กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 181 :
พลองปีศาจคลั่ง และ สามกระบี่สังหาร
เนื่องจากใช้กระบี่มาเป็นเวลานาน ทำให้ อู่ อวี้ หวน
คำนึงถึงวันวาน เมื่อครั้งตนเองหยิบจับพลอง
พิชิตมาร ห้ำหั่นทำลายศัตรู
เคล็ดวิชากระบี่ของเขา นับวันยิ่งทวีความแข็งแกร่ง
ขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะแนวทาง วิถี
แห่งพลองซึ่งตนเองนั้นชื่นชอบ ทำให้การฝึกฝนจึง
ต้องถึงล่าช้าออกไปบ้าง และกล่าวได้ว่า โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการโจมตีผสานแบบคู่ของ กงล้อกระบี่หยินห
ยาง มีความแข็งแกร่งอย่างมากจริง ๆ
หากเขายังคงไม่หยิบศาสตราเต๋าชิ้นนี้ใช้ เกรงว่าพอ
นานวันเข้าเขาจะค่อย ๆ หลงลืมมันไป
อู่ อวี้ คิดว่าผู้ก้าวเดินอยู่ในเส้นทางแห่งความถูกต้อง
อย่างพวกเขาจะถูกสั่งห้าม แต่ไม่คาดคิดว่า เฟิง
ซัวหยา บอกกล่าวแก่เขาด้วยตนเอง แท้จริงแล้ว
ความคิดในเรื่องนี้ของเขาได้จางหายไปแล้ว เพราะ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้สามารถสันนิษฐานได้
ว่า คงมีผู้คนจำนวนมากที่ใช้ศาสตร์ตราเต๋าเชื่อมโยง
จิต
ถ้าให้กล่าวตามสัตย์จริง อู่ อวี้ ไม่ชอบ เสาโลหิตร้อย
วิญญาณ ศาสตราเต๋าเชื่อมโยงจิตชนิดนี้ มัน
โหดเหี้ยมกระหายโลหิตมากเกินควร แต่ก็ไม่สามารถ
ปฏิเสธได้ว่ามันทรงอนุภาพอย่างน่าเหลือเชื่อ เมื่อ
เห็นเช่นนี้ก็ทำให้ อู่ อวี้ กระตือรือร้นอยากได้ศาตรา
เต๋าเชื่อมโยงจิตชิ้นนี้มากยิ่งขึ้น
” หากเป็นเช่นนี้ ถ้าได้มันมาข้าก็จะใช้มันให้ดี” อู่ อวี้
พยักหน้า
” หากไม่สนใจกระบวนการปรับแต่งของมัน อันที่จริง
มันก็เป็นเพียงแค่ศาสตราเต๋าชิ้นหนึ่งเท่านั้น ระหว่าง
อยู่ในมือของ เทียน อี้จุน กับอยู่ในมือของเจ้า ย่อม
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง” เฟิง ซัวหยา กล่าว
จากนั้น อู่ อวี้ ก็มาอยู่ตรงเบื้องหน้าของ เฟิง ซัวหยา
ยอมเสียสละหยดโลหิตบูชายัญให้แก่ ‘เสาโลหิตร้อย
วิญญาณ’ บัดนี้ ‘มายาสีเงิน’ กลายเป็นสร้อยข้อมือ
มัดพันอยู่รอบมือของเขา ‘ บัดนี้วงเวทย์ของ ‘ เสา
โลหิตร้อยวิญญาณ ‘ เริ่มเปลี่ยนแปลงขนาดของมัน
จนมีขนาดน้อยกว่าหนึ่งฉือ และ มีความกว้างน้อย
กว่านิ้วก้อย ทำให้ง่ายต่อการพกพา เมื่อใดที่ต้องการ
ใช้งาน ก็สามารถขยายใหญ่จนมีความสูงมากกว่า 10
จั้ง กลายเป็นเสาโลหิตที่มีขนาดใหญ่มาก ปลดปล่อย
กลิ่นอายวิญญาณแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟั้า ด้วยการ
หยดโลหิตในครั้งนี้ ทำให้ ‘เสาโลหิตร้อยวิญญาณ’ ที่
อยู่ในมือของ อู่ อวี้ในยามนี้สามารถสัมผัสได้ถึงพลัง
วิญญาณอันชั่วร้ายมากมายมหาศาลที่แผ่ออกมาจาก
ตัวของ อู่ อวี้ ได้อย่างชัดเจน
ในยามนี้ เสาโลหิตร้อยวิญญาณ หมุนควงอยู่ในมือ
ของเขา พลังอำนาจที่ปลดปล่อยออกมา ทรงพลัง
เสียยิ่งกว่าเมื่อครั้ง เทียน อี้จุน ควบคุมมากนัก
ดังนั้นเสาโลหิตร้อยวิญญาณจึงยอมจำนนต่อเขา
อย่างง่ายดาย เขาควบคุมมันให้ยืดขยายออกเปรียบ
ประดุจดั่งคมเขี้ยว มุ่งหน้าพุ่งทะยานออกไปยังอีก
ทางหนึ่ง
เมื่อเขาถือครองเสาโลหิตเอาไว้ ทันใดนั้นเส้นเลือด
แลเกล็ดสีดำได้แผ่ขยายมาจากเสาวิญญาณร้อย
โลหิต ในยามนี้รูปลักษณ์ของ อู่ อวี้ จึงกลายเป็น
เด่นชัดมากยิ่งขึ้น เกรงว่าหลังจากที่เขากลายร่างเป็น
เซียนวานร จะทำให้เขายิ่งใกล้เคียงกับวานรที่ดุร้าย
บ้าคลั่งมากขึ้นทุกขณะ
” เพิ่งได้รับ ‘ มายาสีเงิน ‘ กับ ‘เสาโลหิตร้อย
วิญญาณ’ เพียงไม่นาน เจ้ากลับสามารถตามข้าได้ทัน
แล้ว ” เฟิง ซัวหยา ตบไหล่ของ อู่ อวี้ เขาอดไม่ได้ที่
จะหัวเราะออกมา ภายในแววตาเต็มไปด้วยความ
ภาคภูมิใจ
เห็นได้ชัดว่าเวลานี้อาจารย์ เฟิง ซัวหยา จ้องมองเขา
เสมือนดั่งบิดา ซึ่งเปียมไปด้วยความปิติยินดีอย่างยิ่ง
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ รู้สึกมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้
เห็น นิกายกระบี่สวรรค์ เฟืองฟูเช่นนี้ มันทำให้
อารมณ์ของเขารู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก ตอนนี้ไม่ว่าเขา
จะไปที่ไหน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมองมาทางเขา
เป็นตาเดียว แววตาเปียมล้นไปด้วยความเคารพนับ
ถืออย่างยิ่ง คาดว่าเกียรติ์ของเขาในยามนี้ย่อมเหนือ
ล้ำยิ่งกว่า เฟิง ซัวหยา เสียอีก
อู่ อวี้ จำบางอย่างขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเขาก็กล่าว
ขึ้นว่า “ศิษย์ได้ถุงจักรวาลของ เทียน อี้จุน มา
ภายในนี้มีเคล็ดวิชาเต๋าเรียกว่า ‘ 72 เสาปีศาจคลั่ง
แห่งตงไห่ ‘ ข้าลองศึกษาแบบผ่าน ๆ แล้ว จัดได้ว่า
มันเป็นเคล็ดวิชาที่ล้ำเลิศเป็นอย่างมาก ถึงมันจะ
ไม่ใช่เคล็ดวิชาเต๋าที่อยู่ในระดับสร้างแกนนภาก็ตาม
แต่มันก็มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แถมยังไม่ได้เป็น
วิชาที่โหดเหี้ยม ทั้งดูเหมือนว่ามันไม่ใช่เคล็ดวิชาเต๋า
ของพวกนอกรีต ”
” ข้าเคยได้ยิน เคล็ดวิชาเต๋า นี้มาบ้าง มันไม่ใช่เคล็ด
วิชาเต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีต พวกผู้ฝึกตนนอกรีตไม่
จำเป็นต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋านอกรีตเสมอไป ว่า
กันว่ามีผู้ฝึกตนในทะเลตงไห่ ต้องต่อสู้อยู่ภายใต้ผืน
ท้องทะเลลึกอันหนักหน่วง ทั้งยังต้องใช้เวลาสร้างมัน
ขึ้นมายาวนานกว่า 10 ปี ถึงจะสัมฤทธิ์ผล หลังจาก
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้ใช้มามากมาย ในที่สุดก็มาตก
อยู่ในมือของ เทียน อี้จุน อีกทั้งมันยังใช้วิชานี้
ประสานกับ ‘เสาโลหิตร้อยวิญญาณ’ ได้ แสดงว่าเจ้า
ก็สามารถฝึกฝนบ่มเพาะมันได้เช่นกัน ”
เมื่อได้ยิน เฟิง ซัวหยา กล่าวเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกโล่งใจ
แต่เขาก็ยังคงไตร่ตรองแลพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เพราะยังไงแล้วเขาก็ไม่ปรารถนาฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋า
บ้าคลั่งกระหายเลือดเช่นนี้
ชื่อของมันคือ ‘ 72 เสาปีศาจคลั่งแห่งตงไห่ ‘ เพียง
แค่ชื่อก็บ่งบอกถึงความบ้าคลั่งกระหายเลือดของมัน
เพียงแค่นึกภาพก้นทะเลลึกอันหนาวเหน็บ การที่
จะต้องอยู่รอดให้ได้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ และ คง
ยากลำบากอย่างยิ่ง ทั้งยังต้องโบกสะบัดศาสตราเต๋า
เชื่อมโยงจิตต่อสู้ในใต้สมุทร คงมีแต่คนเสียสติเท่านั้น
ถึงได้กระทำเรื่องเสียสติเช่นนี้ได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่
เคล็ดวิชาเต๋าระดับสร้างแกนนภา ทว่าพลังของมัน
ก็ไม่ได้ด้อยกว่า เคล็ดวิชาเต๋าระดับสร้างแกนนภาแต่
ประการใด
เป็น 72 รูปแบบการโจมตี ที่หนักหน่วงและบ้าคลั่ง
หากต้องท้าทายมหาคลื่น ก็จำต้องกลายเป็นมหา
คลื่นที่ใหญ่กว่าเสียเอง
อู่ อวี้ ยังไม่สามารถฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาเต๋าระดับสร้าง
แกนนภา’ ได้
ผู้ที่จะสามารถฝึกฝน เคล็ดวิชาเต๋าสร้างแกนนภา ได้
คนผู้นั้นจะต้องมีฝีมืออยู่ในระดับขั้นสร้างแกนนภา
ก่อน ต่อให้คนผู้นั้นมีพลังศักดิ์สิทธิ์มากเกินกว่าระดับ
ขั้นสร้างแกนนภาก็ตาม ก็ยังไม่อาจฝึกฝนเคล็ดวิชา
ระดับขั้นสร้างแกนนภาได้อยู่ดี
” หากมองในฐานะผู้ฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ เจ้ายังคง
สามารถพัฒนาปรับปรุงได้อีกมาก เนื่องจากเจ้าได้
เริ่มทำการฝึกฝน แลก้าวเดินในวิถีแห่งกระบี่อีกครั้ง
เคล็ดวิชา ‘สามกระบี่สังหารประกาศิตสวรรค์’ จะ
ช่วยให้เจ้าปรับปรุงคัดเกลาวิถีแห่งกระบี่ของเจ้าได้”
เมื่อ อู่ อวี้ ตัดสินใจบ่มเพาะวิชา ’72 เสาปีศาจคลั่ง
แห่งตงไห่’ เฟิง ซัวหยา จึงส่งมอบเคล็ดวิชาเต๋าในวิถี
แห่งกระบี่เล่มใหม่ให้แก่เขา
ดูเหมือนเขาจะกังวลเล็กน้อย เพราะอยากให้ อู่ อวี้
แข็งแรงขึ้น
อู่ อวี้ มองเขา
เฟิง ซัวหยากล่าวว่า ” ชื่อนี้มีนัยยะแอบแฝงอยู่ มัน
คือเคล็ดวิชาเต๋ากระบี่ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาสังหารลับ
ของ นิกายกระบี่สวรรค์ มีเพียงตัวข้า ผู้พิทักษ์สูงสุด
กับ ผู้อาวุโสทั้ง 5 ที่สามารถฝึกฝนได้ และชื่อของ
นิกายกระบี่สวรรค์ ก็ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจาก
‘สามกระบี่สังหารประกาศิตสวรรค์’ ทั้งสิ้น เคล็ดวิชา
นี้ มีทักษะสังหารทั้งหมด 3 ขั้นด้วยกัน การสังหารที่
1 คือการสังหารเคล็ดวิชาสามัญทั่วไป การสังหารที่
2 และ การสังหารที่ 3 สำหรับเคล็ดวิชาเต๋าในระดับ
สร้างแกนนภา ปัจจุบันสถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้
ความเข้าใจในการสังหารระดับแรก ถือว่าสมบูรณ์ไม่
มีปัญหา หลังจากฝึกฝนได้สำเร็จ อำนาจทำลายล้าง
ในวิถีแห่งกระบี่ของเจ้า แน่นอนว่าย่อมไม่ด้อยไป
กว่าข้า ”
ปรากฏว่าชื่อของ นิกายกระบี่สวรรค์ เดิมทีมาจาก
เคล็ดวิชาเต๋า
เฟิง ซัวหยา ได้ประเมินค่าในตัวของ อู่ อวี้ ไว้สูงล้ำ
ถึงขนาดส่งมอบเคล็ดวิชาเต๋าสำคัญขนาดนี้ให้แก่ อู่
อวี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มันมีคุณค่า ทั้งยังมี
ประสิทธิภาพเหนือกว่า ‘เคล็ดวิชาเต๋ามหากระบี่
ทองคำ’
สำหรับ กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด ของ อู่ อวี้ เขา
สามารถฝึกฝนมันได้อย่างลึกซึ้งมากกว่านี้ อย่างไรก็
ตามก็ถือเคล็ดวิชากระบี่ที่เหมาะกับ กงล้อกระบี่ห
ยินหยาง มากที่สุด
อู่ อวี้ เก็บเคล็ดวิชา ‘ สามกระบี่สังหารประกาศิต
สวรรค์’ และ ‘ เสาโลหิตร้อยวิญญาณ ‘ เอาไว้ในทันที
” ถึงแม้ในยามนี้ ความสงบสุขกลับคืนมาอีกครั้ง แต่
ถึงกระนั้นก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย หรือ หย่อนยาน
ได้ เจ้าจำต้องเร่งรีบฝึกฝนเคล็ดวิชาทั้งสอง เร่งรีบทำ
ความคุ้นเคยกับศาสตราเต๋าเชื่อมโยงจิตทั้ง 2 ชิ้นนี้
ให้ได้ หลังจากนั้นก็จะทะลวงจุดบัญญัติก่อกำเนิด
จุดสุดท้ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ” เฟิง
ซัวหยา ร้องตะโกนบอก อู่ อวี้ ขณะเขากำลังผละตัว
จากไป
” ดูเหมือนท่านอาจารย์ จะเป็นกังวลยังไงชอบกล มี
สิ่งใดผิดปกติหรือไม่? ” สัญชาตญาณความรู้สึกของ
อู่ อวี้ ไวต่อสิ่งผิดปกติ
เฟิง ซัวหยา ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” อันที่จริงมีเรื่อง
บางอย่าง แต่เจ้าอย่าคิดมากเกินไป ข้าจะบอกเจ้าใน
ภายหลัง หลังจากเจ้าฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋าทั้งสองได้
สำเร็จลุล่วง”
” ท่านอาจารย์บอกตอนนี้เลยได้หรือไม่ ? ”
” ไม่ได้ ”
อู่ อวี้ จึงทำได้แต่เพียงยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น แต่เขาก็
ไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ตอบกลับไป ถึงแม้ว่า
ภายในใจของเขาจะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้างก็ตาม
เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่าถูกงูกัดครั้งหนึ่งหวาดกลัว
เชือกมเปียกน้ำเป็นสิบปี[1] ถึง เฟิง ซัวหยา จะไม่
บอก แต่เขาก็รู้ดีว่า การฝึกตนในวิถีแห่งเต๋านั้น ย่อม
ไม่สามารถเกียจคร้านได้แม้แต่เพียงชั่วครู่
คำกล่าวนี้เรียกได้ว่า สวรรค์ย่อมตอบแทนผู้
ขยันหมั่นเพียร
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เทือกเขาคราม กลับคืนสู่
ความสงบมาก ทุกคนต่างรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
ส่วน อู่ อวี้ กลับฝึกฝนบ่มเพาะหนักมากกว่าผู้อื่น
ในทุก ๆ วัน เฟิง ซัวหยา จะหมกมุ่นอยู่กับการ
บูรณะ ” ค่ายกลหมื่นกระบี่ ” ใหม่
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง มักจะจับกลุ่มคุยกันพูดคุย
เกี่ยวกับเรื่องสัพเพเหระอย่างไม่รู้จักจบสิ้น อยู่มาวัน
หนึ่ง โม่ ซือซู ที่กำลังดื่มกับ อู่ อวี้ ได้ไต่ถามขึ้นว่า ”
ศิษย์น้อง ข้าได้ข่าวมาว่าระดับ ฝีมือของเจ้าไม่ได้
อ่อนด้อยไปกว่าท่านอาจารย์เลย เจ้าได้วางแผน
อนาคตไว้หรือยัง ว่าจะอยู่ใน นิกายกระบี่สวรรค์ ต่อ
หรือไม่? ”
คำถามนี้สำหรับ อู่ อวี้ ถือเป็นปัญหาที่ทำให้เขาต้อง
ครุ่นคิดอย่างหนัก เนื่องจากเขายังคงเจ้าละหวั่นกับ
การฝึกฝนบ่มเพาะ ทำให้เขาไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องนี้
แต่คงต้องกล่าวว่า ความจริงแล้ว เขาเองก็มองหา
อนาคตภายภาคหน้าเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า ” ข้ายังไม่ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
เนื่องจากข้ามุ่งมันที่จะแข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังต้องฝึกฝน
เคล็ดวิชาที่ท่านอาจารย์มอบให้จนบรรลุเสร็จ
สมบูรณ์ ก่อนเป็นลำดับแรก”
คิดถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องแยกจาก ก็ปรากฏ
เป็นความโศกเศร้าบางส่วนขึ้นระหว่างพวกเขา
หวันเทียน หยู๋เซวีย ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ศิษย์น้อง
ท่ามกลางรัศมีหมื่นลี้ ดินแดนแห่งนี้ถือเป็นเพียง
สถานที่แห้งแล้งเท่านั้น แน่นอนว่าเจ้าต้องออกไป
เผชิญกับโลกภายนอก เพื่อสร้างชื่อเสียง ถ้าพี่น้อง
ของเรามีโอกาสก็จะออกไปเช่นกัน นอกจากนี้เจ้ายัง
สามารถคุ้มครองเราได้ ”
ทุกคนต่างหัวเราะ
ซู หยานหลี่ หัวเราะแล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ เจ้าสามารถ
ออกไปได้ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใด เราศิษย์พี่น้องจะ
คิดถึงเจ้าอยู่เสมอ ”
เมื่อมองเข้าไปภายในดวงตาที่อ่อนโยนของนาง ทำ
ให้หัวใจของ อู่ อวี้ ปันปั่วนสะท้านเล็กน้อย ใน
ความเป็นจริงแล้วพวกเขาทุกคนต่างอยากออกไป
เผชิญโลกภายนอก แท้จริงแล้วเขาควรออกไปงั้น
เหรอ? แล้ว ข้าจะไปที่ไหนดี ? เนื่องจากเขาไม่รู้อะไร
เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย
นอกจากการพูดคุยสนทนารวมกลุ่มเล็ก ๆ กัน อู่ อวี้
ได้นำเม็ดยาหลอมรวมลมปราณไปแจกจ่ายให้กับ
สหายบางคน ส่วนที่เหลือเขาก็ส่งมอบมันให้แก่ เฟิง
ซัวหยา เป็นผู้จัดสรรปันส่วนแจกจ่ายอย่างเหมาะสม
ทั้งยังแบ่งสมบัติจำนวนไม่น้อยให้แก่ ชิงเหมิง กับ ซู
หยานหลี่ บางส่วน ด้วยความช่วยเหลือของ อู่ อวี้
ทำให้ ชิงเหมิง ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะ
เข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณ ทั้งในเวลานี้นาง
สามารถเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋าได้
อู่ อวี้ ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการ ฝึกฝนเคล็ด
วิชาประตูสู่วิถีแห่งเต๋าทั้งสอง วิชา ‘ สามกระบี่
สังหารประกาศิตสวรรค์ ‘ สามารถฝึกฝนในเทือกเขา
ครามได้ ส่วนการฝึกฝนพลองปีศาจ เขาจำเป็นต้อง
ค้นหาแม่น้ำสายใหญ่ ดำดิ่งลึกลงไปด้านล่าง จะ
เหมาะสมในการฝึกฝนมากกว่า
ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือ ‘
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ‘ ขั้นสุดท้าย เมื่อไม่นานมานี้
ร่างกายของเขาเริ่มควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์มหาศาล
เอาไว้ไม่ค่อยได้ เขาจำเป็นต้องพยายามหลอมรวม
พลังเหล่านี้ แล้วทะลวงผ่านบัญญัติก่อกำเนิดจุด
สุดท้ายให้เร็วที่สุดให้ได้ จากนั้นความแข็งแกร่งของ
เขาก็จะก้าวกระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น เพื่อ
ไขว่คว้าแสวงหาความแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีช่องว่าง
ระหว่างระดับหลอมรวมลมปราณ กับ ระดับสร้าง
แกนนภา เกรงว่า อู่ อวี้ จะสามารถข้ามผ่านช่องว่าง
นี้ไปได้
72 เสาปีศาจคลั่งแห่งตงไห่ หากเทียบกับ เทียน อี้
จุน ย่อมเหมาะกับสภาพจิตใจของ อู่ อวี้ มากกว่า
อย่างยิ่ง ภายใต้มหาสมุทรอันลึกล้ำ อู่ อวี้ กลายร่าง
เป็นวานรทองคำ ร่ายรำเพลงพลองอย่างบ้าคลั่ง
พลิกคว่ำมหาสมุทรและกระแสธารา ภูผาสะท้าน
ปฐพีสะเทือน ประหนึ่งลืมเลือนจิตสำนึกไปชั่วขณะ
ถึงแม้วิชานี้ จะไม่ใช่เคล็ดวิชาเต๋าในระดับสร้างแกน
นภา หากใช้ประสานกับศาสตราเต๋าเชื่อมจิตแล้วก็
แน่นอนว่ามันต้องมีพลังอำนาจเหนือล้ำกว่า เคล็ด
วิชาเต๋าสร้างแกนนภา อยู่ครึ่งส่วนอย่างแน่นอน!
ท่ามกลางกระแสแห่งความคุ้มคลั่งนี้ อู่ อวี้ เปรียบ
ประดุจดั่งเทพสงครามผู้อยู่ยงคงกระพัน
72 เสาถือเป็นกระบวนท่าที่บ้าคลั่งอย่างยิ่ง แทนที่
จะบอกว่าเป็นการต่อสู้ ต้องบอกว่าเป็นการ
อาละวาดอย่างบ้าคลั่งถึงจะถูกกว่า ยิ่งบ้าคลั่งมาก
เท่าไหร่ พลังอำนาจของมันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
กระบี่กับพลอง ยิ่งก้าวเดินไปในวิถีทั้งสอง ยิ่งสัมผัส
ได้ถึงความแตกต่างในสภาวะจิตใจมากยิ่งขึ้น พลอง
นั้นดุดัน และ เที่ยงตรง กระบี่นั้นสงบนิ่ง เป็นวิถีแห่ง
ธรรมชาติ ก้าวเดินออกจากพื้นปฐพี อู่ อวี้ ต่อสู้อยู่ใน
รูปแบบวิถีทั้งสอง แต่คงต้องบอกว่า วิถีของทั้งสอง
ล้วนเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา วิถีแห่งความดุดัน
รุนแรง ทำให้เขามีพลังอำนาจในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น
แต่วิถีแห่งความสงบ ให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็น
มนุษย์ ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นความคิดของ
เขาได้
‘ สามกระบี่สังหารประกาศิตสวรรค์ ‘ ชื่อการโจมตี
สังหารแรกก็คือ ‘ กระบี่สะท้านฟั้า ‘ กระบวนท่านี้
สามารถสั่นสะเทือนฟั้าดินเมื่อผสานเข้ากับ กงล้อ
กระบี่หยินหยาง อู่ อวี้ สามารถใช้ออกกระบี่สะท้าน
ฟั้าได้ถึง 2 ครั้ง แม้กระบี่หยางจะไม่ใช่ศาสตราเต๋า
เชื่อมโยงจิต แต่เมื่อกระบี่ทั้งสองประสานรวมเป็น
หนึ่ง ความแข็งแกร่งของมันไม่ได้ด้อยไปกว่า ‘ เสา
โลหิตร้อยวิญญาณ ‘ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่า อู่ อวี้
ก้าวเดินอยู่ในวิถีทั้งสอง นั้นถูกต้องแล้ว
เวลาล่วงเลยผ่านไป
การต้องฝึกฝนวิชาทั้งสอง ในเวลาเดียวกันนั้นถือว่า
เป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องเสียเวลา
เพิ่มขึ้นอีกบางส่วน จึงทำให้การบรรลุ ‘ วัชระแก่น
แท้ธรรมสูตร ‘ สู่ระดับสมบูรณ์จึงต้องเลื่อนเวลา
ออกไป ช่วงเวลา 2 เดือนที่ล่วงเลยผ่านไป ใน
ระหว่างที่ อู่ อวี้ ค่อย ๆ ประสบความสำเร็จขึ้นทีละ
น้อย วันนี้เอง เฟิง ซัวหยา เรียกเขาเข้าไปหาที่ ‘วัง
เทพสวรรค์’ โดยแจ้งว่ามีเรื่องบางอย่างจะหารือ
พูดคุยกับเขา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ