กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 182 : เทือกเขาซูซัน
ณ วังเทพสวรรค์ ศาสตราเต๋ากระบี่มากมาย ถูก
แขวนเรียงรายอยู่บนผนังโดยรอบ เมื่อ อู่ อวี้ ก้าวเข้า
มา กระบี่ยาวเหล่านั้นก็เกิดการสั่นสะเทือน ส่งสุ
รเสียงกึกก้องไปทั่ว ประหนึ่งพวกมันกำลังต้อนรับ
การมาถึงของ อู่ อวี้
เฟิง ซัวหยา ยืนมือไพล่หลังอยู่ภายในวังสวรรค์ พื้นที่
เหยียดยาวยื่นออกไป หากยืนอยู่ตรงบริเวณนี้จะ
สามารถเห็นความงามของเทือกเขาครามครึ่งหนึ่ง
ของเทือกเขาอยู่ใต้ฝั่าที่ก้าวเดิน
อู่ อวี้ ก้าวเดินไปเบื้องหน้ายืนอยู่ข้างกาย เฟิง
ซัวหยา พร้อมกับหันไปมองเขา เฟิง ซัวหยา แสดง
ท่าทีสับสนบางส่วน ไม่หลงเหลือความเย่อหยิ่งยโส
ราวกับว่ามีบางอย่างเกาะกุมอยู่ภายในจิตใจ
” อู่ อวี้ เมื่อมองดูเทือกเขาครามนี้ เจ้าคิดว่ามัน
ยิ่งใหญ่หรือไม่?” เฟิง ซัวหยา จ้องมองเขาแล้วเอ่ย
ถาม
อู่ อวี้ มองไปข้างหน้า ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้นั่นก็
คือความประทับใจ เขาคิดว่า เทือกเขาคราม ช่างมี
ขนาดกว้างใหญ่เสียจริง ๆ ยอดเขาสลับซับซ้อน ทั้ง
ยังมีอีกหลายพื้นที่ยังคงทุรกันดารแห้งแล้งตกสำรวจ
แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้เขาสามารถใช้กระบี่บิน
จักรพรรดิได้ มันจะทำให้เขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
พลันเล็กจ้อยไปในทันตาก็ตามที แต่ถึงกระนั้นเขาก็
ยังกล่าวว่า ” ครั้งแรกที่ศิษย์ได้มาถึงที่นี่ ศิษย์รู้สึกว่า
สถานที่แห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล งดงามตระการตา
อย่างยิ่ง เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่อาจลาจากที่นี่ไปได้
อยากจะอยู่ที่นี่ไปจนชั่วตราบนิจนิรันดร์ ”
เฟิง ซัวหยา ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า ” เจ้าเป็นผู้มี
พรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม เสิ่น อู่เต้า เป็นปรมาจารย์ผู้
เร้นกายปิดบังซ่อนเร้นตัวตน การที่เจ้าได้พบเจอกับ
เขาถือเป็นโชควาสนาอย่างน่าเหลือเชื่อจนไม่อาจจะ
คาดเดาอนาคตได้”
” เหตุใดท่านอาจารย์จึงกล่าวเช่นนี้? ” อู่ อวี้ ล่วงรู้ว่า
มีบางอย่างหลบซ่อนอยู่ในคำพูด
เฟิง ซัวหยา มองไปทางเทือกเขาแล้วเอ่ยขึ้นว่า ”
ท่ามกลางรัศมีหมื่นลี้นี้ ดินแดนแห่งนี้เป็นเพียงพื้นที่
ตกสำรวจไร้ซึ่งผู้เหลียวแล ไม่เช่นนั้นข้าจะมา
ครอบครองที่นี่ได้อย่างไร ภายในทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง มีสามพันอาณาจักรเซียน ไม่ยกเว้นแม้แต่
พื้นที่ชายแดนซึ่งมีเซียนผู้พิทักษ์คอยดูแลปกปั้อง ใน
สายตาของเหล่าผู้ฝึกตนที่แท้จริง สถานที่เหล่านี้ล้วน
เป็นดินแดนแห้งแล้งทุรกันดาร ซึ่งสถานที่อัน
ห่างไกลจากที่นี่ ถือได้ว่าเป็นนิกายเซียนอย่างแท้จริง
สำหรับมนุษย์แล้ว อาจเป็นสถานที่ซึ่งไม่อาจเอื้อมไป
ตลอดชีวิต นิกายเซียนไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บน
เทือกเขาเสมอไป อาจตั้งอยู่บนพระราชวังต้องห้าม
สถานที่แปลกประหลาดพิสดาร หรืออยู่สูงเสียดฟั้า
เป็นสถานที่ที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาไม่อาจเข้าถึงได้
สำหรับพวกเขาแล้วสถานที่ดังกล่าวล้วนเป็นสรวง
สวรรค์อย่างแท้จริง การจะกล่าวว่าเป็นวิหารแห่ง
เซียนย่อมไม่มีผิด ”
” ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น? ” เดิมที อู่ อวี้ เคยคิดว่าสถานที่
แห่งนี้นั้นยอดเยี่ยมมากแล้ว อันเนื่องมาจากเขาถือ
กำเนิดเติบใหญ่มาจากโลกมนุษย์ เขาจึงเข้าใจสิ่งที่
เฟิง ซัวหยา กล่าวออกมาเป็นอย่างดี
” ภายในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง อันขนาดกว้างใหญ่
ไพศาล มีหุบเขาสมบัติเซียนที่แท้จริงอยู่ ดำรงอยู่
เหนือสรรพสิ่งห่างไกลจากโลกภายนอก อันแปด
เปือนคาวโลกีย์ เรา นิกายกระบี่สวรรค์ ถือเป็นเพียง
ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง มีพรรค
นิกายเซียนอยู่มากมาย ท่ามกลางเหล่านิกาย เราถือ
เป็นเพียงแค่นิกายเก้ากระแส(นิกายชั้นต่ำ)เท่านั้น
แม้ว่าตัวข้าจะมีสถานะเจ้าแห่งนิกายผู้อยู่ในขั้นสร้าง
แกนนภาก็ตามที แต่สำหรับทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
อันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนดาดดื่น
เท่านั้น” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ เฟิง ซัวหยา ก็ยิ้มขึ้น
อย่างอัปยศพร้อมกล่าวกับตนเองในใจว่า ” ข้าใน
สายตาของเจ้า เป็นเสมือนดั่งผู้เปียมล้นไปด้วยความ
มั่นใจ ทั้งยังหยิ่งยโสโอหัง แต่แท้จริงแล้ว ภายใน
จิตใจของข้า เฟิง ซัวหยา เป็นเพียงแค่ฝุั่นละอองเล็ก
ๆ เท่านั้น ”
หัวใจของเขาพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
แท้จริงแล้ว อู่ อวี้ รู้เรื่องนี้มาก่อนจาก จิ่วเซียน แล้ว
ตัวตนของ จิ่วเซียน ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ เปรียบได้ดั่ง
ตัวตนแห่งความหายนะที่เข่นฆ่าสังหารผู้คนมา
มากมาย แต่ว่าตัวตนจริงๆของนางกลับเป็นแค่ผู้ซึ่ง
ปรารถนาจะแก้แค้นให้กับคนที่ตนเองรัก โดยการเฝั้า
ถวิลหาพลังอย่างบ้าคลั่ง เพื่อเพิ่มพลังอันเล็กจ้อย
ของนางในการแก้แค้น
” เจ้ามีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้อง
เริ่มต้นเปิดหูเปิดตามองโลกอันกว้าง ข้าเคยบอกเจ้า
ว่าสมรภูมิของเจ้าควรจะเป็นทั้ง ทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง ”
อู่ อวี้ เอง ก็ใส่ใจใคร่รู้ เรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอก
เช่นกัน เขาจึงกล่าวว่า ” ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ ”
ทางเท้า เฟิง ซัวหยา ” หากกล่าวถึงเรื่องราว
ประสบการณ์ชีวิตของข้า ในความเป็นจริงแล้วข้าไม่
ควรมาอยู่ที่นี่ ครั้งหนึ่งข้าเคยเป็นศิษย์นิกาย
มหาอำนาจแห่งทวีปทวยเทพตงเสิ้ง นิกายนั้นทั้งมี
อำนาจแลอิทธิพลมากล้น แต่เป็นเพราะพรสวรรค์
ของข้าไม่ค่อยดีมากนัก จึงทำให้ข้าถูกขับไล่ออกมา
จากนิกายแห่งนั้น หลังจากนั้นข้าก็ถูกออกคำสั่งให้
มาประจำการอยู่ นิกายกระบี่สวรรค์ ที่นี่ และกลาย
มาเป็นหนึ่งในนิกายสาขาหลายพัน ของนิกาย
มหาอำนาจ แห่งดินแดนเทพตงเสิ้ง ”
ในความเป็นจริงแล้ว เฟิง ซัวหยา ไม่อยากเล่า
เรื่องราว ความอัปยศของตนเองสักเท่าไหร่ ใบหน้า
ของเขาเจือรอยยิ้มอ่อน ๆ เท่านั้น
” นิกายกระบี่สวรรค์ เป็นเพียงสาขารอง? ” อู่ อวี้
รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเรื่องภูมิหลัง
ดังกล่าวอย่างไม่เคยคาดฝัน ของ เฟิง ซัวหยา ผู้ซึ่งมี
ความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ไม่คาดคิดว่าท่านจะถูกนิกาย
ที่เรียกว่า มหาอำนาจแห่งดินแดนภาคกลางขับไล่
ออกมา จนต้องระเหเร่ร่อนออกมาตั้งนิกาย อยู่ที่
ดินแดนอันแห้งแล้งแห่งนี้…
แท้จริงแล้วนิกายที่ถูกเรียกว่ามหาอำนาจนั้น น่า
หวาดกลัวเพียงใดกัน ?
” ใช่ นิกายแห่งนั้น คือต้นกำเนิดแห่งวิถีกระบี่ทั้งหมด
ภายในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เปรียบเสมือนดั่ง
บรรพบุรุษแห่งผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่ นอกจากนี้ยังเป็น
ความใฝั่ฝันของผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่ทุกผู้คน เรียกได้
ว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังอันยิ่งใหญ่มากที่สุดของ ทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง หากเจ้าไม่ได้แลเห็นด้วยตาของ
ตนเอง ก็ไม่ล่วงรู้ได้ว่ามันยิ่งใหญ่มากเพียงใด การมี
อยู่ของข้าเป็นเพียงแค่เฉกเช่นฝุั่นละอองธุลี นอกจาก
ตัวเจ้าแล้ว เหล่าสาวก นิกายกระบี่สวรรค์ หรือ
แม้กระทั่ง หวันเทียน หยู๋เซวี่ย ระดับฝีมือของพวก
เขา ยังห่างไกลจากมาตรฐานที่จะเข้าเป็นสาวกใน
นิกายนั้นได้ ”
แค่คำกล่าวว่า เป็นเสมือนดั่งต้นกำเนิดแห่งผู้ฝึกตน
ในวิถีกระบี่ ก็มาพอแล้ว
” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศิษย์หลักของที่นั่นเพียงผู้
เดียวสามารถบดขยี้ทำลาย นิกายกระบี่สวรรค์ ของ
พวกเราได้ ถึงแม้จะมีข้าอยู่ด้วยก็ตามที ” ในความ
เป็นจริงแล้ว เฟิง ซัวหยา ภาคภูมิใจในระดับฝีมือ
ของตนเอง การกล่าวความจริงในเรื่องนี้ เขาเองจึงไม่
ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก
” สถานที่แห่งนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น นิกายเซียน ที่
แท้จริง ซึ่งสืบทอดมากันมาอย่างยาวนานหลายล้าน
ปี ที่นั่นสรรค์สร้างวีรบุรุษในวิถีแห่งกระบี่ จำนวน
มากมายนับไม่ถ้วน ในประวัติศาสตร์มีการกล่าวถึง
ว่ามีผู้สามารถทะยานกลายเป็นเซียนอมตะ! ที่นั่นมี
อาณาเขตกว้างใหญ่กว่า เทือกเขาคราม อย่างน้อย
นับหมื่นเท่า ที่แห่งนั้นมีเทือกเขามากมายใน ทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง ซึ่งยอดเขาที่สูงที่สุดมันมีชื่อ
เรียกว่า ‘เทือกเขาซูซัน’ การที่จะขึ้นไปบน ‘เทือกเขา
ซูซัน’ ยากเสียยิ่งกว่าการปีนปั่ายขึ้นไปบนสรวง
สวรรค์ เนื่องจากปลายยอดเขาของที่นั่นได้ทะลุหมู่
เมฆขึ้นไปสู่ท้องนภาจนมิอาจมองเห็นยอดของมันได้
” กว้างใหญ่กว่าเทือกเขาครามนับหมื่น ๆ ลี้ แค่นี้ก็
มากพอที่จะยืนยันมันกว้างใหญ่เพียงใด ด้วยขอบเขต
วิสัยทัศน์ในปัจจุบันของ อู่ อวี้ เขาสามารถ
จินตนาการได้เพียง หนึ่งร้อยเท่าจากเทือกเขาคราม
เท่านั้น ด้วยระดับในปัจจุบันเขา ถึงแม้ว่าจะพยายาม
ครุ่นคิดมากเพียงใด ก็ไม่สามารถคาดเดาออกมาได้
เมื่อ เฟิง ซัวหยา กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้ สายตาแล
น้ำเสียงของเขาเปียมล้นไปด้วยแรงปรารถนา แต่ใน
แรงปรารถนานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าโศก
เสียใจ หลบซ่อนอยู่ภายในส่วนลึก อันเนื่องมาจาก
เขาถูกขับไล่ออกมาจากนิกายนั้น
” เทือกเขาคราม มีกลิ่นอายฟั้าดินหนาแน่นถึงสาม
เท่า นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งสำหรับพวกเรา แต่กลิ่น
อายฟั้าดินที่อยู่ภายใน เทือกเขาซูซัน หนาแน่นกว่า
ที่นี่ถึงพันเท่า! กล่าวได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเปรียบได้ดั่ง
สรวงสวรรค์แห่งอันแท้จริง ซึ่งช่วยให้เหล่าอัจฉริยะผู้
เปียมล้นไปด้วยพรสวรรค์บรรลุสู่การเป็นเซียนอมตะ
ว่ากันว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี บรรพบุรุษผู้
ก่อตั้งนิกาย ได้บรรลุกลายเป็นเทพเซียนบินทะยาน
ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ กลายเป็นทวยเทพผู้อยู่เหนือทุก
สรรพสิ่ง! ”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินว่ามีกลิ่นอายฟั้าดินมากกว่าที่นี่ถึง
พันเท่า เขาก็ร้องอุทานออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
…
หากสามารถทะยานขึ้นสู่การเป็นเซียนอมตะได้จริง
สิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นความใฝั่ฝันสูงสุดของ อู่ อวี้ ซึ่ง
แม้แต่ หมิงซวง ก็มิอาจไปถึง
เขาเอ่ยถามว่า ” ท่านอาจารย์บอกข้าได้หรือไม่ ว่า
นิกายแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร? ”
เฟิง ซัวหยา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวขึ้น
อย่างจริงจังว่า ” มันมีชื่อเต็มว่า ‘ นิกายเซียนซูซันชิง
เทียนต้นกำเนิดเซียนกระบี่แห่งภัยพิบัติ ‘ ชื่อนี้ถูกสืบ
ทอดมาหลายล้านปีจวบจนปัจจุบัน ดูเหมือนว่ามัน
จะมีความหมายลึกซึ้งบางอย่าง แต่พวกเรามักจะ
เรียกว่า ‘นิกายเซียนซูซัน’ ”
” นิกายเซียนซูซัน ? ” อู่ อวี้ อึ้งตะลึงไปชั่วขณะ จิต
วิญญาณของเขาก็โจนทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน เขา
หวนคิดเกี่ยวกับศัตรูของ จิ่วเซียน ผู้มีนามว่า จาง ฝู
ถู คงไม่ได้มาจาก ‘นิกายเซียนซูซัน’ แห่งนี้หรอก
กระมัง …
ช่างบังเอิญกระไรเช่นนี้?
นิกายกระบี่สวรรค์ เป็นนิกายที่ไม่สลักสำคัญสำหรับ
ที่แห่งนี้ หากฟังจากที่ เฟิง ซัวหยา ได้กล่าวมา สาวก
หลายคนได้ถูกขับออกจาก ‘นิกายเซียนซูซัน’ บางคน
ก็ไปเข้าร่วมกับนิกายชั้นสองและชั้นสาม บางคน
อาจจะเลือกก่อตั้ง ‘นิกายเซียนซูซัน’ สาขาย่อย
ขึ้นมาในสถานที่ห่างไกล ดังนั้น ‘นิกายเซียนซูซัน’ จึง
มีสาขาย่อยอยู่หลายพันสาขา เล็กบ้างใหญ่บ้างขึ้นอยู่
กับความเจริญรุ่งเรืองของสาขานั้น ๆ อย่างเช่น
นิกายกระบี่สวรรค์ กล่าวได้ว่าเป็นนิกายขนาดที่เล็ก
ที่สุด
” ในความเป็นจริง พรรคจงหยวน ก็เทียบได้กับสาขา
ย่อยของมหาอำนาจ ‘นิกายเซียนซูซัน’ แต่ เจียงเซี่ย
ไม่ได้ถูกขับออก แต่เป็นบรรพบุรุษเป็นผู้ถูกขับไล่
จากนั้นพรรคก็ถูกส่งต่อให้แก่มัน เดิมทีพรรคหลัก
ของมันมีชื่อว่า ‘พรรคซ่างหยวน’ ส่วนสาขาย่อยถูก
เรียกว่า ‘ พรรคจงหยวน ‘ หลังจากนั้นสาขาก็เริ่ม
ขยายมากขึ้น เนื่องจาก ‘ พรรคซ่างหยวน ‘ มีสาขา
ย่อยมากมายพวกเขาจึงไม่อาจติดต่อเลยรู้จักกันได้
ทั้งหมด ฉะนั้นจึงไม่ต้องหวั่นเกรงว่าพวกมันจะส่งคน
มาตอบโต้แก้แค้น ”
แท้จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้
ในช่วงตอนท้าย เฟิง ซัวหยา ยังเล่าให้ฟังถึงกำเนิด
ภูมิหลังของ หลาน ฮั้วหยุน ว่านางเองก็เป็นสาวก
ของ ‘นิกายเซียนซูซัน’ ความสามารถรวมถึง
พรสวรรค์ของนางภายใน นิกายเซียนซูซัน ก็ไม่ค่อยดี
นัก แต่เป็นเพราะนางมีสัมพันธ์บางอย่างภายใน
นิกายเซียนซูซัน ทำให้นางสามารถรักษาอัตลักษณ์
ของตนเอาไว้ได้ จากนั้นนางก็ได้รับมอบหมายให้มา
ช่วยเหลือ เฟิง ซัวหยา แต่ก็ยังสามารถย้อนกลับไป
ในภายหลังได้
ด้วยตัวตนของ หลาน ฮั้วหยุน ทำให้ความสัมพันธ์
ใกล้ชิดสนิทสนมระหว่าง นิกายเซียนซูซัน กับ นิกาย
กระบี่สวรรค์ จึงดีกว่า พรรคจงหยวน กับ ‘พรรคซ่าง
หยวน’ มากนัก เนื่องจากว่ามีสาขาย่อยอย่าง พรรค
จงหยวน อยู่มากมาย บางพรรคอาจเป็นแม้กระทั่ง
พรรคปลอม ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกมันอยู่ใน
ระดับที่เรียกได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
นอกจากนี้ยังมีมหาอำนาจอยู่อีกมากมาย พวกเขา
ถือเป็นเหล่าพรรคนิกายยักษ์ใหญ่ ภายในทวีปแห่ง
ทวยเทพตงเสิ้ง แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีต่อ
กัน ดังนั้น เฟิง ซัวหยา จึงไม่ได้เล่ากล่าวรายละเอียด
มากนัก อย่างไรก็ตามเค้าลางของ ทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง บัดนี้เริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตาของ อู่
อวี้ แล้ว
กล่าวได้ว่า ‘ นิกายเซียนซูซัน ‘ กับ ‘พรรคซ่างหยวน’
เป็นพรรค และ นิกายมหาอำนาจชั้นนำ ซึ่งได้แพร่
ขยายอิทธิพลอยู่ภายในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งมา
นับล้านปี รองลงมาคือสิบสองขั้วอำนาจ สามร้อย
กองกำลัง ถึงแม้จะเป็นพรรคนิกายชั้นรองและชั้น
สาม แต่พวกเขาก็มีผู้ซึ่งเปียมไปด้วยพลังอำนาจอยู่
มากมาย
นิกายกระบี่สวรรค์ พรรคจงหยวน และ พรรคนิกาย
อื่น ๆ ตัวตนของผู้ฝึกตนในขั้น สร้างแกนนภา อาจ
กล่าวได้ว่าสามารถกลายเป็นเจ้านิกายหรือ
ปรมาจารย์ได้แล้ว ไม่เพียงแค่นิกายเก้ากระแส
เท่านั้น ยังมี เจ็ด หรือ แปด กระแสอีก ซึ่งคาดว่าจะ
มีจำนวนอีกกว่านับหมื่นนับพัน พรรคนิกายเหล่านี้มี
การพัฒนา และ ทำลายก่อสงครามกันอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามพรรคนิกายหลักที่แท้จริง หาได้ใส่ใจ
เรื่องนี้ไม่
“บรรดาพรรคนิกายยักษ์ใหญ่ ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจที่
แท้จริงในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ในชีวิตนี้ข้าคงมิ
อาจทำได้ อู่ อวี้ อาจารย์หวังว่าเจ้าจะได้ออกไปจาก
ที่นี่ ไปสู่สนามรบอันยิ่งใหญ่อย่าง ทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง ไม่ว่าจะด้วยความสามารถ หรือ พรสวรรค์
ของเจ้า เจ้าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน! ความ
ปรารถนาสูงสุดในชีวิตของอาจารย์ คือการให้เจ้าได้
ไปที่นั่น แม้ตัวข้าจะถูกขับออกมาก็ตามที …”
เขาคว้าแขนของ อู่ อวี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
จริงจังอย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน อู่ อวี้ ล่วงรู้ได้
ทันทีว่า นี่คือความปรารถนาสูงสุด ที่อัดแน่นมาเป็น
เวลานานอยู่ภายในจิตใจ แม้เขาจะถูกขับออก แต่
ความปรารถนาอันอาจหยิ่งทะนง ไม่อาจตัดมัน
ออกไปจากหัวใจได้ คาดการณ์ได้เลยว่าเขาไม่เต็มใจ
ที่ถูกขับไล่ออกมา ในเวลาอีกหลายปีข้างหน้าเขาจะ
ขัดเกลาฝีมือ เพื่อเฝั้ารอคอยให้ อู่ อวี้ กลับมาอีกครั้ง
…
จงสร้างชื่อให้ตัวเอง! จงสร้างชื่อเสียงให้ก้องโลก!
เพราะที่นั่นมันคือโลกที่แท้จริง!
ที่นั่นคือเส้นทางที่จะนำพา ไปสู่การเป็นเซียนอมตะ
อย่างแท้จริง เฉกเช่นดั่งการต้านทานกระแสคลื่น
นาวานับร้อย!
เมื่อ อู่ อวี้ จินตนาการถึงสนามรบอันกว้างใหญ่
เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง กลับทำให้เขารู้สึกแทบหายใจ
หายคอไม่ออก ในช่วงเวลานี้เขามีความคาดหวัง
บางอย่างที่ไม่อาจคาดฝัน เขาจินตนาการถึงช่วงเวลา
ที่ตนเอง ได้ก้าวเดินออกไปจากสถานที่ แต่เขาไม่เคย
คาดหวังมาก่อน ว่าสนามรบในหนทางข้างหน้านั้นจะ
กว้างใหญ่เพียงใด ราวกับว่า อู่ อวี้ ได้แลเห็นหมอก
ควันที่ม้วนผ่าน มีผู้ฝึกตนมากมายนับไม่ถ้วนพุ่ง
ทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า อันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด กู่ร้อง
คำรามเข่นฆ่าสังหาร สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์
หากให้กล่าวอย่างถูกต้องคงต้องบอกว่า มันคือการ
แข่งขันช่วงชิงอำนาจกับฝูงชน
เขาอดไม่ได้ที่จะไปถามเพิ่มเติมขึ้นว่า ” ท่านอาจารย์
… ท่านกำลังหมายความว่าจะให้ศิษย์ไป ‘นิกายเซียน
ซูซัน’ ? ข้าจะมีโอกาสได้อย่างไร… ”
เฟิง ซัวหยา ขัดจังหวะเขาแล้วกล่าวว่า ” หากเป็น
ก่อนหน้านี้คงไม่มีโอกาส เนื่องจาก เทือกเขาซูซัน
นั้นอยู่ห่างไกลจากเรามาก จะต้องเดินทางไปยังทิศ
ตะวันตก ซึ่งมีระยะทางนับครึ่งหนึ่งของ ทวีปแห่ง
ทวยเทพตงเสิ้ง แต่เป็นเพราะสงครามที่เกิดขึ้นก่อน
หน้านี้จึงทำให้โอกาสนั้นได้มาถึง ข้าได้ส่งสารขอ
ความช่วยเหลือไปยังนิกายเซียน ซึ่งอาจจะล่าช้าไป
นิดหน่อย ทว่าตามหมายกำหนดการแล้ว กองกำลัง
สนับสนุนจะเดินทางมาถึงภายใน 1 เดือน เพียงแค่
บอกพวกเขาให้ช่วยเหลือเจ้า ข้าเชื่อว่าพวกเขา
จะต้องสนใจในตัวของเจ้า แล้วพาเจ้ากลับไปยัง
นิกายเซียนซูซัน … ”
” กองหนุน ? เหตุใดถึงมาล่าช้าได้ขนาดนี้ ? “อู่ อวี้
ครุ่นคิดถึงระยะทางความห่างไกลของ เทือกเขาซูซัน
แล้วคนเหล่านี้จะพาเขากลับไปยัง นิกายต้นกำเนิด
แห่งวิถีกระบี่ จริง ๆ น่ะหรือ?
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ