กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 183 : กอนออกเดินทาง
นิกายเซียนซูซัน
ลองจินตนาการถึง ยอดเขาที่สูงเสียดฟั้า แหวนก
ก้อนเมฆทะลวงท้องนภา มีหิมะสีขาวปกคลุม ช่างดู
โดดเด่นเป็นสง่าอย่างมาก
เฟิง ซัวหยา กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เขา
ใฝั่ฝันจะเข้าร่วม ย้อนกลับไปสมัยที่เขายังเยาว์วัย
ตอนที่ได้ไปถึงเป็นครั้งแรก
มองไปที่ภูเขากระบี่ที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีกระบี่
นับล้านเล่มแล่นบินอยู่ทั่วทุกอณู ภายในจิตใจเกิด
ความรู้สึกชื่นชมอย่างไม่มีสิ้นสุด
ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังคงอยากจะหวนคืนกลับไปอีก
แต่ทว่า วาสนาของคนมันไม่เหมือนกัน ถ้าหากไม่
สามารถก้าวหน้าไปได้ ก็จะต้องถูกขับไล่ออกจาก
นิกาย และจะไม่สามารถกลับเข้าสู่นิกายได้อีก
สำหรับผู้ฝึกตน ร้อยปีนั้นเป็นดั่งความฝันที่พัดผ่าน
จากไปเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะผ่านไปเป็นเวลานานแล้ว แต่เมื่อลองนึก
ถึงมันดูอีกครั้ง ความยิ่งใหญ่ที่เกินจะจินตนาการ
ยอดเขาที่เหมือนกระบี่ยักษ์สูงเสียดฟั้า เหล่าสาวก
นับล้านคนที่ขี่กระบี่บินจักรพรรดิเต็มท้องฟั้า ยังคง
ชัดเจนอยู่
นามของนิกายกระบี่สวรรค์ สำหรับนิกายที่ยิ่งใหญ่
เช่นนั้นแล้ว มันก็ไม่สามารถนับเป็นอันใดได้
“อู่ อวี้ ที่พวกเราสามารถเป็นศิษย์อาจารย์กันได้
จะต้องเป็นเพราะเรามีชะตากรรมร่วมกัน แต่ว่าข้า
หวังว่าเจ้าจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ไปยังสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกตนวิถีแห่งกระบี่ ไปสร้างชื่อเสียง
ในสถานที่แห่งนั้น ถ้าหากว่าเจ้าทำได้สำเร็จก็
เหมือนกับว่าเจ้าได้เติมเต็มความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
ของข้า”
บัดนี้ เฟิง ซัวหยา เปรียบดั่งคนแก่ชราที่เต็มไปด้วย
รอยยิ้มที่ขมขื่น ในรอยยิ้มนั้นเปียมไปด้วยความหวัง
อันเลือนลาง จากนั้นเขาก็ได้มอบคำพูดและคำสอน
ต่างๆให้แก่ อู่ อวี้
อู่ อวี้ สามารถเห็นได้ว่า สถานที่แห่งนี้จะต้องเป็น
สถานที่ที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำมากที่สุดในชีวิตของ
เฟิง ซัวหยา อย่างแน่นอน แต่ตัวของเขาไม่สามารถ
กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นได้ ซึ่งเมื่อโอกาสเช่นนี้
ปรากฏขึ้น เขาก็ย่อมมอบโอกาสนี้ให้กับ อู่ อวี้ โดย
ไม่ลังเล
“สถานที่แห่งนั้น…..”
อู่ อวี้ ลองจินตนาการถึงมันดู ทำให้ในหัวใจเขาเกิด
ไฟลุกโชน ความภาคภูมิใจในกายเนื้อของเขา ทำให้
เขามั่นใจว่า เขาจะสามารถก้าวไปเป็นที่หนึ่งในสนาม
รบที่ใหญ่กว่า ในดินแดนเทพตงเสิน!
“ถ้าหากว่ายังคงอยู่ในที่แห่งนี้ ข้าคงไม่สามารถจะ
กลายเป็นเซียนอมตะได้ ชีวิตของข้าก็คนจะเป็นเพียง
แค่กบอยู่ในก้นบ่อ มีเพียงแต่ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ของผู้ฝึกตนวิถีกระบี่แห่งนี้ ไปยังนิกายเซียนซูซัน
เพื่อที่จะได้ไปพบไปเรียนรู้วิธีการบ่มเพาะของผู้ฝึก
ตนเหล่านั้น ข้าจึงจะสามารถกลายเป็นเซียนอมตะได้
…….”
อู่ อวี้ สูดลมหายใจลึกๆ บัดนี้เขาได้มีเปั้าหมายใหม่ที่
แข็งแกร่งเกิดขึ้นภายในใจของเขา อาจจะทำเพื่อตัว
เขาเอง หรืออาจจะเพื่อทำความฝันของ เฟิง ซัวหยา
แต่อย่างไรเขาก็ได้กำหนดทิศทางที่เขาจะก้าวเดิน
ต่อไปในอนาคตได้ชัดเจนแล้ว
ในที่สุดเขาก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับ เฟิง ซัวหยา
“ถ้าหากว่าข้าได้ไปยังสถานที่แห่งนั้น การที่จะ
กลับมาพบท่าน พบพี่สาวของข้า มันจะไม่ง่ายอย่าง
นั้นหน่ะสิ ” อู่ อวี้ มองไปยังทิศทางที่ห่างไกล และ
ครุ่นคิด
เฟิง ซัวหยา พยักหน้าแล้วเอ่ยออกมา “บุรุษที่ดี
จะต้องมีความทะเยอทะยานอันแรงกล้า การที่จะได้
กลับหรือไม่กลับ ได้พบหรือไม่ได้พบมันไม่สำคัญ สิ่ง
ที่สำคัญก็คือเจ้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ทำตามความฝัน
ของเจ้า พวกข้าทุกคนจะคอยสนับสนุนเจ้าจากที่แห่ง
นี้”
นี่เป็นเหตุผลที่บอกเขา
อู่ อวี้ คิดถึงอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ เขาจึงกล่าว
ออกมาว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอกลับไปยังอาณาจักร
บูรพาเยว่อู่เสียก่อน เพราะว่าพี่สาวของข้าไม่มี
ความสามารถในการฝึกตน ข้าเกรงว่าครั้งต่อไปที่ข้า
กลับมา นางก็จะจากไปเสียก่อน”
ผู้ฝึกตนจะมีอายุที่ยาวนาน เมื่อฝึกจนถึงขั้นสร้าง
แกนนภาจะมีอายุยืนยาวถึงสามร้อยปี แต่ทว่า อู่ หยู๋
นั้นไม่ได้มีชีวิตที่ยืนยาวเช่นนั้น
“ไปเถอะ ถ้าหากว่ามีข่าวคราวอันใด ข้าจะรีบบอก
ให้เจ้ากลับมา”
เมื่อกลายเป็นคนของนิกายเซียนซูซัน ชะตากรรม
ของอู่ อวี้ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ดู
เหมือนว่าเขาจะค่อยๆก้าวเข้าใกล้กับการเป็นเซียน
อมตะทีละน้อย ในทุกๆก้าว หัวใจของเขาพลันเดือด
พล่านขึ้นมาในบัดดล
อู่ อวี้ ได้ขี่กระบี่บินจักรพรรดิ จึงทำให้ใช้เวลาเพียง
ไม่นานก็มาถึงอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ตัวเขาหลังจากที่
จากไปครั้งนั้น ก็ยังไม่มีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมอีกเลย
เขาล่องลอยอยู่บนอากาศเหนืออาณาจักรบูรพาเยว่อู่
แล้วมองลงมา ยามนี้อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ในตอนนี้มี
ความเจริญก้าวหน้าและมั่งคั่งเป็นอย่างมาก ผู้คน
ต่างก็มีความสุข เพราะสถานที่แห่งนี้มี อู่ หยู๋ คอย
ดูแลบ้านเมือง
หลังจากเดินทางมาถึงพระราชวังแล้ว อู่ อวี้ ก็พบว่า
ที่แห่งนี้มีผู้ฝึกตนบางส่วนกำลังซ่อนตัวอยู่ แน่นอน
ว่าพวกเขาคือศิษย์หลักของนิกายกระบี่สวรรค์นั่นเอง
หลังจากที่ได้เห็น อู่ อวี้ แล้ว ภายในดวงตาของพวก
เขาก็มีประกายแสงของความเคารพเทิดทูนปรากฏ
อยู่
ในหมู่พวกเขาบางคนกระทั่งมีพื้นฐานดีกว่า อู่ อวี้
พวกเขาแต่ละคนอยู่ถึงระดับขั้นหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ห้าขึ้นไป หลังจากที่สงครามจบลง เฟิง ซัวหยา
ก็ส่งเหล่าสาวกบางคนมาคอยปกปั้อง อู่ หยู๋ เรื่องนี้
เองแม้แต่ อู่ อวี้ ก็ยังไม่รู้
เมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นี่ อู่ อวี้ ก็รู้สึกวางใจมากยิ่งขึ้น
ตอนนี้เป็นเวลาเช้ามืด อู่ หยู่ ยังคงพักผ่อนอยู่ในห้อง
บรรทม อู่ อวี้ จึงเข้าไปพบนางที่ห้องบรรทม ยาม
เมื่อ อู่ หยู๋ เห็นเขา นางนั้นดูไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าที่ควร
นัก เพียงแค่ยิ้มขึ้น และสั่งให้หญิงรับใช้ออกไปก่อน
จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า “กลับมาแล้ว
หรือ”
จากนั้นนางก็นั่งลงไปอยู่เบื้องหน้ากระจก บนผมของ
นางในตอนนี้ไม่ได้สวมเครื่องประดับอยู่
ไม่ได้เจอกันนานแล้ว การที่จะต้องเป็นคนคอยดูแล
บ้านเมือง ทำให้รอยยิ้มของนางนั้นปรากฏความ
เหนื่อยล้าอยู่ด้วย
อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหลังของนางและยื่นมือออกไปบีบ
นวดไหล่ให้นาง เขาส่งผ่านพลังศักดิ์สิทธิ์ผ่านปลาย
นิ้วที่กำลังบีบนวดให้กับ อู่ หยู๋ ในพริบตาก็ทำให้ อู่
หยู๋ มีสีหน้าและดวงตาที่สดใสขึ้น
“ครั้งนี้ข้าจะต้องเดินทางอีกครั้ง ก่อนจะไปข้าจะ
มอบบางสิ่งให้กับท่าน ของสิ่งนี้มันได้บรรจุพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ของข้าเอาไว้อยู่ ใช้มันบ่มเพาะพลัง อย่าง
น้อยก็สามารถยืดอายุไขของท่านไปได้อีกร้อยปีก็ไม่
เป็นปัญหา” อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหลังกระจก ก็ยิ้มขึ้น
แล้วเอ่ยออกมา
“ทำไมจะต้องมีชีวิตที่ยืนยาวเช่นนั้น สตรีเมื่อแก่ตัว
ไปก็กลายเป็นเพียงแค่คนแก่ที่หมดซึ่งความงามไป
แล้ว” อู่ หยู๋ ก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวขึ้น
“ ท่านพี่ ข้าสามารถทำให้ท่านนั้นคงความงดงามไป
ได้ตลอดกาล” อู่ อวี้ ก็ส่งพลังศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเข้าไปอีก
เล็กน้อย นี่เป็นความฝันของเขา จุดมุ่งหมายของเขา
ก็คือการที่กลายเป็นเซียนอมตะได้สำเร็จ สามารถ
กล่าวได้ว่าเซียนอมตะสามารถควมคุมความเป็นและ
ความตายได้ ในตอนนี้ อู่ อวี้ ยังไม่สามารถทำให้ใคร
มีชีวิตคงอยู่ชั่วนิรันดร์ได้
รากฐานวิญญาณเซียนหรือว่าเม็ดยาบางอย่างอาจจะ
ทำเช่นนี้ได้ แต่ทว่า อู่ หยู่ นั้นเป็นเพียงแค่คน
ธรรมดา ไม่สามารถรองรับพลังเช่นนี้ได้ มันมีช่องว่าง
ขนาดใหญ่ระหว่างคนธรรมดากับผู้ฝึกตน จึงเป็น
ไม่ได้ที่จะสามารถทนรับสรรพคุณของเม็ดยาหรือว่า
พลังที่เอ่อล้นนี้ได้
“ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้าหรอก เพียงแค่เจ้าสามารถ
ทะยานไปได้ไกล มันก็ทำให้ข้าพึงพอใจแล้ว” อู่ หยู๋
จ้องมองเขาผ่านกระจก แววตาของนางเต็มไปด้วย
ความภาคภูมิใจ
อู่ อวี้ เงียบเป็นเวลานานแล้วเขาก็เอ่ยขึ้น “เรื่องราว
ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับนิกายกระบี่สวรรค์ได้ถูกจัดการ
เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าข้าอาจจะต้องเดินทางไปในที่
ห่างไกล ไปยังนิกายที่ยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกตน เข้าสู่สนาม
รบของเหล่าเซียนที่แท้จริง การเดินทางในครั้งนี้ ไม่รู้
ว่าจะกลับมาเมื่อใด……”
บนเส้นทางของการฝึกตนนั้น มันทำให้ อู่ อวี้ ต้อง
รู้สึกผิดหวัง บนเส้นทางเหล่านี้จะต้องเกิดการขัดแย้ง
ฆ่าฟัน เป็นโหดร้ายที่มิอาจจินตนาการได้
“ในชั่วชีวิตของข้า เจ้าอาจจะไม่ได้กลับมา?” อู่ หยู๋
เงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในดวงตาของ อู่ อวี้
อู่ อวี้ ส่ายหน้าของเขาแล้วกล่าว “ข้าก็ไม่แน่ใจ…..”
“ทำไมมันถึงห่างไกลเช่นนี้…..”
“ดินแดนตะวันตกนี้ เมื่อนึกดูแล้วมันก็ช่างกว้างใหญ่
ไพศาล”
ในที่แห่งนี้พลันตกอยู่ในความเงียบงันในทันที
ผ่านไปสักครู่ อู่ หยู๋ ก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “อู่ อวี้ ถึงมัน
จะไกล แต่มันเป็นสถานที่ที่เจ้าควรจะอยู่ เกรงว่าข้า
ไม่อาจจะพบเจ้าได้อีก แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าและข้า
ต่างก็รู้ พวกเราทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และจะเป็นพี่
น้องกันไปตลอดกาล”
“ไม่ว่าจะเป็นยามกลางวันหรือกลางคืน เจ้าจงจำ
เอาไว้ว่า ยังไงข้าก็คิดถึงเจ้าเสมอ”
“ท่านพี่………………..” อู่ อวี้ ยังคงไม่หยุดความ
พยายามของเขา อย่างไรก็ตามการที่จะเข้านิกายซู
ซันนั้นยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงการนำคน
ธรรมดาเข้าไปด้วย
“มัวแต่ขี้ขลาด นี่มันไม่ใช่ตัวเจ้า เจ้ายังไม่ทันได้ลองดู
แล้วจะรู้ได้เยี่ยงไรเล่าว่าในชั่วชีวิตนี้จะไม่ได้เจอกับ
ข้าอีก? ข้าเพียงแค่กังวลว่าเมื่อข้านั้นแก่ลงแล้วเจ้าก็
มาเจอข้า แล้วเจ้าจะสามารถจำข้าได้หรือไม่?” อู่ หยู๋
มองใบหน้าในกระจกพร้อมใบหน้าอันว่างเปล่า
อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าไป เขายอมรับว่าสิ่งที่ อู่ หยู๋
กล่าวนั้นถูกต้อง
“ท่านวางใจเถอะ ถ้าหากข้านั้นมีชีวิตที่ยืนยาว ข้าจะ
พาท่านเข้าสู่นิพพาน!”
คนงามมักจะแก่ไว ไม่ต้องกล่าวถึงคนธรรมดา อู่ หยู๋
นั้นมิได้อยู่ในเส้นทางของการฝึกตน ชั่วชีวิตนี้ก็คง
เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป แต่ว่า อู่ อวี้ กลับไม่ได้คิด
เช่นนั้น ถ้าหากว่ากลับมาอีกครั้ง แล้วไม่ได้พบนาง
อีก แล้วเขาจะฝึกตนไปเพื่ออะไร…….
ความจริงแล้วเขาเตรียมของมากมายมอบให้กับ อู่
หยู๋ และบางส่วนก็เป็นสิ่งที่ เฟิง ซัวหยา ได้มอบ
ให้กับเขา อู่ อวี้ เป็นห่วงเรื่องของพี่สาวคนนี้มาก
ที่สุดในชีวิต เฟิง ซัวหยา ย่อมต้องให้ความคุ้มครอง
ญาติคนนี้ของ อู่ อวี้ อย่างแน่นอน
ความทะเยอทะยานทั้งหมดของ อู่ อวี้ ก็เพื่อที่จะทำ
ให้ อู่ หยู๋ มีความสุข
“การที่เจ้ามีวันนี้ได้และมีจิตใจเช่นนี้ พี่สาวคนนี้ก็พึง
พอใจแล้ว”
ตั้งแต่ อู่ อวี้ เข้ามาอยู่ในอาณาจักรบูรพาเยว่อู่นั้น
เขาก็อยู่ข้างกายนางตลอดเวลา เขากังวลว่าหลังจาก
กลับมาแล้วนางจะชราลงไป ดังนั้นจึงต้องจดจำ
รูปลักษณ์ของนางในตอนนี้เอาไว้
เมื่อตอนที่นางกำลังหลับ อู่ อวี้ ก็บ่มเพาะวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตร เขาได้บ่มเพาะมาสองเดือนแล้ว จนเข้า
ใกล้ที่จะบรรลุวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรไปอีกขั้น ความ
จริงแล้วก็ไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่
“เมื่อกลายเป็นคนของ นิกายเซียนซูซันแล้ว ไม่รู้ว่า
จะเกิดอะไรขึ้นอีก ถ้าหากว่าข้าคิดจะเข้าร่วมกับ
นิกายเซียนซูซัน ข้าจะต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้”
อู่ อวี้ นั้นรู้ดีว่า เมื่อเข้าไปในนิกายแล้ว ความ
แข็งแกร่งของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะสามารถ
พาตัวเองก้าวไปข้างหน้าได้
ด้านหนึ่งคอยอยู่เป็นเพื่อนกับ อู่ หยู๋ อีกด้านหนึ่งก็
คอยบ่มเพาะพลัง
เขากำลังลังเลในเรื่องความใฝั่ฝันและการที่เขา
จะต้องละทิ้งบ้านเกิด แต่ว่า อู่ หยู๋ นั้นมองเห็นถึง
ความต้องการที่แท้จริงของเขา คำพูดของนาง ทำให้
อู่ อวี้ นั้นสามารถจะตัดสินใจได้เด็ดขาด ครั้งนี้เขา
จะต้องออกจากนิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อจะเข้า
ร่วมกับนิกายเซียนซูซัน
ไม่เช่นนั้นจะเป็นเช่นเดียวกับที่ เฟิง ซัวหยา ได้กล่าว
เอาไว้ : ถ้าหากเจ้าพลาดโอกาสในครั้งนี้ เจ้าจะต้อง
เสียใจไปตลอดชีวิต
ดังนั้น เขาจะต้องขยัน ฝึกให้กายาเพชรอมตะขั้นที่
สองนี้ให้ทะลวงไปถึงขั้นสุดท้ายให้ได้
หนึ่งวัน สองวัน….
หนึ่งเดือนได้ล่วงเลยผ่านไป ในบ่ายวันหนึ่ง ดวง
อาทิตย์ที่แสนจะร้อนแรงได้สาดส่องไปที่ร่างกายของ
อู่ อวี้ ก่อให้เกิดเป็นแสงสีทองส่องประกายออกมา
ตูม!
ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้นภายในร่างกายของเขา
พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรภายในร่างของ
เขาตอนนี้มีความสูงถึงหกจั้งแล้ว ถึงจุดที่เขาพอใจ
อู่ อวี้ นั่งอยู่ภายในพระราชวัง เมื่อประสบ
ความสำเร็จถึงขั้นที่หก ก็ทำให้ตอนนี้พระพุทธรูป
วัชระแก่นแท้ธรรมาสูตรเติบโตถึงหกจั้ง เงา
พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรปรากฎออกมา
จากร่างของเขา แสงสาดส่องออกไปนับหมื่นจั้ง มีคน
จำนวนนับไม่ถ้วนได้มองเห็นมัน ทันใดนั้นก็เห็นว่า
เงานั้นที่อยู่บนพระราชวังเปลี่ยนไป ตั้งแต่ฐานถึงหัว
มีความสูงเพียงแค่สามฉื่อ จากนั้นก็ขยายตัวขึ้นไปอีก
ยี่สิบเท่า กลายเป็นยักษ์ที่ส่องแสงสีทองออกมา
ภายในแสงสีเหลืองทอง ร้อนแรงราวกับพระอาทิตย์
กำลังแผดเผา แข็งแรงยากที่จะหาใครมาเปรียบได้
ความจริงแล้วมีเพียงอู่ อวี้ เท่านั้นที่รู้ว่านี้ก็คือ
“พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร”
“กายาเพชรอมตะ ขั้นที่สอง!”
พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรที่ปรากฏออกมา
นั้นเป็นแก่นแท้กายเนื้อของ อู่ อวี้ เขาสามารถรู้สึก
ได้ว่ากายเนื้อของเขาในตอนนี้มีพละกำลังมหาศาล
เพราะว่าตอนที่สู้กับจิ่วเซียนนั้นมันยังไม่สมบูรณ์ดี
แต่ตอนนี้หลังจากที่บ่มเพาะเรื่อยมาก็ทำให้มัน
กลายเป็นสมบูรณ์แบบในที่สุด
เมื่อสำเร็จกายาเพชรอมตะขั้นที่สอง หากนำมาเทียบ
กับขั้นที่หนึ่ง เขานั้นก้าวล้ำราวกับก้าวกระโดด มี
พลังกายเนื้อที่แข็งแกร่ง พลังปั้องกันั้ไร้เทียมทาน
ความยืดหยุ่นที่สูงล้ำ ก้าวเข้าสู่ร่างกายที่ไม่สามารถ
ตกตายได้ ร่างกายที่เป็นอมตะ!
“วัชระคุ้มกาย”
ยามที่พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรปรากฏ
ออกมาจากในร่างจะเรียกว่าวัชระคุ้มกาย ซึ่งวัชระ
คุ้มกายนี้เป็นวิชาที่แข็งแกร่งและน่ากลัว ยืน
ตระหง่านท่ามกลางแผ่นดินและสวรรค์ ถึงแม้จะมี
ความสูงเพียงแค่หกจั้ง แต่ก็เหมือนกับเป็นยอดเขาที่
คอยค้ำจุนท้องฟั้า
“วัชระคุ้มกาย ที่ลงมาประทับ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถ
โจมตีได้ แต่ในด้านของการปั้องกัน แม้แต่ศาสตรา
เต๋าเชื่อมจิตก็ไม่สามารถจะทำลายมันลงได้!”
นี่เป็นวิชาที่ได้หลังจากสำเร็จวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
มันคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนเป็นอมตะชั่วคราว
เพียงแต่ว่ายามที่เปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปวัชระแก่น
แท้ธรรมสูตร จะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เป็น
เหมือนกับศิลาที่แข็งแกร่ง!
มีศาสตราเต๋าเชื่อมจิตชั้นสูงสองชิ้น ยังมีวิชาสาม
กระบี่สังหารประกาศิตสวรรค์และเคล็ดวิชาเจ็ดสิบ
สองเสาปีศาจคลั่งแห่งตงไห่ ยังมีกายาเพชรอมตะขั้น
ที่สองอันสมบูรณ์ อู่ อวี้ รู้สึกได้ว่าพลังรบของเขาได้
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
มันจะแข็งแกร่งขนาดไหน เขานั้นยังไม่ได้ลงทดสอบ
ฝีมือ
แต่ว่าเขาก็ไม่ได้หยุดลงแค่นี้ เขานำเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณจำนวนมากขึ้นมา
“จะต้องก่อจุดบัญญัติก่อเกิด หลอมรวมลมปราณให้
สมบูรณ์!”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ