กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 180 :
เสาโลหิตร้อยวิญญาณ และ มายาสีเงิน
ณ เทือกเขาคราม
หลังจากผ่านไปสิบกว่าวัน สนามรบภายใน
เทือกเขาก็ถูกเก็บกวาดจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ยกเว้นด้านนอกของประตูศิลาหมื่นกระบี่ เหล่า
ซากศพและคราบเลือดถูกทำความสะอาดเพียงแค่
ผ่านๆเท่านั้น
สงครามของนิกายกระบี่สวรรค์ในครั้งนี้ ทำให้
ได้รับทรัพยากรมากักตุนเป็นจำนวนมาก จากนั้น
พวกเขาก็เตรียมแจกจ่ายให้กับเหล่าสาวกที่มี
พรสวรรค์โดดเด่น
ความสงบสุขกลับมาสู่เทือกเขาคราม แสงสีทอง
ของพระอาทิตย์สาดส่องไปทุกหนแห่ง นก
กระเรียนสวรรค์บินว่อนอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ดู
แล้วเหมือนกับที่แห่งนี้เป็นสรวงสวรรค์ของเหล่า
ทวยเทพ
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้ผ่านสงครามอันแสน
รุนแรงในครั้งนี้ไปแล้ว ความสุขก็ปรากฏขึ้นบน
ใบหน้าของสาวกเหล่านี้ แต่ในสิบกว่าวันที่ผ่านมา
นี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไปอยู่บริเวณประตูศิลาหมื่น
กระบี่ และมองไปยังทิศทางที่ เฟิง ซัวหยา จากไป
พวกเขาล้วนไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา และต่างรอ
คอยกันอย่างเงียบงันด้วยความคาดหวัง
หลาน ฮั้วหยุน ก็อยู่ในที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน
เพราะว่านางได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของมายา
สีเงิน หลังจากนั้นตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา นางได้
ทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคเม็ดยา
โอสถไปเป็นจำนวนมาก จนตอนนี้ก็เริ่มค่อยๆฟืน
ตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
หลาน สุ่ยเยว่ และ หลาน หลิวหลี่ คอยปรนนิบัติ
ดูแลนางอยู่ข้างๆ หลังจากผ่านสงครามครั้งใหญ่
นิสัยของปั้าและหลานตระกูลหลานทั้งสามก็พลัน
แปรเปลี่ยนไป
“ท่านปั้า ท่านว่า เขาจะสามารถกลับมาได้ไหม….”
ดวงตาของหลาน สุ่ยเยว่กลายเป็นสีแดง สิบกว่า
วันนี้จิตใจของนางไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ตอนนี้
ใบหน้าของนางซีดขาวลง
หลาน ฮั้วหยุน ส่ายศีรษะ นางไม่อยากจะทำร้าย
จิตใจของ หลาน สุ่ยเยว่ จึงกล่าวปลอบ “เรื่องนี้
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ท่านเจ้านิกายจะต้องพาเขา
กลับมาได้อย่างแน่นอน”
หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวตอบ “นี่ก็ผ่านไปสิบกว่าวัน
แล้ว บางที จิ่วเซียน อาจจะสังหารเขาจนตกตาย
ไปแล้ว….”
หลาน หลิวหลี่ ที่อยู่ด้านข้างนางก็ถอนหายใจแล้ว
กล่าวออกมาว่า “อู่ อวี้ เป็นอัจฉริยะที่น่าอัศจรรย์
ของนิกายกระบี่สวรรค์ มีศักยภาพที่ไม่สิ้นสุด ถ้า
หากต้องมาตกตายลงแบบนี้ ก็ช่างน่าเสียดาย จาก
ที่เห็นเขาครั้งล่าสุด ก็ไม่รู้ว่าถูกพาไปอยู่สถานที่
แห่งใด ”
หลาน ฮั้วหยุน นั้นไม่ได้กล่าวอะไรมากมายนัก แต่
ก็ไม่ได้กล่าวขัดด้วยเช่นกัน
คนนับพันต่างจ้องมองไปยังทิศทางที่ห่างไกล แต่
นับวันคนยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ และมีคนมากมายที่
เริ่มพากันสิ้นหวังไปตามๆกัน
ในท้ายที่สุดก็หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยคน พวก
เขาที่อยู่ต่างก็กำลังรอคอยการกลับมาของ เฟิง
ซัวหยา พวกเขาต้องการที่จะรู้ผลลัพธ์สุดท้าย จน
ไม่กี่วันมานี้ พวก ซู หยานหลี่ ไม่กล้าที่จะเงยหน้า
มอง นางเป็นกังวลว่าถ้าหากนางมองไปแล้วนาง
จะได้รับข่าวร้ายกลับมา
เช้าวันหนึ่งในตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นสูง ดูเหมือนจะ
มีเงากระบี่ลอยอยู่บนท้องฟั้าที่ห่างไกล ไม่รู้ว่าใคร
เป็นคนตะโกนขึ้นมา ทำให้เหล่าฝูงชนหันหน้ามอง
ไปยังทิศทางนั้น และเพราะว่าทิศทางนั้นแสงพระ
อาทิตย์ที่ส่องลงมานั้นสว่างเจิดจ้าจนไม่สามารถ
เงยหน้าขึ้นสู้ท้องนภาได้
ทันใดนั้น แสงกระบี่นั้นก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าของ
พวกเขา!
นำหน้ามาโดยชายหนุ่มวัยกลางคนรูปงามผู้หนึ่ง ดู
สงบและใจเย็น เบื้องหลังของเขาเป็นชายหนุ่มผู้
หนึ่งกำลังขี่กระบี่บินจักรพรรดิผู้มีพลังวิญญาณที่
แข็งแกร่งและมีดวงตาอันแหลมคมดุจแสงอาทิตย์
ที่สาดส่องลงมา ฉับพลันสายตาของทุกคนก็ส่อง
ประกายขึ้นมาในทันที่ ทุกคนต่างรู้สึกมึนงงเป็นชั่ว
ขณะหนึ่ง ยามที่พวกเขามองเห็น อู่ อวี้ กลับมา
ทุกคนต่างพากันแข็งค้างราวกับเป็นคนโง่งม
เมื่อเห็นคนจำนวนมากกำลังรอพวกเขาอยู่ อู่ อวี้
เข้าใจแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ทำไปใน
สงครามครั้งนี้มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
มีหลายคนเริ่มหลั่งน้ำตาออกมา
มีหลายคนต่างก็ส่งเสียงร้องตะโกนดีใจ
เมื่อเขาร่อนลงมาบนพื้น ทุกคนต่างก็รีบกรูเข้ามา
หาเขา ทุกคนต่างต้องการจะแย่งกันเพื่อเข้าไปหา
อู่ อวี้
“เจ้าหนูทำได้ดีมาก!”
“กลับมาได้จริงๆ!”
ทุกคนต่างก็ดีใจราวกับว่าอยู่ในงานเทศกาล ข่าว
การกลับมาของ อู่ อวี้ ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้ง
เทือกเขาครามอย่างรวดเร็ว ยามนี้จึงกล่าวได้อย่าง
เต็มปากว่า สงครามเทพเซียน 4 ทิศ ได้จบลงอย่าง
สมบูรณ์แล้ว
“เจ้านิกาย จิ่วเซียนหล่ะ?” ในขณะที่ทุกคนต่าง
กำลังดีใจอยู่ หลาน ฮั้วหยุน ก็ได้เดินเข้ามาหา เฟิง
ซัวหยา แล้วถามขึ้น
นางยากที่จะเชื่อในเรื่องนี้ได้ จึงรู้สึกสับสนเป็น
อย่างมาก
เฟิง ซัวหยา ชี้ไปที่ อู่ อวี้ แล้วกล่าวออกมาว่า
“เป็นเขาที่สังหารนาง แน่นอนว่าเรื่องนี้ข้าเองก็
แทบไม่อยากจะเชื่อ…..แต่ว่ามันคือความจริง”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ หลาน ฮั้วหยุน นั้นแสดงอาการตก
ตะลึงมากกว่า เฟิง ซัวหยา เสียอีก หลังจากที่นาง
ได้พ่ายแพ้ให้กับ จิ่วเซียน มันทำให้ในใจของนาง
นั้นเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกเป็นเวลานานมาก
สุดท้ายนางก็กล่าวออกมา “ข้ารู้สึกว่าสถานที่แห่ง
นี้อาจจะไม่เพียงพอที่จะให้ปลาใหญ่เฉกเช่น อู่ อวี้
จะดำรงอยู่ได้ สมควรต้องไปปล่อยเขาในทะเลใหญ่
เพื่อที่จะให้เขาได้ต่อสู้กับคลื่นลมและอุปสรรค
ต่างๆ”
“เจ้าคิดเช่นนั้น?”เฟิง ซัวหยา จ้องมองทาง อู่ อวี้
ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน
“ความจริงเรื่องนี้ง่ายดายอย่างมาก เอาผลงานที่
เขาทำในสงครามครั้งนี้ แนะนำไปให้ เหล่าพรรค
นิกายเซียนต่างๆ จะต้องมีคนเห็นคุณค่าในตัวของ
เขาอย่างแน่นอน”
เฟิง ซัวหยา ตกใจแล้วถามขึ้นว่า “ความหมาย
ของเจ้าก็คือ ส่งเขาให้ไปอยู่ในนิกายเซียน?
สถานที่แห่งนั้นจะต้องทำให้จิตใจของเขาสั่นคลอน
ไปด้วยความรักและความเกลียดชัง!”
หลาน ฮั้วหยุน กล่าว “อนาคตของเขานั้นไม่มี
ขีดจำกัด ถ้าหากอัญมณีที่แสนล้ำค่านี่ ไม่ได้อยู่ใน
นิกายเซียน แล้วจะให้เขาไปอยู่ในขุมกำลังที่ด้อย
ค่าเช่นนั้นรึ?”
เฟิง ซัวหยา ครุ่นคิดเป็นเวลานาน จากนั้นก็ถอน
หายใจออกมาแล้วกล่าว “ที่เจ้าพูดก็ถูก แต่ทว่า
นิกายเหล่านั้นลึกราวกับก้นมหาสมุทร ข้าจึงเป็น
กังวลว่าเขาจะประสบพบเจอกับปัญหาที่มาจาก
ผู้คน……”
หลังจากที่เขาไปจากที่นี่ ก็จะไม่มีใครสามารถ
ปกปั้องคุ้มครองเขาได้อีก
หลาน ฮั้วหยุนกล่าวตอบ “เจ้าควรจะเข้าใจนะ
ด้วยศักยภาพของเขาเช่นนี้ จำต้องอยู่ในสถานที่
อันตรายๆถึงจะสามารถดึงพรสวรรค์ออกมาได้ถึง
ขีดสุด หากว่าเจ้าขังเขาเอาไว้เช่นไข่ในหินเยี่ยงนี้
ก็เท่ากับว่าพรสวรรค์ของเขานั้นจะเสียเปล่า”
ท้ายที่สุด เฟิง ซัวหยา ก็กล่าวออกมา “เรื่องนี้ไว้
ข้าจะคุยกับเขา ตอนนี้ให้เขาได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัย
และสงบสุข ให้เขาได้ผ่อนคลายเสียหน่อยเถอะ ”
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่า นิกายเซียนที่พวกเขากล่าวกันอยู่นั้น
เป็นสถานที่เช่นใด และไม่รู้ว่าตัวตนของพวกมัน
เป็นเช่นไร……
ในการสงครามครั้งนี้ ทำให้พรรคจงหยวนนั้นได้
มาถึงช่วงตกต่ำถึงขีดสุด ทางด้านปีศาจเจ็ดทะเล
แดงก็พลันสูญสิ้นไปหมดแล้ว ส่วนพวกปีศาจก็
เป็นเหมือนกับมังกรไร้หัวตกอยู่ในสถานการณ์ที่
ยากลำบาก นิกายกระบี่สวรรค์จึงกลายเป็นนิกาย
เดียวที่อยู่ในบริเวณหนึ่งล้านลี้ ด้วยพลังฟั้าดินที่
รุนแรงภายในเทือกเขาครามแห่งนี้ อนาคตอีกสิบปี
พวกเขาย่อมมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกสามเท่า!
เฟิง ซัวหยา ได้มอบสิ่งของทุกอย่างที่ได้มาจาก
ปีศาจเจ็ดทะเลแดงและก็ จิ่วเซียน ให้กับ อู่ อวี้
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาสมควรจะได้รับ
เหล่าเม็ดยาหลอมรวมลมปราณนับพันเม็ด อู่ อวี้
ได้แจกจ่ายพวกมันออกไป เพราะว่าเขาไม่สามารถ
จะใช้พวกมันได้หมด
นอกจากเม็ดยาหลอมรวมลมปราณแล้วยังมีโอสถ
อีกมากมายหลายชนิด เนื่องจากว่า จิ่วเซียน นั้นมี
เพลิงแกนนภา ดังนั้นนางจึงสามารถกลั่นสกัดเม็ด
ยาขึ้นมาได้ จึงทำให้มีเม็ดยาโอสถมากมาย กระทั่ง
มีเม็ดยาคืนชีวิต และยาพิษชั้นสูงอยู่มากมายคณา
นับ
นอกจากนั้นยังมีเม็ดยา ‘สร้างแกนนภา’ อีกแปด
เม็ด เม็ดยาสร้างแกนนภาเป็นเม็ดยาสีทองมีขนาด
เท่ากับหัวนิ้วโปั้งที่รวบรวมพลังฟั้าดินอันแน่นหนา
ไว้อยู่ภายใน มันถูกสร้างมาจากวิญญาณเซียนที่มี
เส้นวิญญาณจำนวนมากมาสกัดกลั่น มูลค่าของ
มันเทียบเท่าได้กับเม็ดยาหลอมรวมวิญญาณนับ
พันเม็ด อย่างไรก็ตามเม็ดยานี้สามารถใช้ได้เฉพาะ
ผู้ที่อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาเท่านั้น
อู่ อวี้ ในตอนนี้อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ การที่
จะสามารถใช้เม็ดยาสร้างแกนนภาได้ เขาจำต้อง
อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาเสียก่อน
นอกจากนี้ยังมีวิญญาณเซียนมากมายที่มีเส้น
วิญญาณ ซึ่ง อู่ อวี้ ไม่รู้จักชื่อของมันอยู่ ในภาย
ภาคหน้าหากเขาไปถึงขั้นสร้างแกนนภาได้ เขาก็
จะสามารถเรียนรู้วิธีการปรับแต่งและสกัดกลั่นยา
ยาโอสถได้
ทรัพยากรอื่นๆของ จิ่วเซียน นั้นถือว่าไม่ค่อยมี
ประโยชน์มากนัก หากเป็นของที่มีคุณค่า เช่นนั้น
นางก็คงจะใช้พวกมันไปหมดแล้ว
ภายสิ่งของทั้งหมดสิ่งที่ประโยชน์ต่อ อู่ อวี้ มาก
ที่สุด สมควรจะเป็นศาสตราเต๋าเชื่อมจิต ‘มายาสี
เงิน’
‘มายาสีเงิน’ มีอักขระเวทย์ ‘มึนงง’ ‘หลอน
ประสาท’ ‘เปลี่ยนรูปแบบ’ ‘เสริมความแข็งแกร่ง’
พวกมันต่างก็เป็นของหายาก ทำให้อักขระเวทย์
เหล่านี้เมื่อรวมเข้าด้วยกันย่อมไร้ที่ติ มันเป็นสิ่งที่มี
สติปัญญามีความนึกคิดเป็นของตนเองจึงทำให้มัน
มีความแข็งแกร่งมากกว่าอักขระเวทย์ทั่วไป มัน
เป็นศาสตราเต๋าที่หาได้ยากยิ่ง สิ่งแรกที่ อู่ อวี้ ต้อง
ทำก็คือ เรียนรู้ ‘เคล็ดลับพันธะโลหิต’ ลบพันธะ
โลหิตเดิมของ จิ่วเซียน ออกจาก มายาสีเงิน และ
เชื่อมต่อโลหิตของตัวเองเข้ากับ ‘มายาสีเงิน’
หลังจากที่ทำได้สำเร็จแล้ว เขาก็จะสามารถ
ควบคุมมายาสีเงินได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ
จากนั้นศาสตราเต๋าเชื่อมจิตจะสามารถเชื่อมต่อ
ความรู้สึกของมันเข้ากับตัวของ อู่ อวี้ ได้
“เคล็ดวิชาพันธะโลหิต เป็นเคล็ดวิชาที่สามารถทำ
สัญญากับศาสตราเต๋าเชื่อมจิต แต่ไม่สามารถที่จะ
ควบคุมศาสตราเต๋าเชื่อมจิตเป็นจำนวนมากได้ใน
เวลาเดียวกัน มิฉะนั้นมันจะทำให้เกิดการขัดแย้ง
กันระหว่างศาสตราเต๋าเชื่อมจิตได้ โดยทั่วไปแล้ว
สามารถควบคุมได้สูงสุดก็คือห้าชิ้น การควบคุม
สองหรือสามชิ้นพร้อมกันจะสามารถควบคุมพวก
มันได้คล่องที่สุด” นี่เป็นสิ่งที่ เฟิง ซัวหยา บอกกับ
อู่ อวี้
ในระดับของ อู่ อวี้ ตอนนี้ การที่จะควบคุม
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตได้สักชิ้นก็ถือว่าเป็นขีดจำกัด
ของเขาแล้ว
หลังจากที่สามารถควบคุม มายาสีเงิน ได้ ความ
แข็งแกร่งของ อู่ อวี้ ก็พุ่งสูงขึ้น ถึงจะไม่ต้องคาด
เดา แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ย่อมเกือบจะ
เท่ากับ เฟิง ซัวหยา และ หลาน ฮั้วหยุน อย่าง
แน่นอน
ในเวลาต่อมานิกายกระบี่สวรรค์ก็ได้รับการฟืนฟู
อย่างสมบูรณ์ ยิ่งนิกายมีความรุ่งเรืองมากเท่าไหร่
เหล่าสาวกทั้งหลายก็ยิ่งมีความรู้สึกซาบซึ้งและจง
รักภัคดีต่อนิกายมากเท่านั้น ตอนนี้ทั่วทั้งเทือกเขา
ครามต่างเต็มไปด้วยความสงบสุขและรื่นเริง
อู่ อวี้ ไม่ได้คิดว่าการฝึกฝนบ่มเพาะทุกวันนั้นเป็น
เรื่องที่มากเกินไป เพราะหลังจากที่เขามี
ประสบการณ์ในสงครามกับ จิ่วเซียน ทำให้เขา
รู้สึกว่าหากตนเองยังคงไร้ซึ่งพลังอยู่เช่นนี้ก็คงจะ
ไม่มีวันที่จะอยู่อย่างปลอดภัย จึงทำให้เขาจะต้อง
เพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตนเองขึ้นให้เร็วที่สุด
เท่านั้นถึงจะสามารถปลดเปลื้องความคิดนี้ได้
กวาดมองไปยังเส้นทางของการฝึกตน เส้นทางนั้น
ยังคงยาวไกลอีกมาก
หลังจากที่ศึกษา ‘มายาสีเงิน’ อย่างละเอียดแล้ว มี
วันหนึ่ง เฟิง ซัวหยา ก็ได้เรียกให้ อู่ อวี้ เข้าไปใน
หุบเขาเซียน ตอนนี้ไม่มีผู้ใดอยู่ในหุบเขาเซียน
แม้แต่คนเดียว และยามที่ อู่ อวี้ ได้มาถึง เขาก็รู้สึก
ว่าภายในกลุ่มหมอกเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะมีกลิ่น
คาวเลือดอยู่หนาแน่นจนแทบจะทำให้เขารู้สึก
สะอิดสะเอียน
“ด้านในนี้คือ?” อู่ อวี้คาดเดาว่า เฟิง ซัวหยา ได้
ใส่อะไรเข้าไปภายในนั้น
“ใช่แล้ว มันคือเสาโลหิตร้อยวิญญาณ”
ในชั่วพริบตานั้น เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสองคนก็
ปรากฎสระน้ำสีน้ำเงินขึ้นมา ฉับพลันสระน้ำสีน้ำ
เงินกลายสีเลือด บนสระน้ำที่มีความสูงราวๆหนึ่ง
ฉื่อครึ่ง มีไม้เท้าเล็กๆล่องลอยอยู่ภายใน ความ
เลือนรางนั้นสามารถมองเห็นได้ถึงเกล็ดและเส้น
เลือดที่ปูดโปน จากนั้นเกล็ดและเส้นเลือดเหล่านั้น
ก็รวมกันจนกลายเป็นใบหน้าของภูติผี ที่ทำให้คน
ที่ได้มองจะต้องรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
เมื่อได้เห็นเสาโลหิตร้อยวิญญาณนี้ ก็ทำให้เขาจำ
ได้ว่ามันเป็นอาวุธของ เทียน อี้จุน ภาพที่เหล่า
วิญญาณนับร้อยได้บุกรุกเข้ามาภายในร่างกายของ
เขามันช่างน่าสยดสยองจนทำให้กลายเป็นภาพติด
ตาที่ไม่อาจลืมเลือน เสาโลหิตร้อยวิญญาณนี้มีพลัง
อำนาจมากว่ามายาสีเงินเสียอีก
“ศาสตราเต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีตส่วนใหญ่นั้นจะไร้
มโนธรรม เป็นการดำรงอยู่ที่เลวทรามอย่างยิ่ง
ดังนั้นข้าจึงต้องการที่จะชำระล้างมันเสีย แต่ข้า
กลับพบว่าไม่สามารถที่จะทำลายความชั่วร้าย
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตได้ ดังนั้นข้าจึงนำมันมาไว้
ที่นี่” เฟิง ซัวหยา เดินวนไปรอบๆเสาโลหิต
วิญญาณนี้
หลังจากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า “และเรื่องนี้ ข้าก็ยาก
ที่จะยอมรับ แต่ว่าศาสตราเต๋าเชื่อมจิตชิ้นนี้ อย่าง
น้อยก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต ที่อยู่เหนือผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณขึ้น
ไป จึงจะสามารถทำการคัดลอกและปรับแต่งได้
และ ‘เสาโลหิตร้อยวิญญาณ’นี้ย่อมไม่ใช่ผู้ฝึกตน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตทั่วไปอย่างแน่นอน
แม้ว่าศาสตราเต๋าเชื่อมจิตนี้จะเป็นสิ่งชั่วร้ายและ
น่าขยะแขยงเพียงใด แต่ก็คงต้องบอกว่ามันเป็น
สมบัติระดับสูง”
ตอนนี้ อู่ อวี้ รู้แล้วว่าเหนือขั้นสร้างแกนนภาขึ้นไป
ก็ยังคงไม่ใช่เซียนอมตะ มันยังมีขอบเขตขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตที่แข็งแกร่งอยู่อีก กล่าวได้
ว่าพวกเขานั้นสามารถที่จะเคลื่อนย้ายภูเขาและ
สั่นคลอนท้องทะเลได้เพียงพลิกฝั่ามือ การดำรงอยู่
ของของตัวตนที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ย่อมทำให้โลก
ต้องสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน อย่างน้อยในรัศมี
หมื่นลี้รอบๆนี้ ก็ไม่มีตัวตนเช่นนี้ดำรงอยู่ ใน
ขอบเขตขั้นนั้นมีพลังศักดิ์สิทธิ์มากมายดั่ง
มหาสมุทร เกรงว่านั่นเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกับ
เทพเซียนที่แท้จริงแล้ว
ดินแดนเทพตงเสินนั้นอยู่ห่างไกลเป็นอย่างมาก
นิกายกระบี่สวรรค์นั้นถือได้ว่าอยู่ในขอบเขต
ชายแดนที่ห่างไกล จะต้องผ่านอาณาเขตปั่า
สวรรค์ ถึงจะไปถึงเหล่าพรรคนิกายเซียนที่มี
ระดับสูงเช่นนั้นได้
“เนิ่นนานก่อนหน้านี้ พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนได้ก่อตั้ง
พันธมิตรกัน และทำข้อตกลงว่า ศาสตราเต๋าของผู้
ฝึกตนนอกรีตถือเป็นของต้องห้าม การที่จะใช้มัน
ได้ต้องได้รับการอนุมัติจากเหล่านิกายพรรคต่างๆ
ก่อน แต่ทว่าเมื่อเวลาได้ผ่านไปพวกผู้ฝึกตนนอก
รีตก็ได้ย้ายไปอยู่ในทะเลตะวันออก การ
กระทบกระทั่งของทั้งสองฝั่ายก็ได้ลดน้อยลงไป
เรื่อยๆ ทำให้ผู้คนแทบจะลืมเลือนข้อตกลงนี้ไป
ตราบใดที่ไม่ได้ปรับแต่งศาสตราเต๋านี้เพิ่มเติม มัน
ก็ย่อมทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง และหากใช้มันในทางที่
ถูกต้องโดยไม่นำไปสังหารผู้คนไปพร่ำเพรื่อ ข้าจึง
คิดว่าเจ้าควรจะลองใช้ ‘เสาโลหิตร้อยวิญญาณ’นี้
เสียหน่อย เพราะข้าว่าต่อไปพลองพิชิตมารนั้น
อาจไม่สามารถจะรองรับพลังอันแข็งแกร่งของเจ้า
ได้อีกต่อไป ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ