กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 191 : กระบี่เนตรเทวะ กับ กระบี่เจ็ดสี
อู่ อวี้ ไร้ซึ่งการเตรียมตัวใด ๆ
เขาได้สะสางเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งการกล่าวอำลา
ทั้งหมดได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
ราตรีนี้เขาปรารถนาจะไปยังหลุมฝังศพของ เสิ่น อู๋
เต้า แต่ทว่าหลุมฝังศพของท่านลุงเสิ่นกลายเป็น
น้ำพุพลังฟั้าดินไปเสียแล้ว
ผนวกกับเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้น อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่า
หากปล่อยให้ จาง ฝูถู อยู่ที่ นิกายกระบี่สวรรค์ นาน
ไปมากกว่านี้ จะทำให้ เฟิง ซัวหยา รวมถึงคนอื่น ๆ
ต้องตกอยู่ในอันตราย
แน่นอนว่าเมื่อปัญหาทุกสรรพสิ่งได้ถูกแก้ไขลงแล้ว
จะเป็นการดีที่สุดถ้าพวกเขาจะรีบออกไป
ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะตอบกลับไปว่า ” ทุก
อย่างพร้อมแล้ว ท่านสามารถออกเดินทางได้ตลอด ”
“โอ้ว ∼ เจ้าอยู่ที่นี่ ไม่คิดจะอาลัยอาวรณ์สักหน่อย
เลยหรือ ? ” จาง ฝูถู ยิ้ม
“ไม่”
ไม่ว่าจะเดินทางวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ มันก็ไม่แตกต่างกัน
เฟิง ซัวหยา เข้าใจสิ่งที่ อู่ อวี้ คิดเป็นอย่างดี การที่
จาง ฝูถู ไร้ซึ่งโทสะ ไม่ได้สังหารผู้ใดเพื่อแก้แค้น
ให้แก่ศิษย์ ก็ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์อย่างยิ่งแล้ว
” สักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีก ” อู่ อวี้ ก้าวเดินไป
ด้านหน้า เฟิง ซัวหยา และ พวกเขา จากนั้นเขาก็โค้ง
คำนับให้กับทุกคน
” วางใจเถอะ อาจารย์จะรักษา หยู๋ เซวี่ย ให้กลับมา
เช่นดั่งเดิม” เฟิง ซัวหยา หันกลับไปมอง หวันเทียน
หยู๋เซวีย แล้วกล่าวขึ้น
ด้วยคำพูดนี้ของเขาทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกโล่งใจเป็นอย่าง
มาก
เขาโค้งคำนับอีกครั้ง ทว่าภายในหัวใจของเขากับมี
ถ้อยคำนับพัน การคารวะนี้แทนคำขอบคุณ สำหรับ
สิ่งต่าง ๆ ที่ เฟิง ซัวหยา มอบให้ ไม่ว่าจะเป็นการ
ช่วยชีวิต คอยดูแลปกปั้อง ให้ที่พักพิง หรือแม้กระทั่ง
ยอมสะกดข่มอารมณ์ของตนเอง เพียงเพื่อส่งเขาไปสู่
โลกอันกว้างใหญ่ ให้มีอนาคตอันสดใสรุ่งโรจน์ ยิ่ง
กว่าเดิม
” ศิษย์ขออำลา”
ภายในส่วนลึกของหัวใจเขา แท้จริงแล้วท่วมท้นไป
ด้วยความโศกเศร้า แต่เป็นเพราะเขาล่วงรู้ดีว่า
เส้นทางแห่งการฝึกตนนั้นสำคัญมากเพียงใด การที่
ได้พบกับ เฟิง ซัวหยา การที่ได้อยู่ภายในเทือกเขา
คราม และการที่ได้มาพบกับ เสิ่น อู๋เต้า ถือเป็นสิ่งที่
ดีที่สุดในชีวิตที่เขาได้พบพานแล้ว!
แววตาของ จาง ฝูถู พลันเกิดความแปลกใจขึ้นมา
แต่ก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา เขาบอกโบกสะบัด
มือเล็กน้อย กระบี่ไร้รูปลักษณ์ปรากฏขึ้นบนฝั่าเท้า
ของเขา กระบี่นี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก จนทำให้
อากาศโดยรอบสั่นสะเทือน ปรากฏเป็นเสียงดัง
คำรามขึ้น อันที่จริงแล้วการพา อู่ อวี้ ขึ้นมายืนอยู่
บนกระบี่ด้วยไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามเขาหาได้สนใจ อู่ อวี้ ไม่
ฟูม!
จาง ฝูถู บินทะยานหายเข้าไปในหมู่เมฆหมอก ราว
กับว่าไม่มีผู้ติดตามมาด้วย ด้วยความเร็วระดับนี้หาก
ไม่รีบติดตามไป เกรงว่าจะไม่สามารถตามไปได้อีก อู่
อวี้ รีบนำกระบี่หยินหยางออกมาทันที กระบี่ประกบ
เข้าด้วยกัน พร้อมกับขึ้นไปยืนอยู่บนนั้น แล้วบิน
ทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเขาก็มองไปยัง
เหล่าผู้คนจาก นิกายกระบี่สวรรค์ เป็นครั้งสุดท้าย
และพวกเขาเหล่านี้เองก็กำลังเฝั้ามองดู อู่ อวี้ จากไป
อย่างอาลัยอาวรณ์ แม้ว่าจะเพียงแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น
” ไป ” อู่ อวี้ ไม่หันหลังกลับไปมองอีกเป็นครั้งที่สอง
เพียงชั่วพริบตากระบี่บินก็บินลับหายไป ระหว่างนั้น
เขารู้สึกราวกับว่า เทือกเขาคราม กำลังมีขนาดเล็ก
ลงเรื่อย ๆ หลังจากผ่านไปเพียงชั่วพริบตาทุกอย่างก็
หายไป
หลังจากนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม นี่คือความปรารถนาที่จะท่องโลกกว้าง
ของชายชาตรี!
ฟูม!
จาง ฝูถู ปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของเขา อู่ อวี้ ไม่มี
เวลาให้คิดเรื่องอื่น ในเวลานี้เขากำลังพยายามทำ
ความเร็วให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไล่ติดตาม
จาง ฝูถู ให้ทัน หากเขายังคงสามารถรักษาความเร็ว
สูงสุดนี้ได้ อย่างน้อยในเวลานี้ อู่ อวี้ ก็สามารถไล่
ตามเขาได้ทัน
มิฉะนั้น เกรงว่า จาง ฝูถู จะหายลับไปแน่
สำหรับในเวลานี้ จาง ฝูถู เปรียบเสมือนเส้นทางที่จะ
นำพา อู่ อวี้ ไปสู่เส้นทางแห่งเซียน
เขาจึงจำเป็นต้องไล่ล่าเส้นทางแห่งเซียนนี้ ไม่ให้ขาด
หายหลุดลอยไปเด็ดขาด
” นี่เป็นการทดสอบข้างั้นหรือ?” อู่ อวี้ มองไปที่แผ่น
หลังของ จาง ฝูถู ด้วยดวงตาเย็นชา
เขาไม่หวาดกลัวต่อการทดสอบท้าทายนี้ กระบี่บิน
จักรพรรดิค่อนข้างที่จะสูบพลังพลังศักดิ์สิทธิ์
มหาศาล แต่เพราะ อู่ อวี้ มีมหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน
หยินหยางผสานเกื้อหนุนช่วยให้เขา ฟืนฟูพลัง
ศักดิ์สิทธิ์กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นอู่ อวี้ จึงส
สามารถไล่ติดตามหลัง จาง ฝูถู ได้อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งวัน สองวัน …
พวกเขาเดินทางต่อเนื่องมานานกว่า 10 วัน แม้ว่า
พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขา จะสามารถฟืนฟูได้อย่าง
รวดเร็ว แต่การรักษาความเร็วให้คงที่ มันทำให้เขา
รู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อยทีเดียว นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้ง
ใหญ่จนถึงปัจจุบัน พลังของเขายังคงถูกเผาผลาญมา
อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความเหนื่อยล้ายังคงสะสม
ตราบมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขา
หมดลง ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือด กระบี่เริ่มส่ายไป
ส่ายมา ซึ่งดูเหมือนจะไม่สามารถรักษาความเร็วแบบ
นี้ไม่ได้ต่อไป
ถึงกระนั้น จาง ฝูถู ยังคงไม่ยอมชะลอความเร็วลง
แม้แต่น้อย
ร่างของ จาง ฝูถู ที่อยู่ด้าน อู่ อวี้ บัดนี้ค่อย ๆ เล็ก
ลงเรื่อย ๆ
ในตอนนี้ อู่ อวี้ บินฝั่าหมู่ม่านเมฆ เร่งความเร็วใน
เดินทางอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเวลาให้
เขาได้ชำเลืองเหลือบแล ภูเขาแม่น้ำทัศนียภาพรอบ
ข้างแม้แต่น้อย
“สู้!” แม้ว่าเขาจะรู้สึกวิงเวียนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เขา
ก็ได้กำลังใจความฮึกเหิม เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของ
ตนเอง เขายังคงไล่ตามชายที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่
ลดละ
เขาไม่เต็มใจยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จาง ฝูถู ผู้อยู่เบื้องหน้าเขาในยาม
นี้
สาเหตุที่ทำให้ เฟิง ซัวหยา ต้องหวาดกลัว อีกทั้งยัง
รู้สึกความไร้อำนาจ แต่ความเกลียดชังที่มีอยู่ภายใน
หัวใจของ อู่ อวี้ มีแต่ทวีเพิ่มมากขึ้น เขาจะไม่
ยินยอมพ่ายแพ้ให้แก่คนผู้นี้เด็ดขาด
ถึงแม้เขาจะรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย แต่บัดนี้เงาร่างใน
สายตาของเขาค่อย ๆ หดเล็กลงเรื่อย ๆ อย่างไรด็
ตาม จาง ฝูถู ก็ยังคงไม่เหลียวแลเขาแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น จาง ฝูถู ก็หายตัวไป!
มันทำให้หัวใจของ อู่ อวี้ สั่นสะท้าน!
“เขาจะบินหนีออกจากสายตาของข้า มันก็ต้องใช้
เวลาอีกพักหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะหายตัวไปแบบนี้!”
” เขาอยู่ไหน ?”
อู่ อวี้ พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วกว่า กวาดตามอง
หาจากทุกทิศทาง ฉับพลันั้นเองเขาก็คิดบางอย่าง
ขึ้นมาได้ จาง ฝูถู อาจจะลงไปแล้วก็ได้
จะอย่างไร เขาก็ต้องพักผ่อน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อู่ อวี้ ก็บินลงด้านล่างทันที หลังจาก
บินผ่านหมู่เมฆมาแล้ว เขาก็เห็นเทือกเขาทอดยาว
เหยียด ราวกับมีเทพมังกรกำลังโอบล้อมพัวพันอยู่
กลิ่นอายฟั้าดินที่แผ่กระจายออกมา ให้ความรู้สึก
ผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง เขารู้ได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้
คือแหล่งกำเนิดของ กลิ่นอายพลังฟั้าดิน เฉกเช่นดั่ง
แดนสวรรค์ก็มิปาน
นี่เป็นสถานที่แรกที่ อู่ อวี้ ชื่นชมทัศนียภาพของมัน
หลังจากเขาออกมาจาก นิกายกระบี่สวรรค์
เขามาทางทิศตะวันตก แต่แทบไม่เห็นสัญญาณของ
สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่เลยแม้แต่น้อย
” จาง ฝูถู น่าจะเข้าไปในแดนสวรรค์แห่งนี้ ”
อู่ อวี้ ไม่ได้เอ่ยอะไรมากนัก ยังคงไล่ติดตามเขาต่อไป
หลังจากที่เข้ามาในขอบเขตของแดนสวรรค์แห่งนี้ อู่
อวี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าที่นี่มีพรรคนิกายตั้งอยู่
กลิ่นอายฟั้าดินที่พวยพุ่งออกมา หนาแน่นเสียยิ่งกว่า
เทือกเขาครามที่มีน้ำพุพลังฟั้าดินระเบิดออกมามาก
นัก
สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงสถานที่สุ่ม ๆ ที่เลือกมา
ระหว่างการเดินทางเท่านั้นงั้นหรือเนี่ย …
หากใช้ความเร็วระดับปกติ เดินทางมายังสถานที่แห่ง
นี้ จะต้องใช้เวลาประมาณ 20 วัน
” สำหรับ นิกายกระบี่สวรรค์ และเหล่าอาณาจักร
มนุษย์แล้ว สถานที่นี่ช่างเป็นที่ห่างไกลจนเกินจะ
จินตนาการเสียจริง”
เมื่อ อู่ อวี้ บินถลาลงมาจากฟากฟั้าลงมายังเบื้องล่าง
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องมาจากที่ใดที่หนึ่ง
อู่ อวี้ รีบบินลัดเลาะตามเส้นทางผ่านแนวเขาสูงชัน
ด้านหน้าของเขามีอารามปรากฏขึ้น ภายในนั้นมี
สาวกผู้ฝึกตนกำลังยืนอยู่ เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น
มองด้านบน ก็พบกับ อู่ อวี้ ซึ่งสร้างความตกตะลึง
ให้แก่พวกเขาอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าในเวลานี้ อู่ อวี้
เข้ามาในฐานะแขกไม่ได้รับเชิญ
อารามราชวังแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่มาก ตั้งสูง
ตระหง่านโดดเด่นน่าเกรงขามเสียยิ่งกว่า นิกายกระบี่
สวรรค์ งดงามเกินจะพรรณนา ทุกสัดส่วนโครงสร้าง
ถูกประดับประดาด้วยทองคำ สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้น
ก็คือเหล่าสาวกทุกคน ต่างถือกระบี่เตรียมพร้อม เขา
ไม่คาดคิดว่า นี่จะเป็นหนึ่งในพรรคนิกายซึ่งบ่มเพาะ
บำเพ็ญตนในวิถีกระบี่
เพียงชั่วพริบตา อู่ อวี้ ก็บินข้ามผ่านแม่น้ำลำธารแล
หุบเขาลูกแล้วลูกเล่าอย่างรวดเร็ว บัดนี้ด้านหน้าของ
เขาได้ปรากฏลานหยกขาวขนาดมหึมา หยกขาวดู
บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ส่องแสงประกายระยิบระยับ
ท่ามกลางแสงตะวัน ซึ่งมันทำให้จิตใจของ อู่ อวี้ สั่น
ไหวเล็กน้อย
เขารีบเรียกสติของตนเองที่กลับคืนมา ในเวลานี้เขา
เห็นว่าบนลานหยกขาวมีคนสองกล่มกำลังยืนอยู่ คน
ด้านซ้ายสวมใส่ชุดคลุมกระบี่ยาวสีทอง รอบกายของ
เขามีผู้คนกำลังห้อมล้อมอยู่ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็น
บุคคลหนึ่งในพรรคนิกายนี้ ส่วนอีกคนสวมชุดกระบี่
ยาวสีแดงเพลิง ดูราวกับผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่อย่าง
แท้จริง แต่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด ว่าเขาอยู่
ในนิกายนี้
ไม่ทราบว่าคนทั้งสองกลุ่มมาทำอะไรที่นี่กันแน่
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้มีความขัดแย้งต่อกัน ดู
ราวกับว่าพวกเขากำลังแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกัน
มากกว่า
อู่ อวี้ มองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า เวลานี้ จาง ฝูถู บิน
ร่อนลงไปคั่นกลางอยู่ระหว่างกลุ่มคน
ดวงตาอันสงบนิ่งของเขา จ้องมองทั้งสองฝั่ายไปมา
อย่างไม่แยแส
คนทั้งสองซึ่งอยู่ใกล้กับ จาง ฝูถู มากที่สุด คือผู้ฝึก
ตนวัยกลางคน ชายหนึ่ง และ หญิงหนึ่ง ผู้ฝึกตน
หญิงสวมใส่เสื้อคลุมกระบี่สีทอง ผมสั้นมีดวงตา
แหลมคม ดูองอาจน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ส่วนชายอีก
คนดูท่าทางหยาบกร้าน ไว้หนวดเคราเฟิม ถึงแม้จะดู
น่ากลัว แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความ
อ่อนโยน
คนผู้นี้ถือศาสตราเต๋าเชื่อมจิตไว้ในมือ มันคือกระบี่
ยาว ใบมีดของมันถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน เริ่มจาก
ส่วนด้าม ไล่ขึ้นไป จากสี แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำ
เงิน ม่วง รวมทั้งหมดเป็นเจ็ดสี แต่ละส่วน จะมี
อักขระเพลิงถูกสลักเอาไว้อยู่ ศาสตราเต๋าเชื่อมโยง
จิต ปลดปล่อยเพลิงอันเกรี้ยวกราดม้วนกวาดผ่าน
ทะยานขึ้นไปบนท้องนภา ปรากฏเป็นเพลิงเผาผลาญ
เจ็ดสี
ส่วนสตรีอีกนางหนึ่งถือกระบี่ทองคำเอาไว้ในมือ บน
ด้ามจับของกระบี่ทองมีดวงตาดวงหนึ่งอยู่ ราวกับมัน
เป็นดวงตาของจริงและในเวลานี้กำลังขยับจ้อมมอง
ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ดวงตาที่อยู่
บนด้าม กำลังแสดงท่าหวาดกลัวออกมาให้เห็นอย่าง
ชัดเจน เมื่อมันจ้องมองไปยัง จาง ฝูถู
“เจ้าเป็นใคร? ข้าคือคนจากพรรคคุนซาน และ นิกาย
กระบี่เพลิงแดง เรากำลังจัดการ ‘ชุมนุมพบปะ
ระหว่างผู้ฝึกตน’ ขึ้นที่นี่ เหตุใดจึงหาญกล้าเข้ามา
โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าตั้งใจมาก่อกวนเราหรือ
อย่างไร ?” เสียงของผู้ฝึกตนสตรีนั้นแหบแห้ง ดูมี
อำนาจแลทรงพลังอย่างยิ่ง อู่ อวี้ ไม่ทราบระดับฝึก
ตนของนางแน่ชัด รู้เพียงว่าสตรีนางน่าจะอยู่ในขั้น
สร้างแกนนภา เป็นอย่างน้อย
เกรงว่าฝีมือของนางอาจแข็งแกร่งยิ่งกว่า เฟิง
ซัวหยา เสียด้วยซ้ำ
ชายร่างใหญ่ที่ดูหยาบกระด้างกล่าวขึ้นว่า “ข้าคิดว่า
ท่านอาจหลงทางมา ฉะนั้นได้โปรดจากไปโดยดี ให้
เราทั้งสองฝั่าย ได้ร่วมกันชุมนุมกันต่อ”
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าทำไม จาง ฝูถู ถึงลงมาที่นี่ เพื่อมาก่อ
ความวุ่นวายให้แก่พวกเขา ถ้าเขาต้องการเพียงผัก
ผ่อน ก็ยังมีที่อื่น ๆ อีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องเจาะจง
ลงมายังสถานที่แห่งนี้…
ไม่คาดคิดว่า จาง ฝูถู จะยังคงกล่าวขึ้นอย่างไม่แยแส
” ข้าก็แค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น ข้าคิดว่าศาสตราเต๋า
เชื่อมจิตของพวกเจ้าทั้งสองไม่เลวเลยทีเดียว มัน
เหมาะสมกับศิษย์คนใหม่ของข้า เช่นนั้นถ้าพวกเจ้า
ทิ้งศาสตราเต๋าเอาไว้ ข้าจะปล่อยให้พวกเจ้ามีชีวิต
รอดต่อไป”
คำกล่าวของ จาง ฝูถู ช่างน่าตื่นตกใจอย่างแท้จริง
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเขา ต่างพากันหัวเราะ
ออกมาเสียงดัง
ดูเหมือนสตรีซึ่งเป็นผู้นำจะมีโทสะอย่างยิ่ง จากนั้น
นางก็กล่าวว่า ” ระดับการฝึกตนของท่านอาจจะ
แข็งแกร่ง แต่ท่านก็ไม่อาจละเลยกฎได้ ท่านไม่ใช่
พวกนอกรีต แล้วจะมาปล้นชิงเข่นฆ่ากันกลางวัน
แสก ๆ ได้อย่างไร ? ”
เจ้านิกายของนิกายกระบี่เพลิงแดง กล่าวขึ้น ” ผู้ที่
ยึดถือหลักแนวทางเดียวกัน กลับมีพฤติกรรมน่า
รังเกียจเช่นนี้ ช่างน่าอัปยศอย่างยิ่ง! เราทั้งคู่จะไม่
ยอมถูกข่มเหงรังแกเด็ดขาด! ”
” ช่างเหลวไหลสิ้นดี”
สิ่งที่ อู่ อวี้ กังวลกำลังจะเกิดขึ้น แท้จริงแล้วความ
อดทนของ จาง ฝูถู ไม่ได้มีมากนัก เขาเหยียบมือ
พร้อมกับกวาดผ่านอากาศที่ว่างเปล่า เจ้านิกาย
กระบี่เพลิงแดงยังไม่ทันได้ตอบสนองแม้แต่น้อย
ศีรษะของมันก็กระเด็นหลุดลอยร่วงหล่นลงสู่พื้น
ตกตายไปในชั่วพริบตา!
กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี บัดนี้กระเด็นหลุดลอย ตกมา
อยู่ในมือของ จาง ฝูถู
การโจมตีสังหารของเขารวดเร็วอย่างยิ่ง
ด้วยภาพอันน่าเหลือเชื่อนี้ ทำให้ทุกผู้คนต่างรู้สึก
หายใจหายไม่ออกไปต่าง ๆ กัน
สตรีซึ่งเป็นผู้นำ พรรคกระบี่คุนซาน สีหน้าซีดขาวตื่น
ตกใจกับสิ่งที่เห็น นางกรีดร้องก้าวถอยหลังด้วย
ความหวาดกลัว แล้วนางกล่าวขึ้นว่า ” ท่านคือใคร
กันแน่ ? หากท่านปรารถนา ‘กระบี่ทองคำเนตรเท
วะ’ ข้าก็ยินดีจะมอบมันให้แก่ท่าน แต่ได้โปรดไว้ชีวิต
ข้าด้วย! ”
ในระหว่างที่นางกล่าวอยู่นั้น นางก็หยิบศาสตราเต๋า
เชื่อมจิต ‘ กระบี่ทองคำเนตรเทวะ ‘ ออกมา แล้วโยน
มันใส่มือของ จาง ฝูถู ทันที
ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว
พวกเขาที่เหลือต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น พยายามถอย
หนีออกไปด้วยความหวาดกลัว
” ข้าคือผู้มาจาก นิกายเซียนซูซัน” จาง ฝูถู ยิ้มขณะ
กล่าว
“อา!”
เพียงได้ยินชื่อ ทุกคนก็ต่างทรุดตัวลงไปกับพื้น นั่น
เป็นเพราะภายในส่วนลึกของพวกเขา รู้สึกหวาดกลัว
อย่างยิ่ง
เดิมทีพวกเขา คงกำลังมองหาใครสักคนช่วยแก้แค้น
แต่หลังจากได้ยินชื่อนี้ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ภายในใจ
ของพวกเขานั่นก็คือความหวาดกลัว
” หากเจ้ายอมส่งมันให้ข้าดี ๆ ตั้งแต่แรก ก็คงไม่ต้อง
ตกตายไปเช่นนี้” ใบหน้าของ จาง ฝูถู ไร้ซึ่งความ
แยแสอย่างยิ่ง จากนั้นเขาก็ชี้ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตทั้ง
สองชิ้นไปทาง อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า “เจ้าสิ่งที่มีเพลิงลุก
ท่วมอยู่นี้ มีนามว่าอะไร?”
สตรีผู้นำกล่าวว่า “กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี”
” โอ้ อู่ อวี้ นับจากนี้พวกมันเป็นของเจ้า ” จาง ฝูถู
โยนกระบี่ทั้งสองให้กับ อู่ อวี้
ข้าควรจะรับเช่นนั้นหรือ ?
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ