กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 192 : ปรับแตงพันธสัญญากับกระบี่ทั้งสอง
จาง ฝูถู ปล้นชิงเข่นฆ่าอย่างโจ่งแจ้ง พฤติกรรมของ
เขาไม่แตกต่างจากผู้ฝึกตนนอกรีตแม้แต่น้อย
อู่ อวี้ รู้แจ้งถึงกฎในโลกแห่งการฝึกตนเป็นอย่างดี
กฎของผู้ฝึกตนไม่แตกต่างจากกฎของปั่า ผู้อ่อนแอ
ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า แต่เขาก็คิดว่า
ทุกผู้คนที่ถือครองอำนาจอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ควรมีมโน
ธรรมรู้จักแยกแยะผิดถูก
อย่างเช่นเหตุการณ์ของ นิกายกระบี่เพลิงแดง กับ
จาง ฝูถู ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ในความเป็นจริงแล้ว
พวกเขาทั้งสองไม่ได้เป็นอริศัตรูกันมาก่อนแต่อย่าง
ใด แม้ จาง ฝูถู เป็นผู้ฝึกตนที่มีวรยุทธล้ำลึกสูงส่ง มี
พลังอำนาจมากพอที่จะช่วงชิง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็
ไม่มีเหตุจำเป็น ที่เขาจะต้องทำลาย หรือ เข่นฆ่า
สังหารผู้ฝึกตนในเส้นทางแห่งเซียนเช่นเดียวกัน
เมื่อ จาง ฝูถู แย่งชิงศาสตราเต๋าเชื่อมจิตมาได้ เขาก็
มอบให้แก่ อู่ อวี้ เพื่อเป็นของขวัญในฐานะอาจารย์
ภายใต้สุริยันอันแผดจ้า จาง ฝูถู ฉีกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
เส้นผมขาวยาวสยายสาดสะท้อน เมื่อต้องแสงสุริยัน
ทุกคนทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวอย่าง
ที่สุด ‘ นิกายเซียนซูซัน ‘ แค่เพียงสี่คำนี้ ก็ทำให้พวก
มันหวาดกลัวจนไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา
อู่ อวี้ ยังจดจำวันที่ เฟิง ซัวหยา มอบ ‘ พลอง
พิชิตมาร’ ให้แก่เขา ในตอนนั้นเขาไม่สามารถหา
ศาสตราเต๋าที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ จนในที่สุดเขาก็
ได้ พลองพิชิตมาร มาจากท่านผู้อาวุโส มู่เกอ ซึ่งเป็น
ศาสตราเต๋าที่อาจารย์แลกเปลี่ยนมา โดยการมอบ
ศาสตราเต๋าที่มีค่าเทียบเท่ากันคืนกลับไป
แม้ว่าโลกแห่งผู้ฝึกตนจะมีแต่ความสับสนวุ่นวาย แต่
สำหรับ เฟิง ซัวหยา ก็ยังคงยึดถือแนวทางที่ถูกต้อง
ของตนเอง ส่วน จาง ฝูถู ซึ่งมาจาก นิกายเซียนซูซัน
อันโด่งดัง มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง วรยุทธล้ำเลิศแข็งแกร่ง
แต่จิตใจแห่งวิถีผู้ฝึกตนของเขา เป็นสิ่งที่ อู่ อวี้ ยาก
ที่จะยอมรับได้
ฉึก ฉึก!
ทันใดนั้นเอง กระบี่ทองคำเนตรเทวะ กับ กระบี่เพลิง
เทวะเจ็ดสี ก็ถูกขว้างลงมาปักอยู่บนพื้นปฐพีเบื้อง
หน้า อู่ อวี้ กระบี่ทองคำเนตรเทวะ ปลดปล่อย
ปราณกระบี่สีทองคำออกมาอย่างต่อเนื่อง เนตรเท
วะกลับกลอกไป ทุกจุดที่ถูกมันจับจ้อง จะถูกปราณสี
ทองเข้าปกคลุม แม้กระทั่งลานหยกขาวใต้ฝั่าเท้าของ
พวกเขา ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นทองคำ คาดว่าอีกเพียง
ไม่นาน ทั่วทั้งลานหยกขาวก็จะถูกปกคลุมไปด้วย
ปราณทองกลืนกินจนสิ้น
ส่วน กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี ซึ่งแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน
บัดนี้ได้ปลดปล่อยเปลวเพลิงเจ็ดสี ลุกโชนโชติช่วง
ออกมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเผาผลาญจาก
เพลิงหลากสี ซึ่งเต็มไปด้วยอุณหภูมิอันร้อนระอุ ลาน
หยกขาวที่อยู่เบื้องล่าง ได้ถูกหลอมละลายจน
กลายเป็นแอ่งวารีสีขาวบริสุทธิ์
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ศาสตราเสาร์เชื่อมจิตทั้งสองชิ้นนี้
เป็นศาสตราล้ำเลิศอย่างยิ่ง อีกทั้ง จาง ฝูถู ยังเข้าใจ
ในเคล็ดวิชาเต๋าที่ อู่ อวี้ ฝึกฝน รวมถึงคุณสมบัติธาตุ
ทางกายของเขา นั่นคือธาตุทอง และ ธาตุไฟ ซึ่ง
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว เรียกได้ว่า มันคือศาสตราเต๋าที่
เหมาะสมกับตัวเขาอย่างยิ่ง
” ดูเหมือนว่า จาง ฝูถู จะรู้จักตัวข้าดีกว่าที่คิดไว้
เป็นไปได้ว่า แม้แต่การมีอยู่ของ ‘กงล้อกระบี่หยินห
ยาง’ เขาก็น่าจะสืบทราบมาแล้ว ” ความคิดนี้ได้จุด
ประกายขึ้นมาภายในใจของ อู่ อวี้
เขาจะจัดการกับ จาง ฝูถู เช่นไรดี?
อู่ อวี้ มีแผนบางอย่างในใจ
ตราบใดที่ จาง ฝูถู ยังแสดงมิได้แสดงเจตนาร้ายต่อ
ตัวเขาอย่างชัดเจน เขาคงไม่อาจขัดแย้งกับคนผู้นี้
ชั่วคราว คงต้องเป็นคนโง่เง่าเท่านั้น ที่จะหาญกล้า
การขัดแย้งกับศัตรูผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ เพราะยังไงแล้ว
เฟิง ซัวหยา ก็ยังคงปรารถนาที่จะให้ อู่ อวี้ ได้
แข็งแกร่งขึ้น จนถึงขั้นยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้
กลายมาเป็นศิษย์แห่งนิกายเซียนซูซัน
” คงมีหนทางเดียวเท่านั้น ในอนาคตภายภาคหน้าข้า
จะต้องเอาชนะคนผู้นี้ให้ได้ เมื่อนั้นข้าจะสั่งสอนให้
เขาได้รู้ว่าควรจะปฏิบัติตนกับผู้อื่นเยี่ยงไร ”
อู่ อวี้ เชื่อว่ามรดกเซียน ตราบใดที่มีสภาวะแวดล้อม
ที่เอื้อต่อการฝึกฝน ผู้ที่เป็นเปั้าหมายอย่าง จาง ฝูถู
ยังไงเขาก็สามารถก้าวข้ามไปได้อย่างแน่นอน! ถึงแม้
เขาจะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางเข้าสู่ระดับ สร้าง
แกนนภา แต่ก็ยังคงเชื่อมั่น
” อู่ อวี้ เห็นว่าเจ้าเองก็มีศาสตราเต๋าเชื่อมจิตอยู่แล้ว
2 ชิ้น แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าสามารถใช้ได้ทั้ง 4 ชิ้น ข้าให้
เวลาเจ้าหนึ่งวัน เพื่อทำความคุ้นเคยกับศาสตราเต๋า
เชื่อมจิตทั้งสองชิ้นนี้ ”
ถ้อยคำที่ จาง ฝูถู พูดออกมานั้น ถือเป็นคำสั่งอัน
หนักแน่นเข้มงวด
หลังจากนั้นเขานั่งหลับตาเข้าฌาน ณ กลางลานหยก
สีขาว
ทั้งสองพรรคนิกายหวาดกลัวจน ไม่กล้าขยับ
เคลื่อนย้ายไปไหน กระทั่งว่าศพผู้นำ นิกายกระบี่
เพลิงแดง ก็ยังไม่แม้แต่จะถูกเก็บไป คนเหล่านี้
นั่งคุกเข่าลงกับพื้น หันไปมอง อู่ อวี้ ด้วยดวงตา
ริษยาและรู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
“ปรับแต่งพันธสัญญา”
อู่ อวี้ เลิกคิดฟุั้งซ่าน ในยามนี้สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็
คือ การทำพันธะสัญญาสัญญา ซึ่งศาสตราเล่มแรกที่
เขาเลือกก็คือ ‘กระบี่ทองคำเนตรเทวะ’ ร่องรอย
พันธะโลหิตของผู้นำหญิงยังคงติดอยู่บน ‘กระบี่
ทองคำเนตรเทวะ’ อันดับแรก อู่ อวี้ เริ่มจากการลบ
พันธะสัญญาออก ทำให้ ‘กระบี่ทองคำเนตรเทวะ’
กลายเป็นศาสตราเต๋าไร้เจ้าของ จากนั้นก็เริ่มทำ
พันธะสัญญาใหม่อีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาเคยใช้วิชา
ปรับแต่งพันธสัญญาสัญญากับ ‘มายาสีเงิน’ และ ‘เสา
โลหิตร้อยวิญญาณ’ เมื่อใช้งานเคล็ดวิชานี้เป็นครั้งที่
สาม ทำให้เขามีความคล่องแคล่วแลคุ้นเคยมาก
ยิ่งขึ้น
เขาถือกระบี่ทองคำไว้ในมือ เนตรเทวะที่อยู่ตรงด้าม
จับของกระบี่ แสดงอารมณ์ออกมาหลากหลาย สิ่งนี้
ทำให้ อู่ อวี้ รู้ว่ามันก็มีจิตแห่งภูมิปัญญาอยู่เช่นกัน
แต่จิตนี้กลับอ่อนแอมาก เป็นเช่นดั่งสัตว์ขนาดเล็ก
เมื่อ อู่ อวี้ เริ่มควบคุมมัน บางทีอาจจะเป็นเพราะ
ความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของเขา หรืออาจเป็น
เพราะภายในจิตวิญญาณของเขา มีจิตอานุภาพ
แห่งฉีเทียนต้าเซิ่งอยู่ ซึ่งเป็นความแข็งแกร่งที่ไม่อาจ
มองเห็นได้ บัดนี้ จาง ฝูถู เต็มไปด้วยความตกตะลึง
‘กระบี่ทองคำเนตรเทวะ’ สั่นไหวไปมาราวกับกำลัง
หวาดกลัวอยู่ ทำให้ อู่ อวี้ สามารถควบคุมมันได้
อย่างง่ายดาย
หลังจากสยบแลทำความเข้าใจ ‘กระบี่ทองคำเนตรเท
วะ’ ลงได้ เขาก็ค้นพบว่าศาสตราเต๋าเชื่อมจิตชิ้นนี้ มี
พลังมหาศาลมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ตรงส่วนกลางมี
‘ วงเวทย์ทองคำเนตรเทวะ ‘ อีกทั้งยังมีตราผนึกเสริม
เล็ก ๆ เก้าดวง
ชิ้นต่อไปก็คือ ‘กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี’ กระบี่เล่มนี้
แข็งแกร่ง ดุดัน เหี้ยมโหด ทั้งยังมีเปลวเพลิงอัน
ร้อนแรงอย่างยิ่ง ขณะที่เขากำลังสยบและควบคุมมัน
อยู่นั้น เปลวเพลิงเจ็ดสีก็ได้แผ่ซ่านลุกชนเผาไหม้ไป
ทั่วร่างของ อู่ อวี้ แต่เป็นเพราะเขามี กายาเพชร
อมตะ ปั้องกันอยู่ ฉะนั้นต่อให้เปลวเพลิงนั้นจะ
ร้อนแรงมากสักเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เขาบาดเจ็บได้
ในเวลานี้พลังศักดิ์สิทธิ์ของ อู่ อวี้ จึงเปรียบได้กับคม
มีดที่สับลงบนไม้ไผ่ แม้ว่าศาสตราเต๋าเชื่อมจิต ชิ้นนี้
จะสยบได้ยากกว่า กระบี่เนตรทองคำเทวะ แต่เขาก็
สามารถควบคุมมันได้ในที่สุด
ชั่วขณะที่เปลวเพลิงเจ็ดสี แผ่ซ่านไปทั่งร่างของ อู่ อวี้
จาง ฝูถู ก็ลืมตาขึ้น ถึงแม้จะเป็นเพียงชั่วอึดใจ แต่ อู่
อวี้ ก็ตระหนักดีว่า แท้จริงแล้ว จาง ฝูถู ยังเฝั้าคอย
สังเกตตนเองอยู่
ไม่นานหลังจากนั้น มือข้างซ้ายของ อู่ อวี้ ก็ถือจับ ‘
กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี ‘ ส่วนมือขวาถือจับ ‘ กระบี่
ทองคำเนตรเทวะ’ กระบี่ทั้งสองเล่มมีรูปทรงเพรียว
บาง ด้านหนึ่งปลดปล่อยปราณกระบี่ทองคำไปทั่ว
สารทิศ ส่วนอีกด้านหนึ่งปลดปล่อยเพลิงเจ็ดสี ลุก
โหมกระหน่ำม้วนกวาดอย่างร้อนแรง อู่ อวี้ ในเวลานี้
เสมือนดั่งเทพสงครามผู้เต็มเปียมไปด้วยพลังอำนาจ
หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่า
ศาสตราเต๋าทั้งสองชนิดนี้ ดูราวกับว่าเกิดมาเพื่อเขา
เมื่อควบคู่กับ เสาโลหิตร้อยวิญญาณ และ มายาสี
เงิน อย่างน้อย ๆ ในยามนี้ เรียกได้ว่า ‘ศาสตราเต๋า
เชื่อมจิต’ ที่อยู่ในมือของเขาทั้งหมดก็ถือว่าอยู่ใน
ระดับที่น่าพอใจแล้ว
นับตั้งแต่เขาได้รับมันมาไว้ในครอบครอง เขาใช้เวลา
ต่ำกว่าครึ่งชั่วยามสยบควบคุมพวกมัน ไม่ได้ใช้
เวลานานถึง 12 ชั่วยาม ตามที่ จาง ฝูถู กำหนด
ประมาณการเอาไว้
“ข้าทำสำเร็จแล้ว” อู่ อวี้ ควบคุมศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
ทั้งสองเล่มได้สำเร็จ เขาก็หันไปหา จาง ฝูถู แล้ว
กล่าวขึ้น ในความเป็นจริงเขาพยายามหลีกเลี่ยงเรียก
จาง ฝูถู ว่าอาจารย์ เนื่องจากมันเป็นคำเรียกขานที่
ยากจะเอื้อนเอ่ยเสียจริง ๆ
“โอ้?” จาง ฝูถู รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาลุกขึ้น
ยืน จากนั้นก็มอง อู่ อวี้ อย่างพินิจ สีหน้าที่
แสดงออกดูเปิดเผยเห็นได้ชัดว่าเขากำลังชื่นชม อู่
อวี้
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะทำให้ข้าประหลาดใจ มากกว่า
ศิษย์คนอื่น ๆ” จาง ฝูถู ถอนหายใจออกมา ฉับพลัน
กระบี่ที่ไร้ลักษณ์ก็ปรากฏขึ้นใต้ฝั่าเท้าของเขา เขา
สะบัดมือ จากนั้นก็ทะยานหายขึ้นไปในอากาศ
ปลดปล่อยคลื่นคลื่นกระแทกกวาดผ่านไปทั่วทั้งลาน
หยกขาว กองกำลังทั้งสองฝั่ายต่างหวาดกลัวมาก
ยิ่งขึ้น มันก้มตัวหัวหดไม่กล้าแหงนหน้ามอง จาง ฝูถู
แม้แต่น้อย
“เจ้า” ทันใดนั้น จาง ฝูถู ก็ชี้ไปที่ผู้นำหญิงแห่ง พรรค
กระบี่คุนซาน
“เซียนกระบี่!” ผู้นำหญิงประสานมือเคารพด้วยความ
เลื่อมใสศรัทธาต่อผู้ที่อยู่เบื้องหน้า แลหวาดกลัว
อย่างยิ่ง
ใบหน้าของ จาง ฝูถู ไร้ซึ่งความแยแส พร้อมกับ
กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบว่า “ข้าให้โอกาสเจ้า
หากเจ้าสามารถสังหารเขาให้ได้ภายในหนึ่งเค่อ (15
นาที )แล้วข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดต่อไป มิ
เช่นนั้น ไม่เช่นนั้นจุดจบของเจ้า จะเป็นดั่งมันผู้นั้น”
จุดจบ ที่เขาหมายถึงก็คือ ตกตายไปเช่นดั่ง เจ้า
นิกายกระบี่เพลิงแดง
“ว่ากระไรนะ!” ผู้นำหญิงเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าของ
นางซีดเผือดเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ด้วย
เพราะนางคิดแค่ นางได้มอบศาสตราเต๋าเชื่อมจิตให้
ไปแล้วทุกอย่างจะจบลง หลังจากนั้นบุรุษทั้งสองก็จะ
ยอมจากไปแต่โดยดี นางไม่คาดคิดว่า จาง ฝูถู ไม่
เพียงแต่ไม่ยอมปล่อยนางไป แต่ยังใช้นางจัดการกับ
อู่ อวี้ อีกด้วย!
หากพิจารณาจากการแต่งกาย และ มุมมองต่าง ๆ อู่
อวี้ ต้องไม่ใช่ศิษย์ของคนผู้นี้อย่างแน่นอน!
อย่างไรก็ตาม เขาปรารถนาจะมอบศาสตราเต๋าเชื่อม
จิตให้กับ อู่ อวี้ แล้วเหตุใดถึงใช้ให้นางสังหาร อู่ อวี้
ด้วย?
ในเวลานี้ร่างกายของนางนิ่งค้างด้วยความตกตะลึง
ภายในหัวใจของผู้นำหญิงเปียมล้นไปด้วยความฉงน
สงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากไต่ถาม ทันใดนั้น
จาง ฝูถู ก็ควบคุมกระบี่บิน ทะยานขึ้นฟากฟั้าด้วย
ความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ หายลับไปต่อหน้าต่อตา
ของทุกผู้คน
” เจ้ามีเวลาเพียงแค่ หนึ่งเค่อ(15นาที) หากข้า
กลับมา แล้วยังเห็นว่าเขามีชีวิตอยู่ เจ้าจะถูกสังหาร”
สุรเสียงของ จาง ฝูถู ที่เปล่งออกมา เย็นยะเยือก
เสียงลึกลงไปจนถึงกระดูก ราวกับเป็นเสียงของ
ยมทูตที่จะส่งมอบความตายมาให้ เสียงนั้นยังคงดัง
ก้องกังวานอยู่ภายในหูของผู้นำหญิง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเสียงของผู้ใด
ไม่มีโอกาสให้เจรจาต่อรอง หากนางไม่กระทำตาม
นางก็จะถูกสังหาร เห็นได้จากที่ จาง ฝูถู ที่สังหาร
คู่ปรับเก่าของนาง โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
คราแรก อู่ อวี้ คิดว่าตนฟังผิด
แต่เมื่อเขาเห็น จาง ฝูถู บินหายลับไป เขาก็ยืนยันได้
ว่า อีกฝั่ายเจตนาทำเช่นนี้จริง ๆ
จาง ฝูถู ยิ้มพร้อมกล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้ เจ้าระวังตัวไว้
ให้ดี นางมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
ระดับสอง”
กล่าวได้ว่า คนพวกนี้มีความแข็งแกร่งกว่า เฟิง
ซัวหยา อีกทั้งระดับการฝึกตนของพวกเขายังสูงกว่า
อู่ อวี้ ถึงสองขั้น
ในคำกล่าวของเขา ไร้ซึ่งคำอธิบายใด ๆ แม้แต่น้อย
ในท้ายที่สุดแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่ทราบว่าเขากำลังทำอะไร
อยู่กันแน่
เพราะเหตุใด หลังจากแย่งชิงศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
แล้วมอบมันให้แก่ตัวเขา แล้วเพราะเหตุใดต้องสั่งให้
นางผู้นี้สังหารเขาด้วย?
เพื่อทดสอบเขาเช่นนั้นหรือ? หรือต้องการเล่นสนุก
กับตัวเขากันแน่?
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความโทสะโกรธ
เกรี้ยว เขาก็พยายามสะกดข่มอารมณ์ของตนเอง ให้
สงบลง! มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากยิ่งกว่า
เก่า แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนซึ่งมาจาก
ดินแดนเล็ก ๆ อันแสนห่างไกล ที่บัดนี้พึ่งได้เริ่มก้าว
เข้าสู่สนามรบที่แท้จริงของเซียนเต๋า ถือเป็นช่วงเวลา
ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว หากไม่ระวังให้
ดี คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากเขาเกิดตกตายลงที่ใด?
หลังจากที่ จาง ฝูถู จากไป ผู้นำหญิงก็ลุกขึ้น ส่วน
สาวกคนอื่น ๆ ก็เริ่มแตกหือพากันหลบหนีกระจัด
กระจายออกไป แลคอยเฝั้าดูการต่อสู้จากระยะไกล
อู่ อวี้ สังเกตเห็นว่า ภายในดวงตาของสตรีนางนั้น
เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อตัวเขา
“เจ้าเป็นใคร?” นางขบฟันแล้วเอ่ยถามขึ้น
“ศิษย์ฝึกหัด” อู่ อวี้ กล่าวขึ้นเพียงสั้น ก็ทำให้ผู้นำ
หญิงต้องล่าถอยกลับไปด้วยความตกตะลึง
“ทำไมเขาถึงทำเช่นนี้?” ใบหน้าของนางซีดเผือด เนื้อ
ตัวสั่นเทา นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด จาง ฝูถู ฉัน
ต้องการให้นางสังหาร อู่ อวี้
อู่ อวี้ ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่อาจคาดเดา
ความคิดของเขาได้ บางทีเขาอาจกำลังทดสอบข้าอยู่
เพราะอย่างไรเขาก็เป็นอาจารย์ หากเป็นเช่นนี้ สู้
ท่านไม่หาทางหลบหนีออกไปเสียดีกว่างั้นหรือ บางที
เจ้าอาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้”
หากว่านางได้หนีจากไป บางที จาง ฝูถู อาจไม่
สามารถค้นหาตัวนางได้สักระยะหนึ่ง..
อย่างไรก็ตาม หยาดน้ำตากลับไหลอาบนองใบหน้า
ของผู้นำหญิง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความ
หวาดกลัว แลความรู้สึกไม่ยินยอมต่อความตาย นาง
ฝืนทนกล่าวขึ้นว่า “ไม่ ข้าไม่มีทางหลบหนี หลุดรอด
พ้นจากเงื้อมมือของเขาได้ เขาบอกเขาว่า วิธีเดียวที่
จะทำให้ข้ามีชีวิตรอดต่อไปได้คือการสังหารเจ้า! ”
นางหวากกลัว จาง ฝูถู ยามนี้ความหวังทั้งหมดของ
นาง อยู่ที่การสังหาร อู่ อวี้ ลงเท่านั้น
” ข้าเป็นศิษย์ของเขา หากเจ้าสังหารข้า คิดว่าเขาจะ
ปล่อยเจ้าไปงั้นรึ?” อู่ อวี้ เอ่ยถามขึ้น แท้จริงแล้วใน
เวลานี้ เขายังครุ่นคิดอย่างหนักว่า จาง ฝูถู ต้องการ
ทำอะไรกันแน่!
คนผู้นี้ ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ หาได้มีความเคารพ
ต่อตัวเขาแม้แต่น้อย บางครั้งอาจเป็นความรังเกียจ
ด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับ จิ่วเซียน อู่ อวี้ รู้สึกเกลียดเขา
กว่ามาก ทั้งรูปแบบแลลักษณะนิสัยของเขา จุดยืน
ของเขาล้วนแตกต่างจาก อู่ อวี้ อย่างสิ้นเชิง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ