้จับตัวเขาไป!
กล่าวตามตรงแล้วในตอนนี้ การต่อสู้ระหว่าง เฟิง
ซัวหยา และ เจียงเซี่ย ได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ จิ่วเซียน เอาชนะ
หลาน ฮั้วหยุน ได้แล้ว เฟิง ซัวหยา จึงรู้สึกเดือด
ดาล ทำให้ตนของเขาใช้พลังในระดับสูงสุด เขา
แทบจะเป็นบ้าไปแล้ว!
พรรคจงหยวนที่เหลือผู้อาวุโสขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่สิบอยู่สองคน ย่อมไม่สามารถ
จัดการกับศัตรูของตนได้ จึงถูกคู่ต่อสู้ของตนปิด
ล้อมเอาไว้ อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังมีสภาพปางตาย!
สนามรบยังเหลืออยู่อีกสามแห่ง!
เหล่าฝูงชนไม่สามารถหยุดดูการต่อสู้ของผู้
แข็งแกร่งระดับสร้างแกนนภาทั้งสองระหว่าง เฟิง
ซัวหยา และ เจียงเซี่ย ที่อยู่เหนือหัวของตัวเองได้!
พวกเขาเป็นผู้นำของผู้ฝึกตนนับหมื่นในที่แห่งนี้!
พวกเขาทั้งสองคนถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่
เสมอ ก่อนหน้านี้มีการแข่งกันกันในทุกๆด้าน แต่
ยังไม่สามารถตัดสินกันว่าใครเป็นผู้แพ้ผู้ชนะกันได้
สักที นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขานั้นยังไม่ได้ลงมือ
เต็มที่!
ในตอนนี้เป็นการตัดสินชี้เป็นชี้ตายของพวกเขา!
ในสนามรบแห่งนี้ สามารถเห็นได้เพียงปราณกระบี่
สีทองที่ไม่สิ้นสุดของ เฟิง ซัวหยา และวิชาเต๋าที่
มากมายและซับซ้อนของ เจียงเซี่ย นี่เป็นการ
เผชิญหน้ากันระหว่างผู้ฝึกตนวิถีกระบี่และผู้ฝึกตน
ผู้ใช้วิชาเต๋าเป็นหลัก! โดยทั่วไปแล้ว การโจมตี
ของ เฟิง ซัวหยา ยิ่งโจมตีก็ยิ่งเฉียบคมขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแน่วแน่ของเขาในตอนนี้
“เฟิง ซัวหยา เจ้าเด็กน้อย ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหล่า
ปีศาจและผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่ในที่นี่แล้ว แต่ยังไงซะ
ข้า เจียงเซี่ย ก็จะสังหารเจ้าอยู่ดี!”
ระหว่างการต่อสู้ เจียงเซี่ย นั้นก็ตะโกนยั่วยุ
ออกมา! ตั้งแต่ต้นจนจบ เฟิง ซัวหยา กลับยังไม่ได้
ปริปากพูดออกมาสักคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอน
ที่ อู่ อวี้ ถูกจับตัวไป
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้เหล่าสาวกของนิกายกระบี่
สวรรค์เริ่มรู้สึกเป็นกังวลขึ้น ตอนนี้ หลาน ฮั้วหยุน
ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ถ้าเกิดว่าผู้นำนิกายของพวกเขา
ยังพ่ายแพ้อีก ก็ไม่มีใครที่จะมาหยุด เจียงเซี่ย
เอาไว้ได้ ตอนนี้แววตาของ เจียงเซี่ย เต็มไปด้วย
เจตจำนงค์แห่งการสังหารนองเลือด และเขาก็จะ
ให้พวกนิกายกระบี่สวรรค์ทั้งหมดเป็นผู้ชดใช้!
หวันเทียน หยู๋เซวียกล่าวออกมา “ทุกคนกลับไปที่
เทือกเขาครามแยกย้ายกันไป อย่าให้ เจียงเซี่ย ได้
มีโอกาสที่จะโจมตีพวกเรา” ที่เขาทำเช่นนี้ ไม่ได้
เป็นเพราะเขาไม่เชื่อในตัวของ เฟิง ซัวหยา แต่
เพราะว่านี่เป็นการปั้องกันอย่างหนึ่ง!
ฝูงชนต่างพากันแยกย้ายไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า
ยังมีบางคนยังคงยืนอยู่ในที่แห่งนี้ เมื่อ หวันเทียน
หยู๋เซวีย มองดู จึงรู้ว่าเป็นพวก ซู หยานหลี่ พวก
นางนั้นกำลังจ้องมองไปทิศทางที่ห่างไกล เป็น
ทิศทางที่ อู่ อวี้ ได้ถูกจับตัวไป
“พวกเราไม่สามารถช่วยเขาเอาไว้ได้ หวังว่าเขา
จะปลอดภัย และรอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้……”
เมื่อ หวันเทียน หยู๋เซวีย นึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ อู่
อวี้ ได้ทำมา ดวงตาของเขาอดไม่ได้ที่จะต้องแดง
ก่ำขึ้น
“ชั่วชีวิตนี้เราจะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันตลอดไป
ขอให้เทพเซียนบนสวรรค์ประทานพรให้พวกเรา
ข้าสมเพชตัวเองเหลือเกินที่ข้าเป็นถึงศิษย์พี่ของ
เขา กลับไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย ทำได้เพียง
แค่มองเขาถูกจับตัวไป! ” โม่ ซื่อซู กล่าวขึ้นด้วย
ความเศร้าโศกและขมขื่น
สำหรับ ซู หยานหลี่ และชิงหมิง เงียบราวกับว่า
วิญญาณของพวกนางหลุดลอยตาม อู่ อวี้ ไปแล้ว!
“การแยกจากกันในครั้ง อาจจะไม่ได้พบกันอีก
ตลอดไป” ซู หยานหลี่ ได้เก็บ ‘แสงตะวันส่อง
อำพัน’ และมุ่งหน้ากลับไปที่เทือกเขาคราม
จากนั้นนางก็ขอแยกตัวไปอยู่ตามลำพัง
ในเวลานี้บนสนามรบขนาดใหญ่ได้มีเสียงร้อง
คำรามที่ไม่พอใจดังขึ้น!
“เฟิง ซัวหยา เจ้า!”
คนจำนวนนับไม่ถ้วนรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่ตนเอง
เห็น เห็นเพียงแค่ศีรษะของ เจียงเซี่ย กระเด็น
ออกไป จากนั้นภายในลำแสงกระบี่สีทอง ไม่ว่าจะ
เป็นลำตัวหรือว่าศีรษะทั้งหมดถูกทำลายลง
กลายเป็นผุยผงล่องลอยไปบนอากาศ แสงพระ
อาทิตย์ส่องลงมาจนเห็นปราณกระบี่ปนขี้เถ้า
เหล่านั้นส่องประกายระยิบระยับ….
ในขณะเดียวกัน เสียงกรีดร้องของ เจียงเซี่ย พลัน
ขาดหายไป
ในทางกลับกัน เฟิงซัวหยา ยืนอยู่บนกิ่งของต้นสน
ตัวเขานั้นเกือบที่จะพลัดตกลงไปเพราะความ
เหนื่อยล้า แต่ก็ยังประคองตัวเองเอาไว้อยู่ ถึงแม้ว่า
มือที่ถือศาสตราเต๋ากระบี่ยาวของเขาจะยังคงสั่น
ไม่หยุด แต่ทว่าเขาก็ไม่ปล่อยให้กระบี่ต้องหลุดมือ
ไป
และ ศาสตราเต๋าระดับเชื่อมจิตของ เจียงเซี่ย ก็ตก
มาอยู่ในมือของ เฟิง ซัวหยา
หลังจากที่ความเงียบสงบเข้าครอบจำ จากนั้น
พวกเขาก็พลันรู้สึกตัวขึ้น บัดนี้ ประมุขของพรรค
จงหยวน เจียงเซี่ย ได้ตกตายลงจากการต่อสู้ใน
ครั้งนี้ โดยฝีมือของ เฟิง ซัวหยา!
“โอ้วววววววว!”
เหล่าสาวกของพรรคจงหยวนที่ซ่อนตัวอยู่ในที่
ห่างไกล ทันใดนั้นพวกมันก็รู้สึกสูญเสีย ร่ำไห้ และ
ตื่นตระหนก แกนหลักของพวกมันได้พ่ายแพ้ไป
แล้ว!
“พรรคจงหยวนของพวกเรา แพ้แล้ว”
ผู้อาวุโสของพวกมันทันใดนั้นก็กรีดร้องออกมา
อย่างเสียสติ และถูกสังหารโดยทั้งผู้อาวุโสสองคน
ของนิกายกระบี่สวรรค์
และผู้อาวุโสอีกคนที่เหลือที่อยู่ในสภาพปางตาย
เกือบจะตกตายภายในสนามรบแห่งนี้ แต่ในเวลานี้
เฟิง ซัวหยา ก็โบกมือขึ้น ให้สี่ผู้อาวุโสปล่อยมันไป
แล้วกล่าวไปว่า “พรรคจงหยวนได้พ่ายแพ้และ
สูญเสียกำลังหลักของพวกมันไปแล้ว พวกมันได้
กลายเป็นเพียงพรรคเล็กๆและไร้ซึ่งความน่ากลัว
อีกต่อไป ปล่อยให้มันกลับไปคอยควบคุมเหล่า
สาวกที่เหลือของมันหลีกเลี่ยงการฆ่ากันที่ไม่
จำเป็น ยุติวัฏจักรแห่งการสังหารกันเองนี้เสียเถิด”
เหลือผู้นำไว้ให้มันหนึ่งคน เพื่อที่จะให้พรรคจง
หยวนยังคงอยู่ ไม่เช่นนั้นเหล่าสาวกที่เหลือก็จะ
กลายเป็นมังกรที่ไร้หัว และอาจจะไปก่อเรื่อง
วุ่นวายได้ในภายหลัง
“ขอรับ”
สี่ผู้อาวุโสฟังคำสั่งของเขา อย่างไรก็ตามในตอนนี้
พวกเขารู้สึกโล่งใจ พวกเขานั้นเหนื่อยล้าเป็นอย่าง
มาก ใบหน้าพลันซีดขาว ซึ่งพวกเขาทั้งหมดนั้น
เป็นผู้ติดตามของ หลาน ฮั้วหยุน จึงไม่สามารถรั้ง
อยู่ในที่แห่งนี้ได้นานนัก พวกเขาต้องการรีบไปดู
อาการบาดเจ็บของ หลาน ฮั้นหยุน ให้เร็วที่สุด
ผู้อาวุโสของพรรคจงหยวนร่ำไห้ออกมาและพา
เหล่าสาวกที่เหลือรอดกลับไป พร้อมทั้งยังหวาด
ผวาต่อโศกนาฏกรรมอันร้ายแรงที่ผ่านมา
วิญญาณร้ายถูกกำจัด พวกปีศาจได้ถอยกลับไป
และพรรคจงหยวนก็ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ตอนนี้ที่
เทือกเขาครามแห่งนี้ ตรงประตูศิลาหมื่นกระบี่
เหลือเพียงแต่คนของนิกายกระบี่สวรรค์เท่านั้น
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง และ ได้รับชัยชนะมา แต่ว่า
หัวใจของทุกคนตอนนี้ยังคงตกตะลึงกับสิ่งที่เกิด
ขึ้นอยู่
หลังจากได้รับชัยชนะก็เหมือนรู้สึกเหมือนกับว่าภัย
พิบัติได้ผ่านไปและได้รับชีวิตใหม่กลับมา แต่พวก
เขานั้นไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด เป็นเพราะว่า
ในใจของพวกเขารู้สึกว่ามีบางอย่างที่สำคัญได้
หายไป นั่นก็คือ อู่ อวี้
“หยู๋เซวีย ธุระสำคัญต่างๆข้าขอฝากไว้กับเจ้า ข้า
จะออกตามหา อู่ อวี้ ” หลังจากที่ เฟิง ซัวหยา
กล่าวจบ คนเร่งขี่กระบี่บินจักรพรรดิออกไปอย่าง
ไม่คิดชีวิต มุ่งไปยังทิศทางที่ อู่ อวี้ ถูกจับตัวไป นี่
คือสิ่งเหตุผลที่ทำให้เขาต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของ
ตนเพื่อที่จะเร่งสังหาร เจียงเซี่ย
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
เฟิง ซัวหยา พุ่งทะยานไปด้วยความรวดเร็ว
“ท่านจะต้องตามหาเขาจนเจอและนำเขากลับมา
อย่างปลอดภัยอย่างแน่นอน” ทุกคนต่างก็ภาวนา
และมองไปยังทิศทางที่ เฟิง ซัวหยา จากไป ในใจ
ของทุกคนต่างก็คิดเช่นเดียวกัน
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือการเก็บกวาดสนามรบ
พวกเขาทุกคนทำการเผาศพทุกศพและล้างคราบ
เลือดที่อยู่บนสนามรบ เมื่อมองไปที่ใบหน้าของ
พวกเขาเกิดความรู้สึกแปลก ไม่อยากจะเชื่อในสิ่ง
ที่เกิดขึ้น เหล่ากองกำลังไตรภาคีที่มีความ
แข็งแกร่งกว่าพวกเขาถึงสามเท่า ไม่คาดคิดว่าตัว
ของพวกเขาจะสามารถยืนหยัดจนมาถึงตอนนี้ได้
อีกทั้งยังไม่สูญเสียมากมาย แถมยังสามารถ
เอาชนะกองกำลังไตรภาคีลงได้อีก เหล่าปีศาจเจ็ด
ทะเลแดงทั้งหมดถูกสังหารจนสิ้น เหล่าคนใหญ่คน
โตของพรรคจงหยวนต่างก็ตกตายทั้งหมดด้วย
เช่นกัน……
ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับว่าพวกเขานั้นได้
ฝันไป หลังจากที่หายนะได้ผ่านไปพ้นไปแล้วพวก
เขาก็ยังยากที่จะทำใจเชื่อได้
“กล่าวตามตรง หากไม่มี อู่ อวี้ ตอนนี้เทือกเขา
ครามเราก็คงถูกเหล่าศัตรูยึดไปแล้ว และเมื่อถึง
เวลานั้นพวกเราก็คงกลายเป็นเพียงแค่ซากศพ
และก็คงถูกพวกปีศาจมากินซากศพของเรา
เพื่อที่จะทำความสะอาดที่แห่งนี้แทน”
ขณะที่กำลังทำการกวาดล้างอยู่ ก็มีสาวกคนหนึ่ง
กล่าวขึ้นมาอย่างเศร้าสลด
“เขาเป็นเหมือนกับปาฏิหาริย์ของนิกายกระบี่
สวรรค์ เกิดมาเพื่อปกปั้องนิกายกระบี่สวรรค์ของ
พวกเราจริงๆ ตำนานนี้จะต้องถูกส่งต่อไปชั่วลูกชั่ว
หลาน ว่าเคยมีบุคคลผู้อัศจรรย์เช่นนี้ดำรงอยู่”
“อนาคตของเขาในภายภาคหน้าจะต้องเป็นบุคคล
ที่ต่อต้านสวรรค์ อย่างที่ท่านเจ้านิกายได้กล่าว
เอาไว้ เวทีที่แท้จริงของเขาเป็น ดินแดนเทพตง
เสิน ไม่ใช่สถานที่เล็กๆเช่นนี้…..”
“น่าเสียดายที่เขาถูกปีศาจจิ้งจอกพันปีจับตัวไป
เกรงว่าในชีวิตนี้ข้าคงจะไม่ได้พบกับเขาอีกแล้ว”
ประโยคสุดท้ายที่มีคนกล่าวออกมา ก็ได้ทำให้
หลายคนร่ำไห้
เพื่อที่จะปกปั้องบ้านเกิดของตน ตอนนี้พวกเขาจึง
ได้ปรากฎความแน่วแน่บนเส้นทางแห่งการฝึกตน
มากขึ้น
ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ คอยนำทางแสงสว่างให้ส่องมายัง
โลก กำจัดเหล่าปีศาจ ปกปั้องผู้อ่อนแอ ผดุงความ
ยุติธรรม!
ข้างในหัวใจเปรียบเหมือนกับกระบี่ แข็งแกร่ง และ
ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก!
。。。。。。。。
ฟูั่ว ฟูั่ว…..
เสียงลมแรงพัดผ่านหูอย่างต่อเนื่อง
อู่ อวี้ ในตอนนี้รู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก เพราะว่า
หางทั้งเก้าของ จิ่วเซียน ตอนนี้กำลังรัดพันเขาอยู่
ขนแต่ละเส้นนั้นแข็งแกร่งและเหนียวแน่นจนไม่
สามารถฟันให้ขาดได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ที่ถูกพันธนาการ
อยู่เช่นนี้ จึงหมดหนทางที่จะหนีไปโดยสมบูรณ์
หางทั้งเก้านี้ เปียมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ก่อเป็น
รูปแบบทรงกลมขึ้นมา ไม่รู้ว่า จิ่วเซียน นั้นใช้พลัง
ปีศาจแบบไหน ทำให้หางทั้งเก้าเหล่านี้กลายเป็น
กรงขัง คุมขัง อู่ อวี้ เอาไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะมี
พละกำลังมากมายกว่า จิ่วเซียน แต่ในตอนนี้เขา
ไม่สามารถจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระไปได้
เมื่อเปรียบเทียบพลังศักดิ์สิทธิ์กับนางแล้ว เขายัง
อยู่ห่างจากนางอีกหลายขั้น
อู่ อวี้ ไม่สามารถมองเห็นภายนอกได้ รู้เพียงแต่ว่า
จิ่วเซียน นั้นกลายเป็นบ้าไปแล้ว นางน่าจะกำลัง
มองหาสถานที่ที่ปลอดภัยอยู่อย่างแน่นอน
“หลังจากที่ข้าจากไปแล้ว นิกายกระบี่สวรรค์ก็ยัง
ถือว่าได้เปรียบอยู่ เจียงเซี่ย สมควรจะไม่สามารถ
ทำลายนิกายกระบี่สวรรค์ลงได้ หรือว่าอาจจะถูก
โจมตีอย่างรุนแรง ครั้งนี้พรรคจงหยวนน่าจะต้อง
พบกับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน…”
นี่เป็นสิ่งเดียวที่สามารถปลอบใจ อู่ อวี้ ได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะตกอยู่ในอันตราย แต่อย่าง
น้อยนิกายกระบี่สวรรค์ได้ผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว ภัย
อันตรายที่ถูกนำโดยกองกำลังไตรภาคีน่าจะผ่าน
พ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! ตอนนี้นิกายกระบี่
สวรรค์จะต้องได้รับชัยชนะที่แสนจะยิ่งใหญ่!
แต่ว่า……
จิ่วเซียน ยังมีชีวิตอยู่!
“นางละทิ้งเปั้าหมายในการครอบครองเทือกเขา
ครามไปแล้ว เบ้าหมายอันดับหนึ่งของนางก็คือข้า
หลังจากที่นางกลืนกินข้าไปแล้ว นางก็จะได้รับการ
วิวัฒนาการครั้งใหญ่ และจะก้าวเข้าสู้ขั้นสร้างแกน
นภาระดับที่สี่ได้สำเร็จ เมื่อถึงตอนนั้น นางเพียงคน
เดียวก็จะสามารถกวาดล้างนิกายกระบี่สวรรค์ได้
จนหมดอย่างแน่นอน”
เมื่อ อู่ อวี้ ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในใจเขาอดไม่ได้
ที่จะเกิดฟุั้งซ่านขึ้น
“อู่ อวี้ ท่านน่าจะรู้จุดประสงค์ของ จิ่วเอ๋อแล้ว ใช่
หรือไม่? จิ่วเอ๋อคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าท่านจะล่วงรู้
ความลับของจิ่วเอ๋อ ไม่เช่นนั้นท่านก็คงจะไม่
ต่อต้านข้าอย่างรุนแรงเช่นนี้” จิ่วเซียนนั้นส่งเสียง
ของนางเข้าไปในหูของ อู่ อวี้
ตอนนี้ นางนั้นกลับมาอยู่ในร่างของสาวงามและ
เอ่ยกับ อู่ อวี้ อีกครั้ง แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่สนใจนาง
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วสตรีผู้นี้ก็เป็นเหมือนกับศัตรูคู่
แค้นที่ต้องการจะกินเขาเช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน
“ใช่” อู่ อวี้ ก็ไม่ได้ปิดบัง เขานั้นรู้มาตั้งนานแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกความจริงให้ฟัง ครั้งนี้ ท่าน
หนีไม่รอดแล้ว ท่านมีความสำคัญกับข้าเป็นอย่าง
มาก ท่านถือเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่สำหรับข้า ข้า
จะไม่ปล่อยให้ท่านหลุดมือไปอีก” จิ่วเซียน ก็กล่าว
ออกมาอย่างมั่นใจ
อู่ อวี้ กล่าวตอบออกไป “ข้าเข้าใจแล้ว แต่อย่างไร
ก็ตาม หลังจากที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภาระดับ
ที่สี่แล้ว เจ้าจะไม่บุกไปที่เทือกเขาครามได้
หรือไม่?”
“ไม่ได้ ยังข้าก็จะต้องไป เพราะว่าที่แห่งนั้นจะ
กลายเป็นบ้านใหม่ให้กับเหล่าปีศาจทั้งหลายของ
ข้า” จิ่วเซียน กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ยัง
คงไว้ซึ่งความหนักแน่น
“แล้วเจ้าจะทำยังไงกับอาจารย์ของข้าและพวก
เขา” อู่ อวี้ ถามอีกครั้งด้วยเสียงเยือกเย็น
“เฟิง ซัวหยา จะต้องถูกจัดการ เพราะว่ามันได้
สร้างปัญหามากมายให้กับข้า ส่วนพวกสาวกของ
นิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อปั้องกันการกลับมาแก้แค้น
ในภายภาคหน้า ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครเหลือรอด”
“เจ้าได้ข้ามาแล้ว สามารถที่จะได้รับการ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็น่าจะเพียงพอสำหรับเจ้า
แล้ว เจ้าเห็นแก่ข้า ยกโทษให้กับพวกเขาได้ไหม?
อย่างน้อยก็อย่าได้ถอนรากถอนโคนพวกเขา……”
จิ่วเซียน บางครั้งนางก็อ่อนหวาน บางครั้งก็
โหดเหี้ยม จนถึงตอนนี้ อู่ อวี้ ก็ได้ค้นพบแล้วว่า
ความอ่อนโยนนั้นเป็นเพียงแค่การเสแสร้ง นิสัยที่
แท้จริงของนางนั้นก็คือความโหดเหี้ยม
ทุกอย่างที่เขาเห็นทั้งหมดเป็นเพียงแค่เรื่อง
หลอกลวง
เพราะว่านางนั้นเป็น ปีศาจ
ยามนี้ จิ่วเซียน จึงได้กล่าวออกมา “ สำหรับ อู่ อวี้
แล้ว ท่านเป็นแค่เม็ดยาเม็ดหนึ่งสำหรับ จิ่วเอ๋อ
เท่านั้น และท่านก็น่าจะเข้าใจในสิ่งที่ จิ่วเอ๋อ สื่อ
ไป ท่านเป็นมนุษย์ ข้าเป็นปีศาจ พวกเราล้วนมี
ความชิงชังกันมาแต่ช้านาน ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ