กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 18 : เจ็ดอรุณ เจ็ดราตรี
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ซือตู๋ หมิงหลาง เด็กหนุ่มวัย
13 ปีผู้นี้ เป็นผู้มีพรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อ!
เขาอยู่ในระดับสละร่างขั้นที่ 10 เป็นผู้มีระดับฝีมือ
สูงส่ง ที่เกือบจะเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณ แล้ว
บรรลุเข้าสู่หนทางแห่งเซียนอย่างแท้จริงแล้ว
ในเวลานี้ผู้ซึ่งเป็นดั่งต านาน ก าลังยืนอยู่ตรงหน้าของ
อู่ อวี้ ท าให้เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าเขามิได้
หวาดหวั่น ครั้นเมื่อตัวเขาอยู่ภายในอาณาจักรเย่วอู่
เขายังไม่เคยพบเห็นวรยุทธ์ หรือ ความแข็งแกร่งของ
เทพเซียนมาก่อน ซึ่งคนเดียวที่เขารู้จักก็มีความ
แข็งแกร่งอยู่ในระดับ 9 ชั้นฟ้าเท่านั้น แถมยังเป็น
ชายชราผู้มีอายุกว่า 100 ปีอีก และชีวิตของชายชรา
ผู้นี้ได้มาถึงขีดจ ากัด จนเปรียบเสมือนกับไม้ใกล้ฝั่ง
เต็มที แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเสิ่น อู๋เต้าก็กลับยังไม่เคย
ได้แสดงฝีมืออะไรออกมาให้เขาได้ดูเลยสักนิดเดียว
ถือได้ว่าซือตู๋ หมิงหลางเป็นอัจฉริยะ ในหมู่อัจฉริยะ
รุ่นเยาว์อย่างแท้จริง ประวัติของเขาสามารถน ามา
บันทึกเป็นต านานได้อย่างไม่ยากเย็น และคงจะไม่มี
ใครจินตนาการได้ถึงขีดจ ากัดในอนาคตของเขาได้
อย่างแน่นอน ซึ่งนามว่า ยอดฝีมือ เองก็ย่อมไม่
ห่างไกลจากเขาเป็นแน่แท้
แล้วในตอนนี้เขาเห็น อู่ อวี้ สังหารพี่ชายทั้งสองของ
ตนอย่างเต็มสองตา
ขณะที่อู่ อวี้จ้องมองไปยังซือตู๋ หมิงหลาง ร่างกาย
ของเขาก็รู้สึกด้านชาเย็นวาบไปทั่วทั้งสรรพางค์ ราว
กับว่าเขาก าลังถูกแช่แข็ง ยามเมื่อสาดสายตามองไป
ด้านหน้า แต่มันกลับไร้ซึ่งอุณหภูมิใด ๆ มีแค่เพียง
ความตายเท่านั้นก าลังรอคอยอยู่
” เจ้ามีนามว่าอะไร ?” ซือตู๋ หมิงหลาง ก้าวไป
ข้างหน้าอย่างช้า ๆ ทีละก้าว
มีข่าวลือว่า คนผู้นี้มีระดับสละร่างอยู่ในขั้น ช าระล้าง
วิญญาณ ซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับ 2,000 ม้าศึก มัน
สามารถต่อสู้กับกองทัพทหารม้าหลายพันคนด้วยตัว
เพียงคนเดียว ถ้าอาณาจักรมุนษย์มีบุคคลซึ่งมี
แข็งแกร่งระดับ ช าระล้างวิญญาณ อาณาจักรนั้นก็
สามารถพิชิตได้ทั้งดินแดน
” อู่ อวี้ ค าว่า 吴 (อู่) 口(โคว) อยู่ด้านบน ซึ่ง
เปรียบได้กับปาก 天 (เทียน) อยู่ด้านล่างเปรียบได้
กับสวรรค์ นามของข้าคือ กลืนสวรรค์ ! ” อู่ อวี้ ตั้ง
มั่นที่จะก้าวเดินไปในวิถีแห่งเซียน เช่นนั้นเขาจึงไม่
หวาดหวั่นกับความหนาวเย็นที่เกิดขึ้น
” ในเมื่อเจ้าสังหารพี่ชายทั้งสองของข้า ข้าก็จะให้เจ้า
ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดทรมานที่มีอยู่บนโลกนี้
จากนั้น ให้ตกตายตามลงไป” มีประกายสายฟ้า แล่น
อยู่ภายในดวงตาซือตู๋ หมิงหลาง ด้วยวัยเพียงเท่านี้
แต่จิตใจของเด็กคนนี้กลับไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
อู่ อวี้ไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด แรงกดดันมหาศาลของซือตู๋
หมิงหลางที่แผ่ออกมานั้น ท าให้เขาตระหนักได้ว่า
ไม่ใช่เวลาที่จะมาภาคภูมิใจในตัวเองอีกต่อไป
เด็กชายผู้นี้เปรียบดังภูเขาลูกใหญ่ส าหรับตัวเขา แม้
ครั้งหนึ่งเขาจะเคยถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่ง
อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ หากน ามาเปรียบเทียบกับซือตู๋
หมิงหลางแล้วล่ะก็ เขากลายเป็นกองอาจมของสุนัข
ไปภายในพริบตา
” ศิษย์พี่ทั้งหลาย ศิษย์น้องขอพามันผู้นี้ไปได้หรือไม่
? ” ซือตู๋ หมิงหลางหันกลับไปถามเหล่าศิษย์พี่ ตัวตน
อันสง่างามมีความพิเศษเป็นเอกลักษณ์ หากอู่ อวี้
คาดการณ์ไม่ผิด บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์หลัก
อย่างแท้จริง
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ เจ้านิกายคือผู้มีอ านาจ
สูงสุด รองลงมาก็คือผู้พิทักษ์สูงสุด ซึ่งสถานะสูงส่ง
เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ผู้พิทักษ์สูงสุดยังมีหน้าที่
หลายอย่างภายในนิกาย อาจกล่าวได้ว่าคนทั้งสอง
คือผู้มีอ านาจสูงสุดภายในนิกายนี้
ศิษย์เหล่านี้มีสถานะสูงส่ง เป็นรองเพียงแค่ซู
หยานหลี่เท่านั้น
มีข่าวร่ าลือออกมาว่า อาจารย์ของมันก าลังรอคอยให้
ซือตู๋ หมิงหลาง ทะลวงผ่านขั้นหลอมรวมลมปราณ
เพื่อเข้าสู่หนทางแห่งเซียนที่แท้จริง แล้วจะรับมันเข้า
เป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการ จึงเป็นเรื่องปกติที่ได้
พบเห็นว่าซือตู๋ หมิงหลาง อยู่ร่วมกับเหล่าศิษย์หลัก
” ศิษย์น้องวางใจได้ เราจะช่วยเจ้าจัดการมันผู้นี้ เจ้า
สามารถกระท าสิ่งใดกับมันได้ ตามแต่ใจเจ้า ” บุรุษผู้
หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ าเสียงแผ่วเบา เห็นได้ว่าเพียงแค่
การสังหารมันยังไม่สาแก่ใจต่อความเคียดแค้นที่ซือตู๋
หมิงหลางมีต่ออู่ อวี้ มันปรารถนาที่จะสังหาร อู่ อวี้
ด้วยวิธีของมันเอง
“ข้าขอขอบคุณในน้ าใจของพวกท่าน” หลังจากนั้น
ซือตู๋ หมิงหลางก็หันกลับไปหาอู่ อวี้
ในความเป็นจริงแล้วระดับของอู่ อวี้ ไม่ได้อยู่ใน
สายตาของซือตู๋ หมิงหลางเลยแม้แต่น้อย จากระดับ
พลัง และ ศักดิ์ฐานะของมันในปัจจุบัน ภายในนิกาย
กระบี่สวรรค์แห่งนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ควรค่าพอ
ให้สายตาของมันเหลือบแล
ในตอนนี้อู่ อวี้ก าลังเจอกับสถานการณ์อันเลวร้าย
เขาต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีระดับพลังอยู่ในสละร่าง
ขั้นที่ 10 ด้วยพลังกายอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้ ซือตู๋
หมิงหลางเสมือนดั่งเป็นพยัคฆ์หิมะ ส่วนอู่ อวี้
เปรียบดั่งกระต่ายน้อย ที่ก าลังวิ่งอยู่เบื้องหน้า และ
ไม่อาจหลบพ้นสายตาของมันไปได้
” จะท ายังไงดี? ”
อู่ อวี้ไม่รู้ว่าตนควรท าเช่นไร สิ่งที่เขารู้คือเขาได้ใช้
สิทธิ์ของความเป็นมนุษย์ในขั้นพื้นฐาน เพื่อแก้แค้น
ให้กับท่านลุงเสิ่นของเขา ส่วนในเรื่องที่ซือตู๋ หมิง
หลางนั้นจะทรมานเขาเช่นไรนั้น มันเป็นเรื่องเกิน
กว่าที่ตัวเขาจะจินตนาการได้ แต่ตราบใดที่เขายังไม่
ตาย เขาก็ยังมีโอกาส!
*ชิ้งงงง!*
เกล็ดน้ าแข็งพุ่งผ่านผิวหนังของอู่ อวี้ไปอย่างรวดเร็ว
เผยให้เห็นร่องรอยของบาดแผล และ คราบโลหิตที่
ไหลผ่านออกมาจากผิวหนัง
* ฟึ่บบบ! *
สถานการณ์ในตอนนี้ซือตู๋ หมิงหลาง ก าลังจับร่าง
ของอู่ อวี้คว่ าหน้าลงกับพื้น แล้วทันใดนั้นเองชุดคลุม
ของสตรีนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา หมอก
สวรรค์ปกคลุมอยู่ทั่วร่างของนาง อู่ อวี้ ก็ตระหนักได้
ในทันทีว่าสตรีนางนี้คือผู้ใคร
ซู หยานหลี่
สตรีผู้มีความงามประดุจดั่งอัญมณี
แล้วอู่ อวี้ก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างได้
ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ
แบบนี้ หรือว่านางตั้งใจที่จะมาช่วยเรากันแน่?
มันช่างดูน่าเหลือเชื่อจริงๆ
“ศิษย์พี่ซู หยานหลี่” เมื่อซู หยานหลี่ปรากฏ
กาย ซือตู๋ หมิงหลางก็หยุดการกระท าทุกอย่างลง
แม้เขาจะมีวัยเพียงแค่ 13 ปี หลังจากได้เห็นการตาย
ของพี่ชายทั้งสอง แต่มันก็ยังคงสงบเยือกเย็น ซึ่ง
แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันเลือดเย็นยิ่งกว่าอู่
อวี้นัก
เนื่องจากอู่ อวี้ รู้เห็นการตายของเสิ่น อู๋เต้า ทั้ง
เหตุผล และ ความยั้งคิดของเขาจึงหายไปอย่าง
สมบูรณ์
ฉะนั้นแล้วการกระท าของอู่ อวี้ จึงขาดซึ่งเหตุผล
และ ความยั้งคิด
ซึ่งมันไม่ใช่เขาเลย
“อืม”
ซู หยานหลี่พยักหน้า เมื่อครั้งยามนางปรากฏกายชุด
คลุมยาวโบกสะบัดราวกับนางก าลังร่ายร า ความ
งดงามของนางราวกับภาพวาด เป็นสุนทรียภาพหา
อื่นใดเหมือน เมื่อยามสายลมพัดผ่าน ชุดคลุมของ
นางโบกสะบัดผ่านใบหน้าของอู่ อวี้ ส่งผลให้เวลานี้
ใบหน้าของอู่อวี้ อาบชโลมไปด้วยกลิ่นหอม
“ศิษย์พี่ซู ศิษย์น้องต้องการน าตัวมันผู้นี้ไป ” ซือตู๋
หมิงหลางกล่าวออกมาอย่างชัดเจน ด้วยน้ าเสียง
อ่อนน้อมถ่อมตน
ซู หยานหลี่ตอบกลับไปว่า ” คนผู้นี้คือคนของ
เทือกเขาหลานหลี่ ไม่มีผู้ใดจะสามารถพาตัวมันไป
ไหนได้”
ซือตู๋ หมิงหลางไม่เคยคาดคิดว่า ซู หยานหลี่จะ
ออกมาปกป้องอดีตผู้รับใช้เช่นนี้ ในตอนนี้มันก าลัง
พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบเยือกเย็น
อีกครั้ง เพราะในเวลานี้โทสะของมันได้พุ่งถึงขีดสุด
“ศิษย์พี่ซู มันผู้นี้สังหารศิษย์ร่วมส านักไปแล้ว 5 คน
อีกทั้งมันยังสังหารพี่ชายทั้งสองของข้า ข้าจึงควร
ลงโทษมัน ! ท่านกล้าฝ่าฝืนกฎนิกายเช่นนั้นรึ!”
ซู หยานหลี่กล่าวออกมา ” ซือตู๋ หมิงหลางมันก็
ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเจ้ามิใช่ผู้คุมกฎ เจ้าคือผู้ที่ต้อง
กระท าตามกฎเท่านั้น แล้วเหตุใดเจ้าถึงริกล้ามาสั่ง
สอนผู้อาวุโสกว่า ”
” ท่าน ! ” ในเวลานี้หน้าอกของซือตู๋ หมิงหลาง ท่วม
ท้นไปด้วยเพลิงโทสะ เห็นได้ชัดว่าโทสะของมันก าลัง
พุ่งทะลุถึงขีดสุดจนอกของมันแทบจะระเบิด แต่ใน
ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ซู หยานหลี่ได้กล่าวออกไป
นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งสิ้น เขาไม่ใช่ผู้คุมกฎ เขาจึง
ไม่มีสิทธิ์ตัดสินชะตาของผู้ใด
” ซู หยานหลี่ ได้โปรดอย่าสร้างปัญหา โทษทัณฑ์
ตามกฎของมันก็คือตายสถานเดียว โชคยังดีที่พวก
เรายังมีชีวิตอยู่ อู่ อวี้ ได้สร้างพิบัติอันยิ่งใหญ่ ทั้งยัง
สังหารพี่ชายทั้งสองของซือตู๋ หมิงหลางอีกด้วย ท่าน
โปรดอย่าได้ออกรับหน้าแทนมันเลย การกระท าของ
มันได้อธิบายทุกอย่างชัดเจน ” เหล่าศิษย์ต่างพากัน
เดินก้าวออกมาเพื่อช่วยกล่าวออกหน้า
ส าหรับพวกมันแล้ว การเคลื่อนไหวของซู หยานหลี่
ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ
อู่ อวี้ เป็นเพียงแค่ศิษย์ชั้นปลายแถว การที่พวกมัน
จะสั่งสอนศิษย์ต่ าต้อยผู้หนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด
ในเมื่อพวกมันเป็นศิษย์หลัก ซึ่งเปรียบดั่งเส้นเลือด
ฉะนั้นศักดิ์ฐานะของพวกมันจึงสูงส่งกว่าอู่ อวี้เป็น
ร้อยเท่า หากซู หยานหลี่จะบันดาลโทสะ เหตุเพราะ
พวกมันมารุกรานอู่ อวี้ ก็คงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โง่
เขลาสิ้นดี
เนื่องจากพวกมันทุกคนคือหัวใจหลักของรุ่นต่อไป
แล้วเช่นนี้จะไปเผชิญหน้าตรงๆได้อย่างไร ?
แม้แต่อู่ อวี้เองก็รู้สึกเช่นนั้น เขาไม่อยากให้นางเอา
ตัวเข้ามาเสี่ยง แล้วต้องกลายเป็นศัตรูกับคนเหล่านี้
เป็นไปได้หรือไม่ ว่านี่เป็นเพราะการแย่งชิงอ านาจ
ระหว่างผู้น านิกายกับผู้พิทักษ์?
ซู หยานหลี่กล่าวว่า ” ข้าได้แจ้งท่านอาจารย์ให้
รับทราบแล้ว ในเร็วๆนี้ท่านจะมาสั่งสอนมันเอง”
ทันทีที่ค าพูดนั้นหลุดออกมาจากปากของนาง ก็ได้
สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกผู้คน! หลายคนอยู่ใน
นิกายมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยพบเห็นแม้แต่เงาร่าง
ของท่านเจ้านิกาย แต่ด้วยวีรกรรมของอู่ อวี้ในวันนี้
นอกจากซู หยานหลี่จะออกมาปกป้องมัน นางยัง
เชิญท่านเจ้านิกายมาสั่งสอนมันอีก!
ท่านผู้นี้คือผู้ก่อตั้งนิกายกระบี่สวรรค์เป็นคน
แรก ท่านยังเป็นผู้ที่มีพลังสูงสุดในนิกายกระบี่
สวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นต านานที่จะก้าวเข้าไปสู่ขั้นเซียน
อมตะ
“ท่านเจ้านิกาย!”
ค าว่าเจ้านิกาย ท าให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างมีอาการ
ลนลาน และ แสดงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยหวาดกลัว
แม้ว่าผู้พิทักษ์สูงสุด ก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้อ านาจของ
เจ้านิกาย เนื่องจากว่าท่านคือผู้แข็งแกร่งที่สุด และ
ถือเป็นกฏในนิกายกระบี่สวรรค์ ซึ่งในยามนี้เหล่าผู้
พิทักษ์สูงสุดก็มิได้อยู่ภายในนิกาย ถ้าเจ้านิกายเอ็นดู
อู่ อวี้ และช่วยเหลือมันก็ไม่มีใครจะสอดมือเข้ามายุ่ง
ได้…
แต่พวกมันก็ไม่จ าเป็นต้องกังวล เนื่องจากเจ้านิกาย
จะมาสั่งสอนอู่ อวี้ โดยที่พวกมันไม่ต้องกระท าสิ่งใด
แม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ ซือตู๋ หมิงหลางก็ยังแอบ
ก าหมัดของตัวเองแน่น แม้ว่าไม่มีผู้ใดจะสามารถ
มองเห็นโทสะของมันได้จากภายนอก แต่แท้จริงแล้ว
ภายในหัวใจของมันลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ และ
ความเจ็บแค้น
” ท่านเจ้านิกายจะมาสั่งสอนข้าอย่างนั้นหรอ ” อู่ อวี้
ยังจ าได้อย่างแม่นย าว่า เขาผู้นี้คือคนที่พาอู่ อวี้มา
ที่นี่ และ ได้ฝากฝังเขาไว้กับท่านลุงเสิ่นเป็นผู้ดูแล
ชายผู้ซึ่งเปลี่ยนโชคชะตาของเขา ผู้ซึ่งเข้าสู่ระดับ
สร้างแกนลมปราณนภา ผู้ซึ่งจะกลายเป็นเซียน
อมตะอย่างแท้จริง เวลานี้จิตใจของอู่ อวี้เต็มไปด้วย
ความหวาดกลัว
หลังจากที่ซู หยานหลี่มาลอบสังเกตการณ์ นางก็ไม่
เห็นว่าเจ้านิกายนั้นอยู่ที่ใด ?
ณ เวลานี้ ยอดหมิงเทียนเกิดความโกลาหลวุ่นวายยิ่ง
กว่าเก่าเสียอีก
ทันใดนั้นแสงสีทองก็ส่องประกายขึ้นบนท้องฟ้า
ฉับพลันกระบี่สีทองเล่มใหญ่ก็ปรากฏ มันก าลัง
ลอยตัวอยู่เหนือท้องฟ้า และ บินทะลุกลุ่มก้อนเมฆ
ออกมา บนกระบี่สีทองเล่มใหญ่นั้นปรากฏร่างของ
บุรุษวัยกลางคน ผมสีด าสนิท ในมือทั้งสองข้างของ
เขาถือปราณกระบี่ที่เอ่อล้นออกมาอย่างมหาศาล!
” เป็นเขา! ”
อู่ อวี้ จ าคนผู้นี้ได้เป็นอย่างนี้
” คาราวะท่านเจ้านิกาย! ”
ทันใดนั้นเหล่าศิษย์ทุกคนก็รีบคุกเข่าลงบนพื้นดิน
ทันที รวมทั้งซู หยานหลี่ และ อู่ อวี้ ในครั้งนี้เขาก้ม
หน้าแสดงความเคารพอย่างเต็มใจ นี่คือบุคคลที่ควร
ค่าแก่การเคารพเป็นอย่างยิ่ง บุคคลผู้ช่วยให้เขามี
ชีวิตรอดต่อไปได้
” ข้ารับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในวันนี้แล้ว ”
เสียงที่เปล่งออกมาของเจ้านิกาย ดังก้องสะท้อนไป
ทั้งสวรรค์ และ ปฐพี
” ท่านเจ้านิกายได้โปรดสั่งสอนอู่ อวี้ ให้หลาบจ าด้วย
มันผู้นี้ละเมิดกฎสังหารศิษย์ร่วมส านักไปถึง 5 คน!”
ซือตู๋ หมิงหลางกล่าวด้วยน้ าเสียงสงบ และ ดังฟังชัด
ทุกคนต่างให้ความเคารพบูชาแก่เจ้านิกาย ผู้ซึ่งอยู่ใน
ระดับขั้นสร้างแกนนภา ผู้นี้
เฟิงซัวหยาไม่แยแสต่ออิทธิพลที่ ซือตู๋ หมิงหลางมี
จากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นว่า ” ซือตู๋ จิน และ สหายทั้ง
4 ของมัน ได้สังหารชายชราอายุกว่าร้อยปี แสดงให้
เห็นว่าพวกมันได้สูญเสียศีลธรรมในจิตใจไปจนสิ้น มิ
ควรค่าเป็นศิษย์ในนิกายกระบี่สวรรค์ของข้า เหตุที่
ซือตู๋ คังต้องตกตายไป ก็เพราะว่ามันยื่นมือช่วยเหลือ
ผู้สูญเสียศีลธรรมประพฤติตัวไม่เหมาะสม มันจึง
สมควรที่จะตกตายตามกันไป ศิษย์นิกายกระบี่
สวรรค์ของข้า ควรก้าวเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง จง
ขัดเกลาเส้นทางผู้ฝึกตนของพวกเจ้า เพื่อให้จิตใจ
ของพวกเจ้าคงไว้ซึ่งคุณธรรม เมื่อนั้นแล้วมันจะท า
ให้กระบี่ของเจ้าเปล่งประกายยิ่งขึ้น! ”
” เจตจ านงค์แห่งกระบี่นั้น มันมีเอาไว้เพื่อฟาดฟัน
เหล่าปีศาจ แต่หากว่าพวกเจ้าน าไปฟาดฟันสังหาร
คนแก่อายุร้อยกว่าปีที่ไม่มีทางสู้ มันก็เท่ากับเป็น
ความอัปยศและความล้มเหลวของข้า! ”
ค ากล่าวนี้ เปรียบดั่งลมพายุ และ ฟ้าค าราม ซึ่งพัด
ผ่านเทือกเขาครามไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกผู้คนล้วน
ต่างได้ยินมัน!มันคือเสียงของเจ้านิกาย! มันเป็นเสียง
ที่สร้างความสั่นสะท้านไปทุกเทือกเขาคราม ไม่เพียง
แค่ภายในนิกายกระบี่สวรรค์เท่านั้น!
ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน
ด้วยค าสั่งของยอดฝีมือขั้นสร้างแกนนภา ย่อมไม่มี
ผู้ใดกล้าต่อต้าน ความจริงแล้วคงจะต้องกล่าวว่าไม่
สามารถต้านทานได้มากกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ซือตู๋ หมิงหลางคาดหวังเอาไว้
แม้แต่น้อย มันคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะออกมา
เป็นเช่นนี้ ซึ่งมันท าให้เขา และ เหล่าศิษย์ของผู้
พิทักษ์ต้องตกตะลึงไปตามๆกัน
ถ้าหากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ก็จะรู้ว่าเจ้านิกายก าลัง
สั่งสอนศิษย์ด้วยนัยอันลึกซึ้ง เป็นผู้ปราบปีศาจ แต่
กลับไม่สังหารปีศาจ น าวิชาไปใช้ข่มเหงรังแกผู้อื่น
และ ฆ่าชายชราอายุนับร้อย นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความ
ยุติธรรมอย่างนั้นรึ?
“ไม่!”
แม้ซือตู๋ หมิงหลางจะตระหนักว่า สิ่งที่มันกระท านั้น
ไร้ประโยชน์ มันไม่สามารถจัดการกับ อู่ อวี้ได้
ด้วยเหตุนี้ท าให้เสียงของมันติดอยู่ภายในล าคอ มัน
ไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกมาได้ และเมื่ออยู่ภายใต้
แรงกดดันของพลังระดับสร้างแกนนภา มันท าได้แค่
คุกเข่าก้มหน้าหมอบอยู่บนพื้น ด้วยร่างกายที่สั่น
เทาเพราะโทสะ
“อู่ อวี้ เจ้าสังหารไปถึง 5 คน แม้ว่าคนทั้ง 5 นั้นจะ
ประพฤติตนผิดพลาด แต่วิธีการของเจ้ายังถือว่า
โหดเหี้ยม ดังนั้นข้าจะลงโทษเจ้าด้วยการกักตนอยู่ใน
ที่คุมขังเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้เจ้ามีเวลาทบทวนถึง
ความผิดพลาดในครั้งนี้ เจ้าจะได้กลับตัวกลับใจเสีย
ใหม่” เสียงของเฟิงซัวหยา ดังก้องสะท้อนไปในจิตใจ
ของทุกผู้คน
นี่คือค าตัดสินสูงสุด
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าซือตู๋ หมิงหลาง มิอาจยอมรับ
ในค าตัดสินนี้ได้
ในตอนนี้มันก าลังคลุ้มคลั่งอย่างถึงที่สุด
แต่มันก็ต้องสะกดข่มเอาไว้ เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
ไว้ แม้มันจะไม่พอใจสักเพียงใด แต่ก็ไม่อาจฝ่าฝืนได้
กระทั่งศิษย์พี่ทั้งหลายที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ
เองก็ยังไม่แม้คิดที่จะต่อต้านหรือกล้าเอ่ยอันใดเลย
สักนิด
ต่อให้พี่ชายทั้งสองของมันถูกสังหารตกตายไป มันก็
ไม่อาจแสดงความไม่พอใจออกมาได้
เพราะที่นี่ เฟิงซัวหยา ถือเป็นดั่งประกาศิตนั่นเอง
ส าหรับอู่ อวี้แล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ตัวเขา
เองคาดไม่ถึงเช่นกัน
หลังจากซือตู๋ จินและเหล่าสหายของมันตกตายไป
การที่เขาได้ถูกคุมขังเป็นเวลาหนึ่งปีนั้น แม้ว่าจะเป็น
บทลงโทษ แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งเจ้านิกายกระท าก็เพื่อ
ปกป้องในตัวมัน อย่างน้อยภายใน 1 ปีนี้ซือตู๋ หมิง
หลางจะไม่สามารถสัมผัสเนื้อตัวมันได้ ซึ่งตัวเขาเอง
จะปลอดภัยอย่างแน่นอน
ผลที่ออกมานั้นเกินความคาดหมายของเขายิ่งนัก ไม่
เพียงแต่เขายังไม่ตกตายไป มันรอดพ้นมาจากความ
ตายแล้วได้รับชีวิตใหม่
เขารู้สึกซาบซึ้ง ในความมีเมตตา!
แล้วนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้ถูกช่วยชีวิตเอาไว้
ถ้าถามหาเหตุผล ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่อง
นี้ บางทีอาจเป็นเพราะการแย่งชิงอ านาจระหว่าง
ผู้น านิกาย และ ผู้พิทักษ์สูงสุด หรืออาจเป็นเพราะ
ท่านเจ้านิกายค้นพบพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึงของเขา
…
ในชีวิตนี้เขารู้ดีว่า เสิ่น อู๋เต้า ซู หยานหลี่ และ เจ้า
นิกายเฟิงซัวหยา เป็นผู้มีพระคุณของเขา บ่อยครั้ง
เมื่ออู่อวี้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังอย่างที่สุด
บุคคลเหล่านี้ก็ได้หยิบยื่นความหวังใหม่ให้กับเขา
แต่ในเวลานี้ค าขอบคุณกลับไร้ประโยชน์ หัวใจของอู่
อวี้ร าลึกถึงผู้มีพระคุณทั้งสอง ในครั้งนี้เขาพลาดไม่
อาจปกป้องเสิ่น อู๋เต้าได้ ดังนั้นเขาจะไม่ยอม
ผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง
” ท่านเจ้านิกาย บทลงโทษจากการฆ่าคนของอู่ อวี้
ท าไมถึงเบาบางเช่นนี้ ” สิ่งที่เกิดขึ้นซือตู๋ หมิงหลาง
ไม่อาจยอมรับได้ แต่มันก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้เช่นกัน
มันหมดหวังอย่างสิ้นเชิง เมื่ออยู่ภายใต้กระบี่ยักษ์
ของผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนนภา มันฝืนกลืนค าพูด ที่
พยายามจะเปล่งออกมาให้คืนกลับไป
” ซือตู๋ หมิงหลาง ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เท่านั้น ถึงจะ
สามารถบรรลุสู่ระดับสร้างแกนนภาได้ ”
ทุกค ากล่าวของเฟิงซัวหยา เปรียบกับกระบี่ที่ทิ่มแทง
ลงมาบนจิตใจของซือตู๋ หมิงหลาง
ซือตู๋ หมิงหลางเป็นผู้มีนิสัยใจคอยโสโอหัง อีกทั้งยัง
หยิ่งทะนงในพลังของตน จนกระทั่งวันนี้ มันได้รู้ว่า
แท้จริงแล้ว เจ้านิกายนั้นน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน
แค่เพียงสายตาที่จ้องมองมา ก็สามารถก าจัดคนผู้นั้น
ทิ้งไปได้แล้ว
ทุกคนปฏิบัติตนกับมันในศักดิ์ฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์
ยกเว้นเจ้านิกายท่านนี้ เขาไม่แยแสกับความโดดเด่น
ของมันแม้แต่น้อย
” หมิงหลาง ยังมีโอกาสอีกมาก ตอนนี้อาจารย์ของ
เราไม่อยู่ในนิกาย เจ้าต้องกล้ ากลืนฝืนทนความทุกข์
นี้เอาไว้ก่อน เห็นได้ชัดว่าท่านผู้น านิกาย ให้ความ
สนใจในพรสรรค์ของมัน ” เหล่าศิษย์ของผู้พิทักษ์หัน
ไปกระซิบกับซือตู๋ หมิงหลาง
” ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะอดใจรอมันอีก 1 ปี! ”
เป็นไปไม่ได้เลยที่วันนี้ มันจะไปสร้างความขัดแย้งกับ
ผู้น านิกาย แถมยังเป็นความจริงที่ว่าตอนนี้ไม่มีใคร
คอยแก้ต่างให้และหนุนหลังมันอีก หากยังดันทุรัง
ต่อไปก็ยิ่งสร้างปัญหาให้กับตัวมันเองเพิ่มขึ้นเท่านั้น
” อู่ อวี้ ข้าจะรอเจ้าออกมาในอีก 1 ปี แล้วข้าซือตู๋
หมิงหลางผู้นี้ จะมาขอค าชี้แนะจากเจ้า! ” ซือตู๋ หมิง
หลางที่คุกเข่าลงบนพื้นดินนั้น แววตาของมันก็ได้
ปรากฎประกายแห่งความเกลียดชังขึ้นมา
อู่ อวี้ ยังคงตกตะลึงกับค าตัดสินของเฟิงซัวหยา แต่
เขาก็สามารถเห็นความเกลียดชังที่ออกมาจากแววตา
ของซือตู๋ หมิงหลางได้อย่างชัดเจน
ในภายภาคหน้า เขาต้องถูกตามล่าสังหารจาก
อัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่เขา
ยังมีชีวิตซือตู๋ หมิงหลางคงจะไม่ยอมเลิกรา
เว้นเสียแต่ว่าอู่ อวี้จะแข็งแกร่งมากกว่ามัน
“หลังจาก 1 ปีผ่านไป บางทีเจ้าอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้
ของข้า” อู่ อวี้ กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
“เจ้าว่ายังไงนะ!”
พูดได้ยินค ากล่าวอันหยิ่งทะนงของอู่ อวี้ ก็ไม่อาจ
กลั้นเสียงหัวเราะของตนเองได้ แม้ในวันนี้ซือตู๋ หมิง
หลางจะตกที่นั่งล าบาก แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเอาคนทั้ง
สองมาเปรียบเทียบกัน
สิบห้าปี กับ สิบสามปี!
ที่ส าคัญแม้มันจะเป็นผู้เยาว์วัย 13 ปี แต่ระดับวร
ยุทธของมันนั้นน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง ในไม่ช้ามัน
จะเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ และเมื่อถึงเวลานั้น
มันจะกลายเป็นศิษย์หลักอย่างแท้จริง
“น่าขันยิ่งนัก” ซือตู๋ หมิงหลางไม่สนใจสิ่งที่ อู่ อวี้
กล่าวออกมาแม้แต่น้อย และถึงแม้ข่าวนี้จะ
แพร่กระจายออกไป มันก็จะกลายเป็นเรื่องตลกเรื่อง
หนึ่งที่ให้กล่าวถึงเท่านั้น
อู่ อวี้ไม่ต่อค าให้ยืดยาว เขาต้องถูกคุมขังเป็นเวลา 1
ปี และ นั่นก็คือเป้าหมายของเขา
“อู่ อวี้ มากับข้า ข้าจะพาเจ้าไปยังสถานคุมขังที่ ‘หุบ
เขาซือกั้ว’ (เขาส านึกตน) ” ท่านเจ้านิกายเอ่ยปากจะ
พาอู่ อวี้ไปห้องขุมขังด้วยตนเอง ซึ่งมันแสดงให้เห็น
เจ้านิกายโปรดปรานมันมากแค่ไหน สิ่งนี้ท าให้เหล่า
สาวกในนิกายต่างตกตะลึงไปตามๆกัน
ตั้งแต่วันนี้ไป ถึงแม้อู่ อวี้จะถูกคุมขังเป็นเวลา 1 ปี
เรื่องราวของการต่อสู้ในวันนี้ และชื่อของเขาจะ
แพร่กระจายไปทั่วทั้งนิกายกระบี่สวรรค์
* หวืด! *
เพียงพริบตา อู่ อวี้ ก็ขึ้นไปยืนอยู่บนใบดาบของ
กระบี่สีทองขนาดยักษ์ และคนที่อยู่ด้านข้างของเขา
คือ ท่านเจ้านิกายเฟิงซัวหยานั่นเอง!
…………………………………..
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ