กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 185 : เซียนกระบี่จาง
เมื่อกวาดสายตาออกไป จะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ทั่ว
ทั้งเทือกเขาครามเต็มไปด้วยความรื่นเริง ความผ่อน
คลาย เพราะเนื่องจากพวกเขาพึ่งจะเอาชนะสงคราม
อันน่าหวาดหวั่นมาได้ แต่บัดนี้พวกเขากลับเต็มไป
ด้วยความเงียบสงัดเนื่องจากความหวาดกลัว
ทุกคนดูเหมือนจะรู้ว่าตอนนี้ภายใน นิกายกระบี่
สวรรค์ ได้มีบุคคลยิ่งใหญ่มาเยือนเสียแล้ว
“อยู่ที่วังเทพสวรรค์”
เมื่อผู้มาเยือนสองคนนี้มาถึง เฟิง ซัวหยา ก็ยอมยก
บัลลังก์ที่นั่งที่สูงที่สุดของวังเทพสวรรค์ให้กับพวกเขา
บนยอดเขาเทพสวรรค์ ก็มีสองเงาร่างบินลงมา นั่นก็
คือ อู่ อวี้ และ เฟิง ซัวหยา เฟิง ซัวหยา นำอยู่
ด้านหน้ามีท่าทางที่สงบ พา อู่ อวี้ เข้าไปในวังเทพ
สวรรค์ จนดูเหมือนว่าเขากลายเป็นคนนอก มาที่นี่
เพื่อมาเยี่ยมเยียน
“จงจำเอาไว้ว่า อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์ในตอนนี้ ข้า
ได้บอกกับทุกคนเอาไว้แล้ว ตอนนี้พวกเราทุกคนต่าง
ก็อยากจะให้เจ้าได้เข้าร่วมกับนิกายเซียน ให้นิกาย
เซียนนั้นได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของนิกายกระบี่สวรรค์
……. ”
ก่อนจะเข้าไปข้างใน เฟิง ซัวหยา ก็ย้ำเตือนเขาอีก
ครั้ง
“ข้าเข้าใจแล้ว” อู่ อวี้ พยักหน้า แต่ว่าในใจของเขาก็
รู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามในเวลานี้เขาสัมผัสได้
ถึงพลังงานที่อยู่ภายในวังเทพสวรรค์มีตัวตนนี่น่า
หวาดกลัวอยู่ การขยับเคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถ
กระทั้งทุกการหายใจย่อมปรากฎแรงอันน่า
หวาดหวั่นถาโถมออกมา
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ อู่ อวี้
เคยพบเจอมา
แม้แต่ เฟิง ซัวหยา ก็ยังมีฝีมือห่างชั้นจากเขาอยู่มาก
จากนั้นทั้งสองคนก็ก้าวเข้าไปข้างใน
ภายในวังมีบรรยากาศที่ไม่ค่อยเคร่งเครียดนัก
สามารถได้ยินเสียงหัวเราะของ หลาน ฮั้วหยุนมาแต่
ไกล ทุกถ้อยคำที่กล่าวออกมาก็มีความหมายที่
ต้องการจะเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี
แต่เมื่อพวก อู่ อวี้ เข้าไปแล้ว เสียงหัวเราะจึงหยุดลง
ในสายตาของพวกเขามองเห็น หลาน ฮั้วหยุน เหล่า
สี่ผู้อาวุโส อาวุโสผู้คุมกฎ และยังมี หวันเทียน หยู๋เซ
วีย หลาน หลิวหลี่ ดูเหมือนในที่แห่งนี้จะมีแต่บุคคล
ชั้นสูงของนิกายกระบี่สวรรค์ แต่ว่าในตอนนี้พวกเขา
ต่างยืนอยู่ด้านล่าง ยกเว้น หลาน ฮั้วหยุน แล้ว ก็ไม่
มีใครที่จะกล้ากล่าวอะไรออกมา
เมื่อมองไปที่ ‘ผู้มาเยือนของนิกายเซียน’
อู่ อวี้ กวาดสายตาไปมองแลเห็น บุรุษสองคนที่อยู่
เบื้องหน้าอย่างชัดเจน มีคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างและ
ใส่เสื้อคลุมสีทองเข้ม ชายแขนเสื้อและคอเสื้อ ปัก
ลายกระบี่เอาไว้ เสื้อคลุมยาวแผ่พลังปราณกระบี่
ออกมาอย่างรุนแรง ทำให้คนที่มองรู้สึกหายใจได้
ลำบาก เมื่อมองดูแล้ว บุคคลผู้นี้เป็นบุรุษที่มีรูปร่าง
สูง มีดวงตาที่แหลมคม ดูเป็นบุรุษหนุ่มที่มีกลิ่นอาย
สูงส่ง คิ้วอันหนาเข้มของเขาดูราวคล้ายกระบี่ ดู
เหมือนจะสืบสายเลือดมาจากชนชั้นสูง ทุกการ
เคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงอำนาจและบารมี ดูสง่า
มากกว่าคนทั่วไป อู่ อวี้ ก็รู้สึกว่าบุคคลผู้นี้ได้อยู่ใน
ขั้นสร้างแกนนภาไปเรียบร้อยแล้ว คนผู้นี้จะต้องเป็น
ศิษย์ฝึกหัดของ ‘ศิษย์พี่จาง’ มีนามว่า : หวงเฉิง
สายตาของ หวงเฉิง กวาดมองไปที่ อู่ อวี้ แววตา
ปรากฏความดูแคลนเล็กน้อย ราวกับว่าตนเองนั้น
เป็นบุคคลที่สูงกว่า พวกเขามาจากนิกายเซียนซูซัน
พวกเขาย่อมรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่า เป็นธรรมดาที่
เขาจะมองแบบนี้
แต่บุรุษที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ดูสุขุมลุ่มลึกยิ่งกว่า และ
บัดนี้เขากำลังนั่งอยู่ในที่นั่งของ เฟิง ซัวหยา ผู้ซึ่งเป็น
เพียงคนเดียวที่นั่งในที่แห่งนี้ พลังของเขาสามารถ
คุกคามได้ทั้งเทือกเขาคราม ทำให้ภายในเทือกเขา
ครามต้องตกอยู่ในความเงียบ เมื่อสังเกตดูดีๆแล้ว
บุคคลผู้นี้มีคิ้วและผมสีขาว โดยเฉพาะผมที่ยาวจนถึง
เอว แต่อย่างไรก็ตามใบหน้าของดูเยาว์วัยและหล่อ
เหลาเป็นอย่างยิ่ง ผู้ฝีกตนที่ได้รับพลังฟั้าดินมาจึง
เป็นเรื่องปกติที่จะมีลักษณ์คงความเยาว์วัยไว้เช่นนี้
แต่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีลักษณะโดดเด่นเช่นนี้
ความสง่างามเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากวัดตาม
บรรทัดฐานของบุรุษทั่วไปแล้ว ดวงตา หู จมูก ของ
เขาล้วนดูสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาของเขา
ดูสดใสสุกสกาวเฉกเช่นดวงดาวที่เจิดจรัส แต่ก็ยังคง
มีรัศมีของความเย็นชาและลึกล้ำไว้อยู่ ตราบใดที่ได้
สบตากัน ก็จะทำให้อีกฝั่ายรู้สึกหนาวเหน็บไปจนถึง
กระดูก
บุรุษผมขาวผู้นี้ สวมใส่ชุดคลุมสีดำ ไม่สามารถ
มองเห็นถึงพลังและระดับของเขาได้ เขาคือบุคคลที่
เฟิง ซัวหยา เรียกขานว่า ‘ศิษย์พี่จาง’ อย่างไรก็
ตามมีเพียง เฟิง ซัวหยา และ หลาน ฮั้วหยุน เท่านั้น
ที่เรียกเขาเช่นนี้ แต่คนภายนอกล้วนเรียกเขาว่า
‘เซียนกระบี่จาง’
เมื่อเข้ามาถึงภายใน อู่ อวี้ และ เซียนกระบี่จาง ก็
สบตากันและกัน เหมือนกับมีบางสิ่งกำลังมองเข้ามา
ภายในตัวของเขาอีกทั้งยังสามารถมองเขาได้ทะลุปุ
โปร่ง ภายใต้สายตาที่มองไม่เห็นนี้ ราวกับว่าทุกสิ่ง
ทุกอย่างยามเมื่ออยู่ภายใต้การจับจ้องของบุรุษผู้นี้
แล้วย่อมไม่สามารถปกปิดสิ่งใดได้
เมื่อเขาสำรวจเสร็จสิ้นแล้ว เซียนกระบี่จางก็เอ่ยว่า
“ด้วยการบ่มเพาะกายานี้ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม
ถึงสามารถควบแน่นพลังศักดิ์สิทธิ์ได้รวดเร็วเช่นนี้
โดยทั่วไปสาวกของนิกายเซียนถึงจะมีวิธีการบ่มเพาะ
เช่นนี้ได้ แต่เจ้ากลับมีมันได้ ไม่ธรรมดาเสียจริง ”
อู่ อวี้ ตกตะลึง ภายในนิกายเซียนก็มีวิธีการบ่มเพาะ
เช่นเดียวกับเขา ด้วยวิธีการบ่มเพาะกายา สามารถ
ทำให้มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด?
อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีนี้ เฟิง ซัวหยา และ หลาน
ฮั้วหยุน ก็ยังไม่แน่ใจนัก สามารถกล่าวได้ว่า พวกเขา
อยู่ในนิกายเซียนซูซัน แต่ก็ยังไม่ใช่ศิษย์หลักภายใน
นั้น
เซียนกระบี่จางผู้นี้ มองเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถรู้
เรื่องของเขาแล้ว
ก่อนหน้านี้ เฟิง ซัวหยา ก็หวังว่า อู่ อวี้ จะได้รับการ
ยอมรับจากเซียนกระบี่จาง แต่เพียงแค่ อู่ อวี้ เข้ามา
เซียนกระบี่จางผู้นั้นก็ได้ยอมรับและกล่าวชื่นชม
ออกมา
อย่างไรก็ตามเขาเพิ่งจะเข้ามา เซียนกระบี่จางก็
ค่อยๆยืนขึ้น ดวงตาทั้งคู่ยังคงจ้องมองและตรวจสอบ
อู่ อวี้ อยู่ หลักจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหา อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวขึ้น “ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นคนที่สังหารปีศาจ
จิ้งจอก?”
ประโยคนั้นกล่าวออกมา ทุกถ้อยคำก็ให้ความรู้สึก
กดดันราวกับว่าต้องการจะตรวจสอบ อู่ อวี้
อู่ อวี้ รู้สึกแปลใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึง
ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องปีศาจจิ้งจอกด้วย
แต่ว่าเขาทำได้เพียงแค่พยักหน้า
“ปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นน่าจะมีแก่นปีศาจ เจ้าสังหาร
นางได้อย่างไร!” เซียนกระบี่จางก็ก้าวเข้าไป เดินมา
อยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ความสูงของเขานั้นเท่ากับ อู่
อวี้ แต่ว่าในตอนนี้ อู่ อวี้ รู้สักเหมือนกับว่าเขานั้นสูง
ถึงสิบจั้ง และกำลังก้มลงมามอง อู่ อวี้ ด้วยความ
สูงส่ง
อีกฝั่ายนั้นกำลังทำตัวหยาบคายกับ อู่ อวี้ เฟิง
ซัวหยา จึงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย และรีบกล่าว
ออกไปว่า “ศิษย์พี่จาง เป็นเพราะว่าปีศาจจิ้งจอกตัว
นั้นประมาท ดังนั้น………”
“ไม่ได้สั่งให้เจ้าเอ่ยปาก เงียบไปซะ” เซียนกระบี่จาง
จ้องมองไปที่เขาแล้วกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น
เฟิง ซัวหยา ทำได้เพียงแค่หุบปากลงอย่างจนใจ
เมื่อคนที่ตนเองเคารพ กลับถูกเซียนกระบี่จางดุด่า
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกไม่พอใจ แล้วกล่าวออกไปว่า “การ
ต่อสู้ตัดสินเป็นตาย รอดก็คือรอด ตายก็คือตาย ไม่
จำเป็นต้องมีสาเหตุและวิธีการอันใด”
“โอ้ว ช่างเย่อหยิ่งเสียจริง น่าสนใจ ข้าชักจะชอบ
แล้วสิ” เบื้องหลังของเซียนกระบี่จาง ศิษย์ฝึกหัดของ
เขาที่อยู่ในขั้นสร้างแกนนภา หวงเฉิง ก็พลันหัวเราะ
ออกมา
เซียนกระบี่จางนั้นดูมีความสุขและกล่าวออกมา “ดู
เหมือนว่าเจ้าจะมีพลังหยางที่บริสุทธิ์ แต่กลับไม่ถูก
ปีศาจจิ้งจอกตนนั้นสูบจนแห้งเหือด ช่างโชคดีอะไร
เช่นนี้ ไป พาข้าไปยังหุบเขาจิ้งจอกนั่น”
เขานั้นไม่ได้ฟังสิ่งที่ อู่ อวี้ ตอบออกมาแม้แต่น้อย แต่
กลับเดินผ่านเขาออกไปจากวังเทพสวรรค์ อู่ อวี้ มอง
ไปทาง เฟิง ซัวหยา เฟิง ซัวหยา ก็สบตบตากับเขา
แล้วกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “เจ้าต้องคอยหาโอกาส
กราบกรานเขาเป็นอาจารย์ อย่าให้เขาได้เอ่ยปาก
ก่อน เช่นเดียวกับที่เจ้ามาขอข้า…..”
“ขอรับ”
เพราะว่า เฟิง ซัวหยา ได้ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ ทำ
ให้เขาอ้อนวอนให้รับตนไปเป็นศิษย์ด้วยความจริงใจ
แต่ทว่า เฟิง ซัวหยา นั้นไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ใน
วันนี้แตกต่างกับวันนั้นโดยสิ้นเชิง
อู่ อวี้ ยังคงสงบนิ่งและเดินออกจากวังเทพสวรรค์
เซียนกระบี่จางนั้นยืนบนเงากระบี่เล่มหนึ่ง ทุกๆการ
เคลื่อนไหวของเขา สามารถทำให้หัวใจ อู่ อวี้ รู้สึก
ตกตะลึงยิ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะเดินมาบนเส้นทางการฝึก
ตนนี้ได้ไม่นาน แต่ว่าการที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้
จะต้องฝึกวิชาเต๋าที่มีความลึกล้ำไม่น้อย เพราะใน
เวลานี้เขาสามารถทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์ก่อตัวเป็นรูป
เป็นร่างได้!
“แสดงวิชากระบี่บินจักรพรรดิให้ข้าดูหน่อย” เซียน
กระบี่จางเอ่ยขึ้น
อู่ อวี้ ไม่ชอบการที่เขาถูกสั่งด้วยน้ำเสียงเช่นนี้
แต่เมื่อนึกถึงอนาคตที่จะกลายเป็นเซียน นึกถึงความ
คาดหวังของ เฟิง ซัวหยา เขาก็ยังคงอดทนต่อไป
เขานำกระบี่หยินหยางออกมาและทำให้มันลอยขึ้น
ไป จากนั้นก็ไปยืนอยู่บนกระบี่บิน ในเวลานี้ พวก
เฟิง ซัวหยา ทั้งหมด ก็ออกมาส่งด้วยความสุภาพ
“เจ้าไปก่อน นำทางไปหุบเขาจิ้งจอก” เซียนกระบี่
จางกล่าว
บุคคลผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าไม่
สามารถถามเขาว่าเหตุใดถึงต้องการที่จะไปหุบเขา
จิ้งจอก ทำได้เพียงแค่ต้องนำทางไป อู่ อวี้ ก็ไม่ได้
กล่าวอันใดออกมาระหว่างที่บินอยู่ เมื่อบินมาสัก
ระยะ เขาก็ไม่สามารถแม้แต่สัมผัสได้ว่าเซียนกระบี่
จางนั้นกำลังตามเขามาอยู่ ดังนั้นเขาจึงหันกลับไป
มอง แต่กลับยังคงมองเห็นบุรุษผู้นี้ตามเขามาได้อย่าง
ชัดเจน เขานั้นตาม อู่ อวี้ มาอย่างเงียบๆ ดวงตาทั้ง
สองยังคงจับจ้องคอยตรวจสอบ อู่ อวี้ อยู่
“เจ้าช้าเกินไปแล้ว”
เซียนกระบี่จางรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
อู่ อวี้ ก็ไม่กล่าวสิ่งใดออกมา เขาก็เริ่มใช้พลังทั้งหมด
บินออกไป
…………………………………………
เมื่อมองไปที่พวก อู่ อวี้ ที่กำลังบินจากไป ในหัวของ
เฟิง ซัวหยา ก็เต็มไปด้วยงุนงง
เซียนกระบี่จางผู้นี้จะไปทำอะไรที่หุบเขาจิ้งจอก?
“นี่อาจจะเป็นการทดสอบ อู่ อวี้ เพียงลำพัง? “ เมื่อ
คิดมาถึงตรงนี้ก็มีความเป็นไปได้สูง
มองย้อนกลับไป ศิษย์ของเซียนกระบี่จางก็ยังอยู่ที่นี่
หลาน ฮั้วหยุน และเขาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ในเวลา
นี้พวกเขากำลังถกกันเกี่ยวกับเรื่องนี้
หวงเฉิง เป็นคนที่ชอบการพูดจาเป็นอย่างมาก
ใบหน้าของเขามักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอ บางครั้งก็ทำ
ให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่น บางครั้งก็ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขา
สูงส่งจนไม่อาจเอื้อมไปถึง บางครั้งก็ทำให้ผู้คนรู้สึก
หวาดกลัวเขา
เมื่อ หวงเฉิง และ หลาน ฮั้นหยุน กำลังพูดคุยกันอยู่
สายตาของ หวงเฉิน ก็สะดุดที่ หลานหลิวหลี่ แล้วก็
กล่าวว่า “นี่เป็นหลานของท่านหรือ?”
“ใช่แล้ว นางมีนามว่า หลาน หลิวหลี่” หลาน ฮั้ว
หยุน ก็ส่งสายตาให้นางออกมาข้างหน้าและทักทาย
เขา
“หลิวหลี่ ขอคาราวะศิษย์พี่หวง ” ภายใต้คำสั่งของ
หลาน ฮั้วหยุน หลาน หลิวหลี่ นั้นกล่าวทักทาย
ความเคารพ
หวงเฉิน ยิ้มออกมา และมองไปที่ หลาน หลิวหลี่
ดวงตาของเขามองไปอย่างหยาบคายและหื่น
กระหาย โดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง อย่างไรก็ตามเมื่อ
เขาทำเช่นนี้ หลาน ฮั้วหยุน ก็ยิ้มออกมาพึงพอใจเป็น
อย่างมาก
“คาดว่าอาจารย์ของข้าน่าจะพักอยู่ที่นี่อีกสักสอง
สามวัน เวลาว่างๆไม่ทราบว่า น้องสาวหลิวหลี่ จะ
สามารถพาขาไปเปิดหูเปิดตาเทือกเขาครามแห่งนี้ได้
หรือไม่?” หวงเฉิน ยิ้มแล้วกล่าวออกมา
ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้แล้วว่าเขานั้นสนใจในตัวของ
หลาน หลิวหลี่ ต้องรู้ว่าเทือกเขาครามแห่งนี้และ
เทือกเขาซูซัน นั้นไม่สามารถจะนำมาเทียบกันได้
หวงเฉิน ไม่ได้สนใจในเทือกเขาครามแห่งนี้แม้แต่
น้อย แต่เหตุผลที่เขากล่าวออกมาเช่นนี้เพราะว่า
สนใจในตัวของ หลาน หลิวหลี่ เพียงเท่านั้น
ตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างอย่าง
ชัดเจน
หลังจากที่เขากล่าวจบ หลาน ฮั้วหยุน ก็กล่าว
ออกมาว่า “หลิวหลี่ ยังไม่รีบขอบคุณศิษย์พี่หวงอีก
เขาเป็นคนที่มีความรู้กว้างไกล และมีความลึกซึ้ง
ในทางฝึกตน การที่เจ้าสามารถอยู่กับเขาเพียงลำพัง
นับว่าเป็นเกียรติของเจ้าแล้ว”
นางก็เคยเป็นศิษย์ของนิกายเซียนซูซัน แต่ว่ามี
สถานะที่ไม่เหมือนกับ หวงเฉิน ตอนนี้นางได้ถูกส่ง
มาที่แห่งนี้ ถึงแม้จะนางยังมีสถานะเป็นศิษย์ของ
นิกายเซียนซูซัน แต่ก็ไม่มีใครยอมรับนางว่าเป็ฯ
ศิษย์ร่วมนิกายอยู่ดี พ่อแม่ของหลาน หลิวหลี่ และ
หลาน สุ่ยเยว่ ต่างเป็นศิษย์สายนอกของนิกายเซียน
ซูซัน แต่ก็ถูกนิกายเซียนซูซันนั้นขับไล่ออกมา จึงไม่
สามารถจะกลับเข้านิกายเซียนซูซันได้ตลอดชีวิต จน
ท้ายที่สุดพวกเขาทั้งคู่ตกตายในการต่อสู้ ดังนั้นเมื่อ
ตอนที่พวกนางนั้นมาหา หลาน ฮั้วหยุน ตอนนั้น
หลาน สุ่ยเยว่ จึงยังเป็นเพียงแค่เด็กเล็กเท่านั้น
หลาน ฮั้วหยุน เลี้ยงดูพวกนาง ก็เพื่อต้องการให้พวก
นางกลายเป็นคนใหญ่คนโต เป็นธรรมดาที่ต้องการ
จะให้พวกนางได้เข้าไปอยู่ในนิกายเซียนซูซัน นางจึง
คาดหวังว่านิกายจะเรียกตัวนางกลับ แต่เมื่อผ่านไป
หลายปี ความหวังนั้นของนางก็ยิ่งมายิ่งห่างไกลเข้า
ไปทุกที
ถ้าหากว่า หวงเฉิน นั้นสนใจในตัวของ หลาน หลิวห
ลี่ ชะตากรรมของ หลาน หลิวหลี่ ก็จะเปลี่ยนแปลง
ไป! นิกายเซียนซูซันมีพลังฟั้าดินที่เข้มข้นยิ่ง ไม่ต้อง
กล่าวถึงการจะได้เป็นสาวก เพียงแค่สามารถอยู่ที่
แห่งนั้นได้ มันก็ถือว่าเป็นวาสนาแล้ว!
ดังนั้น หลาน ฮั้วหยุน จึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่าเมื่อ หวันเทียน หยู๋เซวียได้ยินดั้งนั้น จึง
มีโทสะ ก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่
หวง หลาน หลิวหลี่ นั้นยังไม่ค่อยคุ้นชินกับเทือกเขา
ครามมากเท่าไหร่ ให้ข้าเป็นคนพาท่านไปเดินดูรอบๆ
เถอะ”
เมื่อกล่าวออกไปเช่นนี้แล้ว ทำให้เกิดความเงียบงัน
ขึ้นในที่แห่งนี้
หวงเฉิง ก็ยิ้มออกมาอย่างแข็งกระด้างแล้วหันไปมอง
หวันเทียน หยู๋เซวีย ทำให้เขารู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
ราวกับว่าเสือกำลังจ้องมองไปที่เหยื่อของมัน และ
กล่าวออกมา “เจ้าคิดจะทำอะไร เป็นเพียงแค่เศษ
สวะกลับกล้ามาพูดคุยกับข้า ถ้าหากข้าเจอเจ้าอีก ข้า
จะทำลายพลังบ่มเพาะของเจ้าซะ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ