กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 196 : วังกระบี่แกวมรกต
“อีกสามวันก็จะถึงปากทางเข้าสู่นิกายเซียนแล้ว”
จาง ฝูถู ก็ยืนพร้อมเอามือไพล่หลังอยู่บนกระบี่บิน
จักรพรรดิแล้วเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า
เมื่อกล่าวจบก็เริ่มถลาบินต่ำลงผ่านหมู่เมฆ ยังต้อง
เดินทางไกลไปอีกสามวัน แต่ อู่ อวี้ ก็มองเห็นได้แล้ว
ว่าในที่ที่ห่างไกลภายใต้ผืนเมฆนั้น เหมือนกับว่ามีเสา
ต้นหนึ่งกำลังเชื่อมต่อกับสวรรค์
เสานั้นก็มีรูปร่างคล้ายคลึงกับพลองทองสมปรารถนา
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย
“นั่นก็คือจุดที่สูงที่สุดของดินแดนเทพตงเสิน
เทือกเขาชิงเทียน!” จาง ฝูถู กล่าวขึ้นมาด้วยความ
ภาคภูมิใจ
เกรงว่าในนิกายเซียนซูซัน ไม่มีใครที่จะไม่ภูมิใจกับ
เทือกเขาชิงเทียนแห่งนี้
กระบี่ล่องหนของ จาง ฝูถู ก็บินทะยานขึ้นไปข้างบน
อีกครา กล่าวได้ว่าตำแหน่งในยามนี้ของพวกเขานั้น
อยู่สูงเสียดฟั้าจนสามารถมองเห็นผืนท้องนภาที่ไร้
จุดสิ้นสุดได้เต็มสายตา
เมื่อมองไปที่เทือกเขาชิงเทียนที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงบังเกิด
ความรู้สึกอันตื่นตะลึงกับความอัศจรรย์นี้ ทุกสิ่งทุก
อย่างที่อยู่บนเทือกเขาชิงเทียน ช่างดูยิ่งใหญ่จรยาก
เกินที่จะเอื้อมถึง
เมื่อเวลาผ่านไปเขาเริ่มเข้าไปใกล้เทือกเขาชิงเทียน
ไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงสามารถมองได้ชัดเจนว่านี้คือ
เทือกเขาชิงเทียนนี้ไม่ใช่เสาต้นหนึ่ง แต่เป็นกระบี่
ขนาดยักษ์ที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินทะลุขึ้นไปถึงชั้นฟั้า
สวรรค์ เหมือนกับเป็นนิ้วมือโผล่มาจากกระดูกสัน
หลังของพิภพเชื่อมต่อกับฟั้าสวรรค์ มีความเยือกเย็น
ดุดันราวกับว่าจะพุ่งชนเข้ากับสวรรค์ ฉีกกระชาก
ท้องฟั้าให้เบิกทางออก!
เพราะว่ามันถูกปกคลุมด้วยชั้นหิมะ ทำให้ราวกับว่า
มันเป็นกระบี่เหมันต์เล่มหนึ่ง แล้วจุดสูงสุดของ
เทือกเขาชิงเทียนนี้จะสูงไปถึงเพียงใดกันแน่
เกรงว่าแม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ในมหาวงจรสี่วิถี
กระบี่ก็ยังคงต้องการที่จะขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาชิง
เทียนทั้งสิ้น ทั้งการบ่มเพราะเลื่อนระดับพลัง ล้วน
แต่มีเปั้าหมายเพื่อที่จะสามารถปีนขึ้นไปอยู่บนยอด
เขาให้ได้
สาวกแกนสามัญของเขตกระบี่สามัญต่างฝึกฝนอย่าง
หนักเพื่อให้ขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาชิงเทียนให้ได้!
ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกล แต่สิ่งที่เห็นเป็นครั้งแรกนี่ก็
ทำให้ อู่ อวี้ ได้เกิดความประทับใจขึ้นกับเทือกเขาชิง
เทียนนี้อย่างลึกซึ้ง
“เทือกเขาทรงกระบี่นี้ ดูเหมือนว่าจะอยู่มานานพอๆ
กับผืนปฐพีและสรวงสวรรค์ มิฉะนั้นคงไม่มีกลิ่นอาย
ฟั้าดินที่หนาแน่นเช่นนี้ นี่ถือเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของ
เทพสวรรค์! ยอดเขาเทพสวรรค์ของเทือกเขาครามก็
สมควรมีต้นแบบมาจากเทือกเขาชิงเทียนแห่งนี้!”
ถ้าหากว่านี่ไม่ใช่ผลงานของเหล่าเทพสวรรค์ ก็คงจะ
ไม่มีกลิ่นอายฟั้าดินที่พลั่งพรูเช่นนี้ได้ ถึงแม้ว่า อู่ อวี้
จะมองไม่เห็นยอดเขา แต่เขานั้นก็มีความตั้งใจที่จะ
รีบปีนขึ้นไปให้ถึงข้างบนให้ได้
“ตื่นตะลึงใช่ไหม นี่เป็นเขากระบี่สวรรค์ เทือกเขา
อันดับหนึ่งในดินแดนเทพตงเสิน! เป็นความฝันสูงสุด
ของผู้ฝึกตนทั้งปวง!” จาง ฝูถู กล่าวออกมา
ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใด ก็ยิ่งเข้าไปใกล้ เทือกเขาชิง
เทียนนั้นที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็ยิ่งยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงต้องเดินทางอีกประมาณหนึ่งวัน
โดยทั่วไปแล้วจะไม่สามารถมองเห็นขอบของเขาดาบ
สวรรค์ได้อย่างชัดเจน อู่ อวี้ มองไปยังกำแพงที่ไม่มีที่
สิ้นสุดซึ่งเปรียบเหมือนกับเป็นกำแพงที่กั้นโลกใบนี้
คอยปิดบังสายตาของเขาเอาไว้ เมื่อมองทางทิศ
ตะวันตกก็เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกปกคลุมจนหมด
สิ้น
และเขตแดนกระบี่สามัญตั้งล้อมรอบเทือกเขาชิง
เทียนแห่งนี้นั่นเอง
หลังจากที่เดินทางมากแล้วตอนนี้ อู่ อวี้ อยู่บน
เทือกเขาชิงเทียน จากด้านล่างถึงด้านบนได้ถูกปก
คลุมไปด้วยหมู่เมฆาเก้าสี หมู่เมฆาเก้าสีเหล่านี้
เหมือนกับเป็นมังกรที่เลื้อยพันรอบเทือกเขาชิงเทียน
หมู่เมฆาหลากสีเหล่านี้ได้โอบกอดไปทั่วทั้งสารทิศ
ของเทือกเขาชิงเทียน
“อย่าได้หลงใหลไปกับความงามของเหล่าเมฆานี้
ความเป็นจริงแล้วพวกมันก่อขึ้นมาจากปราณกระบี่
จำนวนนับไม่ถ้วน คนภายนอกที่ต้องการจะบุกรุกปีน
ขึ้นไปบนเทือกเขาชิงเทียน ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูก
ค่ายกลเก้าเมฆาสังหารจนร่างกายถูกสับเป็น
ชิ้นๆ” จาง ฝูถู กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
นี่แน่นอนว่าเป็นค่ายกลกระบี่ระดับสูง ห่างชั้นจาก
ค่ายกลหมื่นกระบี่จนเทียบกันไม่ติด
“อย่างไรก็ตามภายนอกของเขตแดนกระบี่สามัญ ยัง
มีค่ายกลเก้าสิบเก้ากระบี่เซียน ค่ายกลเก้าสิบเก้า
กระบี่เซียนนี้โดยปกติแล้วไม่ได้เปิดใช้งาน เมื่อมีคน
หรือว่าปีศาจบุกเข้ามา ค่ายกลถึงจะทำงาน ทั่วทั้ง
นิกายเซียนซูซันจะกลายเป็นเหมือนกับปั้อมปราการ
เหล็กที่ถูกล้อมรอบด้วยคูน้ำ ไม่มีใครหน้าไหนที่จะ
สามารถทำลายมันลงได้ ถึงอย่างนั้นข้านั้นอยู่มานาน
หลายปีแล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นค่ายกลแห่งนี้ทำงานเลย
สักครั้ง เพราะว่าบนโลกใบนี้ไหนเลยจะมีใครหน้า
ไหนกล้าบุกเข้ามาในนิกายเซียนซูซันยังไงล่ะ”
“แน่นอนว่ารายละเอียดเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ข้ารู้
เท่านั้น ในหลายปีที่ผ่านมานับไม่ถ้วน บรรพบุรุษของ
นิกายเรา ได้วางค่ายกลเอาไว้จำนวนนับไม่ถ้วน และ
ยังเหลือมรดกอีกมากมายที่ยังหาไม่พบ มีเฉพาะผู้
ยิ่งใหญ่ที่ได้รับการเคารพสูงสุดซึ่งอยู่บนเขตแดนซียน
ซูซันเท่านั้น ถึงจะควบคุมค่ายกลฆ่าสังหารทั่วทั้ง
นิกายเซียนซูซันได้ สุดท้ายแล้วก็ยังมีสิ่งที่น่ากลัวอัน
ลึกลับซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก!”
อู่ อวี้ รู้สึกตกตะลึงอยู่ข้างในลึกๆ ว่านิกายเซียนซูซัน
แห่งนี้ คู่ควรที่จะเป็นดินแดนในฝันจริงๆ ต่อให้ จาง
ฝูถู จ้องมองเขาด้วยความละโมบ ก็ไม่อาจจะดับ
ทำลายความเร่าร้อนและความพยายามที่จะเข้าไป
อยู่ในกับนิกายเซียนนี้ลงได้
อู่ อวี้ ยังมองเห็นอีกว่า บนเทือกเขาชิงเทียน ทั้งสี่ทิศ
ที่ขยายยาวออกไปมีโซ่เหล็กอย่างน้อยนับหมื่นเส้น
ปักอยู่รอบๆเขตกระบี่สามัญ ดูเหมือนกับว่ามีเอาไว้
เพื่อยึดเทือกเขาชิงเทียนเข้าด้วยกัน จาง ฝูถู ก็ได้
กล่าวความว่า สายโซ่ทุกๆเส้นนั้นเอาไว้เพื่อผูกกระบี่
เซียน ที่ปักอยู่บนพื้นดินเพื่อเอาไว้คอยสร้างแรง
กดดันเหล่าปีศาจ กล่าวได้ว่า เขตแดนกระบี่สามัญนี้
มีพื้นที่บางแห่งเป็นเหมือนกับกรงขัง และได้มีปีศาจ
มากมายถูกคุมขังเอาไว้
ส่วนระดับของศาสตราเต๋ากระบี่เซียน จาง ฝูถู นั้น
ไม่ได้กล่าวเอาไว้
หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งวันในที่สุดก็มาถึงเขตกระบี่
สามัญ เมื่อมองไปรอบๆที่ราบสูงแห่งนี้ก็มองเห็น
เพียงแค่โลกเหมันต์ หิมะจำนวนมากมายปกคลุมอยู่
บนเทือกเขาที่ไม่สิ้นสุดแห่งนี้ มันช่างกว้างใหญ่กว่า
เทือกเขาครามไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า อาณาเขตของ
เทือกเขาชิงเทียนนั้นกล่าวได้ว่าไร้ที่สิ้นสุด และ
สถานที่แห่งนี้ยังมียอดเขาสูงใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก
เทือกเขาบางแห่งก็ตั้งอยู่บนไหล่เขาของเทือกเขาชิง
เทียน แน่นอนว่านั่นก็เป็นสถานที่ที่สาวกแกนสามัญ
นั้นอาศัยอยู่
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟั้าจะเห็น
ว่ามีเกาะลอยฟั้ามากมายลอยอยู่ ว่ากันว่านี้เป็น
เพราะพลังค่ายกลของนิกายเซียนที่ยกมันให้ลอยขึ้น
ไป
เมื่อยืนอยู่ในตำแหน่งนี้ ถึงแม้จะสามารถมองเห็น
เพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งทั่วทั้งนิกายเซียนซูซัน แต่
ในส่วนของตัวภูเขาทั้งลูกอัดแน่นไปด้วยปราณกระบี่
มีศิษย์จำนวนมากสามารถใช้กระบี่บินจักรพรรดิได้
ถึงแม้ในเทือกเขาครามนั้นไม่ค่อยเห็นใครที่สามารถ
จะใช้กระบี่บินจักรพรรดิได้ แต่ในที่แห่งนี้มันเป็น
เพียงเรื่องปกติธรรมดาเท่านั้น
“ตอนนี้เจ้าอยู่เพียงแค่ระดับล่างเท่านั้น ก็จะมองได้
แต่สิ่งที่ปรากฏออกมาแต่เพียงเช่นนี้ ถ้าหากว่ามี
ความสามารถเช่นข้า แล้วกลับมามองอีกที่ เจ้าก็จะ
มองเห็นที่แห่งนี้เป็นเพียงแค่ผืนธุลีเท่านั้น พื้นที่
ทั้งหมดล้วนมีค่ายกลทำลายล้างอยู่ ทุกหนแห่งมีเงา
กระบี่ปลิวว่อน ทุกหนแห่งมีปราณกระบี่ตัดผ่าน
สลับกัน ที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนโลกของกระบี่!”
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็น แต่ อู่ อวี้ ก็สามารถ
สัมผัสได้ถึงพลังปราณกระบี่ที่น่ากลัวปรากฏอยู่ทั่ว
ทุกทิศ ราวกับว่านี่เป็นปั่าแห่งกระบี่ และเขากำลัง
เดินอยู่ในปั่าแห่งกระบี่นี้อยู่
ยามมองไปรอบๆพลันปรากฏเป็นภูเขาหิมะนับพัน
ลูก ท่ามกลางความกว้างใหญ่นี้ก็สามารถมองเห็นวัง
และวิหารต่างๆมากมาย หอคอยจำนวนนับไม่ถ้วน
และยังมีสิ่งปลูกสร้างมากมายที่เลียนแบบกระบี่ตั้ง
ตระหง่านชูขึ้นไปบนท้องฟั้า
ฟิว ฟิว ฟิว!
ในขอบเขตที่มองเห็นนั้นก็มีลูกศิษย์นับพันคนขี่กระบี่
บินจักรพรรดิบินผ่านมา ในที่แห่งนี้ อู่ อวี้ ดูธรรมดา
ดาดดื่นเป็นอย่างมาก ระดับการฝึกตนของเขาถือว่า
ต่ำกว่าคนส่วนใหญ่ในที่แห่งนี้เสียอีก
แม้แต่การดำรงอยู่ของผู้ที่อยู่ในวงจรกระบี่สี่วิถีขั้น
ปฐพีอย่าง จาง ฝูถู ก็นับว่าไม่มีอะไรพิเศษ เมื่อ
กลับมายังที่แห่งนี้ เขากลับไม่ได้มีความสำคัญมาก
นักเฉกเช่นยามที่อยู่ภายในเทือกเขาคราม จากนั้น
เขาก็พา อู่ อวี้ เดินจากไป
อู่ อวี้ ได้ทำตามความฝันที่คาดไม่ถึงว่าสักวันหนึ่งเขา
จะได้มาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกตนในดินแดน
เทพตงเสินเช่นนี้ ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทำให้สายตา
ของเขาพร่ามัว มันน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าครั้งแรกที่เขา
เข้าสู่เทือกเขาครามเสียอีก
สามารถกล่าวได้ว่าที่แห่งนี้ เป็นเหมือนกับสรวง
สวรรค์ในจิตนการของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ความกว้างใหญ่ที่ไร้ที่สิ้นสุด สามารถเห็นได้แค่ภูเขา
น้ำแข็งเพียงอย่างเดียว ยกเว้นเมื่อขึ้นไปอยู่บน
เทือกเขาชิงเทียนจึงจะได้มองเห็นอีกมุมมองหนึ่ง!
“ตามข้าไปยัง วิหารฝูถูของข้าที่อยู่ในวังกระบี่แก้ว
มรกต นั่นนับเป็นหนึ่งในเก้าสิบเก้าวังกระบี่ทั้งหมด
วิหารฝูถูนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของวังกระบี่แก้ว
มรกตแห่งนี้ ฉะนั้นเจ้าจึงจะต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของ
วังวังกระบี่แก้วมรกต”
ว่ากันว่าประมุขของวัง เป็นผู้อยู่ในมหาวงจรสี่วิถี
กระบี่ขั้นแก่นแท้
วิหาร วังกระบี่ สาวกแกนสามัญ ผู้อยู่ในมหาวงจรสี่
วิถีกระบี่………นิกายเซียนซูซันแห่งนี้มีการแบ่งระดับ
กันอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกันที่แห่งนี้ ที่บนท้องฟั้ามี
หิมะ น้ำแข็งปกคลุม และลมหนาวอันเย็นยะเยือก
รอบด้านมีบรรยากาศที่หนาวเย็นปกคลุมอยู่ เมื่อ อู่
อวี้ ที่เพิ่งมาถึง จึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องคอย
ระมัดระวังและตื่นตัว
ในเขตแดนกระบี่สามัญ ยิ่งใกล้กับเทือกเขาชิงเทียน
มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยู่ใกล้แกนกลางของนิกายมาก
เท่านั้น วังกระบี่แก้วมรกตนั้นเป็นหนึ่งในยี่สิบกว่าวัง
ที่อยู่ชั้นนอกของเขตแดนกระบี่สามัญ เมื่อพิจารณา
ถึงพลังฟั้าดินแล้ว ก็อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด มันอยู่ใน
ชายขอบของเขตแดนกระบี่สามัญ ทันทีที่ก้าวเข้าไป
ในเขตแดนกระบี่สามัญก็จะเจอที่ตั้งของวังกระบี่แก้ว
มรกตทันที แม้กระทั่งกลิ่นอายฟั้าดินในที่แห่งนี้ เป็น
เหมือนกับหมอกเซียนสีขาว เพียงแค่ดูดซับเข้าไป
เพียงนิดก็ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและกระปรี้กระเปร่า
แล้ว อย่างน้อยมันก็มากกว่าเทือกเขาครามนับร้อย
เท่า
นี่ก็ไม่ต่างกับสวรรค์บนดินแม้แต่น้อย
พวกเขาเดินผ่านหุบเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ เมื่อมองไป
ข้างหน้า ก็จะเห็นกระบี่ยักษ์สีครามสองเล่ม
เหมือนว่ามันจะถูกสร้างมาจากทองสัมฤทธิ์ ปักอยู่
บนพื้น มันมีความสูงประมาณร้อยจั้ง เป็นหนึ่งในสี่
กระบี่ที่ปักอยู่บนพื้น มีโซ่เหล็กขนาดใหญ่แขวนอยู่
บนด้ามของกระบี่ยักษ์นั่น มันยืดขยายออกไปตาม
แนวไหล่เขาของเทือกเขาชิงเทียน อู่ อวี้ รู้ดีว่านี่เป็น
หนึ่งสองกระบี่เซียนที่ จาง ฝูถู ได้กล่าวเอาไว้ ภายใต้
กระบี่เซียนได้คุมขังเหล่าปีศาจเอาไว้อยู่ข้างใต้
และกระบี่เซียนทั้งสองเล่มนี้ก็ประกอบขึ้นเป็นประตู
ยักษ์ของนิกายเซียนซูซัน!
แน่นอนว่าเป็นประตูยักษ์ของวังกระบี่แก้วมรกตด้วย
เช่นกัน
เมื่อมองจากที่ที่ห่างไกลสามารถมองเห็นว่าระหว่าง
กระบี่ยักษ์ทั้งสองเล่มนี้ มีผู้ฝึกตนประมาณสามสิบ
คนสวมใส่เสื้อเกราะสีครามกำลังยืนอยู่ แบกศาสตรา
เต๋าเชื่อมจิตชนิดเดียวกันยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลาง
ลมหิมะ ไม่ขยับเขยื้อนจ้องมองมาที่ จาง ฝูถู นี่
สมควรจะเป็นผู้พิทักษ์ประตูของวังกระบี่แก้วมรกต
“จาง ฝูถู!”
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น มีคนท่าทางกำยำผู้หนึ่งที่
เต็มไปด้วยหนวดเครา เขาคือหัวหน้าของกลุ่มคน
เหล่านี้ ในยามนี้เขาสามารถมองเห็น จาง ฝูถู ได้
อย่างรวดเร็ว
“ชางหมั่ง ยังดูแข็งแรงดีนะนับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เจอ
กัน” จาง ฝูถู ก็นำ อู่ อวี้ ไปยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มฝูง
ชน
สามสิบคนเบื้องหน้านี้ ทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขต
สร้างแกนนภา ตอนนี้สายตาของทุกคนต่างก็จ้องไป
ที่ อู่ อวี้ สายตาที่แหลมคม ใบหน้าที่เย็นชา ได้สร้าง
แรงกดดันให้กับ อู่ อวี้ อย่างมหาศาล
“ยินดีต้อนรับการกลับมา ว่าแต่เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน?
คนที่เจ้าพาออกไปไม่ใช่คนนี้นี่ ” ผู้ฝึกตนที่ชื่อว่า
ชางหมั่ง ก็ถามขึ้น
จาง ฝูถู ก็กล่าวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไป “ที่ข้าพา
ออกไปนั่นเป็นลูกศิษย์ของข้า คาดไม่ถึงว่าเขาจะถูก
ปีศาจสังหารจนตกตายไปแล้ว สำหรับคนนี้ เป็น
อัจฉริยะที่ยากจะได้พบจากดินแดนตะวันออกอัน
ห่างไกล ข้าจึงรับเขาไว้เป็นศิษย์ นำเขาเข้านิกาย
เซียนซูซัน”
ชางหมั่ง นั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแล้วกล่าวว่า “ศิษย์
ของเจ้าจะถูกปีศาจสังหารไปได้อย่างไร? การที่มัน
สามารถสังหารศิษย์ของเจ้าต่อหน้าต่อตาเจ้าได้ ก็ถือ
ได้ว่ามันนั้นค่อนข้างแข็งแกร่งเลยทีเดียว”
จาง ฝูถู เลยกล่าวตอบว่า“ ไม่ใช่เลย เป็นเพราะว่า
ข้านั้นเลินเล่อ ปล่อยให้เขาไปพบกับปีศาจเพียง
ลำพัง”
เมื่อดูไปแล้ว ภายในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ จาง ฝูถู
จะไม่สามารถสังหารคนได้ตามอำเภอใจ ดังนั้นเขาจึง
ต้องพาลูกศิษย์ที่เขาไม่พอใจออกไปข้างนอก?
“เรื่องนี้ข้าไม่สามารถจัดการได้ อย่างไรก็ตามเจ้า
ต้องยืนยันว่าศิษย์ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าสร้างแกนนภา
นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมกับนิกายเซียน
ของพวกเราหรือไม่? การที่จะเข้าสู่นิกายเซียนนี้
โดยทั่วไปแล้วจะต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน”
ชางหมั่ง นั้นถามขึ้นอย่างสงสัย
“ผู้อยู่ในมหาวงจรสี่วิถีกระบี่ขั้นปฐพี มีอำนาจเพียง
พอที่จะรับบุคคลภายนอกมาเป็นศิษย์ของนิกาย
เซียนได้โดยตรง แต่ว่ารับได้สูงสุดเพียงแค่สี่คน
เท่านั้น ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ
ที่สิบ แต่เท่าที่เห็น เขามีอายุไม่ถึงยี่สิบปี ” จาง ฝูถู
กล่าวออกมาโดยไม่ลังเล
“ยังไม่ถึงยี่สิบ? ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว” ชางหมั่ง
พยักหน้า เขากำลังตรวจสอบตัว อู่ อวี้ ดวงตาของ
เขาดูเหมือนว่าจะสามารถมองตรวจสอบทุกสิ่งทุก
อย่างของ อู่ อวี้ ได้
หวันเทียน หยู๋เซวีย นั้น อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ
ระดับที่แปด แต่ก็เดินอยู่บนวิถีฝึกตนมาแล้วห้าสิบปี
แต่ส่วน หวงเฉิง นั้น อายุสามสิบกว่าปีกลับสามารถ
บรรลุระดับสร้างแกนนภาได้แล้ว อย่างน้อยการที่จะ
อยู่ในวิหารฝูถูได้ จะต้องมีคุณสมบัติล้ำเลิศเป็นอย่าง
ยิ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ศิษย์สามัญที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี
ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่แปด
“ได้ งั้นเข้าไปเถอะ”
ชางหมั่ง พยักหน้า
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ